|
||||||||||||
|
เศรษฐศาสตร์กับเรื่องความสุข
คอลัมน์ ดุลยภาพ ดุลยพินิจ ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์ สถาบันวิจัยสังคมและเศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มติชนรายวัน วันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9993 บทความเรื่องดัชนีวัดความสุขของอาจารย์นวลน้อย ตรีรัตน์ ในมติชนรายวันเมื่อไม่นานมานี้นั้นน่าสนใจมาก ช่วยจุดประกายและเสนอประเด็นให้คิดต่อเรื่องความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและความสุข เศรษฐศาสตร์เรียนรู้อะไรบ้างเรื่องความสุขของมนุษย์ มนุษย์จะทำอะไรกับตัวเองได้บ้างในเมื่อความสุขคือที่สุดของความต้องการของคนทุกคน โดยผิวเผินคนทั่วไปอาจไม่เชื่อว่าความสุข(โดยรวมๆ คือความพอใจที่เรามีกับชีวิต ฝรั่งใช้คำว่า Happiness, well being, welfare หรือ social welfare, life satisfaction แทนๆ กันไป) นั้นจะวัดและเปรียบเทียบกันได้ระหว่างกลุ่มคน ประเทศในช่วงเวลาหนึ่ง และระหว่างช่วงเวลาต่างๆ กัน ซึ่งสะท้อนความเปลี่ยนแปลงของความสุขในระยะยาว รวมทั้งสามารถหาความสัมพันธ์ของปัจจัย หรือที่มาของความสุข แต่งานของนักวิชาการในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมาในหลายๆ สาขาได้พิสูจน์แล้วว่าการหาข้อเท็จจริง เรื่องความสุขนั้นทำได้อย่างน่าเชื่อถือ แม้จะไม่สมบูรณ์ 100% ผลที่ได้สอดคล้องกันเป็นส่วนใหญ่ มีการใช้การสำรวจตัวอย่างที่ใหญ่โตระดับเป็นหมื่นๆ ถึงกว่าสองแสนคนก็มี ที่น่าสนใจ คือ การวิจัยนี้ทำโดยนักวิจัยจากหลายๆ สาขาต่างกรรมต่างวาระจากนักจิตวิทยา ซึ่งวิจัยเรื่องความสุขมานานแล้วก่อนคนอื่น นักเศรษฐศาสตร์ นักสังคมวิทยา ถึงขนาดว่าปัจจุบันมีวารสารที่ชื่อว่า Journal of Happiness Research นักเศรษฐศาสตร์มองโลกไม่เหมือนนักจิตวิทยาเสียทีเดียว แต่ในการทำวิจัยเรื่องความสุข เศรษฐศาสตร์ยืมวิธีการของจิตวิทยามาใช้เป็นประโยชน์ได้มาก นักเศรษฐศาสตร์เชื่อว่ามนุษย์มีเหตุมีผลภายใต้รสนิยม โอกาสที่เปิดให้ รวมทั้งข้อจำกัดต่างๆ คนทั่วไปเมื่อเลือกตัดสินใจทำอะไรไปแล้ว ก็เพราะนั่นเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับตนเอง (Objective Decision Utility) ให้ความพอใจ หรือที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่าอรรถประโยชน์สูงสุด ไม่งั้นเขาคงไม่ตัดสินใจเลือกแบบนั้น เศรษฐศาสตร์จึงดูพฤติกรรมของมนุษย์โดยสังเกตได้จากการตัดสินใจในการเลือก(Choice) ของเขาโดยไม่ต้องไปสำรวจถามความเห็น นักจิตวิทยาและนักเศรษฐศาสตร์จำนวนหนึ่งไม่คิดว่าวิธีการและวิธีคิดของนักเศรษฐศาสตร์ข้างต้นถูกต้องเสมอไป ไม่คิดว่าสิ่งที่เราสังเกตได้จากการตัดสินใจเลือกกระทำเรื่องใดเรื่องหนึ่ง บอกถึงความพอใจ หรืออรรถประโยชน์ได้ทั้งหมดว่า เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับผู้เลือกแล้ว เพราะมนุษย์มีข้อจำกัดในการได้มาซึ่งข้อมูลหรือสารสนเทศ รวมทั้งขีดจำกัดความสามารถในการกรองข้อมูล บ่อยครั้งมนุษย์ตัดสินใจเพราะปัจจัยทางด้านอารมณ์ นักจิตวิทยาพบความแปลกประหลาดมากมายในพฤติกรรมการตัดสินใจของมนุษย์ที่ไม่น่าจะสะท้อนความมีเหตุ มีผล ด้วยเหตุนี้เองในเรื่องของความสุขนักจิตวิทยาจึงพบว่าการให้มนุษย์แสดงความรู้สึกโดยตรงว่าเขาพอใจกับชีวิต หรือมีความสุขเพียงไรแค่ไหน (Experienced Subjective Utility) น่าจะเป็นวิธีการที่ดีกว่า เพราะจริงๆ แล้วไม่ว่าจะเป็นเรื่องความมั่งคั่ง เงินทอง ความมั่นคงในการงาน อำนาจ การมีสถานะในสังคม เสรีภาพ ทั้งหมดก็เพื่อให้มนุษย์มีความสุขทั้งนั้น นักเศรษฐศาสตร์ยอมรับและได้ใช้วิธีการของนักจิตวิทยาในการได้มาซึ่งความสุข เพราะเขาเชื่อว่ามนุษย์รู้ดีกว่าใครๆ ว่าตัวเองมีความสุขมากน้อยเพียงไร หรือที่เรียกว่า(subjective well being) ข้อมูลความสุขที่ได้ก็ไม่ใช่เพื่อรู้ถึงขนาดของความสุขในเชิงปริมาณ แต่เพื่อใช้เปรียบเทียบตำแหน่งเพื่อใช้ทดสอบทางสถิติ และหาปัจจัยที่กำหนดสมการความสุขได้ ข้อมูลที่ได้รับจากผู้ตอบนี้พบว่าเชื่อถือได้เมื่อมีการตรวจสอบโดยทางอ้อมกับเพื่อน ญาติพี่น้อง และคนในครอบครัว เช่น คนมีความสุขจะยิ้มเสมอเมื่อมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ฆ่าตัวตายน้อยและสะท้อนออกมา ทางกิจกรรมของคลื่นไฟฟ้าในสมองเป็นต้น น่าเสียดายที่การวิจัยเรื่องความสุขในประเทศโลกที่ 2 และโลกที่ 3 รวมทั้งของไทยยังไม่มี เราจึงรู้จากประสบการณ์ เรื่องความสุขของคนในที่ต่างๆ กันในสถานภาพทั้งในเศรษฐกิจและสังคมจากประเทศโลกที่ 1 ประเทศเหล่านี้อาจมีรายได้และความมั่งคั่งและสถาบันทางสังคมคล้ายๆ กัน แต่ในช่วงเวลาเดียวกันระดับความสุขก็อาจจะต่างกันได้ เช่น พบว่าคนเดนมาร์กและประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวียมีความสุขมากกว่าคนอิตาเลียน ขณะที่อังกฤษอยู่กลางๆ อย่างไรก็ตาม มนุษย์ก็มองที่มาของความสุขในลักษณะที่คล้ายๆ กัน ไม่ว่าจะต่างกันทางด้านภาษาและวัฒนธรรม ปัจจัยทางเศรษฐกิจก็ยังมีน้ำหนักที่สูงกว่าเรื่องอื่นๆ ในขณะใดขณะหนึ่งเมื่อเปรียบเทียบรายได้ของคน ข้อมูลของทุกประเทศพบว่าคนมีรายได้สูงรายงานว่าตัวเองมีความสุขมากกว่าคนมีรายได้ต่ำ คนมีการศึกษาดีและสูงมีความสุขมากกว่าคนมีการศึกษาน้อย ภาวะเศรษฐกิจมหภาคมีผลต่อความสุขของคนอย่างชัดเจน คนมีงานทำมีความสุขมากกว่าคนตกงาน แม้คนตกงานจะมีรายได้ เช่น จากรัฐก็ตาม เพราะคนตกงานมีต้นทุนทางด้านจิตใจสูงกว่าการสูญเสียทางรายได้ คนทั่วไปได้รับผลกระทบด้านความสุขในทางลบจากอัตราเงินเฟ้อเช่นกัน แต่ถ้าต้องเทียบระหว่างการว่างงานกับอัตราเงินเฟ้อ ความทุกข์จากการว่างงานจะสูงกว่า นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่นายกฯทักษิณชอบความเจริญเติบโตเพิ่มรายได้และกระตุ้นเศรษฐกิจ ในวัฏจักรชีวิตของคนที่รายได้กับอายุมักสัมพันธ์กัน นักวิจัยพบว่าความสัมพันธ์มีลักษณะเป็นรูปตัว U โดยจุดต่ำสุดอยู่ที่อายุประมาณ 40 ในทุกสังคมคนมีครอบครัวรายงานความสุขของตัวเองสูงกว่าคนเป็นโสด คนที่หย่าร้าง ในสังคมประชาธิปไตยของโลกตะวันตก เช่น กรณีของคนสวิสพบว่าคนในท้องถิ่นที่เน้นบทบาทการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยประชาธิปไตยตรง เช่น การแสดงประชามติให้ความสุขมากกกว่าคนในอีกท้องถิ่นหนึ่งที่ไม่เน้นบทบาทข้างต้น เพราะฉะนั้น กระบวนการก็สามารถเป็นคุณค่าที่สำคัญให้ความสุขแก่คนในสังคมหนึ่ง ไม่ใช่เฉพาะผลลัพธ์หรือเป้าหมาย ไม่แปลกใจที่เราก็ยังเห็นจากโพลคนกว่าร้อยละ 20 ในกรุงเทพฯไม่เห็นด้วยกับการออกพระราชกำหนดฉุกเฉินของรัฐบาลทักษิณ ที่ให้อำนาจเด็ดขาดแต่ผู้เดียวแก่นายกรัฐมนตรี ในด้านความเป็นธรรมทางสังคมนั้น มนุษย์อาจให้คุณค่ากับความเท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจ แต่ระดับความอดทน และการยอมรับความไม่เท่าเทียมกันนั้น อาจจะต่างกัน การวิจัยของนักเศรษฐศาสตร์พบว่าผลกระทบต่อความสุขในทางลบของคนอเมริกัน ต่อความต่างกันของรายได้นั้น ไม่มีหรือมีน้อยกว่ากรณีของคนยุโรป เป็นไปได้ว่าการเป็นคนจนในสหรัฐไม่ได้เป็นทุกข์เท่ากับการเป็นคนจนในยุโรป เพราะในอเมริกามีโอกาสการเคลื่อนย้ายทางสังคมสูงกว่าในยุโรป การค้นพบในลักษณะที่คล้ายๆ กันของประเทศโลกที่ 1 ที่พบว่ารายได้ความมั่งคั่งของคนในประเทศที่เพิ่มมากับการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวมีมาตรฐานการครองชีพที่พร้อม แต่ความสุขโดยเฉลี่ยของคนในประเทศกลับมีลักษณะค่อนข้างคงที่นั้นน่าสนใจมาก ในระดับหนึ่งเมื่อคนในสังคมมีความพร้อมทางวัตถุ การเพิ่มขึ้นของรายได้ไม่เพิ่มความสุขให้แก่คนมากเท่าใดและอาจจะลดลงได้ด้วยซ้ำ ถ้ามีปัจจัยที่ทำให้เกิดความทุกข์มาครอบงำ นักวิชาการพยายามหาคำอธิบาย การที่ประเทศมีรายได้หรือความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นโดยที่ทุกคนในสังคมก็มีรายได้เพิ่มขึ้นเท่าๆ กัน ความสุขของคนในประเทศอาจจะไม่เพิ่มขึ้นก็ได้ โศกนาฏกรรมหรือปมขัดแย้งเรื่องความสุขของมนุษย์ก็คือ ความสุขที่เกิดจากความร่ำรวยอย่างเดียวนั้นไม่สำคัญ เท่ากับความสุขที่จะมีมากขึ้นจากการที่พบว่าตนเองนั้นรวยกว่าคนอื่น หรือมีรายได้เพิ่มขึ้นสูงกว่ากลุ่มที่เราใช้เป็นกรอบ ในการอ้างอิง ฐานะหรือตำแหน่งในสังคมจึงมีความสำคัญ ตำแหน่งของรายได้เปรียบเทียบ จึงมีความสำคัญกว่า ตัวรายได้ที่เพิ่มขึ้น ที่สำคัญด้วยเช่นกันคือความต้องการของมนุษย์นั้นไม่มีที่สิ้นสุด รายได้หรือความมั่งคั่งที่สูงขึ้นจะตามมา กับการปรับความคาดหวังที่สูงขึ้น ความสุขจึงขึ้นอยู่กับช่องว่างระหว่างรายได้ที่คาดหวังกับรายได้จริง การที่พบว่าเมื่อเวลาผ่านไปในสังคมที่เศรษฐกิจเติบโต แต่ความสุขเปลี่ยนแปลงไม่มาก หรือลดลง ก็อาจเป็นเพราะความคาดหวังนั้นเพิ่มขึ้นมากกว่ารายได้จริง มนุษย์จึงเหมือนอยู่ในวังวนของหนูถีบจักร นอกจากนี้ ในสังคมที่คนแข่งขันกันเพื่อได้ Status หรือตำแหน่งสถานะซึ่งมักจะมีอยู่จำกัดทำให้มนุษย์มีแนวโน้ม ที่จะทำงานหนักเกินไปซึ่งก็ทำให้เกิดทุกข์ได้ นโยบายรัฐอาจจะช่วยได้ไม่มาก การใช้การศึกษา และครอบครัวมาช่วยสร้างคุณค่าของการไม่เอากรอบอ้างอิงหรือกระแสที่ไม่ดีมาเป็นแบบอย่างน่าจะมีความสำคัญ การบริโภคเพื่อแสดงฐานะทางสังคมให้เหนือกว่าผู้อื่นหรือที่ใช้เป็นกรอบในการอ้างอิงที่เรียกว่า Positional goods ซึ่งมักเป็นเรื่องของความฟุ่มเฟือยทำให้การบริโภคสินค้าเอกชนประเภทนี้มีมากเกินไปในสังคม สังคมส่วนรวมจะมีความสุขได้ประโยชน์มากกว่าถ้าคนไม่ลอกเลียนกันในลักษณะนี้ หรือทรัพยากรนั้นถูกนำมาใช้ผลิตสินค้าสาธารณะจำนวนมาก ที่ยังขาดแคลน มีนักเศรษฐศาสตร์แนะให้แก้ปัญหาข้างต้น โดยเก็บภาษีสินค้าบริโภคประเภท Positional goods เพื่อให้ welfare ของสังคมสูงขึ้น ความสุขของมนุษย์ที่มาจากทางด้านวัตถุ ทางปัญญา และจิตวิญญาณมีน้ำหนักและความยั่งยืนต่างกันแค่ไหน นักคิดอย่าง John Stuart Mill เชื่อว่าความพอใจหรือความสุขที่ได้จากการอ่านบทกวี รวมทั้งความสุขจากการให้ย่อมสูงส่งกว่าความสุขจากการกินอาหารที่อร่อย นักเศรษฐศาสตร์ เช่น Tibor Scitovsky ในหนังสือที่เขียนมากว่า 30 ปีแล้วชื่อ The Joyless Economy เชื่อว่าการที่คนอเมริกันจำนวนมาก ไม่มีความสุข หรือมีความสุขในการใช้ชีวิตน้อยกว่าคนยุโรปมาจากความจำเจ น่าเบื่อหน่าย นั่งหน้าจอทีวีทั้งวันของคนอเมริกัน ทั้งๆ ที่มีเวลาว่างและรายได้สูงขึ้น เนื่องจากคนอเมริกันจำนวนมากไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะบริโภคใช้ชีวิตที่มากับความมั่งคั่ง ที่ให้ความสุขที่ต่อเนื่องยาวนานนั้นได้อย่างไร เพราะความสุขดังกล่าวจะต้องเป็นการบริโภค ซึ่งต้องการทักษะที่จะต้องได้รับจากการลงทุน และจากระบบการศึกษาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเข้าถึงอย่างมีคุณภาพจากศิลปะ วรรณกรรม ดนตรี ภาพวาด การอ่านหนังสือดีๆ การรู้จักการใช้เวลาว่างให้เป็นความสุขที่ยั่งยืน เป็นต้น ลึกๆ แล้วสาเหตุของความมั่งคั่งที่ไม่ได้ทำให้เกิดความสุขนั้นก็คงต้องกลับไปที่คำถามพื้นฐานที่นักปรัชญา เช่น โสเกรติส เคยตั้งไว้หลายพันปีว่า "มนุษย์ควรจะดำเนินชีวิตอย่างไร" ความสุขของมนุษย์นั้นคือเป้าหมายสูงสุด การใช้นโยบายสาธารณะของรัฐที่มุ่งให้ความสุขแก่คนในสังคม ควรก็ควรจะต้องเข้าใจว่าลักษณะและที่มาของความสุขของมนุษย์นั้นเป็นเช่นไร หน้า 6 |