หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2005 p1

บทความปี 2004 p2 บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
มหกรรมคอนเสิร์ต รวมพลังขจัดความยากจน กับวาระการพัฒนาเศรษฐกิจโลก

คอลัมน์ ระดมสมอง  โดย วิมุติ วานิชเจริญธรรม คณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย  ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3706 (2906)

เมื่อยี่สิบปีก่อน บ็อบ เกลดอฟ เป็นหัวเรือใหญ่ในการจัดมหกรรมคอนเสิร์ต Live Aid ที่รวบรวมเอาศิลปินชื่อดัง ในสาขาเพลงพ็อปและร็อกในยุคสมัยนั้น มาร่วมแสดงดนตรีเพื่อชักชวนให้ประชาชนทั่วโลกร่วมบริจาคเงินช่วยเหลือ ผู้ประสบภาวะขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรงในประเทศเอธิโอเปีย

เงินบริจาคที่รวบรวมได้นั้นต่อมาถูกนำไปบริหารจัดการในรูปแบบของกองทุน ซึ่งบ็อบ เกลดอฟ ได้ดำเนินการดูแลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เงินทั้งหมดถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของชาวเอธิโอเปียอย่างแท้จริง กองทุนดังกล่าวปิดตัวลงเมื่อปี 1992 ภายหลังจากที่สามารถระดมเงินช่วยเหลือได้สูงถึง 144 ล้านเหรียญสหรัฐ ในวาระที่กองทุนนี้ได้ยุติบทบาทของตัวเองลง เกลดอฟได้ออกแถลง การณ์ซึ่งมีใจความบางส่วนดังนี้

"It seems so long ago that we asked for your help. Seven years... you can count them now in trees and dams and fields and cows and camels and trucks and schools and health clinics, medicines, tents, blankets, clothes, toys, ships, planes, tools, wheat, sorghum, beans, research grants, workshops... I once said that we would be more powerful in memory than in reality. Now we are that memory"

แม้ว่าเงินช่วยเหลือที่มอบให้นั้น จะช่วยให้ประเทศเอธิโอเปียได้มีอาหาร ปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต สรรพสิ่งอันจำเป็นสำหรับการประกอบอาชีพ และการศึกษา แต่ความยากจนยังคงเป็นปัญหาคุกคามชีวิตชาวแอฟริกัน... จวบจนถึงทุกวันนี้

เมื่อวันเสาร์ที่ 2 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้ บ็อบ เกลดอฟ ใช้โอกาสที่ผู้นำกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมทั้ง 8 ชาติ (G-8) มาร่วมประชุมกันที่โรงแรมกลีนีเกิลส์ ในประเทศสกอตแลนด์ ระหว่างวันที่ 6 ถึง 8 กรกฎาคม 2548 จัดมหกรรมคอนเสิร์ตขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ภายใต้ชื่อคอนเสิร์ตที่ล้อกับมหกรรมเมื่อยี่สิบปีก่อน และการประชุมสุดยอด G-8 ว่า "Live8" โดยจะมีการแสดงดนตรีพร้อมๆ กันในสิบมหานครทั่วโลก

แต่ทว่าวัตถุประสงค์ของการจัดในคราวนี้ กลับมิใช่การระดมเงินบริจาคดังเช่นเมื่อครั้งยี่สิบปีก่อน หากแต่เป็นการรณรงค์เพื่อเชิญชวนให้ประชาคมโลก ร่วมกันแสดงจุดยืนต่อการแก้ปัญหาความยากจน ในทวีปแอฟริกากันโดยพร้อมเพรียง ก่อนหน้าการประชุม G-8

เพราะว่าในการประชุมครั้งนี้ได้มีการบรรจุวาระเรื่องมาตรการแก้ปัญหาความยากจนในทวีปแอฟริกาเข้าไว้ด้วย ...มติของที่ประชุมว่าด้วยมาตรการแก้ปัญหา ย่อมมีผลอย่างยิ่งยวดต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ในทวีปแอฟริกาจำนวนมาก แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าผู้ที่มีสิทธิขาดในการกำหนดชะตาชีวิต ของประชาชนในทวีปที่ยากจนที่สุดของโลก กลับเป็นผู้นำชาติที่มั่งคั่งที่สุดในโลกเพียงไม่กี่คนเท่านั้น...

เพื่อร่วมกัน "ขจัดความยากจนให้กลายเป็นประวัติศาสตร์" (make poverty history) ผู้จัดคอนเสิร์ต Live8 เรียกร้องให้ผู้ชมทั่วโลกร่วมกันลงชื่อสนับสนุนข้อเรียกร้องสามประการที่จะถูกส่งต่อให้กับที่ประชุม G-8 ข้อเรียกร้องทั้งสามประการประกอบด้วย

หนึ่ง การแก้ไขกติกาการค้าโลกเพื่อให้เกิดความยุติธรรมต่อประเทศโลกที่สามมากยิ่งขึ้น

สอง การยกเลิกหนี้ที่ประเทศยากจนทั้งหลายไม่มีปัญญาจ่ายคืนให้กับเจ้าหนี้ต่างชาติได้อย่างครบถ้วน และ

สาม การเพิ่มเงินช่วยเหลือให้กับประเทศยากจน และทั้งมุ่งเน้นถึงประโยชน์ ที่จะตกกับประเทศผู้รับอย่างรอบคอบไตร่ตรองมากยิ่งขึ้น

การรณรงค์ในครั้งนี้จึงเรียกได้ว่าเป็นครั้งแรกที่มวลชนทั่วโลก สามารถมีส่วนร่วมผลักดันให้การแก้ปัญหาความยากจน ในประเทศโลกที่สาม เป็นไปในทิศทางที่ประชาคมส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกัน เพราะผู้คนในทุกมุมโลกสามารถแสดงตนสนับสนุนข้อเสนอทั้งสามได้ เพียงร่วมลงชื่อสนับสนุนผ่านทางเว็บไซต์ www.live8live.com ซึ่งรายชื่อของผู้สนับสนุนนี้จะเป็นกระบอกเสียงที่สื่อฉันทามติของประชาคมโลก ให้เหล่าผู้นำชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจได้รับทราบ

และก็เป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เช่นกัน ที่พลังมวลชนโดยการขับเคลื่อนของมหกรรมร็อกคอนเสิร์ต สามารถโน้มน้าวให้เหล่าผู้นำชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเห็นพ้องตามข้อเสนอทั้งสามได้ โดยผู้นำ G-8 ได้สัญญาว่าจะเพิ่มความช่วยเหลือทางการเงินให้กับประเทศแอฟริกาเป็นสองเท่าภายในปี 2010 โดยระบุจำนวนเงินไว้ด้วยว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 25,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปัจจุบัน เป็น 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐ นอกจากนี้ยังมีมติให้ยกเลิกหนี้ต่างประเทศทั้งหมดของประเทศแอฟริกาที่ยากจนที่สุดจำนวน 14 ประเทศ

สำหรับในข้อเรียกร้องเกี่ยวกับกติกาการค้านั้น ทางผู้นำกลุ่มประเทศ G-8 ได้สัญญาว่าจะกลับไปพิจารณา และจะทบทวนมาตรการกีดกันสินค้าจากประเทศด้อยพัฒนา หรือมาตรการการสนับสนุนวิสาหกิจในประเทศอีกรอบหนึ่งก่อน

แม้ว่าหลายฝ่ายจะพึงพอใจกับท่าทีและข้อตกลงจากการประชุมครั้งนี้ แต่เป็นที่น่ากังขาอยู่ดีว่า ผู้นำ G-8 นั้นได้บรรลุข้อตกลงดังกล่าว เพราะแรงกดดันของพลังมวลชน หรือว่าเป็นเพราะข้อเสนอทั้งสาม มีเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์สนับสนุนด้วย

หากจะพิจารณาข้อเสนอทั้งสามตามกรอบการวิเคราะห์แบบนีโอคลาสสิก อันว่าด้วยทฤษฎีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (Neo-classical Growth Theory) แล้ว นักเศรษฐศาสตร์คงปัดข้อเสนอดังกล่าวทิ้งไป เพราะวิเคราะห์แล้วว่าไม่มีผลใดๆ ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศแอฟริกาในระยะยาว

สาเหตุที่กล่าวเช่นนี้ เป็นเพราะว่าตามแนวคิดเชิงทฤษฎีนี้ระบุว่า มาตรฐานความเป็นอยู่ของประชาชนในระบบเศรษฐกิจใดๆ ในระยะยาวนั้นจะถูกกำหนดด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเพียงประการเดียวเท่านั้น และเมื่อทุกประเทศต่างสามารถเข้าถึงตัวเทคโนโลยีได้อย่างเท่าเทียมกันแล้ว ในระยะยาวมาตรฐานความเป็นอยู่ของทุกประเทศก็ย่อมจะมีการเติบโตในอัตราเดียวกันด้วย นั่นหมายความว่า ในอนาคตนั้นความแตกต่างในรายได้ระหว่างประเทศโลกที่หนึ่งและประเทศโลกที่สามจะไม่ปรากฏให้เห็นอีกต่อไป

กลไกที่ทำให้มาตรฐานความเป็นอยู่ของประชาชนในต่างระบบเศรษฐกิจวิ่งเข้าหากันได้นั้น เกิดจากการที่ปัจจัยการผลิต ที่แต่ละประเทศใช้นั้น (ซึ่งอาจแสดงด้วยสัดส่วนของทุนต่อแรงงานฝีมือ) ให้ผลตอบแทน (ในรูปผลผลิตส่วนเพิ่มจากการใช้ปัจจัย) ที่ลดลงตามขนาดการใช้ปัจจัย หรือที่เรียกว่ากฎการลดลงของผลตอบแทน (the law of diminishing returns)

ประเทศที่มีระดับการพัฒนาเศรษฐกิจที่สูงกว่า หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง มีสัดส่วนทุนต่อแรงงานฝีมือที่มากกว่า ย่อมมีผลตอบแทนต่อปัจจัยทุนต่ำกว่าประเทศที่มีระดับการพัฒนาเศรษฐกิจต่ำกว่า (ตาม the law of diminishing returns) ดังนั้นในภาวะตลาดการเงินโลกที่เงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศได้โดยเสรี เราจะเห็นเงินทุนหรือปัจจัยทุนเคลื่อนย้ายจากประเทศพัฒนาแล้วมาสู่ประเทศกำลังพัฒนา เพื่อแสวงหาผลตอบแทนต่อปัจจัยทุนที่สูงกว่า และด้วยกลไกนี้เองที่จะช่วยให้ประเทศกำลังพัฒนา มีปัจจัยทุนเพิ่มมากขึ้นและมีสัดส่วนของทุนต่อแรงงานฝีมือเพิ่มขึ้นตามไปด้วย การเคลื่อนย้ายของเงินทุนจะดำเนินไปจนกว่าระดับของปัจจัยทุนต่อแรงงานฝีมือในประเทศพัฒนาแล้ว จะอยู่ในระนาบเดียวกันกับระดับของปัจจัยทุนต่อแรงงานฝีมือในประเทศด้อยพัฒนา (ซึ่งหมายความว่าอัตราผลตอบแทนของปัจจัยทุนระหว่างสองประเทศนี้จะต้องเท่ากันด้วย)

ตามแนวคิดทฤษฎีนี้ กลไกในระบบเศรษฐกิจโลกเสรีมีเพียงพอที่จะช่วยเหลือให้ประเทศยากจน สามารถพัฒนาขึ้นมาเป็นประเทศร่ำรวยได้ หากเพียงประเทศกำลังพัฒนาสามารถขจัดอุปสรรคที่กีดกั้นการถ่ายทอดเทคโนโลยี และกีดขวางการเคลื่อนย้ายเงินทุนอย่างเสรีออกไปให้หมดสิ้นได้

แนวคิดนี้มีรากฐานมาจากงานวิจัยของโปรเฟสเซอร์โรเบิร์ต โซโลว์ (Prof.Robert Solow) นักเศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัย M.I.T. ที่คิดค้นทฤษฎีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไว้ตั้งแต่ปี 1956 (ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้ทำให้โปรเฟสเซอร์โซโลว์ได้รับรางวัลโนเบลในสาขาเศรษฐศาสตร์เมื่อปี ค.ศ.1987) อย่างไรก็ดี มุมมองจากทฤษฎีว่าด้วยการขยายตัวทางเศรษฐกิจแนวใหม่กลับเห็นไปในทางตรงกันข้าม

ตามแนวคิดทฤษฎีการเติบโตทางเศรษฐกิจใหม่นั้น (new growth theory) เชื่อว่าความแตกต่างในมาตรฐานความเป็นอยู่ ของผู้คนต่างระบบเศรษฐกิจอาจปรากฏอยู่ตลอดไปได้ และในที่สุดแล้วประเทศในโลก อาจถูกแบ่งแยกตามระดับรายได้ ออกเป็นสองขั้ว ที่แตกต่างกัน กล่าวคือ ขั้วที่หนึ่ง คือกลุ่มของประเทศยากจน และขั้วที่สอง คือกลุ่มของประเทศร่ำรวย ความเหลื่อมล้ำของรายได้ระหว่างประเทศจะเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่อาจลบไปจากประวัติศาสตร์ได้

ข้อสรุปของแนวคิดนี้สอดคล้องกับอนิจลักษณะที่พบในประเทศยากจน ที่ตกอยู่ในวังวนของสภาพ "โง่ จน เจ็บ" เราจะเห็นได้ว่ากลุ่มประเทศยากจนในโลกมักจะถูกรุมเร้าด้วยปัญหาการขาดแคลนอาหาร ปัญหาความอดอยาก ถูกคุกคามด้วยโรคร้าย และไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ ประชาชนในประเทศเหล่านี้ ไม่สามารถหลุดออกจากกับดักความยากจนนี้ได้ ดังนั้นรายได้ของประเทศเหล่านี้จะอยู่ที่ขั้วที่หนึ่งไปตลอดกาล

ภาวะเช่นนี้สอดรับกับข้อเสนอที่เรียกร้องให้เพิ่มเงินช่วยเหลือให้กับประเทศยากจนเป็นอย่างดี เพราะเงินช่วยเหลือจำนวนที่มากขึ้นนั้นสามารถช่วย "ผลัก" ให้ประเทศยากจนหลุดออกจากกับดักความยากจนข้างต้นได้ ตัวอย่างเช่น เงินช่วยเหลือที่ได้รับนั้น สามารถนำมาใช้ซื้อหายารักษาโรค หรือใช้เพื่อการขจัดต้นตอของโรคร้ายให้หมดสิ้นไปได้ ดังนั้นเงินช่วยเหลือที่ได้รับนั้นสามารถช่วยตัดตอนวงจร โง่ จน เจ็บ นี้ได้ แคมเปญ "Make Poverty History" ตอกย้ำตลอดว่า คนจำนวน 50,000 คนต้องเสียชีวิตลงทุกๆ วัน ด้วยโรคที่สามารถรักษาได้ ดังนั้นข้อเสนอว่าด้วยเงินช่วยเหลือที่เพิ่มมากขึ้นนี้ได้รับเสียงสนับสนุนอย่างเต็มที่จากแนวคิดทฤษฎีการเติบโตทางเศรษฐกิจใหม่

ผลของการยกเลิกหนึ้ต่างประเทศก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน หากใครได้มีโอกาสเข้าไปชมเว็บไซต์ของแคมเปญนี้ จะพบข้อความที่กล่าวถึงผลของการลดภาระหนี้ต่างประเทศในประเทศแทนซาเนีย ในเว็บนั้นกล่าวว่า ภาระหนึ้ต่างประเทศที่ลดลงช่วยให้รัฐบาลแทนซาเนียสามารถยกเลิกค่าเล่าเรียนในระดับประถมได้ และช่วยให้จำนวนนักเรียนประถมเพิ่มสูงขึ้นถึง 66 เปอร์เซ็นต์ในประเทศเบนิน เงินที่ประหยัดได้จากภาระหนี้ ช่วยให้รัฐบาลสามารถมีงบประมาณในการใช้จ่ายเพื่อสาธารณสุขมูลฐาน และโครงการรักษาผู้ติดเชื้อ HIV ได้เพิ่มมากขึ้น และในประเทศยูกันดา ภาระหนี้ที่ลดลง ช่วยให้คนจำนวน 2.2 ล้านคนสามารถมีแหล่งน้ำสะอาดเพื่อใช้ยังชีพ

จะเห็นได้ว่าการลดภาระหนี้ต่างประเทศช่วยให้หลายๆ ประเทศมีทรัพยากรที่จัดสรรให้กับการศึกษาและสาธารณสุขเพิ่มมากขึ้น ซึ่งทั้งสองด้านนี้มีผลต่อการสั่งสมและพัฒนาทุนมนุษย์ หรือ human capital ซึ่งเป็นจักรกลสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ตามแนวคิดทฤษฎีการเติบโตทางเศรษฐกิจใหม่ ดังนั้นข้อเสนอที่ว่าด้วยการยกเลิกหนี้นั้นก็ได้รับเสียงสนับสนุนด้วยเช่นกัน

สำหรับในประเด็นของกติกาการค้าโลกนั้น ในทางทฤษฎีนั้นการเปิดตลาดการค้าเสรีสำหรับการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ ย่อมส่งผลดีต่อประเทศกำลังพัฒนาอย่างไม่ต้องสงสัย เพียงแต่หลักฐานที่ปรากฏในขณะนี้นั้นยังไม่ชัดเจน พอที่จะสรุปได้ว่ากติกาในปัจจุบันนั้นเป็นปฏิปักษ์ ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาเสียทีเดียว เพราะประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชียจำนวนมากต่างมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดดได้ ก็ด้วยอาศัยการผลิตเพื่อการส่งออกเป็นตัวขับเคลื่อน ดังนั้นข้อเรียกร้องนี้จึงยังไม่ได้รับข้อสนับสนุนเท่าใดนัก หากพิจารณาข้อเท็จจริงที่ปรากฏกับประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคอื่นประกอบ

ประเด็นทั้งสามนี้ยังคงมีคุณค่าเพียงพอสำหรับนักเศรษฐศาสตร์ที่จะช่วยกันศึกษาเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจที่ดียิ่งขึ้นต่อไป แต่กว่าที่เราจะมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ กระจ่างชัด ในประเด็นทั้งสาม อาจใช้เวลานานเกินกว่าชีวิตที่กำลังรอความช่วยเหลือ อย่างเร่งด่วนจะรอได้ นับเป็นเวลาเกือบยี่สิบปีแล้วที่ทฤษฎีการเติบโตทางเศรษฐกิจใหม่ได้มีการนำเสนอในแวดวงวิชาการ และสาขาวิชานี้ได้เติบโตอย่างมากตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา แต่น่าเสียดายว่าองค์ความรู้ที่เพิ่มพูนขึ้นมานั้น ยังไม่สามารถช่วยให้เราตอบโจทย์ของการขจัดความยากจนให้หมดสิ้นไปได้ กุศโลบายในระยะสั้นนี้คงมีแค่ช่วยเหลือให้ประชาชนในทวีปแอฟริกาได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นก่อน แล้วเราค่อยช่วยกันหาคำตอบทางเศรษฐศาสตร์กันภายหลังก็แล้วกัน

หน้า 2