หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2005 p1

บทความปี 2004 p2 บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
ยาแก้ "โรคเบาหวาน" มาตรการแก้เศรษฐกิจระยะสั้น

ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย Bizweek กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2548

ในช่วงสัปดาห์นี้ ข่าวทางเศรษฐกิจที่ดังที่สุดคง ได้แก่ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นของรัฐบาล ซึ่งผมเชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศตั้งใจฟังข่าวนี้อยู่ และเป็นไปตามคาดครับเมื่อนายกรัฐมนตรีพูดถึงมาตรการดังกล่าว ก็ได้รับเสียงตอบรับและวิพากษ์วิจารณ์อย่างอื้ออึงทีเดียว

ภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยมีแนวโน้มของการชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด จากปัจจัยที่รุมเร้าอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของน้ำมันราคาแพง ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัญหาสึนามิ รวมทั้งปัญหาภัยแล้ง ปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งปัจจัยต่างๆ ดังกล่าวทำให้หลายฝ่ายมองว่าภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยในปีนี้ น่าจะขยายตัวได้ในระดับที่ต่ำกว่าที่ประมาณการไว้เดิมที่ระดับ 4.5-5.5%

ทั้งนี้คาดการณ์กันว่าในปีนี้โอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวอยู่ในระดับ 3.5-4.0% มีความเป็นไปได้สูงมากเป็นลำดับ ดังนั้นทุกคนจึงรอฟังข่าวของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นของรัฐบาล หลังจากที่ได้ฟังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาวหรือ Mega Project วงเงิน 1.7 ล้านล้านบาทในช่วงปี 2548-2552 มาแล้ว

มาตรการระยะสั้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลจะดำเนินการนั้นส่วนใหญ่จะเป็นมาตรการที่เพิ่มอำนาจซื้อให้กับประชาชนเป็นสำคัญ เช่น การปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการทั่วทั้งประเทศ 5% และบำนาญ 5% โดยให้มีผลทันทีตั้งแต่เดือนตุลาคม 2548 เป็นต้นไป

การปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำให้เพิ่มขึ้น (ประมาณวันละ 6 บาท) ให้แรงจูงใจภาคธุรกิจเอกชนเพิ่มเบี้ยยังชีพ หรือค่าครองชีพให้แก่ลูกจ้างพนักงานที่เงินเดือนน้อย และ การเร่งโอนเงินในโครงการเอสเอ็มแอล ให้หมู่บ้านที่มีความพร้อม โดยหมู่บ้านเล็ก 200,000 บาท หมู่บ้านกลาง 250,000 หมู่บ้านใหญ่ 300,000 บาท โดยให้ประชาชนในหมู่บ้านแต่ละหมู่บ้าน ที่มีความพร้อมมีโอกาสที่จะบริหารเงินและแก้ปัญหาในหมู่บ้านของตนเอง ตลอดจนการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2548 ของราชการและรัฐวิสาหกิจ เป็นต้น

นอกจากนี้ รัฐบาลยังออกมาตรการลดการใช้จ่ายและประหยัด โดยเฉพาะด้านพลังงานออกมาควบคู่กันด้วย ซึ่งได้แก่การประกาศลอยตัวน้ำมันดีเซลเพื่อลดการใช้น้ำมันและเพื่อแก้ไขปัญหาภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่รัฐยังต้องชดเชยให้กับราคาน้ำมันดีเซลถึงลิตรละ 1.36 บาทและภาษีสรรพาสามิตอีก 10 สตางค์ต่อลิตร รวม 1.46 บาทต่อลิตร นอกจากนั้นได้ห้ามจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงทุกชนิด ระหว่างเวลา 22.00-05.00 น. โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2548 เป็นต้นไป กำหนดเวลาใช้ไฟฟ้าในการโฆษณาที่มีขนาดตั้งแต่ 32 ตารางเมตรขึ้นไปที่ใช้ไฟ ส่องสว่างอย่างต่ำ 1,000 วัตต์ ให้ใช้ไฟฟ้าระหว่างเวลา 19.00-22.00 มีผลบังคับตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2548 นี้ และห้ามหน่วยงานของรัฐเบิกจ่ายค่าน้ำมันเบนซิน ถ้าใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ได้ โดยมอบหมายให้กระทรวงการคลังกำหนดหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายเงินค่าน้ำมันเชื้อเพลิง สำหรับรถยนต์เบนซินของหน่วยราชการ และรัฐวิสาหกิจ ให้เติมน้ำมันแก๊สโซฮอล์แทนน้ำมันเบนซินเท่านั้น

จะสังเกตได้ว่าทฤษฎีแก้ "โรคเบาหวาน" ของรัฐบาลที่มุ่งเน้นทั้งให้อาหาร ควบคุมน้ำหนักและให้ยาอินซูลิน นั้นได้ออกมาแก้ไขเศรษฐกิจครบทุกรสชาติ ไม่ว่าจะเป็นการให้อาหารแก่เศรษฐกิจ คือ การกระตุ้นกำลังซื้อของประชาชนทุกกลุ่มอาชีพ โดยเฉพาะประชาชนที่มีรายได้ไม่มากนัก ที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น

การควบคุมน้ำหนัก คือ การควบคุมการใช้จ่ายของภาครัฐบาลและภาคประชาชนในการประหยัดพลังงาน เพื่อแก้ไขและบรรเทาปัญหาการขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุลรุนแรงขึ้นในปัจจุบัน และการให้ยาอินซูลินคือการใช้นโยบายและมาตรการทางเศรษฐกิจผ่านการใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐบาล และการเร่งรัดการส่งออก หรือการดำเนินนโยบายเพิ่มระดับราคาสินค้าเกษตร

ต้องบอกกันตรงๆ ครับว่า ครบเครื่องจริงๆ

หากถามว่ามาตรการเหล่านี้เป็นอย่างไร ก็ขอตอบกันตรงๆ ครับว่า ใช้ได้ดีทีเดียว ตอบโจทย์ทั้งการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเรื่องการเมืองและสังคม คงต้องบอกว่าใครได้ฟังมาตรการดังกล่าว คงจะมีความเชื่อมั่นมากขึ้น ตามที่รัฐบาลต้องการว่า จะมีรายได้และอำนาจซื้อมากขึ้นในอนาคต เนื่องจากการปรับขึ้นเงินเดือนและค่าจ้าง ทำให้สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้ในระดับหนึ่ง แต่น่าจะสร้างคะแนนทางการเมืองได้มากเลยในความเห็นของผม

สำหรับทางด้านสังคมนั้น การเพิ่มเงินเดือนและค่าจ้างให้กับคนมีรายได้น้อยนั้นจะแบ่งเบาภาระให้กับประชาชนได้ดี ซึ่งต้องถือว่าน่าจะได้คะแนนเต็มในส่วนนี้

อย่างไรก็ตามในส่วนของเศรษฐกิจผมว่ารัฐบาลทำได้ดีในระดับที่น่าพอใจ แต่ตอบโจทย์ไม่ชัดเจนในสองประเด็นครับ

ประเด็นแรก มาตรการระยะสั้นที่รัฐบาลประกาศออกมาที่เห็นเป็นตัวเงินชัดเจนจะมีอยู่ประมาณ 4-5 หมื่นล้านบาท (ได้แก่ ขึ้นเงินเดือนข้าราชการจำนวน 2 หมื่นล้านบาท โครงการ SML จำนวน 2 หมื่นล้านบาท การปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 4 พันล้านบาท การประหยัดพลังงาน 7 พันล้านบาท และอื่นๆ ) และคาดว่าจะมีเงินหมุนเวียนมากในไตรมาสทีมี่จากการขึ้นเงินเดือนข้าราชการ และโครงการ SML

ขณะที่เศรษฐกิจที่ชะลอตัวเป็นผลมาจากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น 9 บาทต่อลิตร และอาจสูงขึ้นอีกในปัจจุบัน ทำให้อำนาจซื้อของประชาชนหายไปประมาณ 1.2 แสนล้านบาท (ซึ่งคำนวณจากการจ่ายน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น 9 บาทต่อลิตรจาก 14.59 บาทต่อลิตร เป็น 23.45 บาทต่อลิตรในปัจจุบัน โดยใช้เดือนละ 2,100 ล้านลิตร หรือวันละ 70 ล้านลิตร ทำให้มีค่าใช้จ่ายน้ำมันมากขึ้นหรืออำนาจซื้อลดลงประมาณ 19,000 ล้านบาทต่อเดือน หรือประมาณ 1.2 แสนล้านบาทในช่วงครึ่งปีหลัง)

ดังนั้น มาตรการระยะสั้นของรัฐบาลผมมองว่าพยุงเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้ในระดับ 4.0-4.5% ครับไม่ใช่กระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัวใกล้เคียง 5%

อีกประเด็นหนึ่ง ผมว่า เศรษฐกิจไทยในยุคนี้ควรใช้นโยบายเศรษฐกิจตั้งรับ โดยเน้นเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ หรือควบคุมดุลบัญชีเดินสะพัด มากกว่าการใช้นโยบายเศรษฐกิจเชิงรุก หรือเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือให้เศรษฐกิจขยายตัวในระดับสูง

อย่างไรก็ตาม ต้องบอกว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นของรัฐบาล สอบผ่านหรือไม่ ก็ตอบว่าผ่านครับ

และถ้าถามว่าจะให้คะแนนเท่าไร ขอตอบว่า "7 เต็ม 10 ครับ" ไม่ใช่ว่าผมเป็นอาจารย์ผู้สอนที่โหดนะ แต่เพราะวิชานี้ไม่มีการปล่อยเกรดต่างหากครับ