|
||||||||||||
|
เศรษฐศาสตร์
"ยาก"
เพราะนักเศรษฐศาสตร์
โดย วรากรณ์ สามโกเศศ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ Varakorn@dpu.ac.th มติชนรายวัน วันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9987 "เศรษฐศาสตร์" เป็นวิชาอื้อฉาวมาแต่ไหนแต่ไร "ยาก" ในเนื้อหาและ "ดิ้น" ในการตีความและพยากรณ์ อีกทั้งยังกล่าวถึงเรื่องที่ไม่อยากได้ยินอีกด้วย ดังที่เมื่อเกือบ 200 ปีมาแล้วถูกเรียกว่าเป็น dismal science (ศาสตร์แห่งความหดหู่และสิ้นหวัง) ด้วยซ้ำเมื่อบอกว่าทุกสิ่งล้วนมีต้นทุน ผู้เขียนไม่เชื่อว่าเศรษฐศาสตร์ยากจนเกินกว่าที่คนธรรมดาจะเข้าใจได้ แต่คนที่ทำให้ยากก็คือนักเศรษฐศาสตร์นั่นแหละ ผู้เขียนรู้สึกดีใจเมื่อได้พบหลักฐานยืนยันความเชื่อนี้เมื่อเร็วๆ นี้ ในบทความของ ดร.วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร ราชบัณฑิต ที่ปรากฏใน "ศิลปวัฒนธรรม" ฉบับมิถุนายน 2548 ชื่อ "พ.ท.พระสารสาสน์พลขันธ์ (ลอง สุนทานนท์) นักเศรษฐศาสตร์ที่กล้าคิดกล้าเขียน" ดร.วิชิตวงศ์ได้เล่าประวัติของท่านว่า ท่านเริ่มรับราชการในสมัยราชกาลที่ 6 เคยเป็นผู้สอนหนังสือในฐานะเป็นครูคนแรกของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ในประมาณ พ.ศ.2458 ต่อมารับราชการในกระทรวงการต่างประเทศ เคยเป็นเลขานุการสถานทูตไทยประจำประเทศฝรั่งเศส ในสมัยที่ท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ เป็นนักศึกษา คุณพระสารสาสน์ฯ สนใจศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์ด้วยตนเองและจากครูจนแตกฉาน ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐการในรัฐบาลของพระยาพหลผลพยุหเสนาในปี พ.ศ.2477 พระสารสาสน์ฯได้แต่งตำราวิชาเศรษฐศาสตร์ภาษาไทย 2 เล่ม ในประมาณ พ.ศ. 2478 คือ "เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยเศรษฐกิจการเงิน" และ "เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยเศรษฐกิจการค้า" และได้เขียนบทความวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับสังคมเศรษฐกิจในนามปากกา "555" ไว้อีกหลายชิ้น ตำราเศรษฐศาสตร์ไทยสมัยนั้นก็มีเล่มแรก คือ "ทรัพย์ศาสตร์" แต่งโดยพระยาสุริยานุวัตร(เกิด บุนนาค) ตำราเศรษฐศาสตร์สองเล่มของคุณพระสารสาสน์ฯ และมีอีกเล่มในสมัยต่อมาคือ "เศรษฐศาสตร์" ของ ดร.เดือน บุนนาค (นักเศรษฐศาสตร์ร่วมสมัยท่านอื่นก็ได้แก่ ม.จ.สิทธิพร กฤดากร) ดร.วิชิตวงศ์ได้เขียนเล่าความคิดของท่านเกี่ยวกับวิชาเศรษฐศาสตร์ไว้ดังต่อไปนี้ "ความรู้เศรษฐศาสตร์เป็นของจำเป็นที่สุดและด่วนที่สุดในพวกเราชาวไทย" .ข้าพเจ้ายินดีที่มีเศรษฐศาสตร์สอนในมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง และยังจะยินดีเป็นอันมากถ้ามีเศรษฐศาสตร์โดยสังเขปในหลักสูตรมัธยม 8" ในสายตาของบุคคลหลายฝ่าย คุณพระสารสาสน์ฯ ถูกมองว่าเป็น "คนขวางโลก", เป็นนักสังคมนิยมและเป็น "นักปฏิวัติ" ซึ่งเมื่อพิจารณาจาก "ตำราเศรษฐศาสตร์" ที่ท่านเขียน ก็ไม่ปรากฏหลักฐานที่มีน้ำหนักในการสนับสนุนคำกล่าวต่างๆ นักเศรษฐศาสตร์และบรรดาตำราทางเศรษฐศาสตร์ที่อ้างถึงก็เป็นนักเศรษฐศาสตร์ และตำราเศรษฐศาสตร์แห่ง "สำนักคลาสสิค" เป็นส่วนใหญ่ หรือไม่ก็ "สำนักนีโอคลาสสิค" ซึ่งกำลังแพร่หลายในขณะนั้นทั้งในอังกฤษ, สหรัฐ และฝรั่งเศส คุณพระสารสาสน์ฯ เพียงมุ่งหมายที่จะ "ถ่ายทอด" หลักเศรษฐศาสตร์ที่มีการเรียนการสอนกันในยุโรปและอเมริกา มาสู่คนไทย ซึ่งเพิ่งจะมีการสอนเศรษฐศาสตร์เมื่อมีการต่อตั้ง "มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง" ขึ้นในปี พ.ศ.2477 นั่นเอง ท่าน "555" มีประสบการณ์ส่วนตัวว่า ตำราเศรษฐศาสตร์ทั้งที่เป็นภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศส ส่วนมากเป็นหนังสือที่อ่านเข้าใจยาก ทำให้ไม่จูงใจให้น่าสนใจ สำหรับที่เป็นภาษาไทยในขณะนั้นก็มีเพียงไม่กี่เล่ม เมื่อท่านได้มีโอกาสศึกษาได้ความรู้มาพอตัว จึงได้ร่วมในการ "ถ่ายทอด" วิชาดังกล่าวเพื่อ "ความสะดวกแก่ผู้ศึกษาและผู้ที่แสวงหาความรู้ในเศรษฐกิจอันเป็นของจำเป็นในชีวิตทั้งของเอกชนและชาติ" ขอกลับไปเรื่องเศรษฐศาสตร์ถูกทำให้เป็นเรื่องยากอีกครั้ง ในคำนำของหนังสือชื่อ "โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี" ภาค 2 (2543) ผู้เขียนได้เขียนคำนำไว้ ดังนี้ "หนังสือเล่มนี้ ถือกำเนิดจากความรำคาญว่า เหตุใดเรื่องราวเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์จึงไม่สามารถนำมาบอกเล่าแก่คนอื่นๆ ที่มิได้เล่าเรียนมาทางนี้ได้บ้าง ด้วยภาษาและสำนวนที่ไม่ต้อง "แบกกระได"มาอ่าน ด้วยความรู้สึกเช่นนี้ ความง่าย ความธรรมดา และอารมณ์ขัน ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์แต่ดึกดำบรรพ์ จึงถูกใช้เป็นเครื่องมือนำเสนอ "เศรษฐศาสตร์" ซึ่งเป็นวิชาที่ถูกมองอย่างผิดๆ เสมอมาว่าไม่ง่ายต่อความเข้าใจนัก นักเศรษฐศาสตร์มักใช้ภาษาทั้งอย่างตั้งใจและไม่ตั้งใจเพื่อทำให้ศาสตร์ของตนดูขลัง ศักดิ์สิทธิ์ เฉกเช่นเดียวกับพระในศาสนาต่างๆ ที่ท่องบ่มมนต์คาถาในภาษาที่คนไม่เข้าใจ หากใครจะกล้าถามความหมายของสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์พูด ก็ประหนึ่งว่าเป็นคนไม่ทันสมัย ไร้ความรู้พื้นฐาน ทั้งที่โดยแท้จริงแล้ว เก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของคนเหล่านั้นก็ล้วนไม่เข้าใจด้วยกันทั้งสิ้น (บ่อยครั้งผู้พูดเองก็เป็นหนึ่งในจำนวนนั้นด้วย) หนังสือเล่มที่ท่านกำลังจับต้องอยู่นี้พยายามช่วยท่านให้เป็นหนึ่งในสิบเปอร์เซ็นต์ของคนที่เข้าใจภาษาลึกลับนั้น โดยไม่ต้องเรียนเศรษฐศาสตร์อีกหลายร้อยชั่วโมง และตั้งใจพาท่านหนีห่างจากการถูกดูประหนึ่งว่าเป็นคนมาจากป่าหลังเขา" เมื่อได้เห็นข้อความที่คุณพระสารสาสน์ฯเขียนเกี่ยวกับเรื่องเดียวกันก่อนหน้าเป็นเวลา 65 ปี ดังปรากฏในบทความของ ดร.วิชิตวงศ์ ผู้เขียนรู้สึกเสมือนได้รับแสงสว่างแห่งปัญญาและรู้สึกมั่นคงในความเห็นเดิมยิ่งขึ้น ด้วยข้อความของท่านดังต่อไปนี้ "เนื่องจากตำราเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ "รกไปด้วยศัพท์ ประการหนึ่ง และสำนวนโวหารก็เป็นพงแขมไม่แจ่มแจ้ง ผู้อ่านจำต้องมีอีโต้ติดตัวไว้หักร้างถางพงเรื่อยไป" ซึ่ง "ตัวเองก็โดนเข้า" .." ท่านเขียนเล่าว่า "จนเมื่ออยู่อังกฤษ (2465) ต้องจ้างครูและต้องเข้าโรงเรียน มาฝรั่งเศส มาเรียนต่อ ก็ต้องจ้างครูและต้องเข้าโรงเรียนอีกเหมือนกัน เรียนเองไม่ไหว เห็นว่าทั้งสองภาษาไม่แพ้กันในการเพาะความยุ่งยากให้แก่ผู้ศึกษา จนเมื่อเรียนจบแล้ว ข้าพเจ้าจึงจับได้ว่าความยากทั้งหลายแหล่ ในตำราเศรษฐศาสตร์นั้น ไม่จำเป็นสำหรับวิชาเศรษฐศาสตร์เลย เป็นโรคของผู้แต่งตำราเสียโดยมาก" " ..ด้วยความเห็นอกของผู้ศึกษา ข้าพเจ้าจึงหนีศัพท์ต่างๆ พยายามใช้ถ้อยคำที่มีผู้เข้าใจแล้วประการหนึ่ง พยายามใช้สำนวนของคนเดินดินประการหนึ่ง คือหนีจากโวหารที่ติดสังวาลหรือ นุ่งเยียรบับสวมมงกุฎขึ้นปราสาทดังนักวรรณคดี โดยหวังและตั้งใจจะให้พวกคนเดินดินกินข้าวแกงอย่างข้าพเจ้าเข้าใจและติดใจอ่าน .." ตำราของคุณพระสารสาสน์ฯทั้ง 2 เล่ม นั้น ดร.วิชิตวงศ์มีความเห็นว่า "มีความละเอียดลออลึกซึ้ง โดยถ่ายทอดด้วยภาษาของ "คนตีนติดดิน" และเต็มไปด้วยอุปมาอุปไมย" ในตอนหนึ่งของตำราได้กล่าวว่า "บุคคลที่มีเงินล้นเหลือเหล่านี้ครอบครองอุตสาหกรรม, ธุรกิจ สถาบันการเงินเอาไว้หมด แม้กระทั่งสื่อสารมวลชน และสนับสนุนการปกครองแบบอัตตาธิปไตย ดังนั้น ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์จึงเกิดขึ้นไม่ได้เพราะอำนาจเงินของบรรดามหาเศรษฐี สาเหตุมาจากความจริงที่ว่า "มนุษย์รักเงิน บูชาเงินเกินไป ทำให้เงินกลับเป็นนาย มนุษย์กลายเป็นบ่าว เงินมาขี่คนแทนที่คนจะขี่เงิน แต่นี้ไม่ใช่ความผิดของเงิน เป็นความผิดของคนต่างหาก เงินเพียงแต่แสดงให้ประจักษ์ซึ่งความเลวของคนเท่านั้น .." หน้า 6
|