หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2005 p1

บทความปี 2004 p2 บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
นโยบายเศรษฐกิจเชิงรับ

คอลัมน์ คนเดินตรอก  โดย วีรพงษ์ รามางกูร ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3704(2904)

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้รับเชิญจากจีจีนิวส์ให้ไปแสดงปาฐกถาคู่กับท่านผู้ว่าการ ธปท. มีผู้คนไปฟังอย่างคับคั่ง เพราะจีจีนิวส์ตั้งหัวข้อหวาดเสียวว่า "วิวาทะ : ข้อเท็จจริงกับความเชื่อ" คนไปฟังคงจะคิดว่า เราจะวิวาทกัน แต่หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เพราะผมรู้จักท่านผู้ว่าการดี ท่านก็รู้จักผมดี

เราทั้งสองคนก็เลยทำตัวเชื่อฟังผู้จัดรายการเป็นอย่างดี คือท่านผู้ว่าการท่านก็ว่าเรื่องข้อเท็จจริงไป ผมก็ว่าด้วยเรื่องความเชื่อของผมไป ท่านเป็นผู้มีตำแหน่งจะมาพูดเรื่องความเชื่อก็ไม่เหมาะ ผมเป็นประชาชนคนนอกจะไปว่าเรื่องข้อเท็จจริงก็ไม่ได้ จึงขอเก็บเอามาเล่าขยายความเชื่อของผมต่อ

ในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลของท่านนายกฯ ทักษิณ ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคหรือเศรษฐกิจส่วนรวมในเชิงรุก ผมก็เห็นว่าถูกต้องเพราะช่วงนั้นภารกิจของรัฐบาลก็คือ จะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจฟื้นตัว

ขณะนั้นเศรษฐกิจจะซบเซามาก อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับต่ำ ระดับราคาโดยทั่วไปมีแนวโน้มลดลง ตลาดหุ้น ตลาดการเงินซบเซา อัตราการออมสูงกว่าอัตราการลงทุน การใช้กำลังการผลิตของภาคอุตสาหกรรมอยู่ในระดับประมาณ 50-55 เปอร์เซ็นต์ เมื่อการออมของทั้งระบบสูงกว่าการลงทุน ซึ่งสะท้อนออกมาให้เห็นว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดของเราเกินดุลค่อนข้างมาก คือประมาณเดือนละ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ความซบเซา หดหู่มีอยู่ทั่วไป

ในต่างประเทศสื่อมวลชนต่างประเทศก็ประโคมข่าวว่า ทั่วโลกจะเกิดภาวะเงินฝืดหรือภาวะราคาตกต่ำ หรือที่ฝรั่งเรียกว่า "deflation" โดยกล่าวหาว่าจีนจะเป็นตัวการใหญ่ เพราะจีนผลิตสินค้าราคาถูกออกมาทุ่มตลาด ทำให้อัตราเงินเฟ้อของโลกลดลง ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง บริษัทห้างร้านต่างๆ ก็จะขาดทุน ปิดกิจการหมด เพราะภาวะราคาตกต่ำนั้นร้ายแรงกว่าภาวะเงินเฟ้อ หรือภาวะ "inflation" ภาวะเงินเฟ้อนั้นแก้ไขได้ง่ายกว่าภาวะราคาตกต่ำ ภาวะราคาตกต่ำเกินอาการของภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ หรือ "depression" คนไม่ใช้จ่ายเงิน การลงทุนหดหายไป เล่นเอาคนตกใจกันไปทั้งโลก จีนก็เป็นผู้ร้ายไปเรียบร้อยในสายตาของสื่อมวลชนตะวันตก

รัฐบาลไทยก็ใช้นโยบาย "ทางคู่ขนาน" ที่สื่อมวลชนตะวันตกเรียกว่า "double track policy" ว่าคือนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้าด้วยโครงการประชานิยมต่างๆ อีกด้านหนึ่งก็ผลักดันการส่งออกและการท่องเที่ยว นโยบายการเงินก็ปรับเปลี่ยน โดยการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายระยะสั้นเสียให้เท่ากับดอกเบี้ยเงินดอลลาร์สหรัฐ

นอกจากนั้นก็เข้า "จัดการ" อัตราแลกเปลี่ยนให้มีเสถียรภาพ สะสมทุนสำรองระหว่างประเทศขึ้นมาใหม่ เมื่อชำระหนี้กองทุนระหว่างประเทศจนหมดสิ้นแล้วก็ยังมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศมากขึ้น หนี้ต่างประเทศของภาครัฐและภาคเอกชนก็ลดน้อยถอยลงอย่างมาก จนฐานะมั่นคงพร้อมที่จะก้าวทะยานไปข้างหน้า

อันนี้ผมได้เขียนชมเชยไปแล้วในบทความเรื่อง "ทักษิโณมิกส์" ที่ผมกล้าเขียนอย่างนั้นโดยไม่เกรงข้อครหา เพราะผมเชื่ออย่างนั้นจริงๆ แล้วผลมันก็ออกมาอย่างที่คาดจริงๆ

แต่บัดนี้ภาพนั้นเริ่มจางหายไป เกิดภาพใหม่ขึ้นมาแทน หลังจากที่เราประสบปัญหามากันเป็นชุด เริ่มตั้งแต่โรคซาร์สระบาด ต่อด้วยไข้หวัดนก ปัญหาความไม่สงบในสามจังหวัดภาคใต้ ดอกเบี้ยที่สหรัฐไต่ขึ้นมาตลอดถึง 9 ครั้งแล้ว และที่สำคัญราคาน้ำมันก็ทะยานขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง จากประมาณบาร์เรลละ 30 เหรียญสหรัฐมาเป็นกว่า 60 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ

ด้วยปรากฏการณ์ 5 อย่าง เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เรื่องโรคซาร์สและไข้หวัดนกแม้ว่ายังมีอยู่ แต่เราก็แก้ไขปรับตัวได้รวดเร็วดี จนไม่ใช่ปัญหาที่กล่าวขวัญถึงมากแล้ว แต่ปัญหาดอกเบี้ยที่อเมริกากำลังขึ้น เรื่องความไม่สงบที่ภาคใต้ และที่สำคัญที่สุดเรื่องปัญหาน้ำมันแพงกลับทวีความรุนแรงขึ้น และทำท่าจะเป็นปัญหาถาวรไปแล้ว

เงินเฟ้อกำลังก่อตัวขึ้น แทนที่จะเป็นปัญหาเงินฝืด หรือปัญหาราคาตกต่ำอย่างที่เคยกลัวกัน เพราะน้ำมันขึ้นราคา ข้าวของวัตถุดิบต่างๆ ก็คงต้องปรับราคาตาม

ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดที่เคยเกินดุล ก็กลับกลายเป็นขาดดุล เพราะน้ำมันที่ต้องนำเข้ามีราคาแพงขึ้น ส่วนการท่องเที่ยวก็ซบเซายาวกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ เพราะฝรั่งกลัวแผ่นดินไหวที่สุมาตราแล้วคิดว่าจะมี "สึนามิ" อีก ส่วนคนเอเชียก็กลัวผีที่เขาหลัก เศรษฐกิจที่ทำท่าว่าจะไปดีไปตามแรงเหวี่ยงของวัฏจักร ก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปในทางขยายตัวในอัตราน้อยลง

เราคงต้องตั้งสติทำใจเสียใหม่ว่า ราคาน้ำมันคงไม่ลดลง มากไปกว่า 55 เหรียญต่อบาร์เรลแล้วใน 2-3 ปีข้างหน้า เมื่อเป็นอย่างนั้น นโยบายเศรษฐกิจโดยส่วนรวมหรือเศรษฐกิจมหภาค ก็ต้องปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปจากที่เคยเป็นนโยบายเชิงรุกมาเป็นนโยบายเชิงรับ แต่ถ้าราคาน้ำมันลดลงต่ำกว่าที่คาดก็จะเป็นกำไรของเรา เป็นโบนัสของเรา แต่ถ้าไม่ลดลง เราก็อยู่ได้ไม่พัง

สมัยรัฐบาลป๋า ท่านตั้งรับไว้อย่างมั่นคง ไม่ว่าน้ำมันจะขึ้นไปเท่าไหร่ เราก็จะไม่ล้มละลายในปี 2527-2528 ป๋าท่านตั้งรับไว้อย่างมั่นคง ท่านสั่งให้ ครม.ของท่านท่องคาถาว่า "ประเทศเรายังยากจน ประเทศเรายังอ่อนแอ" อยู่เสมอ ผู้คนก็มั่นใจว่าป๋าจะไม่พาประเทศชาติไปล่มจม พอน้ำมันลดราคา เศรษฐกิจไทยก็ทะยานขึ้นจนฝรั่งขนานนามประเทศไทยว่าจะเป็น "เสือตัวที่ห้า" เป็นอานิสงส์ให้รัฐบาลในสมัยต่อๆ มาไม่เหมือนที่เกิดขึ้นกับเราในปี 2540

เที่ยวนี้ก็ควรจะเหมือนกัน รัฐบาลควรทำใจให้ได้ต้องเปลี่ยนทัศนคติจากนโยบายเชิงรุกมาเป็นนโยบายเชิงรับ เป้าหมายหลักควรจะเปลี่ยนจากที่เคยต้องการการขยายตัวทางเศรษฐกิจมาเป็นการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจแทน การขยายตัวทางเศรษฐกิจของเรานั้นได้ 3-4 เปอร์เซ็นต์ก็น่าจะพอใจแล้ว เราต้องอยู่ได้ก่อนแล้วภายหลังจะดีเอง

นโยบายก็ต้องเปลี่ยนจาก "นโยบายประชานิยม" มาเป็น "นโยบายประชาไม่ชื่นชม" หรือ "unpopular policy" ซึ่งรัฐบาลทำใจได้ยาก เพราะกลัวจะเสียคะแนนนิยม รัฐบาลประเทศไหนๆ ก็ชอบทำ "นโยบายประชาชนชื่นชม" หรือ "popular policy" ไม่มีรัฐบาลไหนอยากทำนโยบายที่จะรักษาเสถียรภาพ เพราะไม่ใช่นโยบายที่ประชาจะชื่นชม นักการเมืองกับรัฐบุรุษต่างกันตรงนี้

นโยบายเชิงรับ เพื่อกลับมารักษาเสถียรภาพนั้น อันแรกเลยต้องทำใจว่าเศรษฐกิจขยายตัวในอัตราที่สูงเกินไปนั้นไม่ดี อันตราย เพราะจะทำให้การนำเข้าสูงขึ้นเกินไป ทำให้ขาดดุลการค้ามากขึ้น ค่าเงินบาทจะตก การส่งออกนั้นเราทำอะไรมากไม่ค่อยได้ เพราะขึ้นอยู่กับผู้ซื้อ ส่วนการนำเข้าเราทำอะไรได้มาก เพราะขึ้นอยู่กับตัวเรา เราจะกล้าเปลี่ยนทัศนคติหรือไม่ จากที่เคยชื่นชมอัตราการขยายตัวที่สูง มาเป็นกังวลว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวสูงเกินไปหรือไม่

ถ้าทำใจอย่างนี้ได้ เรื่องนโยบายมหภาคก็ง่ายเข้า แต่ก็คงทำใจได้ยากเพราะประชาชนและสื่อมวลชนไม่ชอบใจ เมื่อเราประสบปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และทำท่าว่าจะขาดดุลถาวร ก็แปลว่าบัดนี้เงินออมของเราเริ่มต่ำกว่าเงินลงทุนแล้ว

ดังนั้น ต้องตั้งหลักว่าต้องเพิ่มการออม การเพิ่มการออมก็คือต้องลดการใช้จ่ายของครัวเรือน และรัฐบาลลง ด้วยการประหยัดในเกือบทุกเรื่อง เรื่องที่จะประหยัดได้มากก็คือพลังงาน ไม่มีมาตรการใดที่จะมีประสิทธิภาพเท่ากับ ทำให้ของนั้นมีราคาแพง คนก็จะใช้น้อยลงทั้งภาคครัวเรือน และภาคการผลิต การเพิ่มการออมอีกอันก็คือทำให้คนอยากออม เพราะผลตอบแทนของการออมก็คือ ดอกเบี้ย ถ้าลดการใช้จ่ายภาคครัวเรือนและรัฐบาลได้มาก การออมก็สูงขึ้น

ถ้าดึงการออมให้สูงขึ้นก็จะมีเงินเหลือไปลงทุนได้มาก แต่เงินออมน้อยลงก็ต้องชะลอการลงทุนลง มิฉะนั้นบัญชีเดินสะพัดของเราก็จะขาดดุลมากขึ้น ค่าเงินบาทก็จะตก เพราะเราใช้ระบบแลกเปลี่ยน "ลอยตัว"

อีกด้านหนึ่งนโยบายก็ต้องเอียงมาทางผู้ส่งออกและการท่องเที่ยว และลดการนำเข้า ลดการเดินทางไปท่องเที่ยวของคนไทย

ในการลงทุนภาครัฐบาลซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่จะทำให้การขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดมากขึ้นทั้งทางตรงและทางอ้อม ก็คงต้องจัดลำดับความสำคัญก่อนหลังเสียใหม่ ควบคู่กับการหาสินเชื่อระยะยาว มีระยะปลอดหนี้ยาวขึ้น แม้ดอกเบี้ยจะแพงขึ้นบ้าง อย่าให้ภาระการชำระหนี้กระจุกตัวในช่วงที่ลำบาก ไม่ใช่หยุดหรือตัดการลงทุนไปเลย

นโยบายการคลังก็คงต้องเปลี่ยนทัศนคติที่จะต้องผลักดันการใช้เงิน เพราะเกรงว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะไม่สูง มามองทางเสถียรภาพทางการเงินเป็นหลัก อาจจะต้องดึงการใช้จ่ายเอาไว้ เพราะการขยายตัวทางเศรษฐกิจถือว่าเป็นนโยบายรอง

ในช่วงที่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไม่สูง คนยากลำบากก็จะมีเรื่องให้ลดภาษีโน่นภาษีนี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เป็นนโยบายที่สวนทางกับนโยบายให้คนประหยัดการใช้พลังงานโดยตรง เท่ากับเป็นสัญญาณว่าจะชดเชยราคาน้ำมันเป็นการถาวร ไม่ควรทำ ที่ทำไปแล้วก็ควรดึงกลับมาที่เดิม

เรื่องสุดท้ายที่อยากจะกล่าวไว้ก็คือเรื่องนโยบายการเงิน สถานการณ์ตอนนี้ล่อแหลมต่อการถูกโจมตีค่าเงินบาทเป็นอันมาก เพราะสภาพคล่องยังอยู่ในระดับที่สูง ดอกเบี้ยเงินบาทต่ำกว่าดอกเบี้ยเงินดอลลาร์ ซึ่งเป็นสกุลหลักที่ใช้ทำมาค้าขายกับประเทศอื่น อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทกับเงินดอลลาร์เป็นหลัก และค่าเงินบาทกับเงินสกุลอื่นก็จะเป็นตัวตาม ถ้าเศรษฐกิจชะลอตัวลง เงินเฟ้อก่อตัวขึ้น ถ้าดอกเบี้ยไม่ปรับตัวขึ้น อัตราแลกเปลี่ยนก็จะเป็นตัวปรับตัวลง เพื่อให้เกิดดุลยภาพในระบบเศรษฐกิจ

ค่าเงินที่ปรับตัวลงจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดเงินเฟ้อขึ้นไปอีก เงินก็จะไหลออกจนในที่สุดสภาพคล่อง ก็จะหายไปกลายเป็นเงินตึง ดอกเบี้ยก็จะต้องขึ้นอยู่ดี ไม่ควรรอจนเป็นอย่างนั้นต้องหาทางป้องกัน

ดอกเบี้ยกับอัตราแลกเปลี่ยนเป็นของอย่างเดียวกัน กล่าวคือเป็นด้านหัวกับด้านก้อยของเหรียญอันเดียวกัน

ปัญหาเศรษฐกิจที่ก่อตัวขึ้นขณะนี้ยังไม่น่าต้องห่วงอะไรนัก ยังแก้ไขได้ ยังป้องกันได้ แต่ที่น่าห่วงก็คือ รัฐบาลไม่ยอมรับความจริง ทำใจไม่ได้ที่จะต้องเปลี่ยนทัศนคติ และยอมรับไม่ได้ถ้าต้องทำในสิ่งที่จะเสียคะแนนนิยมทางการเมือง จึงไม่ยอมแก้ไขป้องกัน

ที่คิดอย่างนี้ เพราะเห็นมาหลายรัฐบาลแล้ว

หน้า 2