หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
ครั้งเดียว...ไม่พอ

คอลัมน์ จอดป้ายประชาชื่น  โดย วิมล ตัน  มติชนรายวัน วันที่ 07 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9980

เมื่อปลายปี 2547 ได้เกิดข้อขัดแย้งกันระหว่างฝ่ายบริหารและบอร์ดบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กับเหล่าพนักงานในนามสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย เกี่ยวกับนโยบายการจัดหาแรงงานภายนอกเพื่อปฏิบัติหน้าที่พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน หรือที่เรียกว่าเอาต์ซอร์ส

นัยว่าบอร์ดเห็นชอบกับวิธีการเอาต์ซอร์สเพื่อลดภาระต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านการพนักงาน โดยเฉพาะในส่วนของการรับสมัครแอร์โฮสเตส ขณะที่สหภาพเห็นว่าค่าใช้จ่ายด้านเงินเดือน สวัสดิการ ถือว่าไม่แตกต่างกัน แต่การจ้างเอาต์ซอร์สอาจจะสร้างปัญหาให้กับบริษัทในระยะยาว

สุดท้ายฝ่ายบริหารมีการสอบถามไปยังสำนักงานอัยการสูงสุด ผลปรากฏว่าอัยการสูงสุดได้มีหนังสือลงวันที่ 11 สิงหาคม 2547 ระบุชัดเจนว่า การจ้างเอาต์ซอร์สมีความเสี่ยงทางกฎหมายสูง เพราะถือว่านิติสัมพันธ์ระหว่างบริษัทการบินไทย กับเอาต์ซอร์สที่จ้างมาเป็นแอร์โฮสเตสเหล่านี้ เข้าข่ายการจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือถือว่าเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจตาม พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 เท่ากับว่าสถานะของเอาต์ซอร์สก็ไม่ต่างกับพนักงานประจำของการบินไทยนั่นเอง

และที่สำคัญคือ การจ้างเอาต์ซอร์สอาจทำให้ถูกมองได้ว่าการบินไทยขาดธรรมาภิบาล เพราะตั้งใจหลีกเลี่ยง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541

สรุปได้อย่างชัดเจนว่า อัยการสูงสุดไม่เห็นด้วย และไม่แนะนำให้การบินไทยจ้างเอาต์ซอร์สมาเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน

ซึ่งแค่นี้ก็น่าที่จะยุติเรื่องราวความขัดแย้งและพับเก็บนโยบายนี้ไปเสีย

แต่สงสัยว่าเรื่องนี้น่าจะมีสาเหตุลึกๆ ยิ่งกว่าที่เห็นกัน หรืออาจจะมีผลประโยชน์แอบแฝงในการจ้างเอาต์ซอร์ส เพราะบอร์ดและฝ่ายบริหารการบินไทยกลับไม่ยุติแค่นั้น

โดยเมื่อเดือนมีนาคม 2548 การบินไทยก็มีหนังสือส่งถึงอัยการสูงสุดอีกครั้ง สอบถามในเรื่องเดียวกัน และน่าประหลาดใจว่า ครั้งนี้มีการส่งร่างสัญญาจ้างบริการจัดส่งบุคลากรเพื่อปฏิบัติงานในหน้าที่พนักงานต้อนรับไปให้อัยการสูงสุดพิจารณาด้วย

นั่นหมายความว่า ฝ่ายบริหารยังคงเดินหน้าที่จะจ้างเอาต์ซอร์สอยู่เหมือนเดิม เพียงแต่เปลี่ยนคำว่า "เอาต์ซอร์ส" มาเป็น "การจ้างบริการจัดส่งบุคลากร" ซึ่งความหมายก็คงไม่แตกต่างกันเท่าใดนัก เพราะยังคงเป็นการใช้บริการของบริษัท สยามราชธานี ไม่ว่าจะเรียกว่าเอาต์ซอร์ส หรือบริการจัดส่งบุคลากร

และเป็นไปตามคาด เพราะอัยการสูงสุดก็ยังคงยืนยันความเห็นคัดค้านตามหนังสือลงวันที่ 17 สิงหาคม 2547 เช่นเดิม

มีการครหากันไปต่าง ๆ นานาว่า สาเหตุที่ฝ่ายบริหารพยายามผลักดันจ้างเอาต์ซอร์ส เพราะเพื่อเอื้อให้กับสายการบินโลว์คอสต์บางแห่ง ที่น่าจะได้รับประโยชน์จากพนักงานเอาต์ซอร์สเหล่านี้ ภายหลังทำงานกับการบินไทยไปสัก 3-5 ปี หลังจากนั้นก็จะเข้าทำงานกับสายการบินโลว์คอสต์ได้ โดยมีประสบการณ์การทำงานที่ผ่านการบินไทยมาแล้ว ทำให้สายการบินโลว์คอสต์ไม่ต้องเสียเวลา เสียเงินจัดฝึกอบรมให้คล่องงาน

ไม่แตกต่างจากโครงการ "นักบินเอื้ออาทร" ที่รัฐเป็นเจ้าภาพเปิดโครงการอบรมนักบินเพื่อป้อนให้กับสายการบินต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนนักบิน

ก็เลยสงสัยกันว่างานนี้น่าจะเป็น "แอร์เอื้ออาทร"

หน้า 20


เหตุเกิดที่ "การบินไทย"

คอลัมน์ จอดป้ายประชาชื่น  โดย ประชานิเวศน์  วันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10016

และแล้วก็เกิดสายฟ้าฟาดกลางบริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน) เมื่อการประชุมคณะกรรมการ(บอร์ด)ของการบินไทย ที่มีนายวันชัย ศารทูลทัต ปลัดกระทรวงคมนาคมเป็นประธาน เมื่อค่ำวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา ได้มอบหมายให้นายสมใจนึก เองตระกูล อดีตปลัดกระทรวงการคลัง และทีมงานซึ่งประกอบไปด้วยผู้บริหารระดับกลางของการบินไทย เข้าไปบริหารงานในหน้าที่ของกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ดีดี)ของการบินไทย เป็นระยะเวลา 3 เดือน

คำสั่งดังกล่าวนี้ เปรียบเหมือนคำสั่งประหาร "นายกนก อภิรดี" ที่นั่งเก้าอี้ดีดีของการบินไทยอยู่ในปัจจุบัน เพราะประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ไม่เคยมีการอนุมัติให้มีการแต่งตั้งดีดีตีคู่กัน 2 คน ขึ้นมาทำงาน

สำหรับสาเหตุเบื้องต้นที่จะต้องยึดอำนาจการบริหารมาจากนายกนก บอร์ดอ้างเหตุผลว่า การบินไทยประสบปัญหาในการดำเนินงานอย่างหนัก ซึ่งบอร์ดเห็นว่าอาจจะเข้าขั้นวิกฤต โดยผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 3(เดือนเมษายน- มิถุนายน)ของปี 2548 คาดว่าอาจจะขาดทุนสูงถึง 6,000 ล้านบาท

ในขณะที่ผลการดำเนินงานในช่วง 6 เดือนแรก ซึ่งสิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2548 มีกำไร 9,200 ล้านบาท ทำให้กำไรรอบ 9 เดือน กำไรสุทธิลดลงเหลือเพียง 3,000 กว่าล้านบาทเท่านั้น และมีแนวโน้มว่าอีก 3 เดือนที่เหลือ การบินไทยจะขาดทุนอีกจำนวนมาก หากไม่มีการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ซึ่งจะทำให้ผลการดำเนินงานปีนี้ของการบินไทยอาจขาดทุนมากกว่านี้ก็ได้

ทางด้านนายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะรัฐมนตรีที่กำกับดูแลการบินไทย ได้กล่าวถึงสาเหตุในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เพราะพบว่าผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 3 ของการบินไทยขาดทุนอย่างมาก จากจำนวนผู้โดยสารลดลง และราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น ดังนั้น หลายฝ่ายจึงเห็นตรงกันว่าควรจะมีการตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อแก้ไขวิกฤตของบริษัท โดยให้ระยะเวลาทำงาน 3 เดือน ทั้งนี้ อำนาจการบริหารงานการบินไทยทุกอย่างจะอยู่ที่คณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นมาใหม่

คำสั่งอย่างนี้ ใครเห็นก็ต้องรู้ว่า "นายกนก" คงจะอยู่ในตำแหน่ง "ดีดี" ได้อีกไม่นานแล้ว

อย่างไรก็ตาม เรื่องการปลดนายกนกนี้ ได้มีกระแสข่าวออกมาเป็นระยะๆ ตั้งแต่ช่วงที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ยังดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

ด้วยสาเหตุหลายๆ อย่าง นับตั้งแต่ปัญหาการเมืองภายในการบินไทยเอง ที่มักจะมีการงัดแงะแซะเก้าอี้เป็นประจำอยู่แล้ว

แล้วยังปัญหาเรื่องฝีมือในการบริหารการบินไทย ถึงขั้นเคยนำตัวนายกนกไปเข้า "ห้องเย็น" เพื่อเค้นคั้นให้ปรับปรุงระบบทำงานใหม่ ไม่ใช่ทำงานด้านการตลาดอย่างเดียว แต่ดีดีต้องมีหน้าที่ในจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นให้สมกับที่ดำรงตำแหน่ง "ดีดี" ด้วย

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทุจริต การโยกย้ายบุคลากรให้ตรงกับงาน ฯลฯ แทนที่จะลอยตัวเหนือความขัดแย้งอย่างเดียว

ตัวอย่างเรื่องลอยตัวเหนือความขัดแย้งที่ถูกร้องเรียนกันมาก เช่น การทุจริตเรื่องการขายตั๋ว ที่สอบสวนได้จนผลออกมาเป็นที่สิ้นสุดแล้ว และมีมูลค่าความเสียหายจำนวนมหาศาล แต่พอถึงขั้นตัดสินใจ ดีดีกลับลงโทษผู้กระทำผิดเพียงตัดเงินเดือน 20% แล้วจบ คนกระทำผิดก็ยังทำงานในการบินไทยได้เหมือนเดิม เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การเขย่าเก้าอี้นายกนกจากตำแหน่งดีดี น่าจะเพิ่งมาประสบผลตอนที่นายพงษ์ศักดิ์เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมได้ไม่ถึง 2 อาทิตย์

หลังจากนี้ คงจะต้องดูว่าเมื่อบอร์ดการบินไทยตั้งนายสมใจนึกมาคุมการบินไทยชั่วคราว 3 เดือนแล้ว การทำงานจะต่างกับช่วงที่นายกนกอยู่หรือไม่

และจะต้องดูการตัดสินใจของนายกนกว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อ เพราะอายุการทำงานของนายกนกกว่าจะครบวาระก็เดือนพฤษภาคม 2549 โน่น!!

หน้า 20


เสียงก้องจากการบินไทย

คอลัมน์ จอดป้ายประชาชื่น  เศรษฐ์ สันติ psanti@matichon.co.th  มติชนรายวัน วันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10049

เมื่อสองสัปดาห์ก่อนพูดถึงผู้สมัครเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของบริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน) จำนวน 509 คน ผ่านบริษัท สยามราชธานี ได้รับความเดือดร้อน เพราะหลังจากที่ผ่านการคัดเลือกแล้ว ต้องได้รับความเดือดร้อนเพราะรอคอยงานนานกว่าครึ่งปีแล้ว

คุณสุนัที อิศวพรชัย ผู้อำนวยการใหญ่ ฝ่ายสื่อสารวิสาหกิจและประชาสัมพันธ์การบินไทย ทำหนังสือชี้แจงว่า

ที่ผ่านมาบริษัทได้คัดเลือกบริษัท สยามราชธานี จำกัด ให้ดำเนินการจัดหาแรงงานภายนอก(Outsource) เพื่อปฏิบัติหน้าที่พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของบริษัท โดยให้มีคุณสมบัติและการคัดเลือกตามขั้นตอนต่างๆ ที่บริษัทกำหนด

ระหว่างการดำเนินการตามขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการคัดเลือก ซึ่งบริษัท สยามราชธานีฯจะต้องนำผู้สมัครที่ผ่านการคัดเลือกเบื้องต้น จำนวน 509 คน มาให้กรรมการ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของบริษัท การบินไทยฯตรวจสอบบุคลิกภาพและคุณสมบัติต่างๆ ก่อนส่งมอบแรงงานและทำสัญญาว่าจ้างนั้น บริษัท การบินไทยฯมีความจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการจัดจ้างพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินใหม่(เปลี่ยนอะไร อย่างไร เพราะอะไร ไม่มีคำอธิบายชัดเจน ยิ่งทำให้เกิดความคลุมเครือ ไม่โปร่งใส ตอบแบบนี้ชี้แจงหรือไม่ชี้แจงมีผลเท่ากัน-ผู้เขียน) ดังนั้น บริษัทจึงได้เจรจากับบริษัท สยามราชธานีฯ เพื่อหาแนวทางการดำเนินการในเรื่องดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม บริษัทยังมีความต้องการรับพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินรุ่นใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับเครื่องบินใหม่ที่จะรับเข้าประจำการในฝูงบิน แต่ผู้ที่ผ่านกระบวนการคัดเลือกจากบริษัท สยามราชธานีฯ 509 คน นั้น ยังไม่สามารถรับเข้ามาเป็นพนักงานของบริษัทได้ เนื่องจากยังไม่ได้ผ่านขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการคัดเลือก(ตามข้อตกลง) และบริษัทยังมิได้ทำสัญญาว่าจ้างพนักงานกลุ่มดังกล่าว

ดังนั้น จึงถือว่าพนักงานทั้ง 509 คน ยังมิได้เป็นพนักงานของบริษัท การบินไทย(

ขณะนี้ บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจากับบริษัท สยามราชธานี(เจรจาเรื่องอะไร อย่างไร -ผู้เขียน) ซึ่งหากได้ข้อยุติและบริษัท สยามราชธานี ยอมรับข้อตกลงแล้ว บริษัทก็พร้อมที่จะพิจารณานำพนักงานที่ผ่านการคัดเลือกในเบื้องต้นจำนวน 509 คน มาดำเนินการตรวจสอบบุคลิกภาพและคุณสมบัติตามกระบวนการคัดเลือกในขั้นตอนสุดท้ายต่อไป

หากการดำเนินงานในเรื่องดังกล่าวมีความคืบหน้าประการใด บริษัทจะแจ้งให้ผู้สมัครทุกท่านทราบผ่านทางสื่อของบริษัทต่อไป

ครับยิ่งฟังคำชี้แจงของการบินไทยยิ่งงงว่าเกิดอะไรขึ้นในการบินไทยที่เป็นสายการบินแห่งชาติ เป็นบริษัทมหาชนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ กลับทำอะไรเหมือนเล่นขายของ นึกจะทำก็ทำ นึกจะเปลี่ยนก็เปลี่ยน โดยไม่ยอมอธิบายเหตุผลให้กระจ่างต่อสาธารณชน

หรือเห็นความเดือดร้อนของผู้อื่นเป็นเรื่องสนุก

หน้า 20