หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
ท่องเที่ยวล้านนา กับการพัฒนามาตรฐาน

คอลัมน์ นอกรอบ  โดย ดร.นิตินัย ศิริสมรรถการ  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 04 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3702 (2902)

ผมมีโอกาสได้ขึ้นไปทำงานเรื่องการท่องเที่ยวที่กลุ่มจังหวัดล้านนาเมื่อปลายเดือนก่อน ทีมเราแบ่งกระจายกันไปดูทีมละ 2-3 จังหวัด ส่วนตัวผมติดงานด่วนเลยต้องตามน้องๆ ในทีมไปเจอกันที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นจังหวัดสุดท้ายที่เราจะมาสรุปกัน คอลัมน์นี้ก็คุยเรื่องวิชาการค่อนข้างหนักกันมานานหลายเดือนแล้ว วันนี้ผมเลยขออนุญาตพาท่านผู้อ่านออกจากโต๊ะทำงานของผมที่เต็มไปด้วยเอกสาร ไปยังต่างจังหวัดทางเหนือกันบ้างนะครับ

แต่ก็อย่างที่เกริ่นไว้นะครับ ว่าผมขึ้นเหนือครั้งนี้ไปทำงานเรื่องท่องเที่ยว ตอนขึ้นไป ก็เลยแย่หน่อยที่หนีไม่พ้นที่จะต้องทำงานเป็นหลัก ท่องเที่ยวก็มีบ้างเล็กน้อย จากการลงไปดูพื้นที่นั่นแหละครับ

แม้ว่าจะไปอยู่เชียงใหม่ 4 วัน แต่ถ้านับไปจริงๆ ก็ไปอยู่กันเต็มๆ ก็แค่ 2 วัน เพราะวันแรกบินไปหลังเลิกงานแล้ว กว่าจะไปถึงก็มืดแล้ว และวันสุดท้ายตื่นได้ไม่เท่าไหร่ ก็ต้องบินกลับกรุงเทพฯ ในช่วง 2 วันที่อยู่ที่โน่น ต้องนับว่าผมได้ความรู้ที่ตัวเองไม่สามารถหาได้จากการค้นคว้าเอกสารทางวิชาการเป็นอย่างมาก สิ่งแรกที่ผมรู้สึกผิดคาด แต่พอฟังเหตุผลแล้วก็ต้องยอมรับว่าที่ตัวเองคิดในตอนแรกผิดโดยสิ้นเชิง นั่นคือ ตอนแรกผมคิดว่าการท่องเที่ยวทางภาคเหนือน่าจะดีขึ้น ไม่มากก็น้อยเพราะนักท่องเที่ยวบางส่วน น่าจะหวาดกลัวที่จะไปเที่ยวภาคใต้จากเหตุสึนามิที่ผ่านมา จึงอาจเป็นไปได้มากๆ ที่จะมีเปลี่ยนการเดินทาง เพื่อมาเที่ยวทางภาคเหนือแทน แต่ข้อสมมติฐานผมกลับผิดถนัดครับ การที่ภาคใต้ประสบปัญหาสึนามิ นอกจากการท่องเที่ยวแถบล้านนาจะไม่ดีขึ้นอย่างที่ผมเคยคิดแล้ว ปรากฏว่าการท่องเที่ยวแถบนั้นกลับซบเซาไปมากกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด!!

จริงๆ ตอนแรกผมก็ยังไม่ค่อยเข้าใจนักหรอกครับ แต่หลังจากที่ได้คุยกับผู้หลัก ผู้ใหญ่ที่อยู่ในวงการท่องเที่ยวทางเหนือ มาเป็นเวลานานก็พอเข้าใจว่า ทำไมการท่องเที่ยวแถบล้านนาในช่วงหลังๆ ตกอันดับลงเยอะ วิธีการทำการตลาดการท่องเที่ยวแถบกลุ่มล้านนาในปัจจุบันเป็นแบบขายพ่วงไปกับประเทศไทยโดยรวม โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติส่วนใหญ่จะซื้อแพ็กเกจทัวร์มาเที่ยวประเทศไทย และมีโปรแกรมการเที่ยวภาคเหนือโดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่อยู่ในแพ็กเกจ 3-4 วัน

ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกที่การท่องเที่ยวแถบล้านนาจะทรุดลง หากนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยส่วนมากที่มาเที่ยวแถบนี้ มาเพราะเป็นของแถมจากการที่มาเที่ยวประเทศไทย แล้วก็ไม่รู้เป็นอะไรนะครับ ดูท่าเหมือนกับว่าต่างชาติก็ไม่ได้ประทับใจอะไรของแถมนี้มากเท่าไหร่เสียด้วยสิครับ เพราะเมื่อเหลือบไปดูสถิติของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจะเห็นว่าแม้ยิ้มสยามจะผูกใจคนต่างชาติจน 52% ของนักท่องเที่ยวต้องกลับมาเยือนประเทศไทยอีกก็เถอะครับ แต่สำหรับเชียงใหม่แล้วมีเพียง 12% ของนักท่องเที่ยวเท่านั้นครับ ที่มาเที่ยวแล้ว กลับมาเที่ยวที่นี่อีกครั้ง ทำไมหรือครับ ? เชียงใหม่เราน่าเบื่อจนมาเที่ยวครั้งเดียวเข็ด ?

ผมคงรับไม่ได้กับข้อกล่าวหาดังกล่าวหรอกครับ เชียงใหม่เรามีของดีจะขายเยอะแยะ ทั้งแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติและแหล่งท่องเที่ยวที่ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น ภูเขา แม่น้ำ โบราณสถาน สถานที่ช็อปปิ้ง รวมไปจนถึงวัฒนธรรมที่มีเสน่ห์อีกมากมาย แต่ของดีเรามากเกินไปจนไม่ได้ highlight เอาออกมาขายให้ชัดเจนหรือเปล่าไม่ทราบ เพราะจากสถิติ ททท. ที่ผ่านมา ไม่ว่านักท่องเที่ยวไทยหรือเทศ กี่ปีๆ มาเที่ยวเชียงใหม่ก็นึกถึงอยู่ไม่กี่ที่ ที่เด่นๆ ก็มี ดอยสุเทพ (กว่า 50% ของนักท่องเที่ยวที่มาเชียงใหม่ไปเที่ยวดอยสุเทพ) หรือไนท์บาซาร์ (กว่า 40% ของนักท่องเที่ยวที่มาเชียงใหม่ไปเที่ยวไนท์บาซาร์) ของที่เราจะขายเขาตั้งเยอะตั้งแยะ ไม่ต้องให้เขามานั่งนับนิ้วว่าที่โน่นฉันก็ไปเที่ยวแล้ว ที่นี่ฉันก็ไปเที่ยวแล้ว หมดที่เที่ยวแล้ว ไม่รู้จะไปเที่ยวล้านนาทำไมอีก ! ทำไมเราไม่ทำให้ฝรั่งจะมาล้านนา เพราะอยากมาล้านนา เหมือนที่เขาอยากไปมัลดีฟ บาหลี หรือแม้กระทั่งภูเก็ต ด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่า อยากไปพักผ่อน โดยไม่คำนึงถึงว่าได้ไปแวะชมจุดไหนในสถานที่เที่ยวเหล่านั้นมาบ้างแล้วบ้างล่ะครับ

ทำอย่างไรเราถึงให้คนมาเที่ยวแถบนี้แล้วติดใจ อยากมาอีก ? คำตอบสำหรับคำถามนี้ไม่ง่ายเลยนะครับ เพราะรสนิยมการท่องเที่ยวของแต่ละชาติแตกต่างกัน ผมไปเที่ยวไหน ผมไปซื้อความสุข ความสุขแต่ละคน แต่ละเชื้อชาติซื้อกันได้แตกต่างกัน บางชาติอาจนิยมแสงสี บางชาติชอบธรรมชาติ การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ฯลฯ จากข้อมูลของ ททท.พบว่า นอกจากนักท่องเที่ยวที่ไปเชียงใหม่ส่วนใหญ่จะเป็นคนไทยแล้ว (ในปี 2002 มีนักท่องเที่ยวไทยไปเที่ยวเชียงใหม่ทั้งหมด 938,576 คน จากรวมทุกชาติทั้งหมด 2,322,896 คน หรือคิดเป็น 40%) นักยุโรป เอเชีย และอเมริกัน ก็มาเที่ยวเชียงใหม่ไม่น้อยเลยทีเดียวนะครับ โดยจากสถิติปี 2002 มีนักท่องเที่ยวยุโรป 662,850 คน เอเชีย 337,590 คน และอเมริกัน 212,674 คนไปเที่ยวเชียงใหม่กัน หรือคิดเป็นร้อยละ 28.5 ร้อยละ 14.5 และร้อยละ 9.2 ตามลำดับ ชาวยุโรปอาจชอบเที่ยวธรรมชาติ ชาวเอเชียอาจมาตีกอล์ฟหรือช็อปปิ้ง ในขณะที่ชาวอเมริกันอาจชอบการศึกษาวัฒนธรรม เป็นต้น ซึ่งการที่จะทำให้นักท่องเที่ยวชาติใดมาเที่ยวแล้ว อยากกลับมาเที่ยวอีก เราคงจะต้องศึกษาอุปนิสัยของนักท่องเที่ยวในกลุ่มหลักๆ นี้ในเชิงลึกต่อไป

ไม่ว่าแผนการท่องเที่ยวของรัฐบาลต่อไปจะเป็นอย่างไร จะเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวให้กับแถบนี้ได้จริงหรือไม่ แต่สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญการท่องเที่ยวในเขตล้านนาให้ข้อสังเกตผม และผมก็สามารถเห็นได้จากความเป็นจริงตอนผมขึ้นเหนือไปครั้งนี้คือ การท่องเที่ยวในแถบนี้มีลักษณะเป็นฤดูกาล (seasonal pattern) ค่อนข้างสูง ซึ่งตรงนี้หลายๆ ท่านอาจบอกว่า แหล่งท่องเที่ยวที่ไหนๆ ก็มีลักษณะเป็นฤดูกาลเหมือนกัน แต่จริงๆ แล้ว การท่องเที่ยวแถบนี้จะมีลักษณะเป็นฤดูกาลสูงกว่าแถบแหล่งท่องเที่ยวทะเลอยู่มาก

สังเกตจากนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมเยียนเชียงใหม่ก็ได้ครับ อย่างที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น นักท่องเที่ยวไทยมาเที่ยวแถบนี้มากที่สุด รองลงมาได้แก่ ชาวยุโรป โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติเหล่านี้ส่วนใหญ่จะหลบหนาวในประเทศเขามาเที่ยวแถบภูมิภาคเอเชีย (ซึ่งตรงกับฤดูหนาวของเรา เพราะอยู่ซีกโลกเหนือเหมือนกัน) ในขณะที่คนไทยก็นิยมไปสัมผัสความหนาวเย็นในแถบภาคเหนือในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งตรงนี้ต่างจากการท่องเที่ยวในแถบทะเลคือ แม้นักท่องเที่ยวต่างชาติจะหลบหนาวมาเที่ยวไทยมากตอนฤดูหนาว (ซึ่งภาคใต้ไม่มีฤดูหนาว และแถบอันดามันช่วงนั้นฝนไม่ตก) แต่นักท่องเที่ยวไทยกลับชอบไปเที่ยวทะเลตอนฤดูร้อนมากกว่า จึงทำให้การท่องเที่ยวในแถบทะเลจึงไม่มีการกระจุกตัวของนักท่องเที่ยวในฤดูหนาวมากเท่ากับการท่องเที่ยวแถบล้านนา ยกเว้นในช่วงฤดูฝนก็อาจมีนักท่องเที่ยวเบาบางลงไปบ้าง

การท่องเที่ยวที่มีการกระจุกตัวในช่วงใดช่วงหนึ่งมากๆ และหายไปเลยในช่วงเวลาที่เหลืออาจดูเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร ตราบใดที่ทั้งปีมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวรวมๆ แล้ว ให้มันมากก็พอ แต่เมื่อคิดดูดีๆ แล้วการท่องเที่ยวในแหล่งใดที่มีผลทางฤดูกาลรุนแรงเช่นนี้จะส่งผลร้ายต่อโครงสร้างการท่องเที่ยวในระยะยาวอย่างคาดไม่ถึง

ผมลองนั่งนึกดูว่าถ้าผมจะทำธุรกิจท่องเที่ยวที่นี่ ผมจะทำอย่างไรดี ถ้าประกอบอาชีพอิสระ เช่น เป็นมัคคุเทศก์ จะทำอย่างไรดีตอนไม่มีนักท่องเที่ยวมา ? ทำอาชีพอื่นไปพลางๆ โดยมัคคุเทศก์เป็นอาชีพเสริมดีไหม ? ถ้าผมเป็นเจ้าของกิจการ ผมจะลดกำลังพนักงานในช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยวลง เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายดีไหม ? แต่ว่าจะทำอย่างไรถึงจะไปไล่พนักงานออกตอนไม่มีนักท่องเที่ยว แล้วจ้างใหม่ตอนถึงฤดูกาลท่องเที่ยวล่ะครับ ? ไม่ยากครับ ก็แค่จ้างพนักงานเหล่านั้นแบบลูกจ้างชั่วคราวเสียก็หมดเรื่อง ถึงฤดูท่องเที่ยวค่อยจ้าง ไม่ใช่ฤดูท่องเที่ยวก็ไม่จ้าง พอพวกพนักงานเหล่านี้เจออย่างนี้ทุกปี เดี๋ยวเขาก็ชินครับ เขาก็จะมีอาชีพหลักของเขา แต่มาหากินในธุรกิจท่องเที่ยวเป็นอาชีพเสริมตามฤดูกาลเองแหล่ะครับ

การดำเนินธุรกิจท่องเที่ยวแบบนี้ ต้องเรียกว่าท่องเที่ยวแบบพอมีพอกินครับ คือว่า ถ้ามีนักท่องเที่ยวมาก็ดี เราก็มารวมกลุ่มประกอบอาชีพท่องเที่ยวกันทีนึง ไม่มีนักท่องเที่ยวมาก็แยกย้าย โดยไม่ได้คิดจะเอาดีทางการท่องเที่ยวกันอย่างจริงจัง เท่าที่ผมเห็น ผมไปเช่ารถบริษัทเช่ารถมีชื่อแห่งหนึ่ง คนขับรถอธิบายแหล่งท่องเที่ยวในเชียงใหม่ผมได้เป็นฉากๆ ทำไมหรือครับเพราะเค้าเป็นมัคคุเทศก์ในฤดูท่องเที่ยวครับ พอหมดฤดูกาล เขาก็มาขับรถ เพื่อนเขาก็คล้ายๆ กันครับ ฤดูท่องเที่ยวก็เอารถตู้มาวิ่งให้เช่า หมดฤดูก็เอาไปใช้ในการค้าขายตามปกติ

แล้วการท่องเที่ยวแบบพอมีพอกินมันไม่ดีอย่างไรหรือครับ ? ผมก็ไม่ได้บอกว่าการท่องเที่ยวแบบพอมีพอกินมันจะไม่ดีนะครับ แต่ผมกำลังจะบอกว่า ถ้ายังคิดกันว่าแถบล้านนามีวัฒนธรรมที่มีเสน่ห์ มีแหล่งท่องเที่ยวหลากหลาย และมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวนำรายได้เข้าประเทศ กระจายรายได้ให้คนในพื้นที่แล้วล่ะก็ นอกจากประเด็นเรื่องการเชื่อมโยงนำสินค้าทางการท่องเที่ยวออกมาขายอย่างมีระบบ ให้คนมาเที่ยวล้านนา เพราะเป็นล้านนาแล้ว ถ้าเราอยากเห็นบุคลากร รวมถึงสินค้าและบริการที่ได้มาตรฐาน อันจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาการท่องเที่ยวสู่ระดับสากลต่อไปแล้วล่ะก็ ประเด็นด้านฤดูกาลท่องเที่ยวในแถบนี้เป็นปัญหาสำคัญที่ต้องเหลียวแลครับ !

หน้า 2