|
||||||||||||
|
ความน่าห่วงของบัตรเครดิตนอนแบงก์
ECO-NO-MISS ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย Bizweek กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 วันนี้ขอหลบกระแสเรื่องน้ำมัน ค่าเงินบาท หรือการขาดดุลการค้า ที่หลายคนพูดกันทั้งบ้านทั้งเมือง เพราะคงหาอ่านได้โดยทั่วไป แต่ขอพูดเรื่องบัตรเครดิต (เพิ่มเติมอีกหนึ่งครั้งหลังจากที่เคยเขียนไปแล้ว) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความห่วงใยของสังคมไทยที่คนในสังคมพูดกันอย่างกว้างขวางไม่แพ้กัน ธุรกิจสินเชื่อบุคคลประเภทบัตรเครดิตได้รับความสนใจและเป็นที่นิยมจากผู้บริโภคอย่างแพร่หลาย ส่งผลให้เกิดการแข่งขันอย่างรุนแรง ทั้งจากผู้ประกอบการรายเดิม คือ ธนาคารพาณิชย์ที่ให้บริการบัตรเครดิตมาตั้งแต่เริ่มให้บริการธุรกิจธนาคาร ต่างรักษาฐานลูกค้าบัตรเครดิตเก่า พร้อมกับการใช้แผนการตลาดเชิงรุกเพื่อหาลูกค้ารายใหม่ให้ได้มากที่สุด เช่น ไม่เก็บค่าธรรมเนียมการสมัคร ค่าธรรมเนียมรายปี การแจกของขวัญของกำนัล การแข่งขันจากผู้ประกอบการรายใหม่ประเภทที่มิใช่สถาบันการเงิน ที่มีบทบาทเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในตลาดบัตรเครดิต จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่า จำนวนบัตรเครดิตเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง (ดังแสดงในตารางที่ 1) โดยเฉพาะจำนวนบัตรเครดิตที่มิใช่สถาบันการเงินเพิ่มจำนวนมากกว่าจำนวนบัตรเครดิตธนาคารพาณิชย์ทุกปี ทำให้ผู้คนในสังคมกังวลว่าการเพิ่มขึ้นของบัตรเครดิต และการเพิ่มขึ้นของหนี้สินของผู้ถือครองบัตรเครดิตจะส่งผลกระทบต่อฐานะทางการเงินของผู้ถือครองบัตรเครดิตและเศรษฐกิจได้ อย่างไรก็ตาม การหาคำตอบในเรื่องนี้ยังทำได้ในวงจำกัด เนื่องจากข้อมูลเกี่ยวกับการใช้บัตรเครดิตของประชาชน และงานวิจัยในเรื่องนี้ยังมีไม่มากนัก วันนี้ผมขอพูดเรื่องนี้อีกครั้ง เพราะมีข้อมูลที่จะนำเสนอต่อท่านผู้อ่านซึ่งเป็นข้อมูลที่ได้จากวิทยานิพนธ์ของ คุณยอดเพชร วิเศษศรี นักศึกษาปริญญาโทคณะเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ ที่ผมเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาหลักของวิทยานิพนธ์เล่มนี้ ข้อมูลที่ใช้ในการศึกษานั้นเป็นข้อมูลที่ได้จากการสอบถามความคิดเห็นของประชาชนที่มีบัตรเครดิตที่ไม่ใช่สถาบันการเงินจำนวน 400 ตัวอย่างในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม 2548 เมื่อสอบถามถึงจุดประสงค์ในการถือบัตรเครดิตที่มิใช่สถาบันการเงิน พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เลือกใช้บัตรผ่อนสินค้าสูงสุดคิดเป็นร้อยละ 52.81 รองลงมาเลือกใช้บัตรแทนเงินสดซื้อสินค้าและบริการคิดเป็นร้อยละ 21.94 ใช้เพื่อให้ได้รับส่วนลดจากการซื้อสินค้าร้อยละ 20.79 สำหรับการใช้บัตรเครดิตเพื่อเบิกเงินสดล่วงหน้ามีไม่มากนัก มีเพียงร้อยละ 4.46 ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด แสดงว่า คนส่วนใหญ่ยังมีพฤติกรรมการใช้บัตรเครดิตเพื่อเพิ่มอำนาจซื้อ (ผ่อนสินค้า) เป็นหลักครับ ทางด้านพฤติกรรมการใช้จ่ายหลังจากมีบัตรเครดิตที่มิใช่สถาบันการเงิน พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการใช้จ่ายหลังมีบัตรเพิ่มขึ้นเล็กน้อย คิดเป็นร้อยละ 61.75 รองลงมามีพฤติกรรมการใช้จ่ายหลังมีบัตรเพิ่มขึ้นมากคิดเป็นร้อยละ 22.0 และมีพฤติกรรมการใช้จ่ายหลังมีบัตรไม่เปลี่ยนแปลงคิดเป็นร้อยละ 15.25 แสดงให้เห็นละครับว่าคนมีบัตรเครดิตจะใช้จ่ายคล่องตัวขึ้น หรือมากขึ้นตามที่เรารู้กันครับ แต่สิ่งสำคัญที่ผู้คนต้องการรู้ ก็คือ คนมีบัตรเครดิตมาแล้วหนี้สินเพิ่มมากขี้นหรือไม่ และมีปัญหาหนี้ล้นพ้นตัวหรือไม่ เราจะมาดูกันครับในส่วนของภาระหนี้สินเมื่อเปรียบเทียบกับรายได้หลังจากมีบัตรเครดิตที่มิใช่สถาบันการเงิน พบว่า ผู้ตอบส่วนใหญ่มีภาระหนี้สินเมื่อเปรียบเทียบกับรายได้มีหนี้สินเพิ่มขึ้นเล็กน้อยคิดเป็นร้อยละ 37.5 รองลงมาไม่มีภาระหนี้สินเมื่อมีบัตรเครดิตคิดเป็นร้อยละ 34.8 หนี้สินเพิ่มขึ้นมากคิดเป็นร้อยละ 17.3 และหนี้สินใกล้เคียงกับช่วงก่อนมีบัตรเครดิตคิดเป็นร้อยละ 10.5 จากข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการมีบัตรเครดิตประเภทนอนแบงก์ไม่ได้สร้างภาระหนี้สินเพิ่มขี้นมากเท่าใดนัก คราวนี้มาดูพฤติกรรมการจ่ายชำระหนี้บัตรเครดิตที่มิใช่สถาบันการเงินกันดีกว่าครับว่าเป็นอย่างไร สามารถชำระได้ตามกำหนดเวลาหรือไม่ ผลสำรวจพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม ส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการจ่ายชำระหนี้เต็มตามจำนวนยอดเรียกเก็บคิดเป็นร้อยละ 74.50 รองลงมาจ่ายชำระตามยอดเรียกเก็บขั้นต่ำคิดเป็นร้อยละ 13.25 และจ่ายชำระบางส่วน คิดเป็นร้อยละ 11.75 ผู้ตอบที่เหลือประมาณร้อยละ 0.5 จะจ่ายชำระเดือนเว้นเดือน และจ่ายชำระเมื่อได้รับจดหมายเตือนครับ ซึ่งก็ถือว่ายังจ่ายชำระกันตรงกำหนดนะครับ ยังไม่สวมวิญญาณซามูไร เบี้ยวหนี้หรือชักดาบกันครับ เรื่องสุดท้ายมาดูการออมเงินหลังมีบัตรเครดิตที่มิใช่สถาบันการเงินครับ ว่า เมื่อมีบัตรเครดิตแล้วใช้จ่ายมากขึ้นการออมจะเป็นอย่างไร ผลการศึกษาพบว่าการออมเงินลดลงครับเมื่อมีบัตรเครดิต เนื่องจากผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีการออมเงิน (เงินฝากธนาคาร/เงินเก็บสะสม) ลดลงคิดเป็นร้อยละ 37.3 รองลงมามีการออมเงินเท่าเดิมคิดเป็นร้อยละ 31.8 และผู้ที่มีการออมเงินเพิ่มขึ้นมีเพียงร้อยละ 12.3 สำหรับผู้ตอบแบบสอบถามที่ไม่มีการออมเงินเลยคิดเป็นร้อยละ 18.8 คงสรุปได้ว่า หนี้บัตรเครดิตเป็นสถานการณ์ที่หลายคนให้ความวิตกกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบันและอนาคตนั้น งานวิจัยนี้เป็นอีกหนึ่งข้อค้นพบที่ชี้ว่าการมีบัตรเครดิตประเภทนอนแบงก์ยังไม่มีผลเสียต่อระบบการเงินและเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน และยังไม่มีข้อค้นพบใดที่ชี้ชัดว่าปัญหาหนี้บัตรเครดิตจะเกิด NPL เพิ่มมากขึ้นและเป็นปัญหามากต่อระบบการเงินโดยรวมอนาคต อย่างไรก็ตาม แม้ว่าปัญหาหนี้บัตรเครดิตจะยังไม่น่าเป็นห่วงมากนัก แต่เรายัวจำเป็นต้องติดตามข้อมูลเรื่องการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตและหนี้บัตรเครดิตอย่างใกล้ชิด และหามาตรการป้องกันปัญหาก่อนเข้าตำรา วัวหายล้อมคอก ครับ
|