|
||||||||||||||
|
แรงงานเสรีต้องอยู่บนโต๊ะเจรจา
FTA
คอลัมน์ เดินคนละฟาก โดย กมล กมลตระกูล ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3718 (2918) กระแสการทำข้อตกลงการค้าเสรีกำลังมาแรง โดยหวังว่าจะเป็นทางออกในการแก้ไขปัญหาด้านการขาดดุลการค้า การขาดดุลชำระเงิน โดยการส่งออกได้มากขึ้น และเพิ่มจีดีพีในประเทศโดยหวังว่าจะมีเงินลงทุนเข้ามามากขึ้น และมีการจ้างงานมากขึ้น ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ ไทยมีสินค้าส่งออกไม่กี่รายการที่จะนำไปต่อรองเพื่อแลกกับการนำเข้าหรือการลงทุนที่มีรายการไม่จำกัด สินค้าส่งออกไม่กี่รายการที่จะนำเม็ดเงินเข้าประเทศโดยไม่ต้องหักค่าวัตถุดิบคือ สินค้าเกษตร แต่สินค้าเกษตรส่วนใหญ่ของไทยก็ไม่ได้รับงบประมาณส่งเสริมให้มีมูลค่าเพิ่มในการแปรรูปจากวัตถุดิบ ให้เป็นสินค้าขั้นสูงขึ้นที่มีมูลค่าสูงขึ้นเช่น มันสำปะหลัง ที่ขายได้เพียงตันละ 1,000-2,000 บาท โดยต้องแลกกับพื้นที่อันอุดมที่ต้องถูกทำลายไปจากการปลูกซึ่งไม่คุ้มค่าเอาเลย ในทุกวันนี้มีการรุกป่าเพื่อนำที่อันอุดมสมบูรณ์มาปลูกมันสำปะหลังกันแทบทั่วประเทศ แม้แต่ในภาคกลางที่มีที่ดินอันอุดมสมบูรณ์ก็เริ่มถูกรุกที่จากการปลูกพืชที่มีมูลค่าสูงกว่ามาปลูกมันสำปะหลัง โดยที่รัฐไม่มีนโยบายชัดเจนในด้านการจัดเขตหรือโซนนิ่งให้ชัดเจน ประเทศจีนมีพื้นที่มากกว่าไทยหลายร้อยเท่า ยังไม่ยอมปลูกมันสำปะหลังแต่หันมาซื้อจากไทยเพื่อไปผลิตเหล้าและแอลกอฮอล์ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มสูงกว่านับร้อยเท่า แต่การอนุญาตให้เกษตรกรไทยผลิตเหล้าโดยเฉพาะเหล้ากลั่นจากมันสำปะหลังหรือวอดก้า ซึ่งขายได้ทั่วโลกนอกจากไม่ได้รับการส่งเสริมแล้วยังถูกกีดกันในด้านการตลาด ด้านเทคนิคการผลิต ด้านระเบียบหยุมหยิมจากกรมสรรพากร และด้านการเก็บภาษีอย่างไม่เป็นธรรมอีกด้วย นอกจากปัญหาข้างต้นแล้ว ในขณะเดียวกันรัฐก็ต้องลดภาษีสินค้านำเข้าและยกเว้นภาษีให้กับผู้ลงทุนจากต่างประเทศเพื่อเป็นแรงจูงใจ ดังนั้นรายได้สำคัญของประเทศที่จะนำมาใช้จ่ายและบูรณะประเทศก็จะหดหายไปอย่างมาก ไม่เพียงแค่นั้น การลดภาษีสินค้านำเข้าจะเป็นแรงกระตุ้นให้มีการบริโภคสินค้านำเข้ามากขึ้น เพราะว่าสินค้าเหล่านั้นโดยเฉพาะสินค้าฟุ่มเฟือยจะมีราคาลดลงตามทฤษฎีการเพิ่ม การขึ้นลงของ "พลังซื้อ" (demand) และ "พลังขาย" (supply) การขาดดุลชำระเงินก็จะเพิ่มขึ้น และจะมีผลกระทบต่อค่าเงินในระยะยาว ความหวังที่ตั้งไว้ว่าไทยจะเป็นศูนย์กลางการลงทุนของภูมิภาคมีข้อสงสัยและคำถามอยู่อีกมากว่า ศูนย์กลางที่ว่านี้เป็น "ศูนย์กลางอุตสาหกรรมขันนอตและเชื่อมตะกั่ว" และ "ศูนย์กลางอุตสาหกรรมหนูถีบจักร" ซึ่งจะมีเม็ดเงินตกอยู่ในประเทศสักเท่าไรในการแลกกับมลพิษ และการทำงานอย่างทาสของแรงงานไทยที่ทำงานครบเดือนก็ไม่พอจ่ายหนี้ของรายจ่ายที่สูงกว่าเงินเดือนที่ได้รับแต่ละเดือน แน่นอนว่าที่กล่าวมาเป็นเพียงเหรียญด้านเดียวเท่านั้น อีกด้านหนึ่งของเหรียญก็มีเจ้าของทุนไทยที่ร่วมทุนหรือเป็นนายหน้า โดยเฉพาะรัฐมนตรีทั้งหลายซึ่งล้วนมีธุรกิจขนาดยักษ์ของตน หรือของครอบครัวที่พร้อมจะไปต่อรองเพื่อรับอานิสงส์จากการเจรจาในด้านใดด้านหนึ่ง ความหวังหรือคำแถลงของสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ว่าการเจรจาเรื่องเอฟทีเอไทยจะไม่ยอมเสียเปรียบ เรื่องไหนเสียเปรียบก็จะไม่ยอมเจรจา จึงฟังดูแล้วค่อนข้างจะวังเวง ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เบื้องต้นยอมรับกันว่า "แรงงานเป็นสินค้า" อย่างหนึ่งในตลาดที่เคลื่อนย้ายได้ มีราคาขึ้นลง ณ ที่ได้มีแรงงานมาก ราคาหรือค่าแรงของแรงงานก็จะถูกลง เช่น แรงงานในชนบท หรือแรงงานต่างด้าวจะมีราคาถูกกว่าแรงงานในเมือง ประเทศไทยเป็นประเทศที่แรงงานล้น มีคนตกงานทั้งจริงและแฝงเป็นจำนวนมาก แรงงานไทยเป็นแรงงานที่พร้อมจะฝึกฝนเป็นแรงงานที่มีคุณภาพถ้าหากมีโอกาสหรือได้รับการส่งเสริม แต่ที่ผ่านมากลับถูกกดขี่และไม่ให้โอกาสเพราะกลัวจะฉลาดแล้วปกครองยาก เป็นที่ยอมรับกันในต่างประเทศว่าแรงงานไทยมีคุณภาพ และมีความอดทนกว่าแรงงานในหลายๆ ประเทศในภูมิภาคนี้ เช่น แรงงานในภาคก่อสร้าง และภาคสิ่งทอ หรือแม้แต่แรงงานด้านพยาบาล ด้านคนครัว ด้านนวดแผนโบราณ ซึ่งถือว่าเป็นแรงงานที่มีฝีมือและมีมูลค่าสูงในต่างประเทศเมื่อเทียบกับราคาหรือค่าแรงในประเทศ เมื่อคำนึงว่า "แรงงานเป็นสินค้า" ชนิดหนึ่ง ดังนั้นในการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีจะต้องนำเรื่องการส่งออกแรงงาน การลดขั้นตอนการอนุญาตแรงงานไทย การออกวีซ่าไปทำงานในประเทศคู่สัญญาจะต้องอยู่ในหัวข้อของการเจรจาด้วย มิฉะนั้นแล้ว รัฐบาลไทยก็ไม่ควรจะเจรจาด้วยเพราะว่าแรงงานไทย จะเป็นสินค้าที่สามารถนำเงินตราต่างประเทศ เข้าประเทศได้อย่างเนื้อๆ เหมือนเช่นในสมัยที่มีแรงงานไปทำงานในกลุ่มประเทศตะวันออกกลางจำนวนมากเมื่อ 20-30 ปีที่แล้ว จะหวังเงินตราต่างประเทศจากการท่องเที่ยวอย่างเดียวไม่ได้อีกต่อไปแล้ว เพราะนักท่องเที่ยวกลัวภัยจากสึนามิถล่มซ้ำจึงต้องหาแหล่งที่จะนำเงินตราต่างประเทศเข้ามากู้เศรษฐกิจใหม่คือ สินค้าแรงงานส่งออกนี่เอง หากว่าประเด็นสินค้าแรงงานไทยไม่ถูกรวมเข้าอยู่ในหัวข้อการเจรจาแล้ว ประเทศไทยก็จะมีแต่เสียเปรียบและไม่ได้ประโยชน์จากการทำข้อตกลงการค้าเสรีอย่างที่คาดหวังกัน สินค้าอื่นๆ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรเป็นสินค้าที่ถูกกีดกันได้ง่าย ด้วยข้ออ้างเรื่องความปลอดภัยและเรื่องสุขอนามัยซึ่งต้องใช้เวลาในการพิสูจน์และโต้แย้งได้ยาก จึงเป็นความหวังยากที่จะนำเรื่องนี้ขึ้นโต๊ะเจรจา ในกรณีญี่ปุ่นปัจจุบันร้อยละ 40 ที่ลงทุนในประเทศไทย และกว่าร้อยละ 40 เป็นประเภทกลุ่มยานยนต์ กลุ่มไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์อย่างละครึ่ง ซึ่งการลงทุนทั้ง 2 ด้านนี้ส่วนใหญ่ต้องนำเข้าวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนจากต่างประเทศเกินกว่าร้อยละ 70 ประโยชน์หรือเม็ดเงินที่ไทยจะได้จึงมีน้อยมาก ในขณะที่เราต้องแบกรับต้นทุนในด้านมลพิษที่เป็นรายจ่ายระยะยาวที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังตัวเลขอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ หลักการบัญชีนั้นต้องดูเงินทั้งขาเข้าที่ไหลเข้า และขาออกที่ไหลออกในด้านผลกำไรของนักลงทุนต่างชาติ และราคาวัตถุดิบด้วย มิใช่ดูเฉพาะแต่ด้านไหลเข้าแต่เพียงด้านเดียว การเจรจาที่จะให้ญี่ปุ่นหรือประเทศอื่นเข้ามาลงทุนเพิ่มอาจจะไม่คุ้ม ถ้าหากคิดคำนวณกันอย่างรอบด้านจริงๆ ดังนั้น จึงขอเสนอต่อนายกฯทักษิณ และรองนายกฯสมคิดให้กำหนด "แรงงานเสรี" เป็นวาระแห่งชาติวาระหนึ่งในการเจรจาเอฟทีเอกับทุกประเทศ โดยเฉพาะกับอเมริกาและญี่ปุ่นที่กำลังดำเนินการกันอยู่ในขณะนี้ มิฉะนั้นแล้วไทยจะไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการทำข้อตกลงเอฟทีเอเลย แรงงานไทยเป็นสินค้าสำคัญที่หาคู่แข่งได้ยาก และไทยมีอยู่อย่างเหลือเฟือ ไทยจึงควรต้องกล้านำขึ้นมาบนโต๊ะเจรจาให้ได้ อย่างน้อยแต่ละประเทศคู่เจรจาของเราต้องกำหนดโควตาให้ในแต่ละปีแล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้นตามลำดับเหมือนกับเรื่องการลดภาษี แรงงานไทยเมื่ออยู่ในประเทศมีราคาถูก แต่เมื่อส่งออกจะมีราคาสูง เป็นการได้เปรียบเชิงการแข่งขันตามทฤษฎี Comparative Advantage ของนักเศรษฐศาสตร์ชื่อ Ricardo ดังนั้น ไทยจึงต้องนำทฤษฎีนี้มาใช้กับแรงงานซึ่งเป็นสินค้าชนิดหนึ่งด้วย มิฉะนั้นแล้วไทยจะไม่มีทางได้เปรียบด้านดุลการค้าและดุลการ ชำระเงินเลย แต่จะขาดมากขึ้นทั้ง 2 ดุลซึ่งขาดมากอยู่แล้ว ณ วันนี้ หน้า 2
|