|
||||||||||||||
|
สิทธิของความเป็นพลเมือง
สังคมพลเรือน
สิทธิมนุษยชน
คอลัมน์ คนเดินตรอก โดย วีรพงษ์ รามางกูร ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3716 (2916) เรื่องที่เป็นกระแสทางความคิดทางการเมืองที่สำคัญ และมีการยกขึ้นมาเป็นมาตรฐานของความเป็นอารยประเทศในขณะนี้ มีหลายเรื่อง เช่น สิทธิของความเป็นพลเมือง หรือ "civil right" ความเป็น "สังคมพลเรือน" หรือ "civil society" และ "สิทธิมนุษยชน" หรือ "human right" ถ้าประเทศใดหรือสังคมขาดข้อใดข้อหนึ่งไปก็จะยังไม่ถือว่าประเทศนั้นหรือสังคมนั้น ยังไม่เป็นอารย ประเทศ ยังเป็นไดโนเสาร์เต่าล้านปีอยู่ในสายตาของสังคมตะวันตก และจะถูกกดดันจากรัฐบาลและสื่อมวลชนตะวันตกอย่างรุนแรง ความคิดเรื่องสิทธิของความเป็นพลเมืองที่เท่าเทียมกันได้เริ่มต้นมานาน และถึงจุดสุดยอดเมื่อมีการปฏิวัติโค่นล้มพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ในประเทศฝรั่งเศส มีการยกเลิกฐานันดรศักดิ์และบรรดาศักดิ์ทั้งหมดยกเว้นสมณศักดิ์ ทุกคนเมื่อเป็นพลเมืองของฝรั่งเศสแล้วย่อมมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกันหมด เมื่อทักทายก็เรียกกันว่า "ท่านพลเมือง" หรือ "citoyen" ไม่มีคำว่า "เจ้านายของฉัน" หรือ "Monsieus" "คุณนายของฉัน" หรือ "Madame" ... "คุณนายน้อยของฉัน" หรือ Mademoiselle ต่อมาเกิดสงครามกลางเมืองในสหรัฐอเมริกาเพราะการเลิกทาส คนผิวดำเมื่อเกิดในสหรัฐอเมริกาเป็นพลเมืองที่ควรมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกันตามรัฐธรรมนูญสหรัฐ ไม่ควรมีใครเป็นนายหรือเป็นทาส ไม่ควรมีฐานันดรศักดิ์ บรรดาศักดิ์ ไม่มีคำว่า ฯพณฯ หรือ "excellency" ทุกคนเป็น "นาย" หรือ Mr. หรือนางสาว Ms. หรือนาง Mrs. หมด เรียกประธานาธิบดีก็เรียก "นายประธานาธิบดี" หรือ "Mr.President" ไม่ใช่ "ฯพณฯ ประธานาธิบดี" หรือ "Your excellency the president" เพราะอิทธิพลของการปฏิวัติในฝรั่งเศสแพร่เข้าไปในสหรัฐอเมริกา แต่การแบ่งแยกขั้วในอเมริกายังดำเนินต่อไป โดยเฉพาะในมลรัฐภาคใต้ เกิดองค์กรลับ ครู คลัก แคลน ออกไล่ล่าคนผิวดำแล้วเมื่อขึ้นศาลก็หลุดทุกที ความแตกแยกก็รุนแรงขึ้นเพราะการแบ่งแยกผิว จนถึงสมัยประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี้ จึงแก้รัฐธรรมนูญว่า การแบ่งแยกผิว ศาสนา เพศ เป็นสิ่งผิดกฎหมาย พลเมืองอเมริกันทุกคนมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกันตามกฎหมาย แต่ก็มีการแบ่งแยกกันอยู่ การขึ้นรถเมล์ก็ไม่ต้องแยกกันขึ้นข้างหน้า ข้างหลัง อย่างเมื่อก่อน ภัตตาคารร้านค้าจะแยกผิวดำผิวขาว อย่างเมื่อก่อนในมลรัฐทางใต้จะกระทำมิได้ เป็นการละเมิดกฎหมาย แต่กฎหมายก็บังคับใช้ไม่ได้เต็มที่ ยังมีการแอบละเมิดกฎหมายกันอยู่ การรับคนเข้ารับราชการ หรือเข้ามหา วิทยาลัย เข้าทำงานในบริษัทห้างร้านก็ยังกีดกันกันอยู่เงียบๆ ความไม่พอใจมีสูงขึ้นในหมู่คนผิวสีที่ไม่ใช่คนผิวขาว สาธุคุณ ดร.มาติน ลูเธอร์ คิง นำคนผิวสีโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนผิวดำเรียกร้องความเท่าเทียมกัน ของคนกลุ่มน้อย รวมไปถึงเพศ ศาสนา ความเชื่อถือ และอื่นๆ มีคนผิวดำเข้าร่วมขบวนการ จากหมื่นเป็นแสน จากแสนเป็นล้าน ความรุนแรงระเบิดขึ้นเมื่อ ดร.มาติน ลูเธอร์ คิง ถูกลอบยิงเสียชีวิต บ้านเมืองถูกเผาตั้งแต่วอชิงตัน ดี.ซี. มัลติมอร์ ฟิลาเดลเฟีย นิวยอร์ก และกำลังจะลุกลามใหญ่โตต่อไป ขณะนั้นผมเป็นนักศึกษาปริญญาเอกอยู่ที่เมืองฟิลาเดลเฟีย มีการท้าทายอำนาจรัฐอย่างรุนแรงจนจะเอาไว้ไม่อยู่ ในที่สุดก็มีขบวนการคนผิวขาวเรียกร้องให้ประธานาธิบดีเจมส์ คาร์เตอร์ แก้ไขปรับปรุงกฎหมายและวิธีปฏิบัติต่อชนกลุ่มน้อยให้เท่าเทียมกับชนกลุ่มใหญ่คือ คนผิวขาว ใครละเมิดจะถูกลงโทษทางอาญาอย่างรุนแรง มีการสร้างกระแสเปลี่ยนความคิดของคนอเมริกันเสียใหม่เพื่อความอยู่รอดของสหรัฐ สิทธิเท่าเทียมกันของพลเมืองอย่างนี้ ฝรั่งอเมริกันเรียกว่า "civil right" กล่าวคือ เมื่อเป็นพลเมืองของประเทศใด ก็มีสิทธิเท่าเทียมกันทุกคน ขณะเดียวกันก็เกิด "ขบวนการปลดแอกสตรี" หรือ "Women"s Liberation Movement" ความเท่าเทียมกันของผู้มีลัทธิความเชื่อถือทางศาสนา โรงเรียน รัฐบาล หรือมหาวิทยาลัยของรัฐ จะไม่มีการประกอบพิธีกรรมของศาสนาใด การเข้าโรงเรียน เข้ามหาวิทยาลัย เข้าทำงานราชการหรือบริษัทเอกชน หรือการขายบ้านขายที่ต้องขายให้กับใครก็ได้ ที่ให้ราคาสูงสุด จะเอาคุณสมบัติเรื่องผิว เชื้อชาติ ศาสนา เพศ มาเป็นข้อจำกัดไม่ได้ ผิดกฎหมายอาญา พลเมืองอเมริกันทุกคนต้องเท่าเทียมกันในทุกด้าน กระแสความคิดนี้รัฐบาลอเมริกันทำการโฆษณาชวนเชื่อล้างสมองได้ผล ทุกวันนี้คนอเมริกันผิวขาวส่วนใหญ่ เชื่อและเผยแพร่ไปทั่วโลก จนเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศแอฟริกาใต้ และประเทศอื่นๆ ในทวีปอเมริกา นอกจากเรื่องนี้แล้ว หลังจากสงครามเย็นสิ้นสุดลง กระแสเรื่อง "สังคมพลเรือน" หรือ "สังคมที่ไม่ใช่สังคมทหาร" กล่าวคือสังคมที่ปกครองโดยกฎหมายของพลเรือน ไม่ใช่สังคมที่ใช้กฎระเบียบของทหารหรือกฎอัยการศึก กลายเป็นกระแสกดดันประเทศอื่นๆ ในโลกให้ปฏิบัติตาม เพราะสังคมอเมริกันเป็นสังคมพลเรือนไม่ใช่สังคมทหาร ทหารมีไว้ป้องกันประเทศหรือมีไว้ปฏิบัติการรบนอกประเทศ อเมริกาจะไม่มีการประกาศใช้กฎอัยการศึก ถ้ามีจลาจลวุ่นวายก็ใช้ "ผู้ป้องกันรักษาชาติ" หรือ "national guards" จากรัฐบาลกลางเข้าปฏิบัติการ ถ้าเหตุการณ์เหลือกำลังตำรวจซึ่งเป็นของท้องถิ่นจะปฏิบัติการได้ เพราะเขาเชื่อว่าสังคมของเขาเป็น "สังคมพลเรือน" เขาเชื่ออย่างนั้นเพราะ "รัฐ" เขาเข้มแข็งมาก ไม่มีประเทศใดจะเข้าไปแทรกแซงได้ หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง อเมริกาเป็นผู้ชนะสงคราม ประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสัน ประกาศสิทธิและบูรณาการของดินแดนของทุก "รัฐ" ไม่ว่า "รัฐ" นั้นจะเป็น "รัฐ" ใหญ่หรือเล็ก "รัฐ" ใหญ่ต้องปฏิบัติต่อรัฐเล็กและอ่อนแอกว่าในฐานะที่เท่าเทียมกัน สิทธิสภาพนอกอาณาเขตต้องถูกยกเลิกไป สมาชิกของ "สันนิบาตประชาชาติ" มีสิทธิและศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน ไม่มี "คณะมนตรีความมั่นคง" ที่มีสมาชิกถาวร และมีสิทธิวีโตอย่างที่มีใน "สหประชาชาติ" ต่อมาหลังสงครามโลกครั้งที่สอง มีการจัดตั้ง "ศาล" ขึ้นที่เมืองนูเรมเบิร์ก (Nuremberg) ในเยอรมนีตะวันตก สมาชิกพรรคนาซีของฮิตเลอร์ ในฐานะจำเลยทุกคนก็ให้การว่าตัวไม่ผิด เพราะเยอรมนีเป็น "รัฐอธิปไตย" มีรัฐบาลนาซีเป็น "องค์อธิปัตย์" มีความเท่าเทียมกับ "รัฐอธิปไตย" อื่นๆ การปฏิบัติตามคำสั่งขององค์อธิปัตย์ หรือรัฐบาลของ "รัฐอธิปไตย" ย่อมไม่มีความผิด ผู้ที่ผิดและต้องรับผิดชอบคือผู้สั่งซึ่งสิ้นชีวิตไปแล้ว คณะผู้พิพากษาซึ่งได้รับการคัดเลือกจากนักกฎหมายชั้นเยี่ยมของประเทศที่ชนะสงคราม ไม่รู้จะเอาผิดอาชญากรสงครามเหล่านี้อย่างไร จึงเกิดแนวความคิดในเรื่อง "สิทธิมนุษยชน" ขึ้นว่า การที่รัฐบาลเยอรมนีเข่นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชนกลุ่มน้อยคือ "ยิว" ในประเทศของตน และประเทศอื่นด้วยเหตุของเชื้อชาติและศาสนาเป็นการละเมิด "สิทธิมนุษยชน" แม้ว่าจะเป็นองค์อธิปัตย์ ใช้อำนาจแทนรัฐอธิปไตยก็ตาม จึงตัดสินประหารชีวิตทหารและสมาชิกของนาซีเป็นจำนวนมากที่เข่นฆ่าชาวยิว ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจึงเกิดความคิดเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนซึ่งเป็นสิทธิของมนุษย์มาตั้งแต่เกิด ไม่ใช่สิทธิที่ "รัฐ" หยิบยื่นมอบให้เหมือนสิทธิอย่างอื่น ต่อมา "สิทธิมนุษยชน" ก็ขยายขอบเขตมากขึ้นกว่าการถูกเข่นฆ่า แต่รวมถึงการถูกข่มเหงรังแกโดย "รัฐ" ของคนส่วนใหญ่ ด้วยเหตุของการมีเชื้อชาติ หน้าตา ผิวพรรณ ศาสนา และอื่นๆ และมีการบัญญัติไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติที่ "รัฐ" สมาชิกทุก "รัฐ" ต้องปฏิบัติตาม พูดง่ายๆ ก็คือ ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ "องค์การสหประชา ชาติ" ทำหน้าที่เป็น "ตำรวจโลก" เพื่อบังคับให้ทุกประเทศปฏิบัติตาม ในทางปฏิบัติผู้ที่มีเสียงดังที่สุดในสหประชาชาติคือ สหรัฐอเมริกา เพราะความอ่อนแอของสหประชาชาติท ำงานไม่ได้ผลในยุคสงครามเย็น สหภาพโซเวียต ซึ่งเป็นสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคง ก็มักจะใช้สิทธิยับยั้งทุกครั้งที่สหรัฐเสนอการใช้กำลังเข้าบีบบังคับ มีบางครั้งเท่านั้นที่มีการใช้กองกำลังสหประชาชาติ เข้าดำเนินการ แต่ทุกครั้งที่มีการใช้กองกำลังสหประชา ชาติเข้าดำเนินการกับรัฐอธิปไตยอื่น กองกำลังของสหรัฐอเมริกาก็เป็นกองกำลังหลัก เพราะเป็นประเทศที่ยอมจ่ายเงินเป็นค่าใช้จ่าย เมื่อสหภาพโซเวียตและค่ายสังคมนิยมล่มสลายลง ขณะที่สหรัฐอเมริกากลายเป็นมหาอำนาจที่ประเทศในค่ายสังคมนิยมเกรงใจ ไม่ใช้สิทธิยับยั้งในคณะมนตรีความมั่นคง สหรัฐอเมริกาจึงกลายเป็น "ตำรวจโลก" ในการกล่าวหาและใช้กองกำลังเข้าละเมิดอธิปไตยของ "รัฐ" อื่น เพื่อบีบบังคับขับไล่ล้มล้างรัฐบาลของประเทศที่ถูกกล่าวหาว่า "ละเมิดสิทธิมนุษยชน" ข่มเหง เข่นฆ่าพลเมืองของตน หน้าที่ของการเป็น "ตำรวจโลก" ของสหรัฐอเมริกาเริ่มตั้งแต่กล่าวหา สอบสวน เสนอการใช้กำลังเข้าบีบบังคับในนามของสหประชาชาติโดยใช้มติของ "คณะมนตรีความมั่นคง" เช่น กรณีของการกล่าวหาอดีตประธานาธิบดียูโกสลาเวียว่าข่มเหงรังแกเข่นฆ่าชาวบอสเนีย และชาวโครเอเชียโดยชนกลุ่มใหญ่ชาวเซิร์บ คณะมนตรีความมั่นคงเห็นด้วย กองกำลังสหประ ชาชาตินำโดยกองกำลังของสหรัฐ โดยมีลูกคู่คืออังกฤษก็เข้าบุกยูโกสลาเวียจับประธานาธิบดีขึ้นศาลโลก แล้วตั้งรัฐบาลใหม่ในนามของสหประชาชาติ แต่ในกรณีรัฐบาลเขมรแดงรังแก เข่นฆ่าประชาชนของตนทั้งเชื้อสายเขมร เวียดนามและจีนอย่างรุนแรง สหรัฐอเมริกาก็ไม่ว่าอะไร เมื่อเวียดนามใช้กองทัพเข้าไปบุกกัมพูชาขับไล่เขมรแดงออกไป อเมริกาก็พูดไม่ออกแต่สนับสนุนจีนในสงครามสั่งสอนเวียดนาม ที่อเมริกาไม่ว่าอะไรเพราะเขมรแดงต่อต้านเวียดนาม กรณีอิรัค อเมริกาเป็นผู้กล่าวหารัฐบาลซัดดัม ฮุสเซน ว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน คณะมนตรีความมั่นคงไม่เห็นด้วย สหรัฐอเมริกาก็ใช้ความเป็น "ตำรวจโลก" โดยมีอังกฤษเป็นลูกขุนพลอยพยัก ยกทัพบุกอิรักเสียเอง ซึ่งเป็นการทำลายหลักการของการเป็น "ตำรวจโลก" ของสหประชาชาติอย่างชัดเจน หลักเกณฑ์ของการละเมิด "สิทธิมนุษยชน" สหรัฐก็เป็นผู้กำหนดผ่าน สหประชาชาติบ้างไม่ผ่านบ้าง แต่กลายเป็นเงื่อนไขเงินกู้ของธนาคารโลก ไอเอ็มเอฟ และองค์การการค้าโลกไปโดยสหรัฐเป็นผู้ผลักดัน การมีแนวความคิดเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องที่ดี และจำเป็นเพื่อไม่ให้รัฐบาลของชนกลุ่มใหญ่รังแกข่มเหง เข่นฆ่าเบียดเบียนชนกลุ่มน้อย แต่กฎเกณฑ์ เงื่อนไข การตัดสินใจลงโทษ ไม่ว่าจะผ่านธนาคารโลก ไอเอ็มเอฟ ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย องค์การการค้าโลกและองค์กรชำนัญพิเศษของสหประชาชาติ รวมถึงการตัดสินใจ ใช้กองกำลังเข้าล่วงละเมิดอธิปไตยของผู้อื่น ไม่ควรตกอยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของรัฐอื่นรัฐเดียว เช่น สหรัฐอเมริกา ควรเป็นการตัดสินใจของประชาคมโลกคือสหประชาชาติ มิฉะนั้นปรัชญาความเท่าเทียมกันของประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสัน ก็ถูกลบล้างไป เพราะจะมี "รัฐ" ที่เหนือ "รัฐ" คือ สหรัฐอเมริกาในขณะนี้พวกเราสื่อมวลชนไทยควรตระหนักในเรื่องนี้ เราเองจะคิดอะไรก็ควรคิดถึงประโยชน์ของชาติไทยเป็นหลัก
|