หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
วิกฤติการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ : (1) เรื่องของตาบอดคลำช้าง

บทความพิเศษ  สุรพงษ์ ชัยนาม  มติชนรายสัปดาห์  วันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 25 ฉบับที่ 1305

นับตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ.2547 ถึงบัดนี้ กรกฎาคม พ.ศ.2548 เป็นเวลา 1 ปีกับหกเดือนแล้วที่ปรากฏการณ์ความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้สังเวยชีวิตคนไทย (ทั้งมุสลิมและพุทธ) ไปแล้วไม่ต่ำกว่า 800 ศพ และยังไม่มีวี่แววความรุนแรงจะลดลง ตรงกันข้าม เหตุการณ์รุนแรงที่ได้ปรากฏให้เป็นที่ประจักษ์มาตลอดหนึ่งปีครึ่งที่ผ่านมา เป็นสิ่งยืนยันบ่งบอกให้เป็นที่เข้าใจได้ไม่ยากว่าวิกฤตการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จะยืดเยื้อและทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ความรุนแรงที่ผ่านมาและที่มีแนวโน้มจะรุนแรงยิ่งขึ้นนั้น หาใช่จะมาจากความประสงค์มุ่งร้ายของกลุ่มผู้ก่อการร้าย หรือผู้ก่อความไม่สงบแต่ฝ่ายเดียวเท่านั้น หากแต่ยังขึ้นอยู่กับนโยบาย ปฏิกิริยาท่าที ยุทธศาสตร์ และยุทธวิธีของทางรัฐบาลด้วยว่าจะมีผลลดความรุนแรงหรือกลับเป็นการส่งเสริมให้เกิดการใช้ความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง การมีนโยบายและยุทธศาสตร์ที่ถูกต้องชอบธรรม และที่สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจอย่างถ่องแท้ เกี่ยวกับความจริง และข้อเท็จจริงของปัญหาในด้านต่างๆ (การเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม) ที่ได้สะสมมาเป็นเวลาหลายทศวรรษใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้นที่จะมีผลช่วยให้รัฐบาลมีโอกาสค่อยๆ แก้ปัญหาโดยดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอนอย่างระมัดระวัง

ทั้งนี้ เป้าประสงค์สูงสุดในขั้นแรกควรเป็นเรื่องของการทำให้สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ กลับไปสู่สภาวะปกติดังที่เคยเป็นอยู่ก่อนหน้าเหตุการณ์เดือนมกราคม พ.ศ.2547 (status quo-ante)

ในทางกลับกัน หากรัฐบาลมีนโยบายและยุทธศาสตร์ที่สวนทางและขัดแย้งกับข้อเท็จจริง และความป็นจริงที่ปรากฏในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็มั่นใจได้ว่ามีแต่ความหายนะเท่านั้น ที่จะเกิดขึ้นแก่ประเทศชาติโดยส่วนรวม

ทั้งนี้ การพึ่งพาใช้อำนาจและกำลังอย่างพร่ำเพรื่อโดยไม่ยอมทำความเข้าใจในความจริงที่ว่าอำนาจนั้น จะสามารถเป็นที่ยอมรับนับถือของประชาชนได้ก็ต่อเมื่ออำนาจรัฐมีไว้รับใช้ความชอบธรรมเป็นสำคัญ

จึงเห็นได้ว่าที่มาของอำนาจ (Power) คือ กำลัง (Force) และความชอบธรรม (Legitimacy) แต่อำนาจ กำลัง และความชอบธรรม ไม่ใช่นโยบายและไม่ใช่ยุทธศาศาสตร์

ทั้งนี้ เพราะนโยบาย หมายถึง สิ่งที่รัฐบาลต้องทำ ส่วนยุทธศาสตร์ หมายถึง ต้องดำเนินการอย่างไรบ้างเพื่อให้บรรลุซึ่งเป้าประสงค์แห่งนโยบาย

เพราะฉะนั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญและเร่งด่วนที่รัฐบาลพึงแถลงนโยบาย และยุทธศาสตร์ของรัฐบาล ในการใช้แก้ปัญหาวิกฤตการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างเป็นขั้นตอน ให้ประชาชนได้ทราบอย่างชัดเจน เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างถูกต้อง ซึ่งการพูดความจริงกับประชาชนนั้นถือได้ว่าเป็นอาวุธสำคัญยิ่ง ที่จะมีส่วนช่วยทำให้รัฐบาลได้รับการสนับสนุนเห็นใจจากประชาชน อีกทั้งช่วยให้การดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล จะมีประสิทธิภาพและความชอบธรรม

เพราะตลอดหนึ่งปีกว่าที่ผ่านมาเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า รัฐบาลยังคลำเป้าไม่ถูก ยังอยู่ในความมืด ตลอดจนไม่มีนโยบายและยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ทั้งนี้ การแถลงให้ประชาชนทราบว่ารัฐบาล "มาถูกทางแล้ว" (แต่ไม่สามารถให้รายละเอียดว่าทางที่ว่าถูกแล้วนั้นคืออะไร และจุดหมายปลายทางนี้คืออะไร)

หรือการพยายามสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนด้วยการประกาศเป็นครั้งคราวว่า รัฐบาลรู้แล้วว่าตัวการ หรือผู้บงการคือใครบ้าง กลุ่มใดบ้าง (แต่ผลปรากฏว่าจับได้แต่ฝูงแพะเท่านั้น) หรือพยายามพูดซ้ำซาก โดยเน้นให้ประชาชนหลงผิดว่าวิกฤตการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเรื่องจิ๊บจ๊อย ไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอะไร เพราะรัฐบาลสามารถแก้ปัญหา (ซึ่งทับถมหมักหมมมาเป็นเวลากว่าศตวรรษ) ได้ภายในกรอบเวลาอันสั้น

ตลอดจนความพยายามเบี่ยงเบนประเด็นไปสู่ภายนอก (จากเดิมยืนยันหนักแน่นว่าวิกฤตการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นเรื่องภายในโดยเฉพาะไม่เกี่ยวกับประเทศภายนอก) เพื่อหวังให้ประชาชนเข้าใจว่าที่ปัญหายังยืดเยื้อ ยังแก้ไขไม่สำเร็จเพราะมีประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย และอินโดนีเซียเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง เป็นผลทำให้ปัญหามีลักษณะซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งการกล่าวหาอย่างเลื่อนลอยโดยปราศจากหลักฐานแน่ชัด ย่อมไม่เป็นผลดีอะไรต่อการส่งเสริมและรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

รวมทั้งเป็นการเพิ่มความสับสนให้กับประชาชนภายในประเทศ บ่อนทำลายมิตรภาพ และความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดแนบแน่น

ที่ประเทศไทยมีกับประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน เช่น มาเลเซียและอินโดนีเซีย ตลอดจนมีผลกัดกร่อนทำลายภาพลักษณ์ ภาพพจน์ และความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในสายตาของประชาคมโลก

ประเด็นข้อเท็จจริงทั้งหมดข้างต้นเป็นเรื่องที่รัฐบาลจำเป็นต้องศึกษายอมรับความผิดพลาดและหาทางแก้ไขโดยด่วน

ดังได้เกริ่นไว้ในตอนต้นแล้วว่า ในการดำเนินการเพื่อหาทางแก้ปัญหาวิกฤตการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อาวุธที่สำคัญที่สุดและมีคุณค่าที่สุดที่มีผลช่วยให้รัฐบาลแก้ปัญหาและลดความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้อย่างเป็นขั้นตอนคือแรงสนับสนุนความเข้าใจที่จะได้รับจากประชาชนทั้งประเทศ

ซึ่งหากรัฐบาลได้รับการสนับสนุนและความเข้าใจจากประชาชนอย่างแท้จริง ก็จะเท่ากับเป็นการประทับตราให้ความชอบธรรม และเพิ่มน้ำหนักแก่การดำเนินการของรัฐบาลในเรื่องนี้ แรงสนับสนุนและความเข้าใจที่ประชาชนจะมอบให้กับรัฐบาลได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับความจริงใจและความสามารถของรัฐบาลว่า จะยอมพูดความจริงกับประชาชนหรือไม่เป็นสำคัญ

ส่วนที่ว่ารัฐบาลจะสามารถรับรู้และรับทราบความคิด ความรู้สึก ปฏิกิริยาท่าทีอย่างแท้จริงของประชาชนที่มีต่อนโยบาย และการดำเนินการของรัฐบาลได้อย่างไรนั้นมีอยู่ทางเดียวเท่านั้นคือ ต้องปกป้องธำรงรักษาการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยไว้อย่างมั่นคง พร้อมกับส่งเสริม และสนับสนุนให้ประชาชน สามารถใช้สิทธิเสรีภาพภายใต้รัฐธรรมนูญ ในการแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี ไม่ใช่โดยผ่านการทำโพลซึ่งเป็นเรื่องว่าจ้างทำกันได้ อีกทั้งไม่สามารถเป็นที่เชื่อถือได้อย่างแท้จริง เพราะส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการหาทางหยั่งความรู้สึกของประชาชน ที่มาจากอารมณ์มากกว่าความคิดและเหตุผล

เนื่องจากประชาชนยังไม่มีโอกาสได้รับรู้ศึกษาข้อมูลข่าวสารอย่างกว้างขวางเพียงพอ จึงไม่อยู่ในฐานะที่จะสามารถแยกแยะความจริง จากความเท็จได้ ซึ่งในประเด็นนี้บทบาท และเสรีภาพของสื่อมวลชนทุกแขนง ในระบอบประชาธิปไตยจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

สำหรับเรื่องการมีนโยบายและยุทธศาสตร์ที่ถูกต้องชอบด้วยเหตุผล และตรงต่อสภาพความเป็นจริงนั้น หมายถึง การยอมรับข้อเท็จจริงในด้านต่างๆ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่มกราคม พ.ศ.2547 เป็นต้นมา เพื่อนำข้อเท็จจริงเหล่านั้นมาศึกษาวิเคราะห์ และสกัดเอาเนื้อหาออกมาเป็นปัจจัยกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ของรัฐบาลในการแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในทางการเมือง

นอกจากนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องตระหนักถึงผลกระทบที่จะมีต่อการดำเนินการตามนโยบาย และยุทธศาสตร์ของรัฐบาลในเรื่องนี้ เนื่องจากวิกฤตการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีทั้งมิติภายใน และมิติภายนอก ที่เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างไม่อาจแยกแยะออกจากกัน ทั้งยากที่จะหลีกเลี่ยงได้

อย่างไรก็ดี ทั้งๆ ที่เวลาผ่านไปหนึ่งปีกับหกเดือนแล้ว แต่ก็ยังไม่มีใครสามารถลงความเห็นชี้ชัดได้ว่า วิกฤตการณ์ในภาคใต้เป็นฝีมือของกลุ่มใดและมีสาเหตุมาจากอะไรบ้าง ตลอดจนมีข้อเรียกร้องทางการเมืองอะไร

ทั้งนี้ เพราะที่ผ่านมามีแต่เสียงระเบิดกับความตายของประชาชน (ทั้งไทยพุทธและไทยมุสลิม) เท่านั้นที่เป็นสิ่งแน่ชัด ที่เหลือยังคงเป็นความมืดมนที่ไม่มีคำตอบ เพราะฉะนั้น ในชั้นนี้จึงอาจกล่าวได้อย่างค่อนข้างแน่ชัดว่า วิกฤตการณ์ และความรุนแรงในภาคใต้ เป็นปรากฏการณ์หนึ่งของความล้มเหลวของการข่าว และระบบความมั่นคง ตลอดจนเป็นความล้มเหลวของกระบวนการยุติธรรม

กล่าวโดยสรุปก็คือ ความล้มเหลวของรัฐ (Failed State) นั่นเอง

 

1.ข้อเท็จจริงที่ต้องยอมรับ (เฉพาะในกรณีที่หากสาเหตุแท้จริงของวิกฤตการณ์ภาคใต้ คือการก่อการร้าย และการแบ่งแยกดินแดน)

1.1 การจะพิพากษาว่าใครเป็นคน "ดี" หรือ "เลว" จำเป็นต้องพิจารณาจากอัตลักษณ์ทางการเมือง (Political Identity) ของบุคคลคนนั้น ไม่ใช่จากปัจจัยด้านวัฒนธรรมหรือด้านศาสนาของผู้ถูกพิจารณาพิพากษา

หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งในกรณีของวิกฤตการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย เราต้องไม่ลงความเห็นว่าผู้ใช้ความรุนแรง หรือผู้ก่อการร้ายคือบุคคลที่นับถือศาสนาอิสลาม หรือคนไทยมุสลิมโดยอ้างเหตุผลว่า เป็นเพราะในศาสนาอิสลามมีคำสอนที่อนุญาตให้คนมุสลิมต่อต้านเพื่อโค่นทรราชและระบบทรราชได้

เพราะการอ้างดังกล่าวเป็นการพูดที่ไร้สาระและไร้สติ ตลอดจนไร้ความรับผิดชอบที่สุด ทั้งนี้ เพราะการต่อต้าน และต่อสู้กับความอยุติธรรมทุกรูปแบบถือเป็นลักษณะการดำเนินการทางการเมืองไม่ใช่ทางศาสนาหรือทางวัฒนธรรม (ถ้าเป็นวัฒนธรรมก็เป็นวัฒนธรรมทางการเมืองไม่ใช่วัฒนธรรมทางศาสนา) ถ้าจะมีประเด็นทางศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นเครื่องมือของการเมือง (ก็ในแง่ที่ฝ่ายตะวันตกมักกล่าวหาว่าในโลกมุสลิมไม่มีประชาธิปไตย คนมุสลิมที่ดีคือพวกที่หัวทันสมัยยึดความคิดประเพณีแบบตะวันตก

ในขณะที่มุสลิมที่เลว คือ พวกหัวโบราณ พวกประเพณีนิยม พวกต่อต้านความทันสมัย และเป็นพวกนิยมความรุนแรง เป็นต้น)

1.2 เพราะฉะนั้น จากข้อเท็จจริงในข้อ 1.1 ข้างต้น จะเป็นบุคคลสัญชาติและศาสนาอะไรก็ได้ที่สามารถนิยมความรุนแรง เพื่อต่อต้านและต่อสู้กับระบบที่มีความอยุติธรรมและกดขี่

ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับอัตลักษณ์ทางการเมืองของแต่ละบุคคลว่าฝักใฝ่เลื่อมใสระบอบเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมแบบใด ไม่เกี่ยวอะไรเลยกับแก่นสารหรือเนื้อแท้ของศาสนา และหากมีการใช้ภาษาหรือศัพท์ทางศาสนาในการดำเนินการทางการเมือง เพื่อหวังผลโน้มน้าวให้ผู้นับถือศาสนาเดียวกันเห็นคล้อยด้วย ก็ต้องถือว่าเป็นการดึงศาสนามารับใช้การเมือง

เช่น การอ้างคำสอนของศาสนาอิสลามเพื่อผลประโยชน์หรือเพื่อจุดประสงค์ทางการเมือง (Political Islam) หรืออ้างศาสนาพุทธเพื่อผลทางการเมือง (Political Buddhism) อ้างศาสนาคริสต์เพื่อเป้าประสงค์ทางการเมือง (Political Christianity) เป็นต้น แต่ทั้งหมดนี้ไม่มีผลทำให้ตัวศาสนาเองกลายเป็นประเภทหนึ่งของการเมือง (Political Category)

นอกจากนั้น บรรดาขบวนการทางการเมืองที่ใช้ภาษาทางศาสนา หรือศัพท์แสงทางศาสนา หาใช่จะมีจำกัดอยู่ในเฉพาะกลุ่มผู้นับถือศาสนาอิสลามเท่านั้น หากมีอยู่ในทุกประเทศ ทุกสังคม ทุกศาสนา เพราะฉะนั้น จึงเป็นที่ประจักษ์แจ้งได้แล้วว่าศาสนาอิสลามในทางการเมือง (Political Islam) นั้นแตกต่างจากอิสลามในฐานะที่เป็นศาสนา

1.3 ไม่ว่าเราจะเรียกผู้ที่ใช้ความรุนแรงว่า เป็นผู้ไม่หวังดีหรือเป็นผู้ก่อความไม่สงบ ไม่มีผลลบล้างความมีฐานะ เป็นผู้ก่อการร้ายของบุคคลเหล่านี้ได้ ด้วยเหตุผลสำคัญ กล่าวคือ การก่อการร้าย (ไม่ว่าจะกระทำโดยรัฐ หรือโดยกลุ่มบุคคลในองค์กรหรือขบวนการที่ไม่ใช่รัฐ) ถือเอาประชาชนที่เป็นพลเรือนเป็นเป้าที่สำคัญของการก่อการร้าย อีกทั้งไม่ใช่เป็นขบวนการทางการเมืองที่มีการจัดตั้งและรณรงค์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและสังคมภายในระบบที่มีอยู่ หากต้องการเปลี่ยนแปลงโดยดำเนินการนอกระบบ

เพราะฉะนั้น จึงเห็นได้ว่า สิ่งที่จะทำหน้าที่เป็นเบาะแสบอกให้รู้ได้ถึงลักษณะของขบวนการทางการเมืองว่า เป็นประการใดมิได้อยู่ที่ถ้อยแถลงหรือภาษาที่ใช้ หากอยู่ที่วาระของขบวนการนั้นๆ ว่าเป็นประการใด

และในส่วนที่เกี่ยวกับปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ปัจจุบันนั้นยังไม่ปรากฏแน่ชัดว่า วาระของกลุ่มขบวนการก่อการร้ายคืออะไร ด้วยเหตุผลสำคัญที่ตลอดหนึ่งปีครึ่งที่ผ่านมายังไม่ปรากฏว่ามีองค์กร หรือกลุ่มใดอ้างความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ร้ายแรงที่ผ่านมากว่า 1,700 ครั้ง

แต่ที่แน่ชัดที่สุดคือ เหตุการณ์เหล่านี้ล้วนสะท้อนและบ่งบอกให้เห็นถึงความไม่พอใจของผู้ก่อการร้ายที่มีต่อสถานภาพที่เป็นอยู่ (Status quo) ซึ่งย่อมหมายถึงความไม่พอใจทางการเมืองหรืออีกนัยหนึ่งปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยธาตุแท้แล้ว มีรากเหง้ามาจากนโยบายทางการเมืองจากส่วนกลางที่ไม่ยอมรับความจริงที่ว่า ภายใต้ความเสมอภาคเท่านั้นที่จะสามารถสร้างความหลากหลาย ความแตกต่างให้ดำรงอยู่ได้

ทั้งนี้ เพราะความเสมอภาคภายใต้ระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จเท่านั้นที่หมายถึงการกำจัดพวกที่ไม่ยอมคิดเหมือน ทำเหมือน อย่างที่ระบอบเผด็จการต้องการ ความจริงข้อนี้ เห็นได้ชัดจากนโยบาย "รัฐนิยม" สมัยเผด็จการ จอมพล ป. พิบูลสงคราม

1.4 ในส่วนที่เกี่ยวกับอิทธิพลของการตีความศาสนาอิสลามอย่างเคร่งครัดอย่างเถรตรงหรือที่เรียกกันว่า Islamic Fundamentalism นั้น เราจำเป็นต้องทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ว่า อิทธิพลของ Islamic Fundamentalism นั้น มีสาเหตุมาจากผลกระทบทางลบที่สังคมอิสลามได้รับจากอิทธิพลของพลังโลกาภิวัตน์ (ซึ่งโดยข้อเท็จจริงแล้วสังคมพุทธก็ได้รับผลกระทบในทางลบจากอิทธิพลในด้านต่างๆ ของยุคโลกาภิวัตน์เช่นกัน จึงเกิดกลุ่มสันติอโศกขึ้นมา และกลุ่มนี้ก็คือ Buddhist Fundamentalism ของไทย)

เพราะฉะนั้น จึงกล่าวได้ว่า กลุ่มศาสนาอิสลามที่มีปฏิกิริยาต่อต้านความ "ก้าวหน้า" หรือความ "ทันสมัย" ที่มาจากอิทธิพลของพลังโลกาภิวัฒน์ หาใช่เป็นกลุ่มศาสนาพวกหัวรุนแรงหรือเป็นพวกที่นิยมการก่อการร้าย

หากแต่เป็นพวกที่เห็นว่า พลังโลกาภิวัฒน์มีผลทำลายแก่นแท้ของศาสนาอิสลาม เพราะถ้าไม่มี ความ "ทันสมัย" ของยุคโลกาภิวัตน์ ก็ย่อมจะไม่มีกำเนิดของอิทธิพลของอิสลามมูลบท (Islamic Fundamentalism) และถือได้ว่าเป็นการต่อสู้ทางความคิดภายในศาสนาอิสลาม ไม่ใช่ระหว่างศาสนาอิสลามกับศาสนาอื่น

เพราะหากเรายังเข้าใจว่า เป็นเรื่องของการต่อสู้ระหว่างศาสนาก็เท่ากับเรายอมเข้าไปติดกับดักของความคิด และทฤษฎีว่าด้วยการปะทะห้ำหั่นระหว่างอารยธรรมตะวันตกกับอารยธรรมอิสลาม หรือระหว่างศาสนาคริสเตียนกับศาสนาอิสลาม ซึ่งนักวิชาการฝ่ายอนุรักษนิยมอย่างเช่น Bernard Lewis และ Samuel Huntington ต่างได้พยายามเขียนตำราเสนอกรอบความคิดและทฤษฎีในรูปแบบดังกล่าว อีกทั้งเหตุการณ์ 11 กันยายน พ.ศ.2544 ที่นครนิวยอร์ก ตลอดจนนโยบายและท่าทีของรัฐบาล ประธานาธิบดี G.W. Bush ที่มีต่อการก่อการร้ายสากลย่อมเป็นสิ่งยืนยันให้เห็นถึงอิทธิพลของสองนักวิชาการดังกล่าว

ดังเป็นที่ประจักษ์แจ้งแล้วว่า สำหรับสหรัฐ การก่อการร้ายได้เข้ามาแทนที่ลัทธิคอมมิวนิสต์ในฐานะศัตรูหมายเลขหนึ่งของสหรัฐ

หน้า 28


วิกฤตการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (2) เรื่องของตาบอดคลำช้าง

บทความพิเศษ  สุรพงษ์ ชัยนาม  มติชนรายสัปดาห์  วันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 25 ฉบับที่ 1306

1.5 เราต้องยอมรับและทำความเข้าใจด้วยว่าบทสนทนาของศาสนาอิสลามยุคทันสมัย (Modern Islamic discourse) นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับเรื่องนอกศาสนา (secular) หรือเรื่องทางโลก เช่น เรื่องปัญหาต่างๆ ทางการเมืองและสังคม นอกจากนั้น พัฒนาการด้านการเมืองของศาสนาอิสลาม (development of political Islam) ส่วนใหญ่เป็นผลงานของปัญญาชนทางการเมืองมากกว่าที่จะเป็นของนักบวชหรือนักศึกษาทางศาสนา (religious ulama) ซึ่งปัญญาชนเหล่านี้ต่างยืนยันว่าศาสนาอิสลามนั้นหาใช่เป็นเพียงอัตลักษณ์ทางศาสนาและวัฒนธรรมเท่านั้น

แต่ได้กลายเป็นอัตลักษณ์ทางการเมืองอย่างหนึ่งด้วย

1.6 การก่อการร้าย ถือได้ว่าเป็นลักษณะอย่างหนึ่งของความขัดแย้งที่ยังไม่มีความรุนแรงและเข้มข้นเหมือนการทำสงคราม (low intensity conflict) และฝ่ายที่ตกเป็นเหยื่อ (victims) มากที่สุดก็คือพลเรือนหรือประชาชนตาดำๆ นั่นเอง การเสียชีวิต และทรัพย์สินของพลเรือนหรือประชาชนทั่วไป ในศัพท์ทางทหาร เรียกว่า "ความเสียหายข้างเคียงหรือทางอ้อม" (collateral damage) หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง เป้าที่แท้จริง (ไม่ว่าที่เป็นเป้าของฝ่ายรัฐ หรือที่เป็นของฝ่ายก่อการร้าย) มักได้รับผลทำลายร้ายแรงน้อยกว่าเหยื่อหรือประชาชนธรรมดา (พลเรือน) ซึ่งมิได้มีฐานะเป็นคู่กรณีแต่กลับต้องรับเคราะห์กรรมร้ายแรง

1.7 การก่อการร้าย (Terrorism) แตกต่างจากการต่อสู้แบบกองโจร (guerrilla struggle) เช่น ในช่วงสงครามเวียดนาม ระหว่างสหรัฐกับฝ่ายเวียดกง ในแง่ที่เป้าของผู้ก่อการร้ายนั้นคือพลเรือน หรือประชาชนทั่วไป ในขณะที่ฝ่ายกองโจรนั้นจะยึดประชาชนเป็นพันธมิตร เพราะถือว่าความเข้าใจและแรงสนับสนุนที่จะได้รับจากประชาชนนั้นเป็นอาวุธการเมืองที่สำคัญที่สุด ในการต่อสู้เพื่อเอาชนะระบอบเผด็จการรัฐบาลเวียดนามใต้และสหรัฐในฐานะผู้รุกรานประเทศเวียดนามใต้

เพราะฉะนั้น จึงเป็นที่ประจักษ์แจ้งที่สุดแล้วว่าการดำเนินการเพื่อสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัว สยดสยอง ให้กับประชาชน (ไม่ว่าฝ่ายรัฐหรือฝ่ายกองโจรเป็นผู้ดำเนินการ) ย่อมเป็นสิ่งบ่งบอกให้เห็นถึงความล้มเหลวที่ฝ่ายดำเนินการไม่สามารถได้รับความสนับสนุนจากประชาชนทั่วไป

1.8 ในกรณีของการก่อการร้ายในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยเหตุผลสำคัญที่ยังไม่ปรากฏว่ามีผู้ใด หรือกลุ่มใดอ้างความรับผิดชอบ เกี่ยวกับการลอบสังหารและลอบวางระเบิดตลอดปีครึ่งที่ผ่านมา ตลอดจนยังไม่ปรากฏถ้อยแถลงอย่างหนึ่งอย่างใดจากฝ่ายก่อการร้าย ในชั้นนี้จึงจำเป็นต้องประเมินในเบื้องต้นว่า ความรุนแรงที่มีมาตลอดหนึ่งปีกับหกเดือนเป็นผลของการก่อการร้ายที่มาจากกลุ่มต่างๆ (เพราะไม่มีใครรู้แน่ชัดว่ามีกลุ่มเดียวหรือหลายกลุ่ม) ที่ไม่มีลัทธิอุดมการณ์ใดโดยเฉพาะ (ไม่ว่าทางการเมืองหรือทางศาสนา) เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวชี้นำ (non ideological groups) อีกทั้งกลุ่มเหล่านี้มิได้พยายามดำเนินการจัดตั้งในทางใดทางหนึ่ง ที่จะเป็นการชี้ให้เห็นว่ากลุ่มเหล่านี้มุ่งแสวงหาความสนับสนุนจากประชาชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

1.9 การที่ผู้นำฝ่ายรัฐบาลพยายามชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ร้ายแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยใช้ภาษาและศัพท์ทางธรรมะ (ทางศาสนา) เช่น "ดี" "ชั่ว" "พวกเขา" "พวกเรา" "ฝ่ายธรรม" กับ "ฝ่ายอธรรม" ก็เปรียบเสมือนกับปิดหนทางที่จะนำไปสู่การประนีประนอม มีผลทำให้ประชาชนทั่วไปเกิดความเข้าใจว่า หากไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล ก็ต้องตกเป็นศัตรูของรัฐบาล ทั้งนี้ หากรัฐบาลถือว่าการต่อสู้กับศัตรูทางการเมืองของรัฐบาล (ผู้ก่อการร้าย) คือการต่อสู้กับความชั่วร้าย โดยไม่พิจารณาถึงเหตุผลและที่มาของการก่อการร้าย โอกาสที่ความขัดแย้งรุนแรงที่ปรากฏอยู่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้จะพัฒนาไปสู่สงครามระหว่างศาสนาหรือสงครามศักดิ์สิทธิ์ (holy war) ได้อย่างไม่ยาก

และในสงครามศักดิ์สิทธิ์หรือสงครามระหว่างศาสนานั้น คำว่าประนีประนอมย่อมไม่มี ด้วยเหตุผลสำคัญที่ว่า ความชั่วหรือสิ่งเลวร้ายไม่สามารถได้รับการเปลี่ยนแปลงให้เป็นสิ่งดีได้ (evil cannot be converted) เพราะฉะนั้น มีทางเดียวที่จะเอาชนะมันได้ นั่นคือต้องกำจัด ทำลายอย่างเดียว

ซึ่งการอธิบายชี้แจงในรูปแบบดังกล่าวข้างต้นย่อมมีผลทำให้ประชาชนทั่วไปเกิดความเข้าใจผิดได้ว่า ความรุนแรงที่มาจากฝ่ายรัฐบาล หรือฝ่ายธรรมนั้นไม่ใช่เป็นสิ่งเลวร้ายอะไร ในขณะที่ความรุนแรงที่มาจากฝ่ายผู้ก่อการร้าย หรือฝ่ายอธรรมนั้นเป็นสิ่งชั่วร้าย ("our" terrorism v.s. "their" terrorism) ( ในประเด็นเรื่องการที่สหรัฐได้ประกาศสงครามกับการก่อการร้ายหลังเหตุการณ์ 9 กันยายน 2544 สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือในช่วงยุคสงครามเย็นรัฐบาลสหรัฐ สมัยประธานาธิบดีเรแกนก็ได้มีนโยบายสนับสนุนกลุ่ม Taleban และ Osama Bin Laden ให้ต่อสู้กับอดีตสหภาพโซเวียต สมัยโซเวียตยึดครองประเทศอัฟกานิสถานซึ่งในครั้งนั้น พวก Taleban และนาย Osama Bin Laden ในสายตาของสหรัฐ คือพวกผู้ก่อการดี แต่หลังสิ้นสุดสงครามเย็นแล้ว พวกนี้ได้แปรสภาพมาเป็นผู้ก่อการร้าย)

1.10 การก่อการร้ายไม่มีตัวตน มันเป็นเพียงเทคนิคหรือรูปแบบอย่างหนึ่งของวิธีการดำเนินการทางการเมือง หรืออย่างที่นักทฤษฎีการเมือง Carl von Clausewitz เคยกล่าวไว้ว่าสงครามคือการดำเนินการทางการเมืองในอีกรูปแบบหนึ่ง ฉันใดก็ฉันนั้น การก่อการร้ายก็คือดำเนินการต่อเนื่องทางการเมืองในอีกรูปแบบหนึ่ง (terrorism is politics by other means) เพราะฉะนั้น การประกาศสงครามกับการก่อการร้าย (ไม่ว่าภายในประเทศหรือระหว่างประเทศ) จึงเป็นเรื่องไร้สาระ

ทั้งนี้เพราะศัตรูที่แท้จริงจริงมันไม่ใช่การก่อการร้าย ศัตรูที่แท้จริงคือสาเหตุ หรือสิ่งที่สร้างเงื่อนไข เพาะเชื้อนำไปสู่การกำเนิดของผู้ก่อการร้ายและการก่อการร้าย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ไม่ว่าจะเป็นการก่อการร้ายภายในประเทศหรือการก่อการร้ายสากล (ระหว่างประเทศ) ล้วนมีมิติด้านการเมืองทั้งสิ้น

และด้วยข้อเท็จจริงสำคัญยิ่งดังกล่าวข้างต้น จึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่รัฐบาลจำต้องยอมรับว่า ไม่มีทางที่รัฐบาลจะเอาชนะการก่อการร้ายด้วยวิธีการทางทหารอย่างเดียว (military solution) ทั้งนี้ มีกรณีตัวอย่างมากมายที่สามารถทำหน้าที่เป็นบทเรียนที่ดีได้

เช่นกรณีการต่อสู้ระหว่างรัฐบาลอังกฤษกับขบวนการก่อการร้าย IRA หรือระหว่างรัฐบาลสเปนกับขบวนการก่อการร้าย ETA ซึ่งทั้งรัฐบาลอังกฤษและรัฐบาลสเปนเดิมต่างก็ได้ใช้วิธีการทางการทหารเป็นหลักในการหาข้อยุติโดยสันติวิธี แต่ก็ยังหาได้ประสบความสำเร็จ ทั้งๆ ที่ได้เพียรพยายามดำเนินการมาเป็นเวลากว่า 30 ปีแล้ว

ส่วนกรณีการต่อสู้ระหว่างสหรัฐกับการก่อการร้ายในอิรักนั้นถือได้ว่าเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะรุนแรงยิ่งขึ้น และยืดเยื้อยาวนานหลายทศวรรษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากสหรัฐ ยังคงกองกำลังทหารไว้ในอิรัก อย่างไม่มีกำหนดเวลาถอนทหารสหรัฐออกจากอิรัก ทั้งนี้ ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าใด ก็จะยิ่งเป็นการตอกย้ำให้ประชาชนชาวอิรักมองเห็นว่า สหรัฐได้แปรสภาพจากผู้มาช่วยปลดปล่อยอิรักจากระบบทรราชของ ซัดดัม ฮุสเซน เป็นผู้เข้ามายึดครองอิรัก พร้อมทั้งเป็นการเปิดโอกาสและส่งเสริมให้ฝ่ายที่ต่อต้านสหรัฐ (ซึ่งรวมทั้งฝ่ายประชาชนทั่วไปที่ไม่เห็นด้วยกับการคงทหารสหรัฐในอิรักและฝ่ายผู้ก่อการร้าย) สามารถใช้ประเด็นของปัจจัยชาตินิยมมาเป็นอาวุธสำคัญในการต่อสู้กับสหรัฐ

นอกจากนั้น ยังมีประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งที่ไม่อาจมองข้ามไปได้ นั่นคือในกรณีที่การเผชิญหน้า หรือการสู้รบระหว่างฝ่ายรัฐบาล กับฝ่ายผู้ก่อการร้ายมีผลทำให้ฝ่ายรัฐบาลประสบผลสำเร็จ แต่ผลสำเร็จนั้นเกิดขึ้นได้ก็เพราะได้มีการดำเนินการ เพื่อโดดเดี่ยวฝ่ายผู้ก่อการร้ายทางการเมือง (political isolation) ไว้ล่วงหน้า

ด้วยการนำปัญหาต่างๆ ที่ฝ่ายก่อการร้ายได้อ้างเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความอยุติธรรมในด้านต่างๆ ขึ้นมาพิจารณาและหาทางแก้ไขโดยสันติวิธีให้เป็นที่ยอมรับได้ของส่วนรวม

1.11 วิธีการก่อการร้ายถือได้ว่าเป็นเครื่องมือที่ฝ่ายอ่อนแอ หรือที่เสียเปรียบมาก จะใช้ในการต่อสู้กับฝ่ายที่มีอำนาจ และกำลังเหนือกว่า ฉะนั้นจึงเป็นที่ประจักษ์แจ้งว่า ความขัดแย้งและการต่อสู้ระหว่างฝ่ายก่อการร้าย กับฝ่ายรัฐบาลจะเป็นความขัดแย้ง และการต่อสู้ที่มีลักษณะสะท้อนให้เห็นถึงความได้เปรียบเสียเปรียบอย่างชัดเจน ที่มีระหว่างคู่กรณี

ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้เป็นสิ่งที่ในศัพท์ทางการทหารหรือทางสงครามเรียกว่า ลักษณะความเป็นอสมมาตรของสงคราม หรือของการต่อสู้ (Asymmetrical warfare) อันหมายความว่า ฝ่ายก่อการร้ายตระหนักดีถึงข้อเสียเปรียบที่ฝ่ายตนมี จึงหันมาพึ่งยุทธศาสตร์ที่ทำให้ฝ่ายก่อการร้ายสามารถพลิกความเสียเปรียบให้กลายมาเป็นความได้เปรียบ (หรืออย่างน้อยที่สุดไม่เสียเปรียบ) โดยการดึงเอาปัจจัยด้านการเมืองและจิตวิทยาเข้ามาเป็นอาวุธเสริมการปฏิบัติการด้วยอาวุธ

ทั้งนี้เพราะฝ่ายที่อ่อนแอ (ฝ่ายผู้ก่อการร้ายหรือผู้ก่อความไม่สงบ) มีความได้เปรียบอย่างเห็นได้ชัด ก็ในแง่ของจิตวิทยา (psychological advantage) เพราะฝ่ายก่อการร้ายตระหนักดีว่าพวกเขาไม่มีอะไรต้องสูญเสียมาก แต่จะมีโอกาสได้มากกว่าเสีย

หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งฝ่ายก่อการร้ายสามารถใช้จุดอ่อนให้เป็นจุดแข็งได้ หรือที่เรียกว่ามีอำนาจของความอ่อนแอ (The power of weakness) เพราะอย่างน้อยที่สุดฝ่ายก่อการร้ายหรือฝ่ายที่อ่อนแอกว่าอำนาจของรัฐรู้ดีว่า การปฏิบัติการก่อการร้าย สามารถสร้างความเสียหายอย่างไม่มีขอบเขต รวมทั้งมีผลทำให้เกิดบรรยากาศแห่งความสยดสยอง หวาดกลัวดำรงอยู่ได้อย่างต่อเนื่อง

นับว่ายุคโลกาภิวัตน์ไร้พรมแดนได้ให้ประโยชน์แก่ขบวนการก่อการร้ายที่มีอยู่ในประเทศต่างๆ สามารถมีความคล่องตัว มีความยืดหยุ่นในการปฏิบัติการก่อการร้าย มีโอกาสได้เข้าถึงข้อมูลข่าวสารทุกด้านที่จำเป็นต่อการปฏิบัติการก่อการร้าย ตลอดจนได้รับประโยชน์จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทันสมัยด้านการสื่อสาร การคมนาคม และการทหาร อย่างกว้างขวางและอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เป็นผลทำให้ฝ่ายที่แข็งแรงหรือฝ่ายที่มีอำนาจ (ฝ่ายรัฐ) เกิดความวิตกและเกรงกลัวฝ่ายอ่อนแอ (ฝ่ายก่อการร้าย) ได้

และยิ่งหากฝ่ายรัฐหรือฝ่ายรัฐบาลมีปฏิกิริยาตอบโต้ที่รุนแรงที่เกินกว่าเหตุหรือที่เป็นไปในทางตกตะลึง อกสั่นขวัญหาย ก็ยิ่งจะเป็นผลทำให้ฝ่ายที่อ่อนแอกว่ามากเกิดความได้เปรียบทางจิตวิทยา และทางการเมืองขึ้นมาทันที พร้อมกับสามารถเร่งกระตุ้นให้ฝ่ายรัฐบาลมุ่งใช้ไฟดับไฟหาทางยุติปัญหาด้วยการใช้กำลังทางการทหารแต่ข้างเดียว จนเกิดอาการเมามันในอำนาจ (ที่ฝ่ายรัฐบาลคิดว่ามีอยู่อย่างท่วมท้นและอย่างกว้างขวาง) ทำให้หลงทาง และหลงลืมไปว่า กำลังทำการต่อสู้กับศัตรูประเภทใด โดยหลงคิดว่ากำลังทำสงครามต่อสู้กับรัฐก่อการร้ายไม่ใช่ขบวนการ หรือกลุ่มก่อการร้ายภายในประเทศ

ซึ่งหากรัฐบาลเกิดมีปฏิกิริยาตอบโต้อย่างรุนแรง อย่างเกินกว่าเหตุ อย่างบ้าระห่ำตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดคาดหวังหรือประสงค์ให้เกิดขึ้น ก็จะมีโอกาสเป็นจริงขึ้นมาได้ไม่ยาก

นั่นคือความหายนะของบ้านเมืองที่จะมาจากสงครามกลางเมือง ที่มีปัจจัยด้านเชื้อชาติและศาสนา เป็นเครื่องปรุงแต่งให้เกิดความรุนแรงที่ไร้ขอบเขต และหลุดจากการควบคุมโดยสิ้นเชิง ไม่แตกต่างจากสงครามในอดีตประเทศยูโกสลาเวีย ช่วง ค.ศ.1990-1999 ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงก็จะเป็นการชักศึกเข้าบ้านโดยตรง เพราะถึงจุดนั้นแล้ว มิติด้านการต่างประเทศก็จะเข้ามามีอิทธิพลโดยตรง ทำให้การแก้ปัญหาความขัดแย้งโดยวิถีทางและวิธีการทางการเมืองอย่างสันติวิธีกระทำได้ยากยิ่งขึ้น

นอกจากนั้น เรื่องของปัญหาวิกฤตการณ์ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังมีประเด็นที่สำคัญยิ่ง ที่รัฐบาลจำเป็นต้องตระหนักให้ดีเสมอ นั่นคือความรุนแรงที่มีขึ้นเป็นประจำเกือบทุกวันมา เป็นเวลากว่าหนึ่งปีกับหกเดือนแล้ว เป็นความรุนแรงที่ยังคงจำกัดอยู่ในพื้นที่สามจังหวัดเป็นส่วนใหญ่ อีกทั้งเป็นความรุนแรงที่มาจากการใช้อาวุธสงคราม โดยกลุ่มบุคคลที่ขัดแย้งกับรัฐบาลและไม่เห็นด้วยกับนโยบายของรัฐบาล (แม้ยังไม่เคยแถลงออกมาว่ามีประเด็นอะไรบ้าง)

แต่รูปแบบการดำเนินการของกลุ่มก่อการร้าย เป็นลักษณะของการแก้ปัญหาขัดแย้งนอกระบบ โดยใช้กำลังอาวุธและมีเป้าของการก่อการร้าย คือพลเรือนหรือประชาชนธรรมดาทั่วไปเป็นสำคัญ เป็นการหวังผลทางจิตวิทยาและการโฆษณาชวนเชื่อผ่านทางการใช้กำลังติดอาวุธ (armed struggle, armed propaganda) แต่ยังคงมีลักษณะเป็นความขัดแย้งที่ดำเนินการโดยพึ่งอาวุธสงคราม (armed conflict) ไม่ใช่สงคราม (war)

เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่าหนทางแก้ปัญหาวิกฤตการณ์ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ทางการเมือง และโดยสันติวิธีบนพื้นฐาน ของความสมานฉันท์แห่งชาตินั้นยังมีอยู่ หากแต่อยู่ที่ฝ่ายรัฐบาลว่าจะยอมรับข้อเท็จจริง และความจริงข้อนี้หรือไม่

เพราะถ้าหากมีการดำเนินการโดยฝ่ายรัฐ จนเป็นผลทำให้ความขัดแย้งปัจจุบัน ซึ่งมีลักษณะขอบเขตจำกัดอยู่ในระดับท้องถิ่นเป็นส่วนใหญ่ บานปลายขยายพื้นที่กว้างออกไปจนพัฒนาจากความขัดแย้งรุนแรง (conflicts) กลายเป็นสงครามภายในประเทศ (war) ก็เท่ากับฝ่ายรัฐได้เดินเข้าไปติดกับดักที่ฝ่ายก่อการร้าย หรือผู้ก่อความไม่สงบได้วางไว้

เป็นเรื่องไม่ต้องสงสัยเลยว่าฝ่ายก่อการร้ายนั้นต้องการให้มีสงคราม เพื่อหวังผลได้รับความสนใจมากขึ้นจากทั้งภายใน และภายนอกประเทศ รวมทั้งเพื่อดึงเอามิติต่างๆ ด้านภายนอกประเทศให้เข้ามาเกี่ยวข้อง (เช่น ปัญหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน ปฏิกิริยาท่าทีของกลุ่มประเทศอิสลามที่จะมีต่อสงคราม ปฏิกิริยาท่าทีของประชาคมโลก ขององค์การสหประชาชาติและขององค์การเอกชนระว่างประเทศ เป็นต้น) ซึ่งหากถึงจุดนั้นแล้ว การแก้ปัญหาในทางการเมืองโดยสันติวิธีบนพื้นฐานของหลักการสมานฉันท์แห่งชาติ ก็จะถูกทำลายและหมดความหมายและความสำคัญไปโดยปริยาย

ต้องไม่ลืมว่าในภาวะสงครามนั้นจะมีได้ก็แค่สองฝ่าย สองขั้ว ไม่เป็นพันธมิตรก็ต้องเป็นศัตรู สงครามไม่รับรู้และไม่ปราณีต่อคำว่าเป็นกลาง ผลของสงครามจะมีได้ก็เพียงความพ่ายแพ้หรือไม่ก็ชัยชนะเท่านั้น

สงครามที่ยังไม่มีผลแน่ชัดอย่างใดอย่างหนึ่ง (ไม่แพ้ก็ต้องชนะ ไม่หัวก็ต้องก้อย) ก็คือสงครามที่ยังหาได้ประสบความสำเร็จไม่ (unaccomplished war)

1.12 ความประพฤติของผู้ก่อการร้ายนั้นแตกต่างจากความประพฤติของรัฐที่เป็นปฏิปักษ์ กล่าวคือ รัฐมีผลประโยชน์และดินแดนที่ต้องดูแลปกป้องรักษา ในขณะที่ผู้ก่อการร้ายไม่มีความจำเป็นต้องดูแล และปกป้องพื้นที่หรือมีผลประโยชน์หลายด้านเหมือนรัฐ ผู้ก่อการร้ายมีจุดมุ่งหมายประการสำคัญที่สุด คือ การสร้างความหวาดกลัว ความสยดสยอง และความตายไม่สามารถเป็นปัจจัยป้องปราม ไม่ให้ผู้ก่อการร้ายปฏิบัติการก่อการร้าย

นอกจากนั้น รัฐไม่ว่าจะเป็นรัฐที่มีความเป็นอันตรายสูงต่อสันติภาพและความมั่นคงของโลก ก็ไม่สามารถหลบหนีหลบซ่อนไปไหนได้ผิดกับผู้ก่อการร้ายซึ่งสามารถหายตัวหลบหนีได้ และยากที่จะดูออก แยกแยะความแตกต่างจากบุคคลทั่วไปได้

หน้า 29


วิกฤตการณ์ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ (3) เรื่องของตาบอดคลำช้าง

บทความพิเศษ  สุรพงษ์ ชัยนาม  มติชนรายสัปดาห์  วันที่ 02 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 25 ฉบับที่ 1307

มิติภายในประเทศ

จากข้อเท็จจริงทั้งหมด 12 ข้อข้างต้น เราจะเห็นได้แล้วว่า หัวใจของปัญหา (key issue) วิกฤตการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ จะมีคำจำกัดความหรือคำอธิบายแก่ภัยของการก่อการร้ายอย่างไร (how to define threat) ทั้งนี้ เพราะคำอธิบายจะทำหน้าที่กำหนดทั้งรูปแบบและเนื้อหาการดำเนินการตอบโต้ภัยที่มาจากการก่อการร้ายดังกล่าว ซึ่งอย่างน้อยที่สุด ข้อ 1.1 ถึงข้อ 1.2 ย่อมเป็นสิ่งบ่งบอกและยืนยันให้เราได้ตระหนักเป็นอย่างดีแล้ว ว่ารัฐบาลจำเป็นต้องมีทั้งนโยบายและยุทธศาสตร์ (นโยบาย คือ ต้องทำอะไร ในขณะที่ยุทธศาสตร์นั้น หมายถึง ต้องทำอย่างไรถึงจะบรรลุผลตามข้อกำหนดของนโยบาย) ที่มุ่งแก้ปัญหาวิกฤตการณ์ภาคใต้โดยวิธีการทางการเมืองเป็นหลักบนพื้นฐานสำคัญ

หลักการความสมานฉันท์แห่งชาติ ซึ่งย่อมหมายถึงการมีนโยบาย ยุทธศาสตร์และการดำเนินการ ที่มุ่งลดความรุนแรงลงอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อหาทางป้องกันมิให้ความขัดแย้ง (conflict) ขยายลุกลามไปถึงขั้นสงคราม (war) และขณะเดียวกัน ยังจำเป็นต้องมีการเคารพ ปกป้อง รักษาสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน และสื่อมวลชนในระบอบประชาธิปไตยไว้ด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้ความหมายก็คือ การเมืองต้องนำการทหาร

การแก้ปัญหาโดยวิธีการทางการเมืองจะมีโอกาสประสบผลสำเร็จตามนโยบายได้ก็ต่อเมื่อ มีการยอมรับกันก่อนว่าการเมืองคือเรื่องของความขัดแย้งของการแข่งขัน ของการช่วงชิง (politics is adversarial) การเมืองไม่ใช่เรื่องของความรัก ไม่ใช่เรื่องของความสามัคคี ไม่ใช่เรื่องของการจูบปากกัน ไม่ใช่เรื่องของการคิดเหมือนกัน การเมืองในระบอบประชาธิปไตยหมายถึงการต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ในด้านต่างๆ และต่อสู้เพื่อดำรงอยู่ภายใต้ความหลากหลาย การเมืองในระบอบประชาธิปไตย หมายถึงการยอมรับความแตกต่าง ไม่ใช่ความเหมือนกัน

ความสามัคคีปรองดอง ความรักและความเอื้ออาทรต่อกันจะเกิดขึ้นได้ในทางการเมือง ก็ต่อเมื่อฝ่ายต่างๆ ที่เห็นไม่ตรงกันที่ขัดแย้งกัน สามารถแก้ปัญหาขัดแย้งที่มีระหว่างกันได้แล้ว ความรัก ความปรองดอง ความสามัคคี ความสมานฉันท์ และการประนีประนอมในตัวของมันเองไม่มีความหมายอะไร

คำเหล่านี้มีความหมายและสำคัญขึ้นมาได้ เพราะได้เกิดความขัดแย้งขึ้นมาจึงเกิดความต้องการ และความจำเป็น ที่จะใฝ่หาเรียกร้องให้มีความรัก ความสามัคคีปรองดอง ความเป็นเอกภาพ ตลอดจนความเอื้ออาทรและความสมานฉันท์ระหว่างสมาชิกของสังคม

การมียุทธศาสตร์เพื่อรองรับนโยบายนั้น หมายถึง การยอมรับว่ามีฝ่ายตรงข้าม หรืออย่างน้อยที่ไม่เห็นด้วยกับการดำเนินการของฝ่ายรัฐบาล ในสามจังหวัดภาคใต้ มิฉะนั้นแล้วจะมียุทธศาสตร์ไปทำไม ?

นอกจากนั้น ในการพิจารณากำหนดนโยบายจำเป็นต้องตระหนักไว้ให้ดีเสมอว่าการลงความเห็นว่านโยบายดีหรือไม่ดี ผิดหรือถูกมิได้อยู่ที่ความสวยงามของภาษาที่ใช้หรืออยู่ที่การนำเสนอนโยบายที่ดูดีดูน่าทึ่งน่าเลื่อมใส นโยบายที่ดีหรือไม่ดี ผิดหรือถูก มีประสิทธิภาพหรือไร้ประสิทธิภาพอยู่ที่ผลลัพธ์เป็นสำคัญ

ซึ่งโอกาสที่ผลลัพธ์จะออกมาตรงกับเป้าประสงค์แห่งนโยบายได้นั้น อยู่ที่ความสามารถในการค้นหาสาเหตุแท้จริง ที่นำไปสู่วิกฤตการณ์ภาคใต้ ทั้งนี้ เพราะเหตุการณ์ปล้นคลังอาวุธเมื่อมกราคม พ.ศ.2547 นั้น ไม่อาจถือเป็นสาเหตุได้

เหตุการณ์ปล้นอาวุธเมื่อมกราคม พ.ศ. 2547 เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของวิกฤตการณ์ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องไม่ลืมว่าจุดเริ่มต้น (Beginning) นั้นย่อมเป็นปรากฏการณ์ที่มาหลังสาเหตุ (Cause) เสมอ ไม่ใช่มาก่อนสาเหตุ

และสำหรับวิกฤตการณ์ภาคใต้นั้น การค้นหาสาเหตุจำเป็นต้องย้อนกลับไปหาประวัติศาสตร์เมื่อครั้ง 70 ปี ที่ผ่านมาเพราะเป็นเรื่องของปัญหาในด้านต่างๆ ที่ได้สะสมหมักหมมและทับถมมาเป็นเวลาช้านาน และวิธีการค้นหาสาเหตุที่ดีที่สุด คือ การเข้าถึงประชาชนในพื้นที่โดยยึดหลักการของการแสวงหาความยินยอม (Consent) เป็นเครื่องชี้นำไม่ใช่ใช้การข่มขู่บีบบังคับ (Coercion) ให้ประชาชนพูดหรือดำเนินการให้เป็นไปตามที่รัฐบาลต้องการ

เพราะหากรัฐบาลยังไม่รู้ถึงสาเหตุหรือที่มาแท้จริง (ขณะนี้เป็นเรื่องของการสันนิษฐานเท่านั้น) ของปัญหาก็ยากที่จะรู้ได้ว่ามีกลุ่มใดบ้างที่ได้รับความเดือดร้อนและไม่พอใจกับสถานการณ์ในช่วงหนึ่งปีกับหกเดือนที่ผ่านมา

ทั้งหากรัฐบาลยังไม่สามารถรู้ได้อย่างถูกต้องแน่ชัดว่าสาเหตุของวิกฤตการณ์ครั้งนี้ มีมาจากอะไรบ้างก็ยากที่จะสามารถเข้าถึงตัวปัญหาแท้จริงและยากที่จะสามารถกำหนดได้ว่ามีใครบ้าง กลุ่มใดบ้างที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งโดยตรงและทางอ้อมกับเหตุการณ์ร้ายแรงตลอด 1 ปีครึ่งที่ผ่านมา

แต่ที่แน่ชัดก็คือคนส่วนใหญ่กว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของประชากรในสามจังหวัดภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบ หรือตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงตลอดมา คือ คนกลาง หรือประชาชนผู้บริสุทธ์ที่ต้องได้รับเคราะห์กรรมจากความรุนแรง

สิ่งแรกที่สำคัญที่สุดคือ ความจำเป็นเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องพยายามสร้างมาตรการ เพื่อลดความหวาดระแวง และความหวาดกลัวในหมู่ประชาชนกลุ่มใหญ่นี้ก่อน เพื่อให้ประชาชนส่วนใหญ่เกิดความมั่นใจ และไว้เนื้อเชื่อใจในเจตนาและนโยบายของรัฐบาล

นั่นก็คือการที่รัฐบาลจะต้องเข้าถึงประชาชนด้วยการพูดคุย และรับฟังความคิดเห็นโดยตรงจากประชาชน ต้องเข้าหาประชาชน ไม่ใช่ให้ประชาชนเข้าหารัฐบาล ซึ่งหากกระทำได้เป็นผลสำเร็จ ก็ย่อมมีส่วนช่วยรัฐบาลอย่างมากในการดำเนินการ เพื่อตีกรอบของปัญหาให้แคบลงได้ และนำไปสู่การสามารถค้นหาสาเหตุของปัญหาที่ได้ทำให้เกิดวิกฤตการณ์ และความรุนแรงตลอด 1 ปีหกเดือนที่ผ่านมา

รวมทั้งจะมีส่วนช่วยให้สามารถดำเนินการเพื่อสร้างบรรยากาศ สถานการณ์และเงื่อนไขต่างๆ ที่จะเป็นการเอื้ออำนวยให้เกิดการพบปะพูดจา และเจรจากับฝ่ายที่ขัดแย้งต่อต้านรัฐบาลได้โดยตรง เพื่อหาทางร่วมกันลดความรุนแรงและแก้ปัญหาโดยสันติวิธี (แก้ปัญหาด้วยวิธีการทางการเมือง) ได้

ในที่สุดจึงเป็นที่ประจักษ์แจ้งได้แล้วว่าการยึดถือการดำเนินการตามนโยบาย และแนวทางของการสมานฉันท์แห่งชาติ จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวดด้วยเหตุผลสำคัญ คือ การดำเนินการตามนโยบายสมานฉันท์แห่งชาติเป็นการสร้างบรรยากาศ สภาพการณ์ และเงื่อนไขที่จำเป็นต่างๆ ต่อการแก้ปัญหาวิกฤตการณ์ในภาคใต้โดยสันติวิธี

หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งเป็นการช่วยปูทางที่ถูกต้องที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาด้วยวิธีการทางการเมืองได้เป็นอย่างดี

แต่หากรัฐบาลไม่สามารถเข้าถึงประชาชนส่วนใหญ่ที่เป็นผู้บริสุทธิ์ที่ต้องตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงก็เท่ากับรัฐบาลกำลังพูดจา กำลังสนทนา และกำลังเจรจากับตัวรัฐบาลเองโดยหลงผิดเอาเองว่าเป็นการเข้าถึงประชาชน

กล่าวได้ว่าความรุนแรงในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีลักษณะเสมือนเป็นฉบับย่อของความรุนแรง ที่เคยมีในอดีตประเทศยูโกสลาเวีย ในประเทศโซมาเลีย ในประเทศยูกันดา และในความขัดแย้งอันยาวนานระหว่างอิสราเอล กับปาเลสไตน์ดังที่ยังคงดำรงอยู่ในปัจจุบัน

 

มิติภายนอกประเทศ

หากรัฐบาลไทยยังคงถือว่าประเทศไทยเป็นสมาชิกของสังคมอารยประเทศ (ซึ่งหมายถึงการมีทั้งสิทธิและหน้าที่ จะต้องยึดถือปฏิบัติตามกติการะหว่างประเทศ ในฐานะเป็นสมาชิกของสังคมอารยประเทศ) ก็ย่อมต้องคำนึงถึงข้อผูกพันต่างๆ ที่ประเทศไทยได้ทำไว้กับสหประชาชาติ (สังคมโลก) และในส่วนที่เกี่ยวปัญหาวิกฤตการณ์ ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นที่เห็นกันชัดๆ รัฐบาลไทยมีข้อผูกพัน หรือภาระหน้าที่ที่จะต้องให้ความเคารพ และปฏิบัติตามสัญญาระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน อย่างน้อยก็ 6 ฉบับ ดังต่อไปนี้

1. กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights-ICCPR)

2. กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (International Covenant on Economic , Social and Cultural Rights-CESCR)

3. อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติในทุกรูปแบบต่อสตรี (Convention on the Elimination of All Forms of Discrimination Against Women-CEDAW)

4. อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child)

5. อนุสัญญาขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ (Convention on the Elimination of All Forms of Racial Discrimination-CERD)

6. อนุสัญญาต่อต้านการทรมาน (Convention Against Torture-CAT)

ประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีของอนุสัญญา 5 ฉบับแรกแล้ว (คือได้ให้สัตยาบันแล้ว) แต่ยังไม่ได้เป็นภาคี ของอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าในแง่กฎหมายไทยยังไม่มีข้อผูกพันอย่างสมบูรณ์ ต่ออนุสัญญาต่อต้านการทรมาน แต่ในแง่ของศีลธรรมและจริยธรรมประเทศไทยย่อมจำต้องเคารพ และไม่ละเมิดอนุสัญญาฉบับที่ 6 ดังกล่าวข้างต้น หากยังถือว่าประเทศไทยเป็นสมาชิกของสังคมอารยประเทศ

ทั้งนี้ การที่ประเทศไทยได้ลงนามในอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน (โดยยังไม่ได้มีฐานะเป็นประเทศภาคีของอนุสัญญาฉบับนี้ เพราะยังไม่ได้ให้สัตยาบัน) ย่อมเป็นการสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนในตัวอยู่แล้วว่าประเทศไทยเห็นดีด้วยกับหลักการ และเจตนารมณ์ที่มีบรรจุอยู่ในอนุสัญญาดังกล่าว เพราะหากประเทศไทยไม่เห็นด้วย ก็ไม่จำเป็นต้องไปลงนาม อันเป็นการผูกมัดประเทศไทยไว้ชั้นหนึ่งแล้ว

ทั้งนี้ การเข้าเป็นภาคีของสัญญา อนุสัญญา และกติการะหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเกี่ยวกับเรื่องใดเป็นเรื่องที่ไม่มีใครบังคับใครได้ เพราะเป็นเรื่องของความสมัครใจและประโยชน์ที่จะได้รับหรือผลดี-ผลเสียต่อประเทศชาติเป็นสำคัญ แต่เมื่อยินยอมเข้าเป็นภาคีแล้วก็ต้องเคารพและปฏิบัติตามข้อผูกพันที่มีต่อสัญญา อนุสัญญา และกติการะหว่างประเทศ

ที่ประเทศไทยได้เข้าเป็นประเทศภาคีแล้ว จะคิดตักตวงเอาแต่ได้อย่างเดียว โดยยอมเคารพ และปฏิบัติตามกฏหมายระหว่างประเทศเฉพาะในกรณีที่รัฐบาลไทยเห็นว่าได้ประโยชน์ และละเมิดกฎหมายในส่วนที่เห็นว่าเสียประโยชน์ย่อมเป็นไม่ได้ในโลกของความจริง

หรือหากเป็นไปได้ก็ย่อมหมายถึง ประเทศไทยชื่นชมและภูมิใจที่จะมีฐานะเป็นอันธพาลโลก

นอกจากประเด็นข้อผูกพันทางกฎหมายดังกล่าวทั้งหมดข้างต้น ยังมีประเด็นด้านการเมืองระหว่างประเทศ ตลอดจนการปฏิสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ภายใต้โครงสร้างของโลกยุคหลังสงครามเย็น หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า ยุคโลกาภิวัตน์และการพึ่งพา (ยุคที่ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่จะลอดพ้นสายตาและการรับรู้ของประชาคมระหว่างประเทศไปได้)

ในกรณีของวิกฤตการณ์และความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ อย่างน้อยที่สุดที่เห็นกันชัดๆ ก็คือ นโยบายท่าทีและการดำเนินการของรัฐบาลที่ได้มีไปแล้วและที่จะมีในอนาคตอันใกล้ต่อสถานการณ์ความรุนแรงในภาคใต้ ย่อมจะถูกจับตามองและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจากประชาคมโลกโดยส่วนรวม จากองค์การสหประชาชาติ จากองค์การกลุ่มประเทศอิสลาม (Organization of Islamic Conference) จากองค์กรเอกชนระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับด้านการละเมิดสิทธิมนุษยชน และสิทธิทางการเมือง

ตลอดจนจากบรรดาขบวนการก่อการร้ายสากลระดับภูมิภาคและระดับโลก เช่น Jemaah Islamiyaah (JI) และ Al-Queda และกลุ่มที่เป็นพันธมิตรกับสองขบวนการก่อการร้ายดังกล่าว

ประเด็นดังกล่าวนี้จึงเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อน มีอิทธิพลและสำคัญยิ่งต่อความมั่นคงของประเทศไทย และต่อการแก้ปัญหาในภาคใต้โดยสันติวิธีบนพื้นฐานแห่งหลักการของการสมานฉันท์แห่งชาติ รัฐบาลจำเป็นต้องใช้ความรอบคอบระมัดระวังอย่างสูงและไม่มองข้ามประเด็นนี้อย่างเด็ดขาด

เพราะหากท่านผู้นำและรัฐบาลไม่แยแสต่อข้อเท็จจริงเหล่านี้ โอกาสที่สถานการณ์ความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะขยายลุกลามใหญ่โตจนเกินความสามารถที่รัฐบาลจะควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ และสถานการณ์ก็จะกลายเป็นดังที่ได้กล่าวไว้ในข้อ 1.11 ข้างต้น

ถึงจุดนั้นก็เท่ากับเป็นการชักน้ำเข้าลึกชักศึกเข้าบ้านอย่างปราศจากข้อสงสัย

หน้า 29


วิกฤตการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (4) เรื่องของตาบอดคลำช้าง

บทความพิเศษ  สุรพงษ์ ชัยนาม  มติชนรายสัปดาห์  วันที่ 09 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 25 ฉบับที่ 1308

ในส่วนที่เกี่ยวกับการออกพระราชกำหนดการบริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 นั้น แม้ว่าเป็นเรื่องภายในและเป็นอำนาจอธิปไตยของไทยที่จะออกกฎหมายดังกล่าว แต่โดยที่พระราชกำหนดดังกล่าว มีเนื้อหาที่ขัดต่อเจตนารมณ์และหลักการพื้นฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย จึงเป็นธรรมดาที่มีประชาชนทั้งภายในและภายนอกประเทศคัดค้านไม่เห็นด้วยกับการออกกฎหมายนี้

ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่การออกพระราชกำหนดการบริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉิน ประเด็นแท้จริงอยู่ที่ การใช้บังคับพระราชกำหนดโดยผู้มีอำนาจทางการเมืองและเจ้าหน้าที่รับผิดชอบของรัฐ

ทั้งนี้ ด้วยเหตุผลที่พระราชกำหนดดังกล่าวให้อำนาจอย่างกว้างขวางอย่างเบ็ดเสร็จแก่รัฐบาล โดยปราศจากกลไกที่จะทำหน้าที่ตรวจสอบและถ่วงดุล เป็นอำนาจอธิปไตยที่ปราศจากการตรวจสอบและการถ่วงดุล (Sovereign power with no checks and balance) หรือเป็นอำนาจเถื่อนนั่นเอง (Rogue power)

นอกจากนี้ การที่รัฐบาลชี้แจงออกมาว่า พระราชกำหนดนี้ไม่ถือว่าเป็นการออกกฎหมายใหม่อะไร หากเป็นเพียงการรวบรวมกฎหมายฉบับต่างๆ ที่เกี่ยวข้องไว้ในฉบับเดียวกัน เพื่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินการเพื่อแก้ปัญหาร้ายแรงใน 3 จังหวัดภาคใต้ และว่า ประชาชนไม่ควรวิตกกังวลเกินกว่าเหตุ เพราะผู้ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเป็นฝ่ายพลเรือนไม่ใช่ฝ่ายทหาร

การชี้แจงดังกล่าวได้จงใจละเว้นในข้อเท็จจริงที่สำคัญสองประการ ประการแรก ผู้มีอำนาจและผู้ใช้อำนาจตามพระราชกำหนดนี้ ไม่ต้องรับผิดชอบต่อใครทั้งสิ้น อีกทั้งฝ่ายอำนาจบริหารเป็นทั้งผู้กำหนดว่าสถานการณ์อย่างใดจึงถือว่าเป็น "สถานการณ์พิเศษ" หรือ "สถานการณ์ฉุกเฉิน" และเป็นทั้งผู้ใช้อำนาจตามพระราชกำหนดนี้

ประการที่สอง การกล่าวให้เหตุผลว่าผู้ใช้อำนาจตามพระราชกำหนดนี้ เป็นพลเรือนไม่ใช่ฝ่ายทหาร จึงไม่ต้องห่วงว่าจะเป็นเผด็จการ เป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้นและปราศจากความน่าเชื่อถือ ทั้งนี้ ประวัติศาสตร์ย่อมเป็นสิ่งยืนยันให้เห็นถึงความไร้สาระและไร้เหตุผลของข้ออ้างดังกล่าว เพราะมีตัวอย่างประวัติศาสตร์ให้เราเห็นได้อย่างกลาดเกลื่อน ว่าเผด็จการพลเรือนนั้นมีมากกว่าและร้ายแรงกว่าเผด็จการทหารมาก

(โปรดดู เผด็จการของฮิตเลอร์และมุสโสลินี เผด็จการพรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศคอมมิวนิสต์ทั้งในอดีตและปัจจุบัน เผด็จการอดีตประธานาธิบดีของอาร์เจนตินา นายฮวน เปรอง เผด็จการของระบอบ Apartheid ของประเทศแอฟริกาใต้ เหล่านี้ล้วนเป็นเผด็จการของฝ่ายพลเรือนทั้งสิ้น) นอกจากนั้น ความคิดและจุดประสงค์เบื้องหลังของการออกพระราชกำหนดดังกล่าวก็ไม่ใช่เป็นเรื่องใหม่อะไร หากแต่เป็นเรื่องที่มีประวัติความเป็นมาอันยาวนานกว่าสามพันปีแล้ว โดยมีต้นกำเนิดจากยุคสาธารณรัฐโรมัน

(ผู้สนใจรายละเอียดเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความเป็นมาของการออกกฎหมาย เพื่อรับกับสถานการณ์พิเศษหรือสถานการณ์ฉุกเฉิน สามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากบทความพิเศษ "ผลพวง พ.ร.ก. ฉุกเฉิน สร้างภาวะฉุกเฉินให้ป่วนใต้" ในหนังสือมติชนสุดสัปดาห์ฉบับประจำวันที่ 8-14 กรกฎาคม พ.ศ.2548 หน้า 9 และบทความเรื่อง "พ.ร.ก. Dictator" ของ วีระ สมบูรณ์ ในมติชนสุดสัปดาห์ฉบับประจำวันที่ 29 กรกฎาคม-4 สิงหาคม 2548 หน้า 36

และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากหนังสือ "Dictatorship in History and Theory" Edited by Peter Bachr and Melvin Richter พิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Cambridge University Press โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บทความของ John P. McCormick ในบทที่ 9 หน้า 197-219 ซึ่งจะให้รายละเอียดและความรู้อย่างมากเกี่ยวกับการออกกฎหมาย "พิเศษ" กับการใช้กฎหมายดังกล่าว ทั้งที่เป็นแบบโดยผู้เผด็จการคนเดียวและแบบโดยกลุ่มคณะเผด็จการ)

บทความของ John P. McCormick ได้กล่าวถึงความคิดของนักกฎหมายเยอรมัน (Carl Schmitte ซึ่งได้เสนอแนวความคิดของตนเกี่ยวกับความจำเป็นที่รัฐบาลของสาธารณรัฐไวมาร์ (Weimar Republic) หรือประเทศเยอรมนีสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 พึงออกกฎหมายพิเศษเพื่อแก้ปัญหาความไร้เสถียรภาพและความมั่นคงเยอรมนี หลังจากที่ประเทศเยอรมนีเป็นฝ่ายพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 1 และถูกฝ่ายพันธมิตรลงโทษอย่างหนัก จากผลของสนธิสัญญากรุงแวร์ซายส์ ประกอบกับต้องประสบกับปัญหาวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจและการเมืองอย่างมาก

โดยนาย Carl Schmitte มองว่าฝ่ายซ้ายเป็นฝ่ายที่ก่อความไม่สงบ นาย Schmitte ได้นำตัวอย่างของการออกกฎหมายพิเศษในยุคกรุงโรมที่เป็นสาธารณรัฐมาเป็นกรณีศึกษา และเป็นรูปแบบเสนอให้รัฐบาลเยอรมันนำมาปรับปรุงใช้กับประเทศเยอรมนี โดยอ้างว่าในสมัยสาธารณรัฐโรมัน (Roman republic) มีการใช้อำนาจเผด็จการผ่านทางสภาสูง (Senate) ซึ่งทำหน้าที่เป็นฝ่ายพิจารณาว่าสถานการณ์เช่นใด จะถือได้ว่าเป็นสถานการณ์ "พิเศษ" หรือ "ฉุกเฉิน" และมอบอำนาจในการเข้าไปจัดการแก้ปัญหาอย่างเด็ดขาดให้กับบุคคล หรือที่ในสมัยสาธารณรัฐโรมันเรียกบุคคลผู้นี้ว่า dictator หรือผู้สั่งการหรือผู้เผด็จการ

โดยผู้เผด็จการมีหน้าที่อย่างเดียวเท่านั้น กล่าวคือ เข้าไปจัดการแก้ปัญหาแต่ไม่มีอำนาจพิจารณาว่าสถานการณ์เช่นใด จึงถือเป็นสถานการณ์พิเศษหรือล่อแหลมหรือฉุกเฉิน อีกทั้งไม่มีอำนาจที่จะตัดสินใจว่าเมื่อใดจึงจะถือได้ว่า สถานการณ์พิเศษ หรือฉุกเฉินได้กลับสู่สภาวะปกติแล้ว

เพราะทั้งสองประการหลังนี้เป็นอำนาจของฝ่ายสภาสูงหรือสภาขุนนางหรือที่ปัจจุบันเรียกว่า ฝ่ายนิติบัญญัติ

จึงเห็นได้ว่าแม้ในสมัยโรมันโบราณกว่าสามพันปีมาแล้วก็ยังเล็งเห็นถึงความจำเป็น ที่ต้องมีการป้องกันการผูกขาดอำนาจ โดยฝ่ายใด หรือโดยบุคคลใดบุคคลหนึ่ง โดยเฉพาะการใช้อำนาจเผด็จการในสมัยโรมัน จึงเป็นสิ่งที่เรียกว่าเผด็จการโดยคณะ (Commissarial dictatorship) เพราะมีการตรวจสอบและถ่วงดุลระหว่างอำนาจของผู้มอบหมายอำนาจกับอำนาจของผู้ปฏิบัติตามอำนาจที่ได้รับมอบหมาย

แต่นาย Carl Schmitte ไม่ได้เสนอให้มีการใช้อำนาจเผด็จการโดยคณะบุคคล แต่เสนอให้มีบุคคลเดียว เป็นผู้ผูกขาดอำนาจเผด็จการ (Sovereign dictatorship) อีกทั้งยังเสนอว่าไม่จำเป็นต้องมีกรอบเวลาว่า จะต้องกลับไปสู่สถานภาพก่อนหน้าที่มีการใช้อำนาจเผด็จการ (Status quo ante) ให้ทุกอย่างอยู่ในดุลพินิจของผู้เผด็จการเพียงคนเดียว

ซึ่งความเห็นของนาย Carl Schmitte ดังกล่าวนี้ ต่อมา ฮิตเลอร์ก็ได้นำมาใช้เพื่อล้มระบอบการปกครองประชาธิบไตย ของสาธารณรัฐไวมาร์ โดยถือโอกาสออกกฎหมายพิเศษที่เรียกว่า Enabling Act (หลังจากที่รัฐสภาในกรุงเบอร์ลิน ถูกเผาโดยบุคคลสัญชาติเนเธอร์แลนด์ และเป็นอดีตสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์เนเธอร์แลนด์ เมื่อปี ค.ศ.1934) เพื่อใช้เป็นอาวุธปราบปรามและกำจัดศัตรูทางการเมืองของตน จนเป็นผลสำเร็จ และได้สถาปนารัฐนาซี หรือที่เป็นที่รู้จักกันทั่วไปว่ารัฐที่สาม (Third Reich)

เป็นผลทำให้ประเทศเยอรมนีตกอยู่ภายใต้การปกครองของเผด็จการอย่างเบ็ดเสร็จ (Totalitarian regime) และมีผลทำให้นาย Carl Schmitte ได้รับการตอบแทนจากฮิตเลอร์ให้ดำรงตำแหน่งในคณะรัฐบาลของระบอบเผด็จการนาซี

สำหรับเรื่องข้อวิตกกังวลที่ว่าฝ่ายที่คิดแบ่งแยกดินแดนอาจพยายามทำข้อเรียกร้องของพวกตน ไปขอความสนับสนุนจากประชาคมระหว่างประเทศ (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากองค์การสหประชาชาติและกลุ่มประเทศอิสลามนั้น) ในประเด็นนี้จำเป็นต้องทำความเข้าใจในข้อเท็จจริงที่สำคัญประการหนึ่ง ดังนี้

เรื่องของการมีสิทธิในการกำหนดใจตนเอง (Act of self-determination) หรือการที่ประชาชนที่อาศัยอยู่ในประเทศของตน แต่ประเทศถูกรุกราน และยึดครองโดยต่างชาติเรียกร้องเอกราชและอธิปไตยกลับคืนมา เป็นเรื่องที่ประชาคมโลกยอมรับในเหตุผล ความถูกต้องและความชอบธรรม ของการมีสิทธิที่จะกำหนดใจตนเองของประชาชนในกลุ่มประเทศที่ถูกรุกราน และยึดครอง (กลุ่มประเทศที่เป็นอาณานิคม)

เพราะฉะนั้น จึงเห็นได้ว่าในองค์การสหประชาชาติ จึงมีคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง กับเรื่องของกระบวนการยกเลิกระบอบอาณานิคม หรือการช่วยให้ประเทศที่ยังมีสถานภาพเป็นอาณานิคม หรือเมืองขึ้นได้กลายเป็นประเทศที่มีเอกราชและอธิปไตยของตนได้ (De-colonization) โดยส่งเสริมให้ดำเนินการผ่านกระบวนการการใช้สิทธิกำหนดใจตนเองของประชาชนในประเทศ ที่ยังตกอยู่ในสถานะเป็นอาณานิคมของต่างชาติอยู่

กรณีล่าสุดของประเด็นนี้คือกรณีของประชาชนชาวติมอร์ตะวันออกได้ใช้สิทธิในการกำหนดใจตนเอง ผ่านทางการลงคะแนนออกเสียงโดยมีองค์การสหประชาชาติเป็นผู้ควบคุมดูแลความโปร่งใส และความเป็นระเบียบของการไปใช้สิทธิดังกล่าวของประชาชนชาวติมอร์ตะวันออก

ซึ่งผลที่ออกมาก็คือประชาชนติมอร์ตะวันออกต้องการเป็นเอกราชจากการยึดครองของฝ่ายอินโดนีเซีย โดยมีผู้ออกเสียงสนับสนุนฝ่ายเรียกร้องเอกราชอย่างท่วมท้นปราศจากข้อสงสัยใดๆ ทั้งสิ้น และผลจากการใช้สิทธิกำหนดใจตนเองของประชาชนชาวติมอร์ตะวันออกก็ได้รับการรับรอง และยอมรับจากประเทศสมาชิกขององค์การสหประชาชาติทุกประเทศ (ซึ่งรวมทั้งอินโดนีเซียด้วย)*

 

4 ข้อเสนอ

จากข้อเท็จจริงและประเด็นด้านมิติภายในและภายนอกทั้งหมดใน ข้อ 1, 2 และ 3 ข้างต้น ข้อเสนอเพื่อประกอบการพิจารณาด้านนโยบาย ยุทธศาสตร์และการดำเนินการมีดังต่อไปนี้

1. จำเป็นต้องยึดข้อสังเกตและข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) เป็นบรรทัดฐานเป็นกรอบใหญ่ของนโยบาย และต้องไม่ดำเนินการที่เป็นการสวนทางกับการดำเนินการ และกรอบข้อเสนอแนะของทางคณะกรรมการ

2. ต้องละเว้นที่จะปลุกปั่นยั่วยุ (ในทุกรูปแบบและทุกวิธีการ) ให้ประชาชนคนไทยด้วยกันเกิดความเกลียดชัง อาฆาตมาดร้ายต่อกัน (การปลุกปั่นให้คนเกลียดแค้นกันมันง่ายกว่าส่งเสริมให้คนมีความรัก เอื้ออาทรต่อกันเป็นหลายเท่า)

3. ต้องไม่พยายามทำเรื่องของศาสนาและวัฒนธรรมให้กลายเป็นประเด็นการเมือง (Politicization of religion and culture) เพื่อผลประโยชน์เฉพาะหน้าด้านการเมืองภายในประเทศ เพราะจะส่งผลโดยตรงทำให้สังคมเกิดความแตกแยก โดยแบ่งเป็นขั้นตอน แนวทางอิทธิพลของปัจจัยด้านศาสนาและเชื้อชาติ และนำไปสู่ความรุนแรงที่ไม่มีใครควบคุมได้ พร้อมทั้งจะเป็นการชักศึกเข้าบ้านโดยตรง

4. ต้องยึดถือว่าความชอบธรรมคือที่มาของอำนาจ (ที่แท้จริง) ไม่ใช่อำนาจคือที่มาของความชอบธรรม และความชอบธรรมจะมีขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรัฐบาลได้รับความไว้วางใจ และความเชื่อถือจากประชาชนทั้งประเทศ ยิ่งมีความชอบธรรมสูง ความจำเป็นที่จำต้องใช้อำนาจยิ่งมีน้อย คะแนนเสียงสนับสนุนที่ได้รับมาจากผลการเลือกตั้ง 19 ล้านเสียงนั้นไม่เกี่ยวกับความชอบธรรม เป็นเพียงความชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น ชอบด้วยหลักการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย แต่ไม่ใช่การได้มาซึ่งความชอบธรรม

ทั้งนี้เพราะ ความชอบธรรมไม่ใช่เป็นสิ่งที่จะได้มาโดยอัตโนมัติจากผลของการเลือกตั้ง ความชอบธรรมจะมีได้มากหรือน้อยอยู่ที่พฤติกรรม และการดำเนินการของรัฐบาลที่มีต่อประเทศชาติ และประชาชนโดยส่วนรวมว่า เป็นที่น่าไว้วางใจมากน้อยเพียงใด สอดคล้อง หรือสวนทางกับที่ได้แถลง หรือให้คำมั่นสัญญาไว้กับประชาชนทั้งประเทศ

ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมว่า นโยบายไม่ว่าจะเกี่ยวกับเรื่องใดจะดีหรือไม่ดี ผิดหรือถูก จะตัดสินกันตรงที่ผลลัพธ์แห่งนโยบาย ไม่ใช่ที่ถ้อยแถลงแห่งนโยบาย ความชอบธรรมจะได้มาก็ด้วยการแสวงหาความยินยอม (Consent) ไม่ใช่ด้วยการใช้อำนาจบีบบังคับ (Coercion) ผู้นำของการเมืองในระบอบประชาธิปไตยจะเป็นผู้นำที่มีความชอบธรรมได้ก็ต่อเมื่อทำหน้าที่ นำ (Lead) ไม่ใช่ครอบงำ (Dominate) ประชาชน

5. ท่านผู้นำต้องเลิกคิดว่าการเมืองเป็นเรื่องของการโฆษณาชวนเชื่อเท่านั้นและต้องเลิกรณรงค์ปลุกระดม เคลื่อนไหวมวลชน (Agitation and Action) ให้เชื่อผู้นำคนเดียวเพราะผู้นำมีคำตอบให้ได้ในทุกเรื่อง แก้ปัญหาทุกอย่างให้ได้ภายในกรอบเวลาแน่ชัด และอย่างรวดเร็วไม่มีอะไรในจักรวาลนี้ที่ท่านผู้นำทำไม่ได้ ต้องเลิกทำการโฆษณาชวนเชื่อได้ทุกวัน เลิกมีคำตอบง่ายให้กับปัญหาที่ซับซ้อนมีอุปสรรคหลายด้านและยากที่จะได้รับการแก้ไขได้ในระยะเวลาสั้น

หรืออีกนัยหนึ่งคือต้องเลิกมีนโยบายยึดมวลชนมาเป็นสมบัติของพรรค ของตน (Nationalization of the masses) ผ่านทางโฆษณาชวนเชี่อ และการรณรงค์ เคลื่อนไหวที่ไม่หยุดยั้งไม่มีที่สิ้นสุด (ในประเด็นนี้โปรดดูความสามารถของทั้ง มุสโสลินี และ ฮิตเลอร์ ในเรื่องนี้ในหนังสือของ Ian Kershaw "Hitler 1889-1936" เล่ม 1 หน้า 260 และ 532)

ในเรื่องนี้ได้มีนักวิชาการบางท่านได้แสดงความกังวลห่วงใยว่าหากสถานการณ์เลวร้ายภาคใต้ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น อาจส่งผลทำให้ประเทศไทยต้องสูญเสียดินแดน 3 จังหวัดชายแดนภายใต้ โดยได้ยกตัวอย่างของกรณีอินโดนีเซีย เสียดินแดนติมอร์ตะวันออกดังกล่าวข้างต้น (โปรดดูบทความของอาจารย์ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข "สงครามภาคใต้ : จุดเปลี่ยนประเทศไทย" หน้า 37 มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับ 8-14 กรกฎาคม 2548)

ข้อกังวลหรือข้อเตือนใจดังกล่าวเป็นข้อกังวลที่สืบเนื่องมาจาก การพิจารณาหลักฐานเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความเป็นมา ของประเทศติมอร์ตะวันออก ที่ผิดข้อเท็จจริง ด้วยเหตุผลสำคัญคือดินแดนของประเทศติมอร์ตะวันออก ไม่เคยเป็นส่วนหนึ่งของประเทศอินโดนีเซียมาก่อนเลย ติมอร์ตะวันออกก่อนกลายมาเป็นประเทศติมอร์ตะวันออก เคยเป็นอดีตเมืองขึ้นของโปรตุเกสมากว่า 300 ปี ก่อนที่อินโดนีเซียได้ส่งกองกำลังเข้ายึดครองติมอร์ตะวันออก เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ.2518 และประกาศให้ติมอร์ตะวันออกเป็นจังหวัดที่ 27 ของอินโดนีเซีย

เพราะฉะนั้น จากข้อเท็จที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ ย่อมเป็นที่ประจักษ์แล้วว่ากรณีของการได้มาซึ่งเอกราช และอธิปไตยของประเทศติมอร์ตะวันออกเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ.2542 (ผ่านทางการลงประชามติของประชาชนชาวติมอร์ตะวันออก โดยสหประชาชาติเป็นผู้ควบคุมดูแล และการแสดงประชามติดังกล่าว) ไม่ใช่เป็นเรื่องของการแบ่งแยกดินแดน แต่เป็นเรื่องของการใช้สิทธิกำหนดใจตนเอง ของประชาชนชาวติมอร์ตะวันออก เพื่อเรียกร้องดินแดนที่เป็นของประเทศติมอร์ตะวันออกแต่ดั้งเดิมอยู่แล้วคืนมาจากอินโดนีเซีย ซึ่งได้เข้ารุกรานและผนวกดินแดนของประเทศติมอร์ตะวันออกไปเป็นของอินโดนีเซีย

นอกจากนั้น ยังเป็นข้อเท็จจริงอีกด้วยว่าช่วงเวลากว่า 24 ปี ที่อินโดนีเซียยึดครองติมอร์ตะวันออกอยู่ ไม่มีประเทศสมาชิกประเทศใดขององค์การสหประชาชาติที่ได้ให้การรับรองยอมรับว่าติมอร์ตะวันออกเป็นดินแดนของอินโดนีเซีย (จะมีก็เพียงประเทศอาเซียน คือ ไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และบรูไน เท่านั้นที่ให้การรับรองการที่อินโดนีเซีย ได้ผนวกเอาดินแดนติมอร์ตะวันออกมาเป็นจังหวัดที่ 27 ของอินโดนีเซีย)

เพราะฉะนั้น การนำเอากรณีการได้มาซึ่งเอกราชของติมอร์ตะวันออก มาเปรียบเทียบ กับกรณีของกลุ่มที่คิดแบ่งแยกดินแดนในภาคใต้ ของประเทศไทย จึงเป็นเรื่องผิดข้อเท็จจริง และในเรื่องของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ของไทยนั้น ก็เป็นเรื่องของผลแห่งสนธิสัญญาสยาม-อังกฤษ ปี พ.ศ.2452 และประเทศมาเลเซียเมื่อได้รับเอกราชจากอังกฤษก็ยอมรับข้อตกลงตามสนธิสัญญาดังกล่าว

รวมทั้งสหประชาชาติก็ได้ยอมรับมาโดยตลอดว่าอธิปไตยของไทยเหนือดินแดน 3 จังหวัดภาคใต้มีสมบูรณ์

หน้า 26


วิกฤตการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (จบ) เรื่องของตาบอดคลำช้าง

บทความพิเศษ  สุรพงษ์ ชัยนาม  มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 25 ฉบับที่ 1309

6. ต้องพยายามเลิกมองปัญหาทุกอย่างทุกด้าน (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาด้านการต่างประเทศและความมั่นคง) ผ่านแว่นการเมืองแบบประชานิยม ทั้งนี้ เพราะลักษณะการเมืองแบบประชานิยม โดยธรรมชาติของมันแล้วคือ ระบอบการเมืองที่ต่อต้านระบบตรวจสอบและการถ่วงดุล ต่อต้านระบบรัฐสภาเพราะต้องการต่อสายตรงกับประชาชนโดยตรง (Plebiscitary democracy)

เป็นลักษณะของการเมืองประชาธิปไตยที่ปราศจากนักประชาธิปไตย (Democracy without democrats) เป็นระบบการเมืองที่ขึ้นอยู่กับท่านผู้นำคนเดียวที่จะทำหน้าที่มีอำนาจชี้ขาดในทุกเรื่อง เป็นระบบการเมืองที่สนับสนุน และส่งเสริมให้เกิดลัทธิบูชาตัวบุคคล (Personality cult) ซึ่งในแง่นี้ก็ไม่ได้แตกต่างจากลัทธิคอมมิวนิสต์ สมัย เลนิน สตาลิน, เหมา เจ๋อ ตุง และ คิม จอง อิล ในอดีตสหภาพโซเวียต จีน และเกาหลีเหนือ

ระบบการเมืองแบบประชานิยมเป็นระบบการเมืองที่อยู่นิ่งไม่ได้ เพราะหากเมื่อใดการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมนิ่ง ระบบประชานิยมก็จะมีปัญหาเพราะจะมีผลทำให้ประชาชนเริ่มรู้ทันว่าสิ่งที่ระบบประชานิยมได้ให้สัญญาไว้มากมายนั้นส่วนใหญ่คือ ภาพลวงตา ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่ระบบประชานิยมต้องไม่ทำตัวเป็นเป้านิ่ง แต่ต้องเป็นเป้าที่เคลื่อนที่ตลอดเวลา ไม่มีสถานการณ์ ไม่มีวิกฤตการณ์ ก็จำเป็นต้องสร้างขึ้นมา เพื่อเป็นเครื่องมือเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนไปในทิศทางอื่น ไม่ทำให้ระบบประชานิยมตกเป็นเป้า

ดังนั้น วิกฤตการณ์จึงเปรียบเสมือนเป็นออกซิเจนของท่านผู้นำ สำหรับการเมืองแบบประชานิยม ภาพเป็นเรื่องหลัก เนื้อหาเป็นเรื่องรอง

และด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริงสำคัญเหล่านี้ การมีสัญญาเป็นชุดๆ การมีคำตอบในทุกเรื่องเป็นชุดๆ การมองปัญหาทุกด้านแบบขาวกับดำ จึงเป็นลักษณะพิเศษของการเมืองแบบประชานิยม นับว่านโนบายต่างประเทศ และความมั่นคงเป็นด้านที่ได้รับผลกระทบในทางลบมากที่สุดจากการเมืองในแบบประชานิยม ด้วยเหตุผลที่ทุกอย่างจะต้องรับใช้สนองความต้องการภายในประเทศของนโยบายประชานิยม โดยไม่ต้องคำนึงถึงปฏิกิริยาท่าทีและผลกระทบที่จะมีจากภายนอกประเทศ

แต่หากรัฐบาลสามารถละเว้นที่จะมองปัญหาด้านการต่างประเทศและความมั่นคง ผ่านแว่นของประชานิยมอย่างเดียว และพยายามศึกษาและมองปัญหาจากข้อเท็จจริงและความเป็นจริงที่ปรากฏในแต่ละห้วงเวลา ก็จะช่วยให้สามารถมองเห็นปัญหาได้อย่างแท้จริง โดยไม่สมมติปัญหาขึ้นมาเอง และไม่ต้องไปกล่าวหาประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย และอินโดนีเซีย โดยปราศจากหลักฐานแน่ชัด

นอกจากนั้น ก็จะช่วยให้เห็นได้ว่าเรื่องของการต่างประเทศ และนโยบายต่างประเทศ ไม่ใช่มีแต่การค้า และเม็ดเงินเพียงอย่างเดียว

 

7. หากประสงค์ได้รับความเห็นใจเข้าใจและร่วมมือจากประชาชนก็ต้องพยายามให้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นจริงให้มากที่สุด ทันเหตุการณ์และอย่างต่อเนื่อง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องไม่ลิดรอนเสรีภาพของสื่อมวลชนทุกแขนง เพราะเสรีภาพของสื่อมวลชน ก็คือเสรีภาพของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย ที่มีสิทธิที่จะได้รับข้อมูลข่าวสาร และทัศนะหลากหลาย

เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาความเห็นที่จะมีต่อปัญหาต่างๆ ของบ้านเมือง

 

บทสุรป

หากจะวิเคราะห์กันถึงที่สุดแล้ว กล่าวได้ว่าการแก้ปัญหาวิกฤตการณ์ในภาคใต้ เป็นเรื่องของการดำเนินการโดยสันติวิธี เพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบและความยุติธรรมขึ้นมา ซึ่งไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายแต่ก็ไม่เกินความสามารถของรัฐบาล ที่จะทำให้เป็นจริงขึ้นมาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากรัฐบาลมีความจริงใจ และจริงจังกับการดำเนินนโยบาย ตามข้อเสนอที่คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) เป็นฝ่ายเสนอให้กับรัฐบาล

ไม่มีใครเถียงได้ว่าความเป็นระเบียบและความยุติธรรมไม่สามารถมีขึ้นพร้อมกันหรือในเวลาเดียวกันได้ คนที่ไม่มีอคติย่อมทราบดีและยอมรับความเป็นจริงที่ว่าภายใต้เหตุการณ์ที่ยุ่งเหยิงและรุนแรงนั้น มีความจำเป็นต้องสร้างหรือทำให้เกิดภาวะปกติหรือความเป็นระเบียบขึ้นมาก่อน ซึ่งสภาพการณ์ที่เป็นระเบียบปกติ ถือได้ว่าเป็นสิ่งจำเป็นก่อนหน้าที่จะดำเนินการ เพื่อให้เกิดความยุติธรรมแก่ส่วนรวมได้อย่างแท้จริง

ซึ่งย่อมหมายความว่า ในระหว่างการดำเนินการเพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบหรือการกลับไปสู่สภาวะปกตินั้น อาจมีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพบางด้านของประชาชนเป็นการชั่วคราวหรือในระยะสั้นอยู่บ้าง

อย่างไรก็ตาม ที่สำคัญมากคือการดำเนินการเพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบนั้นจะต้องไม่ใช่เป็นข้ออ้าง เพื่อหาทางลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย

หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งการประกาศใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่มีลักษณะและเนื้อหาเป็นเผด็จการอย่างครอบจักรวาล ย่อมเป็นสิ่งยืนยันให้เป็นที่ประจักษ์ได้ว่า รัฐบาลไม่ถือว่าความยุติธรรมเป็นเรื่องสำคัญ และจำเป็นเท่ากับความเป็นระเบียบของสังคม

ความเป็นระเบียบโดยปราศจากความยุติธรรมก็คือการได้มาซึ่งระบอบการปกครองแบบเผด็จการอย่างไม่ต้องสงสัยเลย

 

หนึ่งปีกับหกเดือนที่ผ่านมาเป็นสิ่งยืนยันให้เห็นได้แล้วว่าการแก้ปัญหาความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยืดเยื้อ และรุนแรงยิ่งขึ้น ปัจจัยสำคัญที่สุดที่เป็นอุปสรรคมากที่สุดต่อการแก้ปัญหาตามแนวทางสันติวิธี (แก้ปัญหาโดยวิธีการทางการเมือง) คือการเมืองแบบประชานิยม

การเมืองประชานิยมคือตัวปัญหาไม่ใช่เป็นสูตรหรือวิธีการที่จะแก้ปัญหา ทั้งนี้ เป็นเพราะความคิดแบบประชานิยม มองทุกอย่างเป็นเรื่องของการประชาสัมพันธ์ เพื่อผลทางการเมืองเฉพาะหน้าโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะมีต่อด้านอื่นๆ และนึกว่าจะสามารถเอาความจริงกับความเท็จมารวมเป็นหนึ่งเดียวกันได้ (Synthesis between verity and falsehood) เพราะคิดว่าความจริงสามารถทำให้เป็นความเท็จได้ หรือในทางกลับกันสามารถทำความเท็จให้เป็นความจริงได้ โดยผ่านเครื่องมือของการโฆษณาชวนเชื่อของรัฐ

เป็นความคิดที่ไม่ยอมรับสัจธรรมที่ว่าพระอาทิตย์ขึ้นด้านทิศตะวันออกวันนี้ พรุ่งนี้และทุกๆ วันก็ต้องขึ้นด้านทิศตะวันออกเช่นกัน ตราบใดที่ยังมีความพยายามนำกรอบความคิดและนโยบายแบบประชานิยมเข้ามาใช้แก้ปัญหาความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็เป็นการยาก ที่จะสามารถแก้ปัญหาอย่างเป็นขั้นตอนตามข้อเสนอ ของคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ

ยากที่จะเกิดความเป็นระเบียบ (Order) และความยุติธรรม (Justice) ขึ้นมาได้ อีกทั้งมีโอกาสมากที่จะทำให้ปัญหาทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น พร้อมพัฒนาจากความขัดแย้งที่มีลักษณะและขอบเขตจำกัด (Low-intensity conflict) ไปสู่สงครามโดยไม่มีใครสามารถควบคุมได้ และหากดำเนินไปถึงจุดนั้น มิติภายนอก (International dimension) ก็จะเข้ามามีอิทธิพลโดยตรงอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก

และจะเป็นการสายเกินไปแล้วที่จะทำให้เกิดความสมานฉันท์แห่งชาติ

หน้า 29