|
||||||||||||||
|
ความเชื่อมั่นเศรษฐกิจ-
สังคมลดต่อเนื่อง
กรุงเทพธุรกิจ Bizweek วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2548 ECO-NO-MISS : ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในรอบหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ผมได้รับเชิญไปบรรยายหลายแห่ง ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดแทบทุกวัน ผู้ฟังนั้นมาจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาคราชการ ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน และมาจากทุกจังหวัดในประเทศไทย ผมเลยถือโอกาสทำการสำรวจโพลล์เล็กๆ ฉบับสบายๆ สไตล์ ECO-NO-MISS โดยใช้คำถามง่ายๆ สองสามข้อ คือ ท่านคิดว่าเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันเป็นอย่างไร (ดี กลางๆ หรือไม่ดี) ตามมาด้วย ท่านคิดว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงสิ้นปีนี้เป็นอย่างไร (ดี กลางๆ หรือไม่ดี) และ นับตั้งแต่ปัจจุบันจนถึงสิ้นปีจะเป็นอย่างไร (ดีขึ้น เหมือนเดิม หรือแย่ลง) ท่านผู้อ่านจะตอบว่าอย่างไรครับสำหรับคำถามเหล่านี้ จากโพลล์ง่ายๆ ของผม คนส่วนใหญ่ตอบว่า แย่ แย่ และ แย่ลง ครับ สอดคล้องกับผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในระยะหลังที่ผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจ ว่า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวอยู่ในระดับที่ดีทั้งในปัจจุบันและในช่วง 6 เดือนข้างหน้า สำหรับคำถามที่บอกว่า แย่ลง นั้น สะท้อนให้เห็นว่า ผู้ฟังส่วนใหญ่คิดว่าภาวะเศรษฐกิจไทยในช่วง 6 เดือนข้างหน้าจะแย่ลงจากปัจจุบัน ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมันเป็นสำคัญ ผลของโพลล์ง่ายๆ ของผมนี้สอดคล้องกับการจัดทำดัชนีความเชื่อมั่นทุกประเภทและสอดคล้องกับมุมมองของสำนักวิจัยทางเศรษฐกิจต่างๆ ที่ทยอยปรับตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้อย่างต่อเนื่องเป็นทิวแถว โดยปรับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในปีนี้จากระดับ 5-6% (ที่คาดการณ์ไว้ในช่วงต้นปีนี้) เหลือเพียง 3.0-4.5% ในปัจจุบัน ทุกสำนักให้เหตุผลที่ทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวลดลงจากที่คาดไว้เดิมคล้ายๆ กัน คือ การปรับตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมัน ทั้งราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก และราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินขายปลีกในประเทศ ตลอดจนผลกระทบจากสึนามิ และสถานการณ์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หากพิจารณาตัวเลขทางเศรษฐกิจที่หน่วยงานต่างๆ จัดทำและรวบรวมไว้ โดยเฉพาะของธนาคารแห่งประเทศไทยในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2548 ซึ่งเป็นตัวเลขล่าสุด จะเห็นว่าภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยมีการชะลอตัวลง โดยเฉพาะในเรื่องของการส่งออก ส่วนการนำเข้าในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ มีมูลค่าถึง 59,446 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 31.2 ซึ่งถือว่าเป็นอัตราการขยายตัวที่ปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับอัตราการขยายตัวระดับร้อยละ 27.0 ในปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ดุลการค้าขาดดุลถึง 8,462 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล 6,207 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นการขาดดุลครั้งแรกในรอบ 7 ปีของประเทศไทยนับตั้งแต่ปี 2541 เป็นต้นมา นอกจากนี้แล้ว ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ยังขยายเพียงร้อยละ 5.7 ลดลงจากปีที่แล้วที่ขยายตัวร้อยละ 11.1 แสดงให้เห็นว่า ภาคอุตสาหกรรมมีการผลิตในอัตราที่ชะลอตัวลง เช่นเดียวกับภาคการเกษตรที่มีการผลิตในอัตราที่ชะลอตัวลงเนื่องจากผลกระทบจากภัยแล้ง รวมทั้งภาคการท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศมาเที่ยวในเมืองไทยลดลง เนื่องจากผลกระทบของคลื่นสึนามิ นอกจากนี้ สิ่งที่เป็นสัญญาณที่บ่งชัดอีกประเด็นหนึ่ง ว่า ทิศทางเศรษฐกิจเป็นอย่างไรก็คือ ดัชนีความเชื่อมั่นของทั้งภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจการค้า และผู้บริโภค ซึ่งถือเป็นดัชนีที่สะท้อนถึงอุตสาหกรรมต้นน้ำ ปลายน้ำ กลางน้ำ ได้ดีระดับหนึ่ง ซึ่งหากพิจารณาดัชนีความเชื่อมั่นในแต่ละรายการแล้ว จะพบว่าดัชนีความเชื่อมั่นในทุกดัชนีมีการปรับตัวต่ำกว่าระดับมาตรฐาน หรือมีแนวโน้มที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง 1.ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม (TISI) ซึ่งจัดทำโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มีแนวโน้มปรับตัวลดลง โดยดัชนีอยู่ต่ำกว่าระดับปกติ (คือ ระดับ 100) โดยในเดือนมิถุนายนดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ 78.8 ซึ่งถือเป็นระดับดัชนีความเชื่อมั่นที่มีค่าต่ำที่สุดในรอบ 2 ปี 8 เดือน นับตั้งแต่มีการจัดทำดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม แสดงว่า ผู้ประกอบการภาคอุตสหกรรมมีความมั่นใจในการดำเนินธุรกิจต่ำกว่าระดับปกติ 2.ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ (BSI) ซึ่งจัดทำโดยธนาคารแห่งประเทศไทย มีแนวโน้มปรับตัวลดลงเช่นกัน โดยดัชนีอยู่ต่ำกว่าระดับปกติ (คือ ระดับ 50) โดยในเดือนมิถุนายน ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจอยู่ที่ 45.2 ซึ่งถือเป็นระดับดัชนีความเชื่อมั่นที่มีค่าต่ำที่สุดในรอบ 3 ปี แสดงว่า ผู้ประกอบการธุรกิจมีความมั่นใจในการดำเนินธุรกิจต่ำกว่าระดับปกติ 3.ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค (CCI) ซึ่งจัดทำโดยศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มีแนวโน้มปรับตัวลดลง โดยดัชนีอยู่ต่ำกว่าระดับปกติ (คือ ระดับ 100) โดยในเดือนมิถุนายนดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคอยู่ที่ 85.7 ซึ่งถือเป็นระดับดัชนีความเชื่อมั่นที่มีค่าต่ำที่สุดในรอบ 3 ปี แสดงว่า ผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจ ทำให้คาดว่าผู้บริโภคจะชะลอการบริโภคลง และล่าสุด ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนกรกฎาคมยังคงปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องโดยอยู่ในระดับ 84.7 จะเห็นว่า ดัชนีความเชื่อมั่นที่บ่งบอกถึงอุตสาหกรรมต้นน้ำ ปลายน้ำ และกลางน้ำ ต่างพากันปรับตัวลดลงในทิศทางเดียวกัน นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่า แนวโน้มของภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยมีแนวโน้มของการชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง กล่าวโดยสรุป หากมองภาพภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศไทยในประเด็นที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว คือ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มของการชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้บทบาทในการพยุงและกระตุ้นเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะเป็นหน้าที่ของภาครัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น ในปี 2548 และปี 2549 จึงเป็นปีที่ภาครัฐบาลจะต้องเข้ามาดำเนินการ หรือเป็นผู้นำในการพลิกฟื้นภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงให้กลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งหนึ่งผ่านนโยบายเศรษฐกิจ งบประมาณ และการลงทุนของภาครัฐบาลเป็นสำคัญ ซึ่งถือเป็นบทพิสูจน์ที่สำคัญและท้าทายของรัฐบาล แม้ว่าในขณะนี้ รัฐบาลพยายามที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น หรืองบประมาณที่เพิ่มเติมกลางปีจำนวน 5 หมื่นล้านบาท ตลอดจนความพยายามเร่งรัดการลงทุนของภาครัฐ แต่ทุกอย่างดูเหมือนกับว่ามาตรการต่างๆ ยังไม่เห็นผลได้อย่างชัดเจนในเชิงปฏิบัติ หรือเป็นรูปธรรม จนยังไม่สามารถกระตุ้นให้คนทั่วไปกลับมามีความเชื่อมั่นได้ สัญญาณการชะลอตัวลงทางเศรษฐกิจยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผมคาดว่า เศรษฐกิจน่าจะชะลอตัวลงถึงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ (ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นจุดต่ำสุดของเศรษฐกิจไทยในรอบนี้ หากสถานการณ์ต่างๆ ยังไม่เปลี่ยนแปลง) และคาดว่าเศรษฐกิจน่าจะเริ่มฟื้นในไตรมาสที่ 4 ภายใต้งบประมาณใหม่ปี 2549 ที่รัฐบาลจะเร่งการเบิกจ่ายเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ตลอดจนการส่งออกและการท่องเที่ยวที่คาดว่าน่าจะเริ่มดีขึ้นอย่างชัดเจนในฤดูของการส่งออกและการท่องเที่ยวในไตรมาสที่ 4 ผมหวังอย่างนั้นครับด้วยความเชื่อมั่นที่ลดลงเป็นลำดับ หวังว่า ทุกอย่างจะดีขึ้น เพื่อกระตุ้นให้ความเชื่อมั่นของผู้คนปรับตัวดีขึ้น เพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจในอนาคต
|