หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
ข้าว...บททดสอบแรกของ "สมคิด"

คอลัมน์ จอดป้ายประชาชื่น  โดย วุฒิ สรา wutsara2000@yahoo.com  มติชนรายวัน วันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10022

การเปิดประมูลขายข้าวในสต๊อครัฐบาลจำนวน 544,248.91 ตัน(ข้าวขาว 5% จำนวน 537,828 ตัน และข้าวขาว 15% จำนวน 1,922.14 ตัน และข้าวขาว 25% เลิศ จำนวน 4,498.008 ตัน) มูลค่ากว่า 6 พันล้านบาท นับว่าน่าสนใจไม่น้อย

น่าสนใจหากเปรียบเทียบกับวิธีการระบายข้าวของรัฐบาลในอดีตที่ผ่านมา

ย้อนไปสมัย "อดิศัย โพธารามิก" เป็น รมว.พาณิชย์ จะไม่มีการเปิดประมูลขายข้าวอย่างเปิดเผย แต่จะให้ผู้ส่งออกแต่ละรายเสนอราคาขอซื้อมา ส่วนจะขายให้หรือไม่ขึ้นอยู่กับคณะทำงานระบายข้าว(แต่การตัดสินใจอยู่ที่ รมว.พาณิชย์) ซึ่งจะพิจารณาความเหมาะสมของราคาและตลาดในขณะนั้น

วิธีการนี้มีข้อดีคือ สามารถป้องกันการฮั้วประมูลของผู้ส่งออก(ยกเว้นผู้มีอำนาจจะฮั้วกับผู้ส่งออกเสียเอง) แต่ก็เสี่ยงที่จะถูกครหาเพราะเปิดช่องให้เกิดการทุจริตกันง่าย

ต่อมาสมัย "วัฒนา เมืองสุข" เป็น รมว.พาณิชย์ ก็โชว์ความโปร่งใสเปิดประมูลขายข้าวหลายครั้ง และบางครั้งเปิดขายล็อตใหญ่ถึง 1.7 ล้านตัน มูลค่ากว่าหมื่นล้านบาท

ก็นับว่าเป็นวิธีการที่เปิดเผยดี แต่การที่บริษัท เพรซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง จำกัด ชนะประมูลยกล็อตมาตลอด ก็สร้างความกังขาให้คนทั้งวงการว่าเป็นไปได้อย่างไรที่ผู้ส่งออกข้าวรายเดียวจะมีคำสั่งซื้อมากมายมหาศาลขนาดนั้น ในขณะที่เงินทุนและประวัติการส่งออกก็ไม่ได้เหนือกว่ารายอื่น

ที่สำคัญคือ ทำให้หวนไปคิดถึงเมื่อครั้งที่ "วัฒนา เมืองสุข" เป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ประสานงานการขายข้าวล็อตใหญ่กว่า 5 แสนตัน ให้กับประเทศอินโดนีเซีย และผู้ที่ชนะการประมูลที่จะขายข้าวล็อตดังกล่าวก็คือ บริษัท เพรซิเดนท์ฯ นี่เอง

นั่นเป็นวิธีการระบายข้าวในอดีตที่เปลี่ยนแปลงไปตามนโยบายและแนวคิดของ รมว.พาณิชย์แต่ละคน

มาถึงยุคของ "สมคิด จาตุศรีพิทักษ์" รมว.พาณิชย์คนใหม่ วิธีการระบายสต๊อครัฐบาลก็ต่างออกไป

แม้ว่าจะเปิดประมูลเหมือนในสมัย "วัฒนา เมืองสุข" แต่ก็ต่างกันไปในเรื่องของเป้าประสงค์และรายละเอียดของวิธีการ

หนึ่งคือ การประมูลข้าวในครั้งนี้ เป็นการแบ่งประมูล 5.4 แสนตัน จากสต๊อคทั้งหมด 2.7 ล้านตัน

อีกหนึ่งคือ ผู้ที่เสนอราคาสูงสุดมิได้หมายความว่าจะเป็นผู้ชนะ แต่มีการสงวนสิทธิในการเจรจาต่อรองราคา หากไม่ได้ราคาที่รัฐควรจะได้ก็สามารถเลิกผลการประมูลได้

ดังนั้น แม้ว่าบริษัท เพรซิเดนท์ฯ จะเสนอราคาซื้อยกล็อต 5.4 แสนตัน โดยเฉพาะข้าวขาว 5% ที่เสนอราคาสูงสุดคือตันละ 283 เหรียญสหรัฐ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าบริษัท เพรซิเดนท์ฯ จะได้ซื้อข้าว

ถึงบริษัท เพรซิเดนท์ฯ จะเสนอราคาสูงสุด แต่ก็ต่ำกว่าราคาตลาดค่อนข้างมาก เพราะราคาเอฟโอบี ณ วันที่ 10 สิงหาคม ก่อนที่จะยื่นซองประมูลไม่กี่วัน ราคาข้าวขาว 5% อยู่ที่ 287 เหรียญสหรัฐต่อตัน

เมื่อ "การุณ กิตติสถาพร" ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะทำงานพิจารณาจำหน่ายข้าวสาร เรียกผู้ที่ยื่นประมูลมาเจรจาต่อราคา ปรากฏว่าบริษัท ข้าวไชยพร จำกัด เสนอเพิ่มจาก 275.50 เหรียญสหรัฐต่อตัน เป็น 287 เหรียญสหรัฐ ขณะที่บริษัท เพรซิเดนท์ฯ เสนอเพิ่มจาก 283 เหรียญสหรัฐต่อตัน เป็น 286 เหรียญสหรัฐ

ดังนั้น จึงตัดสินใจแบ่งขายข้าว 5% จำนวน 183,144.04 ตัน แก่บริษัท ข้าวไชยพร ในราคาตันละ 287 เหรียญสหรัฐ เท่ากับรัฐต่อรองได้เพิ่มอีกตันละ 3 เหรียญสหรัฐ คิดรวมเป็นเงินไทยก็กว่า 63 ล้านบาท

หากจะอ้างความชอบธรรมว่าผู้เสนอราคาสูงสุดเป็นผู้ชนะการประมูลโดยไม่มีการต่อรองราคา ก็น่าสนใจว่าส่วนต่างเงินกว่า 63 ล้านบาท จะตกไปอยู่กระเป๋าใครบ้าง

การประมูลขายข้าวครั้งนี้จึงน่าสนใจ เพราะเป็นบททดสอบเรื่องข้าวบทแรกของ "สมคิด จาตุศรีพิทักษ์" ที่จะจัดการกับผู้ส่งออกข้าวบางรายที่ยังใช้ยุทธวิธีเดิมๆ ไม่ว่าจะฮั้วกัน หรือการอิงกับผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ

แต่นี่เป็นเพียงบททดสอบแรกเท่านั้น "สมคิด จาตุศรีพิทักษ์" ต้องเจออีกหลายยก ก็คงต้องดูว่าในกระเป๋าของ รมว.พาณิชย์ จะมีกลยุทธ์ไว้ต่อกรกับผู้ส่งออกข้าวอย่างไรบ้าง

หน้า 20