|
||||||||||||||
|
หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์
คอลัมน์ ดุลยภาพดุลยพินิจ โดย นวลน้อย ตรีรัตน์ มติชนรายวัน วันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10021 โครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือที่รู้จักกันในชื่อโอท็อป เป็นโครงการหนึ่งในนโยบายที่ใช้ในการหาเสียง ของพรรคไทยรักไทย ตั้งแต่สมัยการเลือกตั้งในปี 2544 หลังจากที่เป็นรัฐบาล พรรคไทยรักไทย ก็ได้ขับเคลื่อนโครงการนี้อย่างจริงจัง และได้มีการกล่าวอ้างถึงความสำเร็จของโครงการนี้อย่างมากมาย ในการจัดงาน จากรากหญ้าถึงรากแก้ว เมื่อปลายปี 2547 ก่อนการเลือกตั้งใหญ่ในปี 2548 โครงการโอท็อป เป็นโครงการที่มีจุดมุ่งหมายสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพของชุมชน โดยพยายามที่จะนำเอาภูมิปัญญาพื้นบ้าน วัตถุดิบ และทรัพยากรในชุมชนมาเป็นพื้นฐานในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ภาครัฐจะเข้าไปช่วยส่งเสริมทางด้านการบริหารจัดการ การเสริมสร้างทางด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์ และช่องทางทางการตลาด โดยมีการวางเป้าหมายไว้ว่าสุดท้ายแล้วผลิตภัณฑ์โอท็อปจะสามารถนำไปขายในตลาดโลกได้ เป้าหมายของโครงการนี้ไม่ได้มีเพียงทางด้านการสร้างรายได้ สร้างงาน และอาชีพให้กับชุมชนเท่านั้น แต่ยังมีการวางเป้าหมายถึงการพัฒนาชุมชนที่เข้มแข็ง ผ่านกระบวนการรวมกลุ่มของชุมชนในการทำงานร่วมกัน โครงการนี้มักจะถูกนำไปเป็นจุดสร้างภาพลักษณ์ของประเทศเมื่อมีการประชุมนานาชาติในประเทศอยู่เสมอ จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2547 ก็พบว่าประชาชนมีความพึงพอใจผลการดำเนินงานของรัฐบาล ในโครงการโอท็อปในระดับสูงถึงร้อยละ 42 ในระดับปานกลางร้อยละ 49 ผลการสำรวจความพึงพอใจอื่นๆ ต่อนโยบายของรัฐบาลในช่วงรัฐบาลทักษิณ 1 ก็พบว่าโครงการโอท็อปเป็นโครงการที่ถือว่าประสบความสำเร็จ และประชาชนพอใจในลำดับต้นๆ เสมอ เมื่อเปรียบเทียบกับโครงการประชานิยมอื่นๆ ของรัฐ ดังนั้น โครงการนี้จึงยังคงมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ดัชนีชี้วัดความสำเร็จที่ภาครัฐใช้กล่าวอ้างอยู่เสมอ ก็คือยอดการจำหน่ายของสินค้าโอท็อป ซึ่งมียอดสูงถึงปีละ 3-4 หมื่นล้านบาท ในช่วงปี 2 ปีที่ผ่านมา โดยก่อนมีโครงการนี้ ฐานข้อมูลของกรมพัฒนาชุมชนแสดงว่า มียอดจำหน่ายสินค้าประเภทนี้ เพียงประมาณปีละไม่ถึง 300 ล้านบาท ดังนั้น โครงการนี้จึงสามารถขับเคลื่อนให้เกิดมูลค่าทางการตลาดที่เพิ่มขึ้นถึงกว่า 100 เท่าตัวทีเดียว และผู้นำคนสำคัญของพรรคไทยรักไทยเองก็ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ในหลายโอกาส ในช่วงปี 2547 ว่าโครงการนี้มีโอกาสที่จะมียอดจำหน่ายได้ถึงปีละ 1 แสนล้านบาท มีข้อวิพากษ์ วิจารณ์เกี่ยวกับโครงการนี้ โดยนักวิชาการที่ศึกษาเกี่ยวกับเศรษฐกิจชุมชนว่าโครงการโอท็อป ได้เปลี่ยนจากโครงการที่ต้องการส่งเสริมการผลิตสินค้าของชุมชนไปสู่การส่งเสริมสินค้าของผู้ประกอบการ นอกจากนี้มีงานศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องกับโครงการโอท็อปเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก แต่เป็นงานวิจัยที่เน้นการศึกษาเฉพาะจุดพื้นที่ค่อนข้างมาก จึงยากที่จะสรุปเป็นภาพรวมได้ชัดเจนว่าโครงการนี้สำเร็จห รือล้มเหลวหรือไม่อย่างไร เพราะยิ่งดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เป้าหมายทางด้านยอดจัดจำหน่ายของสินค้าโอท็อป ก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกิดความตึงเครียดในการที่จะต้องรักษายอดขาย และต้องผลักดันให้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในการแถลงนโยบายของรัฐบาลในปี 2544 ระบุว่า โครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์เป็นโครงการ เพื่อให้แต่ละชุมชนได้ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการพัฒนาสินค้า โดยรัฐจะเข้ามาช่วยเหลือทางด้านความรู้สมัยใหม่ การบริหารจัดการ และช่องทางทางการตลาด ดังนั้น คนโดยทั่วไปจึงเข้าใจว่าผลิตภัณฑ์โอท็อปนี้ก็คือสินค้าชุมชน เพื่อเป็นการเสริมสร้างรายได้ให้กับชุมชนนั่นเอง อาจารย์ประภาส ปิ่มตบแต่ง และคุณพยุงศักดิ์ คชสวัสดิ์ ได้ทำการวิจัยเพื่อประเมินนโยบายหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ ซึ่งดำเนินการเสร็จเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมานี้เอง โดยการวิจัยเป็นการสำรวจ ผู้ผลิตสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์จำนวน 164 แห่ง กระจายตามภาคต่างๆ ทั้ง 4 ภาค และครอบคลุมผลิตภัณฑ์ทางด้านอาหาร เครื่องดื่ม ผ้าและเครื่องแต่งกาย เครื่องใช้เครื่องประดับ ของที่ระลึก และกลุ่มสมุนไพร ซึ่งงานวิจัยมีข้อค้นพบที่สำคัญคือ 1.ทางด้านผู้ผลิต สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่หนึ่ง กลุ่มองค์กรชาวบ้านซึ่งในงานวิจัยนี้เรียกกลุ่มนี้ว่า "กลุ่มแท้" เป็นกลุ่มชาวบ้านมีการรวมตัวกัน และมักมีการจัดตั้งที่เข้มแข็งกันมาก่อนเป็นส่วนใหญ่ มีบางส่วนเท่านั้นที่มีการจัดตั้ง หลังการเกิดของโครงการ ส่วนกลุ่มที่สองคือ "กลุ่มเทียม" เป็นกลุ่มที่เกิดจากการจดทะเบียน เพื่อให้สอดคล้องกับเงื่อนไขการรับการสนับสนุนจากรัฐ แต่มาจากกิจการส่วนตัว และให้ลูกจ้างมาเป็นสมาชิกของกลุ่ม และกลุ่มที่สามคือกลุ่มที่เป็นธุรกิจส่วนบุคคลที่เป็น SMEs ซึ่งต้องการเข้าร่วมโครงการ เพราะต้องการหาช่องทางทางการตลาด ในเรื่องการประชาสัมพันธ์ และการขยายตลาดโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง โดยในจำนวน 164 แห่งที่ศึกษา เป็นองค์กรชาวบ้านร้อยละ 55.5 เป็นกลุ่มเทียมร้อยละ 26.3 และเป็นกลุ่ม SMEs ร้อยละ 18.3 สำหรับทางด้านผลิตภัณฑ์ของกลุ่ม พบว่าเกิดขึ้นก่อนมีโครงการถึงร้อยละ 83 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่ม SMEs 2.ด้านยอดขาย ร้อยละ 50 ของที่กลุ่มที่ศึกษามียอดขายเพิ่มขึ้นจากเดิม ร้อยละ 43 ตอบว่ามียอดขายคงเดิม และร้อยละ 7 ตอบว่ามียอดขายลดลง โดยกลุ่มทั้งหมดมียอดขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 21 และเมื่อพิจารณาตามลักษณะกลุ่มพบว่า กลุ่ม SMEs มียอดขายเพิ่มขึ้นมากที่สุดที่ประมาณร้อยละ 75 ส่วนกลุ่มเทียมเพิ่มขึ้นร้อยละ 45 ขณะที่กลุ่มขององค์กรชาวบ้านเพิ่มขึ้น เพียงร้อยละ 15 โดยยอดขายที่เพิ่มมากขึ้นมาจากการนำสินค้ามาขาย ในงานมหกรรมสินค้าโอท็อปที่รัฐบาลจัดขึ้น และขณะเดียวกันก็มีการขยายตัวในการส่งออกเพิ่มขึ้นด้วย 3.การได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ พบว่าการพัฒนาความรู้จากภาครัฐในเรื่องต่างๆ ได้แก่ การบริหารจัดการ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การบรรจุภัณฑ์ การตลาด และการขนส่ง มีการนำความรู้ทางด้านบริหารจัดการ และการบรรจุภัณฑ์ไปใช้มากที่สุดที่ร้อยละ 53 รองลงมาคือด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ส่วนด้านการตลาด และการขนส่งมีการนำความรู้ไปใช้ในสัดส่วนที่ค่อนข้างต่ำ แม้ว่าการศึกษาเบื้องต้น จะครอบคลุมเพียง 164 แห่ง แต่ก็เป็นการเลือกกลุ่มตัวอย่าง ที่ต้องการให้มีการกระจายกันในภูมิภาคต่างๆ และให้มีการกระจายทางด้านผลิตภัณฑ์ ดังนั้น งานวิจัยดังกล่าวข้างต้น จึงอาจจะนำมาใช้เพื่อการประเมินให้เห็นถึงบริบทหรือความสำเร็จของโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ ได้อย่างดีทีเดียว งานวิจัยได้ยืนยันให้เห็นว่า มีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้น ของยอดจัดจำหน่ายของสินค้าโอท็อปอย่างชัดเจนทีเดียว เพียงแต่ว่ายอดการจัดจำหน่ายที่เพิ่มมากขึ้น ไม่ได้เป็นสัดส่วนเดียวกันกับที่รัฐบาลประกาศความสำเร็จ ว่ามียอดการจัดจำหน่ายในปี 2547 ถึง 4 หมื่นล้านบาท ประเด็นที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ การเพิ่มขึ้นของยอดการจัดจำหน่ายที่สำคัญมาจากกลุ่มที่เป็น SMEs มิใช่กลุ่มที่เป็นองค์กรชาวบ้าน ทั้งนี้ อาจจะเป็นด้วยเรื่องลักษณะของการประกอบธุรกิจที่มีมาแต่ดั้งเดิม ทำให้ง่ายที่จะปรับปรุง พัฒนาผลิตภัณฑ์ มีทักษะทางด้านการบริหารจัดการ และการแสวงหาเงินทุนเพื่อการขยายกิจการ ดังนั้น ผลประโยชน์ของโครงการจึงตกอยู่กับผู้ประกอบการ SMEs มากกว่าที่จะเป็นกลุ่มองค์กรชาวบ้านอย่างแท้จริง แต่อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านยังคงได้รับประโยชน์ด้วยเช่นกัน แต่อยู่ในรูปของการจ้างงานในกลุ่มธุรกิจ SMEs มากกว่า ความสำเร็จของโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการดำเนินการมาเป็นเวลาหลายปี ได้สร้าง Brand Name ให้เป็นที่รู้จักกันทั่วประเทศ และในต่างประเทศ มีการขยายตลาดได้เพิ่มสูงขึ้น เพียงแต่โครงการได้เบี่ยงเบนไป จากเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ ที่ต้องการให้เป็นสินค้าชุมชน เป็นการดำเนินการของชุมชนที่มีการรวมตัวกัน มาเป็นลักษณะของผู้ประกอบการรายย่อย ยิ่งรัฐบาลมีการตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มยอดของโอท็อปให้สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นแสนล้าน ในเวลาเพียง 3 ปีข้างหน้า การสนับสนุนของภาครัฐก็จะต้องยิ่งผลักดันกับกลุ่มที่เป็น SMEs มากกว่าที่จะเป็นกลุ่มองค์กรชาวบ้าน ดังนั้น ความสำเร็จของโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ จึงเป็นความสำเร็จที่จะต้องมีการตีความ มากกว่าที่เข้าใจกันอยู่โดยทั่วไปในปัจจุบัน หน้า 6
|