หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
(อภิมหา) มณฑลมั่งคั่งของจีน ตอนที่ 1

มองจีนมองไทย : อักษรศรี พานิชสาส์น  กรุงเทพธุรกิจ  วันพฤหัสบดีที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2548

ในขณะนี้ รัฐบาลไทยเริ่มปรับนโยบายการมองประเทศจีนแบบ "หนึ่งมณฑล หนึ่งประเทศ" มากขึ้น ผู้เขียนเห็นด้วยและคิดว่าเป็นการดำเนินนโยบายไปในทิศทางที่ถูกต้องในวันนี้ จึงขอแนะนำบางมณฑลของจีนที่ต้องเรียกว่า "อภิมหามณฑล" และเราควรจะมองมณฑลเหล่านี้เสมือนเป็นหนึ่งประเทศ เพราะเป็นมณฑลขนาดใหญ่ มีประชากรจำนวนมาก และที่สำคัญคือ มีขนาดเศรษฐกิจที่ "ใหญ่กว่า" เศรษฐกิจของไทยทั้งประเทศ (ในแง่ของ GDP) นั่นคือ มณฑลกวางตุ้ง มณฑลเจียงซู และมณฑลซานตง

จากข้อมูลในตาราง ทั้งสามมณฑลนี้ถือเป็นมณฑลที่มั่งคั่งสามอันดับแรกของจีน และทั้งสามมณฑลล้วนมีขนาด GDP สูงกว่าไทย (สูงกว่า 143.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) นอกจากนี้ ยังเป็นมณฑลที่มียอดขายปลีกสินค้าติดสามอันดับแรกของจีนเช่นกัน จึงน่าสนใจว่า สามมณฑลนี้มีดีอะไร และทำไมถึงได้มั่งคั่งขนาดนี้

เริ่มจากมณฑลที่รวยที่สุดของจีน คือ กวางตุ้ง มีประชากรเกือบ 80 ล้านคน และมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวติดอันดับต้นๆ ของประเทศ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกวางตุ้งเป็นศูนย์กลางการค้าและเศรษฐกิจของจีนมานาน

และเป็นเสมือน "ประตูบานแรกของจีน" ที่ท่านเติ้งเสี่ยวผิงใช้เปิดรับการติดต่อกับโลกภายนอกมาตั้งแต่ปลายปี 1978 โดยการประกาศตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษถึง 3 แห่งในมณฑลนี้ (เสิ่นเจิ้น ซัวเถา และจูไห่) และมีนครกวางเจา เมืองเอกของกวางตุ้งเป็นศูนย์กลางพัฒนาด้านธุรกิจการค้าการลงทุน และเป็นเมืองขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปสู่เมืองอื่นๆ ด้วยเส้นทางขนส่งที่เชื่อมต่อไปยังมณฑลอื่นๆ ได้อย่างสะดวก ทำให้อุตสาหกรรมการคมนาคมขนส่งและรายได้จาก Logistics ของกวางเจามีสัดส่วนสูงถึง 15% ของ GDP ของมณฑล และสูงกว่าเมืองสำคัญอื่นๆ ของจีน เช่น ปักกิ่ง (8%) และเซี่ยงไฮ้ (7%) นอกจากนี้ มณฑลกวางตุ้งยังมีท่าเรือสำคัญระดับโลกโดยเฉพาะท่าเรือเสิ่นเจิ้น มีปริมาณการขนถ่ายสินค้าสูงติดอันดับ 4 ของโลก

ความโดดเด่นด้านคมนาคมขนส่ง และ logistics มีส่วนทำให้กวางตุ้งเป็นแหล่งซื้อขายสินค้าอุปโภคบริโภคที่สำคัญที่สุดของจีน เป็นทั้งศูนย์กลางการค้าในการกระจาย "สินค้านำเข้า" ไปยังมณฑลอื่นๆ ของจีน อย่างกรณีของผลไม้จากไทยที่ส่งไปขายจีนกว่า 70% ก็จะส่งไปที่ตลาดขายส่งผลไม้ของกวางเจา (ตลาดเจียงหนาน/ตลาดหลีสุ่ย) ก่อนจะกระจายไปยังพื้นที่อื่นๆ ของจีน ในขณะเดียวกัน กวางเจาก็เป็นศูนย์กระจาย "สินค้าส่งออก" ของจีนไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกเช่นกัน ในแต่ละปี มีชาวต่างชาติมาร่วมงานกวางเจาแฟร์เพื่อสั่งซื้อสินค้าไปขายทั่วโลก

นอกจากนี้ ด้านการลงทุน มีนักธุรกิจต่างชาติจากทั่วโลกเข้ามาตั้งโรงงานผลิตสินค้าตามเมืองต่างๆ ในมณฑลกวางตุ้ง เช่น เมืองตงก่วน เพื่อใช้เป็นฐานผลิตและกระจายสินค้าไปยังประเทศต่างๆ มีจำนวนพ่อค้าปลีกกว่า 14,000 ราย และมีตัวแทนจำหน่ายกว่า 18,000 ราย ทำธุรกิจอยู่ในมณฑลนี้ ที่น่าสนใจ คือ สินค้าที่ซื้อขายในกวางเจาประมาณ 75% เป็นสินค้าที่ผลิตจากที่อื่น และประมาณ 70% ถูกส่งออกไปตลาดต่างประเทศ ในขณะนี้ ภาคการส่งออกของมณฑลกวางตุ้งจึงสูงเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ

อุตสาหกรรมที่ผลิตในกวางเจาส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมเบา และมีปริมาณการผลิตแต่ละสินค้าในจำนวนมหาศาล เช่น ผลิตรองเท้าราว 3 พันล้านคู่ต่อปี ผลิตโทรศัพท์มือถือราว 53 ล้านเครื่องต่อปี

ข้อมูลสิ่งที่น่าสนใจอีกด้านสำหรับไทย คือ ความมั่งคั่งของชาวจีนในกวางตุ้ง ซึ่งมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับมณฑลอื่นๆ ทำให้ชาวจีนเหล่านี้เป็นนักบริโภคที่ใช้เงินเก่ง มียอดจับจ่ายใช้สอยและยอดการขายปลีกสูงอันดับหนึ่งของประเทศ (สัดส่วน 12.2% ของมูลค่าการบริโภครวมของประเทศ)

คนจีนรวยในมณฑลนี้มีพฤติกรรมการใช้จ่ายที่น่าสนใจและน่าตกใจ โดยเฉพาะชาวจีนในเสิ่นเจิ้น (ราว 5 ล้านคน) ซึ่งมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวสูงถึง 46,000 กว่าหยวน (ราว 2 แสนกว่าบาท) มียอดการใช้เงินเพื่อซื้อบ้าน/ที่อยู่อาศัย และอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ เพิ่มมากขึ้นทุกปี จนในขณะนี้ อยู่ในอัตราที่สูงกว่าฮ่องกง และมีอัตราการครอบครองบ้านที่อยู่อาศัยสูงกว่าปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้

คนจีนกลุ่มนี้ยังชอบใช้จ่ายซื้อสินค้าที่ใช้อวดฐานะที่มั่งคั่งของตนเอง เช่น ซื้อรถยนต์ยี่ห้อหรูราคาแพง ซื้อเมมเบอร์สนามกอล์ฟ ใช้เสื้อผ้ากระเป๋าแบรนด์หรูระดับโลก รวมทั้งเริ่มมีกระแสนิยมส่งลูกหลานเข้าโรงเรียนนานาชาติหรือส่งลูกไปเรียนต่อในต่างประเทศ ทำให้วิถีชีวิตของชาวเสิ่นเจิ้นเริ่มเข้าสู่ยุคของคนเมืองที่ระดับรายได้เกินกว่าปานกลาง และมีกระแสชอบเลียนแบบการใช้ชีวิตแบบเศรษฐีฮ่องกง

ความมั่งคั่งของมณฑลกวางตุ้งเป็นเพียงตัวอย่างแรกของอภิมหามณฑลของจีน โปรดติดตามข้อมูลของอีกสองมณฑลในตอนต่อไปนะคะ


(อภิมหา) มณฑลมั่งคั่งของจีน ตอนจบ

มองจีนมองไทย :อักษรศรี พานิชสาส์น คณะเศรษฐศาสตร์ และกรรมการโครงการจีนศึกษา ม.ธรรมศาสตร์  กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2548

เมื่อตอนที่แล้วได้กล่าวถึง "อภิมหามณฑล" ของจีน ที่มีความมั่งคั่งเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ คือ มณฑลกวางตุ้ง สำหรับตอนนี้ เป็นเรื่องราวของอีก 2 มณฑลมั่งคั่งของจีนที่มีขนาดเศรษฐกิจ "ใหญ่กว่า" เศรษฐกิจของไทยทั้งประเทศ (ในแง่ของ GDP) นั่นคือ มณฑลเจียงซู และมณฑลซานตง

เริ่มจากมณฑลเจียงซู มีเมืองสำคัญของมณฑลที่คนไทยอาจจะคุ้นชื่อ เช่น นครนานจิง และเมืองซูโจว นอกจากจะเป็นมณฑลมั่งคั่งอันดับสองของจีนแล้ว ในขณะนี้ เจียงซูยังสามารถแซงหน้ามณฑลกวางตุ้ง โดยก้าวขึ้นมาเป็นแหล่งรับการลงทุนจากต่างชาติมากเป็นอันดับหนึ่งในประเทศจีน

อะไรคือข้อได้เปรียบของเจียงซูในการดึงดูดทุนให้หลั่งไหลเข้ามาลงทุนในมณฑล ด้วยทำเลที่ตั้งไม่ห่างจากเซี่ยงไฮ้มากนัก และเป็นส่วนหนึ่งของสามเหลี่ยมเศรษฐกิจปากแม่น้ำฉางเจียง (แยงซีเกียง) มีเส้นทางคมนาคมเชื่อมโยงไปมณฑลอื่นของจีนโดยง่าย ตลอดจนมีท่าเรือน้ำลึกขนาดใหญ่ติดอันดับของประเทศ เช่น ท่าเรือเหลียนหยุนกั่ง ในขณะที่มีแรงงานทักษะจำนวนมากและมีค่าแรงที่ต่ำกว่าเซี่ยงไฮ้ ทำให้นักลงทุนต่างชาติโดยเฉพาะไต้หวันสนใจเข้ามาลงทุนในเจียงซูมากขึ้น

นอกจากนักลงทุนต่างชาติแล้ว นักธุรกิจจีนในมณฑลอื่นก็สนใจย้ายฐานการลงทุนในเจียงซูมากขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ เช่น กลุ่ม Shanghai Automotive Industry Corp (SAIC) ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของจีนได้ประกาศย้ายฐานการผลิตรถยี่ห้อ Santana ของกลุ่มมาอยู่ที่เจียงซู

ที่น่าสนใจคือ กลุ่ม Changan Automobile Co ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่จากมหานครฉงชิ่ง ซึ่งอยู่ตอนในทางตะวันตกก็ได้ขยายฐานการผลิตมาอยู่ที่เจียงซูด้วยเช่นกัน แม้ว่าจะมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าฐานการผลิตในฉงชิ่ง แต่กลุ่มต้องการใช้ประโยชน์จากเครือข่ายคลัสเตอร์ยานยนต์ของเจียงซู ตลอดจนการย้ายมาอยู่ใกล้แหล่งตลาด ซึ่งเป็นบรรดาคนจีนรวยตามมณฑลชายฝั่ง

ส่วนการลงทุนรายใหญ่จากไทยในเจียงซู กลุ่มสหยูเนี่ยนเข้าไปลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกว่า 5 แห่งตามเมืองต่างๆ ของมณฑลนี้ เพื่อป้อนไฟให้ย่านชุมชนเมืองเศรษฐกิจและนิคมอุตสาหกรรม ล่าสุดกำลังขยายไปเปิดโรงเรียนนานาชาติดัลลิชที่เมืองซูโจวของเจียงซูอีกด้วย

มีข่าวแว่วมาว่า กลุ่มสหยูเนี่ยนได้รับใบอนุญาตเปิดโรงเรียนนานาชาติในจีนเป็นรายสุดท้าย ก่อนที่รัฐบาลจีนจะปิดรับการขออนุญาต

ผู้เขียนคิดว่า เป็นการขยับขยายการลงทุนที่ถูกทิศทาง เพราะนักธุรกิจจีนรวยรุ่นใหม่เริ่มเห่อ ที่จะส่งลูกเข้าเรียนโรงเรียนนานาชาติกันมากขึ้น แม้ว่าค่าเทอมจะแพงแสนแพง (ประมาณคนละ 2 หมื่นกว่าดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือราว 1 ล้านบาท) อาเสี่ยเหล่านี้คงลงทุนเพื่อให้อาตี๋หรืออาหมวยน้อยรุ่นหลัง ได้พูดภาษาอังกฤษให้คล่องกว่ารุ่นป่าป๋าและม่าม้ามังคะ

มณฑลซานตง เป็นอีกหนึ่งอภิมหามณฑลมั่งคั่งของจีน ด้วยประชากรกว่า 90 ล้านคน (อันดับสองของจีน) และมีขนาด GDP อันดับสามในจีนและใหญ่กว่า GDP ของไทยทั้งประเทศเช่นกัน ในขณะนี้ ซานตงเป็นฐานการผลิตด้านการเกษตรที่ใหญ่ที่สุดของจีน โดยเฉพาะผลไม้ลือชื่ออย่างแอปเปิล ซึ่งส่งออกมาขายในประเทศไทยมากจนไทยกลายเป็นตลาดแอปเปิลในเอเชียติดอันดับหนึ่งของซานตง งานนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่า เป็นผลจากการใช้ประโยชน์จากข้อตกลงเอฟทีเอไทย-จีน ในการส่งแอปเปิลแบบปลอดภาษีมาทะลุทะลวงตลาดของไทยนั่นเอง

สำหรับภาคอุตสาหกรรม ในขณะนี้ มีหลายสินค้าจากซานตง ได้พัฒนาจนมีชื่อเสียงระดับโลก โดยเฉพาะกลุ่มไฮเออร์ ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าจากเมืองชิงเต่า เมืองท่าสำคัญในมณฑลซานตง ในขณะนี้ ไฮเออร์ได้ก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตตู้เย็นรายใหญ่อันดับสองของโลก โดยมีผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์อย่างนายจาง รุ่ยหมิน ผู้ที่สามารถพัฒนาธุรกิจของกลุ่มจากที่เคยมีหนี้สินรุงรังให้สามารถก้าวมาเป็นบริษัทชั้นนำของโลก

มีเรื่องเล่าว่า เมื่อเริ่มเข้ารับตำแหน่งเป็นผู้จัดการในโรงงานผลิตตู้เย็นของเมืองชิงเต่าในปี 1984 (ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็นกลุ่มไฮเออร์) สิ่งแรกที่นายจางบอกให้พนักงานทำ คือ นำค้อนขนาดใหญ่มาทุบตู้เย็นที่เหลืออยู่ในโกดังให้หมด !!! ซึ่งสร้างความงงงันให้กับพนักงานทั้งหลายในตอนแรก

และหลังจากทำลายตู้เย็นแบบเก่าและสุดจะเชยเหล่านั้นด้วยความเมามันของอารมณ์กันไปแล้ว นายจางก็บอกให้พนักงานไปช่วยกันคิดค้นและทำวิจัยเพื่อผลิต "ตู้เย็นที่ดีที่สุดในโลก" ซึ่งในที่สุด ก็ทำได้สำเร็จ จนกลายเป็นผู้ผลิตตู้เย็นระดับโลก นอกจากกลุ่มไฮเออร์ เมืองชิงเต่ายังเป็นฐานการผลิตของกลุ่มเบียร์ชิงเต่า ซึ่งเป็นเบียร์ยอดนิยมอันดับหนึ่งของจีนและมีชื่อเสียงรู้จักในหมู่ชาวต่างชาติเช่นกัน

สำหรับการลงทุนจากไทยในมณฑลซานตง ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจทางการเกษตรและอาหารสัตว์ของกลุ่มซีพี สำหรับเมืองชิงเต่า ทางกลุ่มซีพีได้เข้าไปขยายและเปิดสาขาของห้างโลตัสแล้วตั้งแต่ปี 2002

สรุป จากที่ยกตัวอย่างทั้ง 3 มณฑล (จากทั้งหมด 22 มณฑล 5 เขตปกครองตนเอง และ 4 มหานคร) คือ กวางตุ้ง เจียงซูและซานตง ทั้งเรื่องของขนาดพื้นที่ ขนาดประชากร ขนาดเศรษฐกิจ และความมั่งคั่งของแต่ละมณฑล คงจะเพียงพอที่จะยืนยันในคำกล่าวที่ว่า คนไทยเราควรจะมองจีนแบบ "หนึ่งมณฑล หนึ่งประเทศ" นะคะ ส่วนจะมีมณฑลไหนหรือเมืองใดอีกบ้างที่น่าสนใจและมีนัยต่อไทย คอลัมน์นี้ก็จะพยายามนำเรื่องราวของมณฑลเหล่านั้นมานำเสนอในตอนต่อๆ ไปค่ะ

ล้อมกรอบ

ขอเชิญชวนเข้าร่วมงานสัมมนา "เส้นทางความสัมพันธ์ไทย-จีน : วันนี้และอนาคต" ณ หอประชุมเล็ก ม.ธรรมศาสตร์ วันจันทร์ที่ 19 ก.ย.2548 เวลา 08.30-16.30 น. โดยมีอดีตนายกรัฐมนตรี พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ จะมากล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ "ประสบการณ์ในการวางรากฐานความสัมพันธ์ไทย-จีน" รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญจีนท่านอื่นๆ สนใจโทรสำรองที่นั่งได้ที่ โครงการจีนศึกษา ม.ธรรมศาสตร์ โทร. 0-2564-5000-3 หรือ 0-2564-4440-79 ต่อ 1041-3 งานนี้ฟรีค่ะ