|
||||||||||||||
|
ลำไย :
อีกบทเรียนทุจริต
คอลัมน์ จอดป้ายประชาชื่น โดย วุฒิ สรา wutsara2000@yahoo.com มติชนรายวัน วันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10015 นโยบายและการบริหารจัดการผลผลิตลำไยปี 2548 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มี 4 ข้อหลักคือ 1.หาคำสั่งซื้อต่างประเทศเพิ่ม ขยายตลาดในประเทศ 2.ให้ผู้ซื้อ ซื้อตรงกับสหกรณ์หรือโรงอบ โดยรัฐบาลสนับสนุนเงินกู้ให้เอกชน และหาแหล่งเงินกู้และช่วยภาระดอกเบี้ยให้สหกรณ์ 3.ไม่รับจำนำ และ 4.ไม่รับซื้อ โดยเฉพาะการประกาศไม่รับจำนำและไม่รับซื้อ ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแนวทางใหม่ เพื่อปิดทางขบวนการทุจริตในอดีตที่ทำให้รัฐต้องสูญเสียเงินนับหมื่นล้านบาท จะเห็นว่านโยบายใหม่จะยึดแนวกลไกตลาดเป็นหลัก จากผลผลิตลำไยสดจะมีประมาณ 6.7 แสนตัน แบ่งการจัดการเป็น 2 ส่วน คือ 1.เป็นการจัดการลำไยสด และ 2.ลำไยแห้ง โดยเน้นการกระจายไปยังตลาดทั้งภายในและนอกประเทศ นับว่าเป็นงานที่หนักหนาสาหัส และท้าทายศักยภาพในการจัดการปัญหาลำไยล้นตลาดของกระทรวงเกษตรฯอย่างมาก ทั้งนี้ เพราะมาตรการที่เน้นกลไกการตลาดนับเป็นการจัดการที่ยากยิ่ง เนื่องจากกระทรวงเกษตรฯไม่สามารถที่จะปล่อยให้ผลผลิตลำไยเป็นไปตามกลไกตลาดได้อย่างสมบูรณ์ เพราะราคาลำไยจะต่ำติดดิน และม็อบชาวสวนลำไยคงจะบุกมาถึงกรุงแน่ ยิ่งลำไยเป็นผลิตผลของภาคเหนือ อันเป็นฐานที่มั่นของพรรคไทยรักไทย กระทรวงเกษตรฯคงไม่พึงปรารถนาให้เกิดเรื่องเช่นนั้นแน่ ดังนั้น จึงกลายเป็นการจัดการตามกลไกการตลาดภายใต้เงื่อนไขพิเศษ ที่จะต้องช่วยไม่ให้ชาวสวนลำไยขาดทุนป่นปี้ กระทรวงเกษตรฯจึงต้องมีมาตรการแทรกแซงทางอ้อม ทั้งขอความร่วมมือแกมบังคับไปยังมหาดไทย เพื่อให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นต่างรับซื้อไปกระจาย รวมทั้งสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรกว่า 1.4 พันล้านบาท ให้กับสหกรณ์ต่างๆ เปิดจุดรับซื้อตามราคาเป้าหมายที่กำหนดเอาไว้ แต่เมื่อมีการแทรกแซง แม้จะเป็นทางอ้อมก็ตาม ก็ยังไม่พ้นขบวนการทุจริตไปได้ เพียงแต่เปลี่ยนหน้าตัวละครใหม่ จากแก๊งพ่อค้า-นักการเมืองท้องถิ่น มาเป็นคนในสหกรณ์บางแห่ง ที่ไปกดราคารับซื้อลำไยจากชาวสวน แล้วสวมรอยมาขายให้กับรัฐในราคาประกัน ได้ส่วนต่างเฉลี่ย กก.ละ 9-10 บาทเข้ากระเป๋าสบายไป อย่างไรก็ตามวงจรทุจริตครั้งนี้อาจสั้นลงกว่าเดิม ไม่โกงกินกันตั้งแต่ต้นทางยันปลายทางเหมือนที่ผ่านมา (แต่ก็ต้องรอดูในช่วงลำไยอบแห้งส่งออกไปประเทศจีนว่าจะโปร่งใสแค่ไหน) แม้จะเป็นงานที่ท้าทาย ล่าสุดนับเป็นความโชคดีของกระทรวงเกษตรฯ แต่เป็นโชคร้ายของชาวสวนลำไย ที่เกิดฝนตกบ่อย ประกอบกับขาดแคลนแรงงานเก็บลำไย ทำให้ลำไยเน่าคาต้นเป็นจำนวนมาก ว่ากันว่าอาจถึง 20-30% ทำให้การจัดการน่าจะเบากว่าเดิม แต่โดยสรุปแล้วผลของมาตรการที่ออกมาแม้จะขี้ริ้วขี้เหร่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นการขอความร่วมมือเชิงบังคับ ให้องค์กรปกครองท้องถิ่นไปขาย และเกิดปัญหาการประสานงาน ทำให้ลำไยเน่าบ้าง ราคาแพงบ้าง หรือแม้แต่การหากินกันในสหกรณ์บางแห่ง ก็เป็นเรื่องที่จะต้องตามล้างตามเช็ดกันต่อไป ที่สำคัญถือเป็นบทเรียนสำคัญอีกบทหนึ่งในการแทรกแซงผลผลิตทางการเกษตร ที่สอนให้รู้ว่าสินค้าใดก็ตามที่รัฐเข้าไปแทรกแซงไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ย่อมมีช่องโหว่ให้เกิดการทุจริตได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และนั่นหมายถึงเงินงบประมาณของคนทั้งแผ่นดินที่ต้องสูญไปกับขบวนการทุจริต กองทุนนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร(คชก.) เป็นตัวอย่างที่ดีว่าที่ผ่านมาว่าประเทศชาติเสียงบประมาณให้กับขบวนการทุจริตไปมากน้อยแค่ไหน โดย ครม.เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม มีมติให้จัดสรรงบประมาณเพื่อชดใช้หนี้ให้กับธนาคารเพื่อการเกษตร และสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ภายใน 5 ปี เริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณ 2549 ถึงปี 2553 รวม 23,135 ล้านบาท เป็นการชดเชยการขาดทุนและชดเชยดอกเบี้ยแทนเกษตรกร จากการรับจำนำผลิตผลการเกษตร 14 โครงการ หน้า 20
|