|
||||||||||||||
|
เศรษฐศาสตร์ของค่าเงินหยวน
คอลัมน์ ระดมสมอง โดย ร.ศ.ดร.วิมุต วานิชเจริญ ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3713 (2913) ดูเหมือนว่ารัฐบาลจีนจะพ่ายแพ้ต่อกระแสกดดันจากกลุ่มประเทศคู่ค้าในที่สุด เมื่อรัฐบาลจีนได้ประกาศปรับค่าเงินหยวนที่ถูกตรึงไว้ที่ระดับ 8.28 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐมาเป็นเวลานาน ให้เพิ่มค่ามากขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 8.11 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐ ในวันที่ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมา ไม่เพียงเท่านั้น จีนยังประกาศยกเลิกระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่มาเป็นระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่ค่าเงินหยวนถูกกำหนดค่าโดย "ตะกร้าเงิน" อันประกอบด้วยสกุลเงินหลักๆ ของโลกแทนอีกด้วย จีนถูกกดดันให้ปรับค่าเงินหยวน เพราะเหล่าประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา มีการขาดดุลการค้ากับประเทศจีนเป็นระยะเวลายาวนาน และเหตุผลที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอธิบายความไม่สมดุลทางการค้านี้คือ ค่าเงินหยวนที่อ่อนเกินไปช่วยให้จีน ได้เปรียบดุลการค้ากับประเทศคู่ค้าเหล่านั้น และส่งผลให้ผู้ผลิตในประเทศที่นำเข้าสินค้าจากประเทศจีนต้องสูญเสียส่วนแบ่งตลาดไป และพลอยทำให้ผู้ใช้แรงงานในประเทศเหล่านั้นต้องพากันตกงานเป็นจำนวนมากด้วย แม้ว่าการปรับค่าเงินหยวนนี้เป็นสิ่งที่ตลาดการเงินคาดหมายกันมานานแล้วว่าจะต้องเกิดขึ้นไม่ช้าก็เร็ว แต่การปรับที่ส่งผลให้เงินหยวนแข็งค่าขึ้นเพียง 2.1% นั้นไม่อาจคาดหมายได้ว่า จะส่งผลกระทบต่อความได้เปรียบทางด้านการแข่งขันของจีน หรือช่วยแก้ปัญหาการขาดดุลการค้าของเหล่าประเทศคู่ค้ากับจีนได้แต่อย่างใด เพราะการปรับเพิ่มค่าเงินที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้ มิใช่การปรับค่าเงินหยวนให้สะท้อนถึงมูลค่าที่จะนำมาซึ่งสมดุลในตลาดการค้าโลก ตัวบ่งชี้ถึงค่าเงินหยวนที่สำคัญคือ อัตราแลกเปลี่ยนของเงินหยวนที่มีการซื้อขายกันในตลาด offshore เพราะเป็นอัตราแลกเปลี่ยนที่มิได้ถูกควบคุมโดยทางการของจีน ทั้งยังเป็นตัวสะท้อนถึงมูลค่าของเงินหยวนที่ตลาดการเงินประเมินไว้อีกด้วย นิตยสาร The Economist ได้รายงานไว้ว่า มีการซื้อขายเงินหยวนกันในตลาดนี้ในอัตราที่ไม่ต่ำกว่า 7.8 หยวนต่อ ดอลลาร์สหรัฐ ในการซื้อขายเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา หากตลาดการเงินมีประสิทธิภาพในการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ทางการเงินแล้ว อัตราแลกเปลี่ยนที่ปรากฏในตลาด offshore ย่อมสะท้อนถึงมูลค่าที่แท้จริงของเงินหยวน ซึ่งค่าเงินที่ระดับนี้จะเป็นระดับดุลยภาพด้วย กล่าวคือเป็นระดับที่จะขจัดความไม่สมดุลในดุลการค้าให้หมดไป และไม่ทำให้จีนได้เปรียบ ดุลการค้ากับประเทศอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง ความต่างที่มากขนาดนี้ชวนให้ตั้งคำถามต่อมาว่าเหตุใด แรงกดดันจึงพลันหายไปสิ้น เมื่อจีนประกาศปรับค่าเงินเพียงเล็กน้อยเช่นนี้ อีกทั้งจีนยังแสดงท่าทีอย่างชัดเจนว่า ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบตะกร้าเงินที่นำมาใช้นี้ แทบจะไม่แตกต่างไปจากอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ที่ถูกแทนที่ แต่อย่างใด (สังเกตได้จากการประกาศให้ค่าเงินหยวนสามารถเคลื่อนไหวได้เพียงในช่วงแคบๆ ไม่เกิน ร้อยละ 0.3 ต่อวัน นั่นเอง) เพราะเหตุใดประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างสหรัฐ จึงสงบนิ่งไม่ส่งเสียงเรียกร้องให้จีนปรับค่าเงินให้แข็งขึ้นกว่านี้ เหตุผลที่ใช้อธิบายข้อสังเกตข้างต้นนี้คงหนีไม่พ้นว่า เป็นเพราะประเทศเหล่านั้นได้ประโยชน์จากค่าเงินหยวนที่อ่อนกว่าความเป็นจริง และระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ของจีนนั่นเอง ผลประโยชน์ในเบื้องต้นของการนำเข้าสินค้าราคาถูกจากประเทศจีนก็คือ เมื่อผู้บริโภคในประเทศคู่ค้าเหล่านั้นหันมาซื้อสินค้านำเข้าจากจีน ทดแทนสินค้าจากแหล่งผลิตอื่นๆ ที่มีราคาสูงกว่า จะส่งผลให้สินค้านำเข้าจากจีนกลายเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มสินค้าที่ถูกนับรวมเข้าไว้ในการคำนวณค่าครองชีพ หรือดัชนีราคาสินค้าบริโภคในทันที และเนื่องจากสินค้านำเข้าเหล่านี้มีราคาถูกกว่า จึงทำให้ค่าครองชีพหรือดัชนีราคาสินค้าบริโภคมีระดับที่ลดลงจากเดิม และยังทำให้อัตราเงินเฟ้อไม่ปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงนักด้วย กล่าวได้ว่า สินค้านำเข้าราคาถูกจากจีน ช่วยเพิ่มกำลังซื้อให้กับผู้บริโภคในประเทศเหล่านั้น และช่วยแบ่งเบาภาระงานของธนาคารกลางในด้านการควบคุมอัตราเงินเฟ้อในประเทศเหล่านั้นอีกด้วย ประโยชน์ในลำดับต่อมานั้นเกี่ยวโยงกับความได้เปรียบทางการแข่งขันของจีน ที่เกิดจากการที่ระบบเศรษฐกิจจีนอุดมไปด้วยแรงงานจำนวนมากที่ยินดีทำงาน เพื่อแลกกับค่าจ้างแรงงานราคาเพียงเสี้ยวเดียวของค่าแรงในประเทศ พัฒนาแล้ว แรงงานเหล่านี้เป็นเสมือนแม่เหล็กที่ดึงดูดเงินทุน (และเทคโนโลยีการผลิต) จากต่างประเทศ ให้โยกย้ายฐานการผลิตมาสู่ประเทศจีน แน่นอนที่ประเทศจีนจะได้รับประโยชน์จากการจ้างงานและการผลิตที่เกิดขึ้นตามมา และมีรายได้เป็นเงินตราต่างประเทศ อย่างเป็นกอบเป็นกำจากการส่งสินค้าที่ผลิตได้นั้นไปขายยังตลาดภายนอกประเทศ แต่หากจะมองในอีกมุมหนึ่งแล้ว เจ้าของเงินทุนและเทคโนโลยีการผลิต ซึ่งก็คือบรรดานายทุนหรือบรรษัทข้ามชาติจากประเทศพัฒนาแล้วต่างหาก ที่ได้รับประโยชน์มากกว่า เพราะตามทฤษฎีว่าด้วยการผลิตของหน่วยธุรกิจนั้น รายได้จากการขายสินค้าใดๆ ก็ตามจะต้องถูกแบ่งสรรในรูปผลตอบแทนให้กับปัจจัยต่างๆ ที่มีส่วนร่วมในกระบวนการผลิต ซึ่งมีองค์ประกอบหลักๆ คือปัจจัยทุน และปัจจัยแรงงาน แต่เนื่องจากการผลิตที่ถูกโยกย้ายไปตั้งฐานที่ประเทศจีนนั้นใช้แรงงานในราคาที่ถูกกว่า รายได้ที่แบ่งสรรให้เป็นผลตอบแทนแรงงานจึงมีมูลค่าน้อยลงด้วย และทำให้นายทุนต่างชาติรับส่วนแบ่งจากการขายผลผลิต ในฐานะเจ้าของปัจจัยทุน ในสัดส่วนที่สูงขึ้นตามไปด้วย ประโยชน์ที่ตกกับบรรษัทข้ามชาติเหล่านี้จะทบทวียิ่งขึ้น หากเงินหยวนถูกตรึงค่าให้อ่อนกว่าที่ควรจะเป็น เพราะยิ่งค่าเงินหยวนอ่อนเท่าใด เงินทุนในมือของบรรษัทข้ามชาติเหล่านั้น จะมีกำลังซื้อ (ในประเทศจีน) ที่มากยิ่งขึ้นเป็นเงาตามตัว และหากทางการจีนยังคงรักษาค่าเงินหยวนให้ไม่เปลี่ยนแปลงไปจากระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ เช่นที่เคยปฏิบัติมา บรรษัทข้ามชาติเหล่านี้จะยิ่งได้ผลประโยชน์เพิ่มเติมขึ้นอีก จากการที่ไม่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงในด้าน ปริวรรตเงินตราอีกด้วย จะเห็นได้ว่าทั้งค่าเงินและระบบอัตราแลกเปลี่ยน ที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเท่าใดนักนี้ เอื้อประโยชน์ให้กับบรรษัทข้ามชาติอย่างยิ่งยวด และจึงไม่น่าแปลกใจเท่าใดนัก ที่เหล่าประเทศคู่ค้าของจีนต่าง "รับได้" กับการปรับค่าเงินหยวนที่เกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคมนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ...สหรัฐอเมริกา แม้ว่าสหรัฐอเมริกาจะมีการขาดดุลการค้ากับประเทศจีนในจำนวนมหาศาล แต่ตลาดการเงินสหรัฐ กลับเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการขาดดุลการค้านี้ สาเหตุเป็นเพราะจีนได้นำเงินดอลลาร์ที่ได้จากการเกินดุลการค้านั้น กลับมาลงทุนในตลาดการเงินสหรัฐ ด้วยการเป็นผู้ซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐรายใหญ่ เงินดอลลาร์ที่หมุนเวียนกลับมาลงทุนในประเทศ ในจำนวนมหาศาลนี้ได้ช่วยให้ระดับของอัตราดอกเบี้ยในประเทศสหรัฐ คงอยู่ได้ในระดับต่ำ และส่งผลให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และการจ้างงานอย่างมาก ในช่วงเวลาที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าประเทศสหรัฐก็ได้รับผลประโยชน์กลับคืน จากการที่ขาดดุลการค้ากับจีนอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน จนทำให้รู้สึกว่าประโยชน์ที่ได้จากการปรับค่าเงินหยวนให้สอดคล้องกับมูลค่าในดุลยภาพนั้น อาจ "ได้" ไม่คุ้ม "เสีย" อันที่จริงกูรูเศรษฐศาสตร์อย่างพอล ครุกแมน ได้เคยแสดงความกังวลเกี่ยวกับประเด็นนี้ไว้ด้วยเหมือนกัน เมื่อครั้งมาแสดงวิสัยทัศน์ที่กรุงเทพฯ ในครั้งนั้น ศาสตราจารย์พอล ครุกแมน ได้ให้ความเห็นว่า หากจีนปรับค่าเงินหยวนขึ้น เพื่อลดการเกินดุลการค้ากับประเทศคู่ค้าแล้วไซร้ จะมีผลทำให้ความได้เปรียบทางการค้าหดหายไป และส่งผลต่อเนื่องทำให้เงินทุนจากจีน หยุดไหลเวียนกลับเข้ามายังตลาดการเงินของประเทศสหรัฐ เมื่อแรงซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐหดหายไป ย่อมจะทำให้อัตราดอกเบี้ยในประเทศสหรัฐปรับสูงขึ้น ซึ่งจะสร้างผลกระทบเป็นลูกโซ่ ลามต่อไปยังตลาดสินทรัพย์ โดยเฉพาะตลาดอสังหาริมทรัพย์ เป็นที่ทราบกันดีว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ในประเทศสหรัฐนั้น อยู่ในช่วงภาวะฟองสบู่ เพราะอัตราดอกเบี้ยที่คงอยู่ในระดับต่ำมานาน (ย้ำอีกครั้งว่า เป็นผลจากการเกินดุลการค้าของประเทศจีนด้วยเช่นกัน) ก่อให้เกิดการเก็งกำไรในราคาของที่อยู่อาศัย ซึ่งขณะนี้ราคาได้ล่องลอยเหนือมูลค่าตามปัจจัยพื้นฐานไปมากแล้ว จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ฟองสบู่ที่พาให้ราคาที่อยู่อาศัยลอยสูงนั้น มักแตกโพละในทุกครั้งที่มีการปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้น ในครั้งนี้ก็เช่นกัน ครุกแมนเกรงว่า หากที่จีนเลิกนำเงินดอลลาร์มาลงทุนในตลาดพันธบัตรสหรัฐแล้ว จะผลักดันให้อัตราดอกเบี้ยในประเทศสหรัฐปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้ฟองสบู่ในตลาดอสังหาริม ทรัพย์แตก และทำให้ราคาและมูลค่าของสินทรัพย์ รวมถึงความมั่งคั่งของครัวเรือนสหรัฐ ลดวูบลงในทันที นั่นย่อมหมายถึงวิกฤตเศรษฐกิจอันน่าสะพึงกลัว ที่สามารถสั่นคลอนเสถียร ภาพเศรษฐกิจโลกจะเกิดขึ้นใน...ประเทศสหรัฐอเมริกา...มหาอำนาจทางเศรษฐกิจหมายเลขหนึ่งของโลก การปรับค่าเงินหยวนเพียงเล็กน้อย ทำให้ทุกฝ่ายสามารถดำเนินธุรกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นปกติ และช่วยลดแรงกดดันทางการเมืองในประเทศพัฒนาแล้ว ที่ต่างมองว่า สินค้าราคาถูกจากจีนนั้น แย่งชิงส่วนแบ่งตลาด และงานไปจากคนในประเทศ หากแต่วิถีเช่นนี้สามารถดำเนินต่อไปได้เพียงชั่วระยะหนึ่งเท่านั้น เพราะปัญหาความไม่สมดุลต่างๆ ไม่ว่าในด้านการค้า หรือการเงินระหว่างประเทศ ยังคงไม่ได้รับการแก้ไข เช่นเดียวกับระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ ที่ประเทศกำลังพัฒนาต่างนิยมใช้เป็นเครื่องมือ สนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจยังคงอยู่ในทางปฏิบัติ เพื่อการบริหารค่าเงินหยวนให้ "นิ่ง" อยู่เสมอ เมื่อต้นตอของปัญหาความไม่สมดุลทั้งหลายยังไม่ได้รับการแก้ไข เราจึงยังไม่สามารถขีดฆ่า ความกังวลของพอล ครุกแมนเกี่ยวกับหายนะทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศสหรัฐ และสังคมเศรษฐกิจโลกได้เช่นกัน แม้ว่าค่าเงินหยวนจะมีการปรับค่าไปแล้ว แต่ปัจจัยเสี่ยงของค่าเงินหยวนยังคงไม่เปลี่ยนแปลง หน้า 2
|