หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2005 p1

บทความปี 2004 p2 บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
การเลือกคณะวิชาที่เข้าเรียน

คอลัมน์ ดุลยภาพ ดุลยพินิจ  โดย นวพร เรืองสกุล  มติชนรายวัน วันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10014

มีแพทย์ที่ไม่ได้รักษาคนไข้

มีวิศวกรรมศาสตรบัณฑิตที่ผันตนเองมาเป็นผู้จัดการกองทุน และวิศวกรการเงิน

ในขณะเดียวกัน วิศวกรบางรายที่ทำงานในโรงงาน ได้งานคุมเครื่องจักรอุปกรณ์ ซึ่งเป็นงานถนัดของช่างเทคนิค

ทำไมจึงเป็นเช่นนี้

ส่วนหนึ่งเป็นค่านิยมเรื่องปริญญา เรื่องคณะวิชาที่เรียน และอีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะระบบที่ผิดเพี้ยนไปจากที่พึงเป็น

สิ่งเหล่านี้เป็นต้นทุนทั้งต่อสถาบันการศึกษา และต่อนักศึกษาแต่ละราย ซึ่งรวมๆ กันทำให้สังคมเสียทรัพยากรโดยใช่เหตุไปเป็นจำนวนมากอย่างน่าเสียดาย

การเลือกคณะและการเรียนปริญญา "หน้า" กับ "เงิน"

กติกาเป็นสิ่งกำหนดพฤติกรรม

ในด้านหนึ่ง ทุกคนพยายามไข่วคว้าหาปริญญาบัตรมาครอบครอง

อีกด้านหนึ่ง สำหรับคนที่ตั้งใจเรียนเพื่อให้ได้ปริญญาอยู่แล้ว ก็เป็นค่านิยมโดยทั่วไปว่าคนที่เรียนหนังสือเก่งจะเลือกเข้าคณะแพทย์ศาสตร์ และคณะวิศวกรรมศาสตร์ ทุกมหาวิทยาลัย

ในด้านแรก ความรู้สึกว่า "ต้อง" เรียนต่อในระดับสูงขึ้นไปเรื่อยๆ เกิดจากกติกาในที่ทำงาน ซึ่งทั้งในภาครัฐและเอกชน จะหนุนส่งให้พนักงานรับรู้ว่ามีปริญญาดีกว่าไม่มี ดูเหมือนจะไม่มีทางก้าวหน้า ทั้งในด้านตำแหน่งและเงินเดือนสำหรับคนที่ไม่มีปริญญา

ผลก็คือ เกิดค่านิยมในการเรียนให้ได้ปริญญาเพื่อเป็นบันไดไปสู่ความก้าวหน้า และมีความขาดแคลนช่างเทคนิคฝีมือดี ทั้งๆ ที่ประเทศมีนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรม

ผลอีกประการหนึ่งก็คือ พนักงานไม่ได้ทำงานที่ตนถนัด และมีการบรรจุคนได้ปริญญาไปทำงานสารบรรณ งานคุมเครื่องจักร ฯลฯ ซึ่งอันที่จริงต้องการช่างฝีมือ

ปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นแม้ในหมู่นักเรียนทุนที่รัฐบาลส่งไปเรียนต่างประเทศ ซึ่งมักเป็นด้านวิทยาศาสตร์ในมหาวิทยาลัยชั้นเลิศของโลก จนถึงระดับปริญญาเอก กว่าจะได้มาก็ยากเย็น เพื่อที่จะกลับมาได้ไม่นานก็ต้องทำงานบริหาร ซึ่งไม่เคยสนใจมาก่อน ปริญญาและความเป็นนักเรียนทุน กลายเป็นเพียงบันไดให้ไต่ขึ้นไปในระบบราชการ แต่เสียประโยชน์ทั้งเงินที่ลงทุนไป และผู้ทำงานก็ต้องทำงานที่ไม่ถนัด

ส่วนการเลือกคณะวิชานั้น ค่านิยมมีที่มาหลายทาง คำตอบแม้จะต่างๆ กัน แต่ก็คงวนเวียนอยู่กับเรื่องต่อไปนี้ คือ

1.ครอบครัวอยากให้เรียนคณะนี้(เพราะครอบครัวมีธุรกิจให้สืบทอด มีเส้นสายที่จะคอยช่วยเหลือหนุนส่งให้ก้าวหน้าในหน้าที่การงาน หรือเห็นว่าคนเรียนเก่งเข้าคณะนี้ ลูกหลานเข้าบ้างก็เป็นหน้าเป็นตา ฯลฯ)

2.อยากเข้าเพื่อให้ได้ชื่อว่าเก่ง(ถ้าอยากรุนแรงมาก อาจจะทำให้ทุจริตเพื่อให้เข้าคณะหรือมหาวิทยาลัยนั้นๆ ให้ได้)

3.ตามเพื่อน

4.ก็บังเอิญสอบได้คณะนี้

5.ชอบ

6.เลือกเพราะเรียนจบคณะนี้แล้วได้เงินเดือนดีอนาคตดี

คนเรียนเก่ง ไปเรียนที่ไหนมาก คณะนั้นๆ ก็ดูเหมือนจะเป็นคนที่เก่ง ความเก่งส่วนหนึ่งมาจากพื้นฐานเดิมของผู้เรียนเอง ไม่ใช่คณะวิชาปลุกปั้นให้เป็นเสมอไป

เมื่อใครก็ตามไม่ได้เรียนเพราะใจรัก ก็มักจะไม่ทุ่มเทให้งานดีเลิศจริงๆ และถ้าทำได้ในเวลาไม่ช้าไม่นานก็หันเหไปทำงานที่ใจรัก เราจึงเสียวิศวกรที่ต้องลงทุนในด้านการเรียนการสอนสูงมากไปทำงานในด้านอื่นๆ แต่ไม่สามารถดึงผู้จบปริญญาอื่นๆ มาทำงานในอาชีพวิศวกรได้

นั่นก็คือ สังคมลงทุนแพงกว่าที่จำเป็น นับว่าเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า แต่จะโทษคนเรียนก็ไม่ได้ เพราะค่านิยมเป็นเช่นนั้น

ผลเสียทางอ้อมต่อสังคมประการหนึ่งก็คือ สังคมขาเขย่ง ทำงานใหญ่เป็นทีมงานไม่ได้ เพราะคนที่เก่งโดยพื้นฐานของตนเองไปกระจุกตัวกันอยู่ในบางอาชีพหรือบางสาขาวิชาเท่านั้น

จะแก้ไข ต้องแก้ที่ระบบ

นักเศรษฐศาสตร์สถาบันมีจุดยืนว่า กติกามีความสำคัญมากในการกำหนดพฤติกรรม ถ้าเห็นว่าพฤติกรรมที่เกิดขึ้น ไม่เป็นผลดีต่อส่วนรวมเท่าที่ต้องการ และต้องการจะเปลี่ยนพฤติกรรม ก็ต้องย้อนไปวิเคราะห์และเปลี่ยนกติกา

แก้ได้เบื้องต้นที่การเลือกคณะวิชา

ดูเฉพาะประเด็นเรื่องภาคอุตสาหกรรมที่ขาดแคลนแรงงาน

ทางแก้ไม่ใช่การเปิดคณะวิศวกรรมศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น และไม่ใช่การเพิ่มนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ เพื่อให้มีจำนวนบัณฑิตเพิ่มขึ้นมากพอจะทดแทนคนที่ไหลออกไปทำงานสาขาอื่น แล้วมีเหลือพอเพียงสำหรับภาคอุตสาหกรรม

ทางแก้ควรจะต้องหันไปหาวิธีการให้มีช่างเทคนิคที่ได้คุณภาพให้มากขึ้น และให้คนที่จบวิศวกรรม ไปทำงานด้านที่เรียนมาให้มากขึ้น ด้วยความสมัครใจ

ระบบการเรียนการสอน การจัดจ้าง ให้เงินเดือน และสร้างทางก้าวหน้า สร้างความภูมิใจในผลของงาน ต้องเปลี่ยนไป ถ้าจะให้วิชาด้านเทคนิคได้รับความนิยมอีกครั้ง

ระบบการรับนักศึกษาเข้ามหาวิทยาลัยต้องมีการทบทวน ถ้าจะให้นักศึกษาเลือกเรียนตามความชอบ และตามความสามารถประกอบกัน

ในประเด็นหลังนี้ เมื่อพิจารณาดูแล้ว จะพบว่าระบบการรับนักศึกษาเข้าเรียนปริญญาตรี ในมหาวิทยาลัยในประเทศไทยที่ใช้กันอยู่ มหาวิทยาลัยมีโอกาสเลือกนักศึกษาน้อยมาก เพราะนักศึกษามักจะเลือกคณะก่อน แล้วจึงเลือกมหาวิทยาลัย ส่วนในสหรัฐอเมริกาได้ทราบว่ามหาวิทยาลัยและนักศึกษาเลือกซึ่งกันและกัน แล้วนักศึกษาเลือกคณะในภายหลัง แม้ว่าในชั้นแรก นักศึกษาอาจจะเลือกมหาวิทยาลัยนี้ด้วยความสนใจ ในภาควิชาใดภาควิชาหนึ่ง แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นข้อผูกมัดว่าต้องเรียนวิชานั้นๆ ยังมีโอกาสเปลี่ยนใจได้เมื่อเข้ามาเรียนแล้ว

แม้กระทั่งเรียนไปสักหนึ่งปี ไม่ถูกอัธยาศัยกับมหาวิทยาลัยนี้ ก็ยังมีโอกาสเปลี่ยนใจย้ายมหาวิทยาลัยได้ พร้อมทั้งนำเครดิตวิชาที่เรียนแล้วติดตัวไปต่อในมหาวิทยาลัยใหม่ได้ ไม่ต้องลาออกไปเรียนซ้ำปีที่หนึ่งใหม่อีกครั้งหนึ่ง

วิธีที่ต่างกันนี้ ทำให้พฤติกรรมหลายๆ อย่างต่างกันออกไป

ในประเทศไทยมีกติกาห้ามเปลี่ยนคณะ เพราะรับเข้าตามคณะ ดังนั้น นักศึกษาที่สอบไมได้คณะที่ต้องการ หลายคนจำใจเรียน แล้วสอบเข้าใหม่ หรือจำใจเรียนให้จบๆ เพื่อให้มีปริญญา และพร้อมจะไปทำงานอื่นที่ตนชอบ

นักศึกษาที่เข้าเรียนแล้วพบว่าตนไม่ได้ชอบคณะที่เลือก ก็ทำเช่นเดียวกันคือเรียนปีแรกแล้วสอบเข้าใหม่ หรือจำใจเรียนให้จบๆ

ย้อนกลับมามองเฉพาะในประเทศไทย จะเห็นได้ว่าต้นทุนของการเปลี่ยนใจแพงมากสำหรับทั้งนักศึกษาและมหาวิทยาลัย และสังคมเป็นส่วนร่วม เพราะเท่ากับเวลาหนึ่งปีของการเรียน ที่นอกจากเสียเวลาในชีวิตไป 1 ปีกับสิ่งที่ไม่ชอบ ยังไปเบียดที่เรียนของคนอื่น ทำให้ที่เรียนน้อยไปหนึ่งที่ ทุกครั้งที่มีคนสอบเข้าแล้วลาออกไปสอบเข้าใหม่ในคณะอื่น

ในสหรัฐอเมริกา นักศึกษายังมีเวลาอีกพักใหญ่หลังจากที่เข้ามหาวิทยาลัยแล้ว เพื่อเลือกว่าตนสนใจวิชาใดแน่ และจะเลือกเรียนวิชาใดเป็นวิชาเอก การเปลี่ยนใจเกิดขึ้นได้หลายเทอมทีเดียว ไม่ต้องทำแบบเมืองไทย คือเปลี่ยนใจอยากเปลี่ยนคณะเมื่อใด ต้องลาออกจากมหาวิทยาลัยก่อน การแบ่งนักศึกษาไม่ได้แบ่งเป็นคณะย่อยๆ มากคณะ แต่ให้อิสระนักศึกษาได้เลือกแผนกวิชาต่างๆ ได้อย่างกว้างขวาง

น่าสนใจจะหาข้อมูลต่อไปว่า คณาจารย์และผู้บริหารในระดับมหาวิทยาลัยและในกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ส่วนมากที่เคยผ่านเมืองนอกก็มาจากสหรัฐอเมริกาเป็นส่วนใหญ่ เห็นประโยชน์ที่ดีกว่าอย่างไรจึงเลือกวิธีการที่ใช้อยู่ในประเทศไทยทุกวันนี้

หน้า 6