|
||||||||||||
|
จีนเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยน
คอลัมน์ คนเดินตรอก โดย วีรพงษ์ รามางกูร ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 08 สิงหาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3712 (2912) หลังจากที่ถูกสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรคือยุโรปและญี่ปุ่นกดดันมาเป็นเวลากว่า 2 ปี ในที่สุดจีนก็ประกาศเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยนของตน เมื่อวันพฤหัสฯที่ 21 กรกฎาคม 2548 จากระบบที่ตรึงค่าเงินไว้กับเงินดอลลาร์สหรัฐที่ 1 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 8.28 หยวน มาเป็นการตรึงไว้กับตะกร้าของเงินสกุลหลักหลายสกุล โดยไม่ประกาศว่าในตะกร้ามีอะไร และมีน้ำหนักอย่างไร ที่คาดกันตามที่อ่านจากหนังสือพิมพ์ตะวันตก ก็คิดว่าคงจะต้องมีเงินดอลลาร์สหรัฐ เงินยูโร เงินเยน และอื่นๆ เช่น ทองคำ เงินปอนด์ เป็นต้น ส่วนจริงๆ จะมีอะไรบ้าง อย่างไร แต่ละสกุลจะมีน้ำหนักอย่างไร จีนไม่บอก แต่ถ้าจีนตรึงค่าเงินไว้กับตะกร้าจริงๆ เอาสถิติมาจับดูก็คงจะรู้ สื่อบ้านเรายังเข้าใจสับสน เพราะหลายคนยังเขียนว่าจีนลอยตัวเงินหยวน โดยมีการจัดการบ้าง ลอยตัวบ้าง ตะกร้าบ้าง เลยอยากทำความเข้าใจก่อนว่าระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่จีนประกาศใหม่นี้คืออะไร ระบบอัตราแลกเปลี่ยนระบบใหม่ของจีนนี้เป็นระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ หรือระบบที่ยังตรึงค่าเงินของตัวอยู่ แต่แทนที่จะตรึงค่าเงินของตนไว้กับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐสกุลเดียว ก็ประกาศตรึงค่าเงินของตนไว้กับกลุ่มเงินตราหลายสกุล โดยให้น้ำหนักแต่ละสกุลไม่เท่ากัน เช่น ให้น้ำหนักดอลลาร์สหรัฐ 60 เปอร์เซ็นต์ 20 เปอร์เซ็นต์เป็นยูโร และ 20 เปอร์เซ็นต์เป็นเงินเยน หรือให้ น้ำหนักดอลลาร์สหรัฐ 40 เปอร์เซ็นต์ ให้น้ำหนักเงินยูโร 30 เปอร์เซ็นต์ เงินเยน 20 เปอร์เซ็นต์ และทองคำ 10 เปอร์เซ็นต์ เป็นต้น แต่ไม่ได้ลอยตัว ยังเป็นระบบตรึงค่าเงินกับอะไรสักอย่างอยู่ ภาษาอังกฤษเรียกระบบนี้ว่า "fixed exchange rate system" ในขณะเดียวกันก็ประกาศด้วยว่า อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินหยวนกับเงินดอลลาร์จะเคลื่อนไหวไม่เกิน 0.3 เปอร์เซ็นต์ต่อวัน แม้ว่าจะไม่ประกาศชัดเจนอย่างนี้ แต่เนื่องจากไม่ได้ประกาศว่าในตะกร้ามีเงินสกุลใดบ้าง เมื่อประกาศพื้นและเพดานของการเปลี่ยนแปลงต่อวันก็แปลว่า เป็นอัตราขั้นต่ำและขั้นสูงของการเปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเป็นอย่างนี้ก็แปลว่า เงินหยวนของจีนก็ยังตรึงไว้กับเงินดอลลาร์อยู่ดี แม้ไม่ได้ใช้ตะปูตรึงแต่ใช้ล่ามโซ่ไว้ อาจจะกระเพื่อมได้บ้างเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐแต่ไม่มาก สมมุติว่าเงินยูโรกับเงินเยนถีบตัวสูงขึ้นทันทีในวันเดียว 2-3 เปอร์เซ็นต์ เงินหยวนก็จะแข็งขึ้นตามเงินยูโรและเงินเยนได้ไม่เกิน 0.3 เปอร์เซ็นต์ต่อวัน เป็นต้น วิธีทำให้ได้อย่างนี้ก็คือ จีนจะต้องมี "ทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยน" หรือไอเอ็มเอฟให้เรียกว่า "Exchange Equalization Fund" ซึ่งธนาคารกลางเป็นเจ้าของเหมือนกับของเรา ทุกวันจีนจะประกาศอัตราแลกเปลี่ยนที่รับซื้อและขายไม่อั้น เช่น ประกาศว่าทุนรักษาอัตราแลกเปลี่ยนวันพรุ่งนี้ จะรับซื้อดอลลาร์สหรัฐที่อัตรา 8.10 หยวนต่อดอลลาร์ไม่อั้น ถ้าธนาคารพาณิชย์นำมาขาย และจะขายที่อัตรา 8.12 หยวนต่อดอลลาร์ไม่อั้น ถ้าธนาคารพาณิชย์ต้องการจะซื้อ เมื่อทำอย่างนี้อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินหยวนกับดอลลาร์ เงินหยวนกับเงินสกุลต่างๆ ในตลาดก็จะตามอัตราแลกเปลี่ยนที่ทุนรักษาระดับฯของธนาคารกลางประกาศ เหมือนระบบของเราที่ปู่สมหมายท่านทำเอาไว้เมื่อวันที่ 2 พ.ย. 2527 ที่ไม่เหมือนของเราก็ตรงที่ ทุนรักษาระดับฯของเราประกาศเวลา 9 นาฬิกา ตอนที่ตลาดเปิดและซื้อขายถึงเที่ยง ของจีนประกาศเวลา 17 นาฬิกา เมื่อตลาดปิดแล้วและจะซื้อขายวันรุ่งขึ้น อันไหนดีกว่ากันก็ไม่รู้ เคยเขียนก่อนหน้านี้นานแล้วว่า ในแง่ของจีน จีนไม่มีเหตุผลทางเศรษฐกิจที่จะต้องเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยน เพราะระบบเก่าทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ดี เอกชนไม่ต้องเผื่อค่าความเสี่ยง ประเทศก็ยังไม่มีความเสี่ยงอะไร เพราะจีนยังเกินดุลการค้าและดุลบัญชีอยู่ทุกเดือน ทุนสำรองระหว่างประเทศก็เพิ่มขึ้นทุกเดือน เมื่อสิ้นเดือนกรกฎาคม จีนมีทุนสำรองอยู่ถึง 711,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นที่สองรองจากญี่ปุ่นซึ่งมีประมาณ 850,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่จีนยอมเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยนให้ยืดหยุ่นขึ้นบ้างเล็กน้อย น่า จะเป็นเหตุผลทางการเมืองกับสหรัฐอเมริกา เป็นการให้บันไดลงกับประธานา ธิบดียอร์จ ดับเบิลยู. บุช เพราะรัฐบาลอเมริกันได้พยายามอธิบายกับคนอเมริกัน ว่าสาเหตุที่อเมริกาขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดมาก ก็เป็นเพราะค่าเงินหยวนแข็งเกินไป เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ ถ้าเงินหยวนแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ สินค้าจีนที่ส่งไปอเมริกาก็จะแพงขึ้น ผู้ผลิตในอเมริกาก็จะอยู่ได้ คนอเมริกันนั้นปกติจะเชื่อรัฐบาล และถูกสื่อมวลชนของอเมริกันล้างสมองได้ง่าย เมื่อเห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันว่าสินค้าที่สั่งมาจากประเทศจีนราคาถูกก็คิดว่าเพราะจีนผลิตของราคาถูกมาตีตลาดของตน อันเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้ตนตกงาน แทนที่จะคิดว่าแรงงานของตัวมีราคาแพงเกินไป ทำงานไม่เป็น ผลิตสินค้าสู้ประเทศอื่นเขาไม่ได้ทั้งในด้านคุณภาพและราคา ที่สหรัฐอเมริกาขาดดุลบัญชีมโหฬารก็เพราะนโยบายการเงินการคลังของตนเป็นอย่างนั้น แม้จีนจะขึ้นค่าเงินหยวนไปเท่าไหร่ ถ้านโยบายการเงินการคลังของสหรัฐยังกระตุ้นให้มีการใช้จ่ายเกินตัว ทั้งในภาคครัวเรือนและภาครัฐบาล อเมริกาก็ต้องขาดดุลขนาดนี้อยู่วันยังค่ำ เมื่อถูกมติมหาชนที่ตนสร้างขึ้นมาบีบรัดให้รัฐบาลสหรัฐเร่งรัดจีนให้ขึ้นค่าเงินหยวน รัฐบาลสหรัฐก็ถูกประชาชนและสื่อมวลชนโจมตี วุฒิสภาอเมริกันก็ต้องเล่นไปตามกระแสกดดันให้รัฐบาลสหรัฐประกาศใช้กฎหมายที่ตนออก เล่นงานทางการค้าของจีนในเรื่องสิ่งทอและเสื้อผ้า ซึ่งจีนต้องยอมทำตามเงื่อนไขของสหรัฐและยุโรปที่ว่า ถ้าเปิดเสรีในเรื่องสิ่งทอและเสื้อผ้าแล้ว อุตสาหกรรมของสหรัฐถูกกระทบกระเทือนอย่างหนัก ทั้งสหรัฐและยุโรปอาจจะเอาโควต้านำเข้ากลับมาใช้ใหม่ได้ ทั้งสหรัฐและยุโรปจึงไม่อยากทำ เมื่อการเมืองในสหรัฐกดดันประธานาธิบดีหนัก ประธานาธิบดีต้องใช้ วิธีทางการทูต โดยส่งนายเฮนรี่ คริสซิงเจอร์ บินลับๆ ไปขอร้องจีนให้ทำอะไรบ้าง เพื่อช่วยประธานาธิบดีสหรัฐ ในที่สุดจีนจึงต้องยอมหาทางออกให้ประธานาธิบดีสหรัฐ คงจะมีอะไรแลกเปลี่ยน ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องที่สหรัฐยอมให้ผู้นำพรรคก๊ก มิน ตั๋ง พรรคฝ่ายค้านของไต้หวันมาเยือนประเทศจีนได้ ฝ่ายจีนก็ยอมให้เกาหลีเหนือมานั่งโต๊ะเจรจากับสหรัฐได้ ถ้าเป็นอย่างนี้จริง งานนี้จีนน่าจะได้กำไรทางการเมืองเป็นอันมาก ทั้งหมดนี้จึงเป็นเรื่องการต่อรองทางการเมืองกันระหว่างสหรัฐกับจีน ไม่เกี่ยวอะไรกับเหตุผลทางเศรษฐกิจการเงิน หรือกลไกตลาด หรืออะไรทั้งนั้น ประเด็นทางเศรษฐกิจจึงเป็นเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายเอามาเป็นข้ออ้างประกอบ การให้บันไดลงสำหรับประธานาธิบดีอเมริกาเท่านั้นเอง ผลทางเศรษฐกิจจึงไม่มีอะไรอย่างที่สื่อมวลชนไทยและเทศตื่นเต้นกัน ที่คาดการณ์กันตามกระแสของนักเก็งกำไรค่าเงิน ว่าเงินสกุลต่างๆ ในเอเชียจะต้องแข็งตามค่าเงินเยน ก็เป็นเรื่องที่สร้างข่าวเพื่อจะปั่นค่าเงินหากำไร ในที่สุดอีก 2-3 เดือนค่าเงินของประเทศต่างๆ เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐก็กลับเข้าสู่ภาวะปกติ การวิเคราะห์อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างหยวนกับดอลลาร์จะวิเคราะห์ไปตามหลักวิชาคงไม่ได้ เพราะค่าเงินหยวนยังถูกตรึงอยู่ดี เวลาผ่านไป 2 สัปดาห์ ค่าเงินยูโรและเงินเยนแข็งขึ้นประมาณ 1.5 เปอร์เซ็นต์ แต่เงินหยวนเเข็งขึ้นจาก 8.11 เป็น 8.10 หยวนต่อดอลลาร์ เท่ากับแข็งขึ้นเพียง 0.12 เปอร์เซ็นต์ ถ้าเป็นอย่างนี้จริง เท่ากับตะกร้าของจีนมีดอลลาร์อยู่กว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ก็เท่ากับยังตรึงค่าเงินหยวนไว้กับดอลลาร์อยู่ดี พวกนักเก็งกำไรค่าเงินหยวนที่ตุนเงินหยวนไว้มากคงจะผิดหวัง และอาจจะคายเงินหยวนออกมา ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนในตลาดมืดเข้าใกล้อัตราของทางการมากขึ้น ซึ่งคงไม่เกี่ยวกับประเทศของเรา ไม่ทำให้เราดีขึ้นหรือเลวลง อย่างที่เราคิดกัน มีข้อน่าสังเกตอีกอันหนึ่งก็คือ จีนแถลงว่าจีนดูรูปแบบของระบบอัตราแลกเปลี่ยนของสิงคโปร์เป็นหลัก พวกเราซึ่งไม่ค่อยจะสนใจระบบอัตราแลกเปลี่ยนของสิงคโปร์ ก็เลยทราบว่าระบบอัตราแลกเปลี่ยนของสิงคโปร์ ซึ่งประกาศว่าลอยตัว คงไม่ได้ลอยตัวจริง แต่คงมีอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างดอลลาร์สิงคโปร์กับดอลลาร์สหรัฐอยู่ในใจ แบบไม่ประกาศแต่คำนึงถึงตะกร้าเงินที่มียูโรและเยนเทียบเคียงดู แล้วกำหนดพื้นและเพดานของการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยน ระหว่างเงินของตนกับเงินของสหรัฐในแต่ละวัน ถ้าอัตราแลกเปลี่ยนจะเปลี่ยนแปลงมากกว่าพื้นและเพดานที่กำหนดไว้ในใจไม่ประกาศก็ตั้งโต๊ะรับซื้อขาย เพื่อให้อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินสิงคโปร์กับเงินสหรัฐไม่เปลี่ยนแปลงมากเกินไป ก็เท่ากับตรึงค่าเงินไว้กับเงินดอลลาร์นั่นเอง ทันทีที่จีนประกาศเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยน มาเลเซียก็ประกาศเปลี่ยนระบบบ้าง โดยเปลี่ยนจากระบบที่ตรึงเงินริงกิต ไว้กับเงินดอลลาร์สหรัฐในอัตราหนึ่งดอลลาร์เท่ากับ 3.80 ริงกิต มาเป็นตรึงไว้กับตะกร้าเงินที่ไม่ประกาศว่า ในตะกร้านั้นมีเงินอะไร มีน้ำหนักเท่าใด แต่ประกาศย้ำว่าไม่อนุญาตให้มีการซื้อขายเงินริงกิตนอกประเทศ ซึ่งก็เหมือนกับของเราสมัยป๋า และของจีนปัจจุบันเพราะจีนก็ไม่อนุญาตให้มีการซื้อขายเงินหยวนนอกประเทศ เป็นแต่เพียงมาเลเซียประกาศย้ำให้ชัดเจนขึ้นเท่านั้น นักเก็งกำไรซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในอเมริกาคงจะไม่ชอบใจ เพราะอะไรที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง นักเก็งกำไรทำกำไรอะไรไม่ได้ กรณีอย่างนี้ไอเอมเอฟไม่ค่อยจะชอบ ขณะนี้ตลาดเงินตราต่างประเทศของโลกจึงอยู่ในมือของธนาคารกลางของประเทศใหญ่ๆ ไม่กี่แห่ง คือ ญี่ปุ่น จีน ยุโรป การเคลื่อนไหวของเงินทุนซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ค่าเงินสกุลหลักของโลกจึงไม่ได้เป็นไปตามกลไกตลาด แต่เป็นไปตามการตัดสินใจของเจ้ามือรายใหญ่ๆ ของโลกเท่านั้นเอง การคาดการณ์จึงเป็นเรื่องที่ยุ่งยากมาก และมักจะคาดการณ์ผิดได้ง่าย การเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยนของจีนจึงไม่ใช่เรื่องที่น่าตื่นเต้น เพราะจีนก็ยังกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนรายวันที่ไม่เปลี่ยนแปลงมาก ในตะกร้ามีอะไรก็ไม่ได้ประกาศ จะเปลี่ยนแปลงอย่างไรก็ไม่ประกาศ ระบบของเราตอนที่ประกาศใช้ระบบตรึงกับตะกร้าเราก็ไม่ประกาศ โดยหวังว่าธนาคารแห่งประเทศไทย เราจะเปลี่ยนเงินในตะกร้าไปตามความเหมาะสมกับสถานการณ์ โดยไม่ต้องประกาศลอยตัว เช่น ถ้าดอลลาร์แข็งขึ้น เราไม่ควรแข็งขึ้นตามดอลลาร์ เราก็เอาดอลลาร์ออกจากตะกร้าไปบ้าง ถ้าดอลลาร์อ่อนลงเราควรอ่อนตามดอลลาร์ ก็เอาดอลลาร์ใส่กลับเข้ามาให้มากขึ้นใหม่ แต่เรากลับไปยึดถือตะกร้าเป็นพระคัมภีร์ไบเบิล เปลี่ยนแปลงไม่ได้ในยุคหลังๆ ก็เลยพังไปอย่างที่เห็น คิดว่าระบบตะกร้าของจีนคงไม่ทำอย่างเราเคยทำพัง เขาคงจะทำอย่างที่ปู่สมหมายท่านตั้งใจให้ทำ ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์กับประเทศจีนอย่างมากแต่ไอเอมเอฟคงจะไม่ชอบใจตามเคย ความเห็นของผมเรื่องเงินหยวนเป็นอย่างนี้ หน้า 3
|