หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
สหรัฐกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ : นโยบายทางการทหารใหม่

โลกทรรศน์  อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์  มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 05 สิงหาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 25 ฉบับที่ 1303

มีผู้สังเกตการทางการเมืองระหว่างประเทศมากมาย อธิบายความสลับซับซ้อนของความเคลื่อนไหวของขบวนการก่อการร้าย เช่น หัวหน้าขบวนการอาจจะเป็นเพียงบุคคลหรือคณะบุคคล หมายความว่า รัฐ (State) ไม่ใช่ผู้เล่นหรือตัวละครสำคัญในเวทีการเมืองระหว่างประเทศอีกต่อไป คนคนนั้นที่มีบทบาทสำคัญในการก่อการร้ายซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวสำคัญของการเมืองระหว่างประเทศเท่ากับว่า ตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ (Non-State actor) ได้เข้ามามีบทบาทแทนที่รัฐมากขึ้นเรื่อยๆ

เป้าหมายสำคัญของการก่อการร้ายโดยพื้นฐานที่สุดคือ การสร้างสภาพความน่ากลัว (Terror) ดังนั้น การใช้กำลังติดอาวุธเท่าที่มีอยู่จึงไม่ใช่เพื่อการยึดอำนาจรัฐ อำนาจการปกครองและการแบ่งแยกดินแดนออกเป็นประเทศใหม่

เพราะในโลกของความเป็นจริง การแยกเป็นประเทศใหม่ภายใต้การนำของผู้นำพลเรือน 1,000 คนเป็นเรื่องโง่ๆ ที่จะหาความสนับสนุนจากประชาชนและอยู่ไม่ได้ด้วยความเป็นจริงทางเศรษฐกิจและในประชาคมโลก แม้แต่การแบ่งแยกดินแดนที่เป็นสาระสำคัญของขบวนการไอร์อาร์เอ (IRA) ของชาวไอริชบางส่วนจากการปกครองของอังกฤษ ยังใช้แนวทางสันติวิธีหลังจากจับอาวุธแบ่งแยกดินแดนมา 30 ปี เช่นเดียวกัน คนอาเจะห์ (Aceh) ซึ่งเป็นคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในบริเวณที่เป็นแหล่งน้ำมันใหญ่ของอินโดนีเซีย และถูกคนชวาซึ่งปกครองอินโดนีเซียปล้นความมั่งคั่งนั้นไปยังวางอาวุธและหาทางสมานฉันท์กับรัฐบาลที่จาการ์ตา

หมายความว่า ขบวนการแบ่งแยกดินแดนอาจจะใช้การแบ่งแยกดินแดนเป็นข้ออ้างในยุคโลกาภิวัตน์ไม่ได้แล้ว การใช้กำลังทั้งจากขบวนการแบ่งแยกดินแดนและจากฝ่ายรัฐอาจจะหลอกประชาชน เพื่อความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรงเพื่อเป้าหมายเฉพาะของตัวเองก็ได้

การกล่าวถึงความสลับซับซ้อนของพัฒนาการการก่อการร้าย และบทบาทของรัฐในการเมืองระหว่างประเทศปัจจุบัน เพื่อต้องการชี้ให้เห็นทั้งความสลับซับซ้อนในตัวเองของการใช้ความรุนแรงในรูปของการก่อการร้าย และเหตุผลเชิงซ้อนของรัฐและกลไกรัฐที่ลักไก่ใช้ความรุนแรงเข้าจัดการความแตกต่างทางความคิด จัดการศัตรูทางการเมืองหรือจัดการกับชาติพันธุ์อื่นๆ ในประเทศของตัวเอง

นอกจากนี้ ยังต้องการชี้ให้เห็นพัฒนาการใหม่ของรัฐบาลสหรัฐซึ่งเป็นผู้นำการต่อต้านการก่อการร้าย แต่ในความเป็นจริงมีเป้าหมายและผลประโยชน์เชิงซ้อนซ่อนอยู่มากมาย เพื่อให้เข้าใจเรื่องนี้ง่ายขึ้น บทความนี้จะอธิบายความสัมพันธ์ระหว่าง นโยบายทางการทหารใหม่ (New military policy) ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐ และบทบาทของนโยบายนี้ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

โดยหวังว่าจะทำให้เราเข้าใจการก่อการร้าย บทบาทมหาอำนาจและการตอบสนองของรัฐต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น

 

 

ไทยมหามิตรของสหรัฐ

ถ้าย้อนกลับไปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อนั้นเราจะเห็นประเทศเล็กๆ อย่างไทยที่ฟันฝ่าสงครามการแย่งชิงทรัพยากรและอุดมการณ์ทางการเมืองระหว่างมหาอำนาจ แต่ในเวลาเดียวกัน เราก็เห็นไทยเป็นประเทศที่มีส่วนในการสร้างความสำเร็จให้กับยุทธศาสตร์ทางการทหารและเศรษฐกิจของสหรัฐทุกครั้งไป ที่น่าสนใจ ประเทศไทยไม่เคยละทิ้งบทบาทดั้งเดิมนี้ต่อสหรัฐเลยแม้โลกก้าวเข้าอยู่ยุคโลกาภิวัตน์แล้ว

แทบไม่น่าเชื่อ นโยบายทางการทหารใหม่ของกระทรวงกลาโหมหรือที่เรียกในชื่อทางการว่า National Military Strategic Plan for the War on Terrorism อันเป็นนโยบายระดับชาติของรัฐบาลสหรัฐเพื่อนิยามใหม่ต่อศัตรูของชาติและครอบคลุมเป้าหมายของชาติกว้างขึ้น ถือว่าประสบความสำเร็จด้วยผลอย่างมากของการดำเนินการของฐานทัพสหรัฐในประเทศไทย เพื่อปฏิบัติภารกิจต่อเหตุการณ์ภัยพิบัติสึนามิและโดยเฉพาะการปฏิบัติการในจังหวัดอาเจะห์ของอินโดนีเซีย

ข้อความต่อไปนี้น่าสน ใจเพราะชี้ให้เห็นบทบาทและความสำเร็จของรัฐบาลสหรัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

...มีรายงานผลการสำรวจความคิดเห็นของชาวอินโดนีเซียเมื่อไม่นานมานี้ ผลคือ ก่อนเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติสึนามิ คนอินโดนีเซียเกลียดสหรัฐอเมริกา แต่หลังจากนั้น คนอินโดนีเซียเกลียด บิน ลาเดน (ที่โอซามาทำการก่อการร้าย) พวกเขาเกลียดกลุ่มหัวรุนแรงที่ใช้ความรุนแรงและพวกเขาสนับสนุนประชาธิปไตยถึงร้อยละ 88...

อ้างจาก Alan Dawson, " Pentagon going for "hearts and minds" Bangkok Post 28 July 2005 p. 12

พร้อมกันนั้น ควรทำความเข้าใจว่ามีรากเหง้าบางอย่างช่วยสร้างความสำเร็จนั้นด้วย กล่าวคือ รากฐานของ นโยบายทางการทหารใหม่ อันได้แก่ สหรัฐเร่งความสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องกับอินเดีย ความพยายามบริหารจัดการการก้าวสู่มหาอำนาจของจีน การถอดอาวุธเกาหลีเหนือ การคงไว้ซึ่งพันธมิตรที่ใกล้ชิดกับญี่ปุ่น ไทย และออสเตรเลีย ที่น่าสนใจ สหรัฐได้เคลื่อนไหวผลักดันนโยบายนี้มา 2 ปีแล้วโดยมีไทยเป็นข้อต่อสำคัญของนโยบายดังกล่าว กล่าวคือ ประธานาธิบดีจอร์ช บุช เยือนไทยเมื่อ 18 เดือนที่แล้ว และประกาศให้ไทยได้รับสถานะ พันธมิตรหลักนอกนาโต (Major non-NATO ally) และในการเยือนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีการทำความตกลงทวิภาคี หลายอันเป็นความตกลงทวิภาคีทางการทหารที่เรียกว่า Cooperation Afloat Readiness and Training หรือเรียกสั้นๆ ว่า Carat

ภาพความสำเร็จที่เห็นแต่ผู้นำเหล่าทัพบางคนอาจจะไม่มีโอกาสเห็น เช่น กองทัพเรือทดสอบการยิงเป้าหมายที่เป็นเครื่องบินแบบที่เรียกกันทางการทหารชั้นสูงว่า air-to-air missile การฝึกซ้อมโจมตีชายฝังของหน่วยนาวิกโยธินไทยจากเรือรบสหรัฐ ส่วนหนึ่งของการฝึกการรบซึ่งเป็นหัวใจของ นโยบายทางการทหารใหม่ของสหรัฐ คือ ทหารเรืออเมริกันเข้าไปยังหมู่บ้านหลายแห่งพร้อมด้วยของเล่นและขนมให้กับเด็กๆ

ถ้าย้อนกลับไปดูการปฏิบัติการฝึกการรบที่สำคัญระหว่างทหารไทยกับสหรัฐ คือ การฝึกโคบร้าโกลด์ (Cobra Gold) ทหารเรืออเมริกันสร้างห้องแล็บคอมพิวเตอร์ให้กับโรงเรียนแห่งหนึ่งในหมู่บ้านที่จังหวัดชลบุรีเมื่อปีที่แล้ว

แต่การทดสอบ นโยบายทางการทหารใหม่ อันมีภารกิจหลักคือ การต่อต้านการก่อการร้ายเกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว กล่าวคือ เหตุการณ์ภัยพิบัติสึนามิเมื่อ 26 ธันวาคม 2004 เราได้เห็นกองกำลังสหรัฐเร่งเปิดใช้ยุทโธปกรณ์ที่ไม่ได้ใช้ปฏิบัติงานมาก่อนฐานทัพเรืออู่ตะเภา เพื่อใช้เป็นสถานีสำหรับช่วยเหลือฉุกเฉินและตรวจตราภูมิภาคแถบนั้นอย่างใกล้ชิด

ภายใต้ภาวะวิบัติภัยทางธรรมชาติ การปฏิบัติงานทางด้านการทหารของสหรัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประสบความสำเร็จครั้งใหญ่ ถ้ามองในภาพรวม กองกำลังสหรัฐ ออสเตรเลียและสิงคโปร์ได้แสดงบทบาทและประสบชัยชนะทางการทหารครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด กองกำลังพันธมิตรไม่ได้ยิงกระสุนแม้แต่ลูกเดียว แต่ขบวนการแบ่งแยกดินแดนของกลุ่มหัวรุนแรงและเคลื่อนไหวอยู่ในจังหวัดต่างๆ ของคนมุสลิมเปิดทางให้กับกองกำลังต่างชาติเข้ามาอย่างชอบธรรม

ในแง่กระบวนการกำหนดนโยบายของไทย ข้อท้วงติงของนักวิชาการไทยจำนวนหนึ่งที่เป็นห่วงว่า รัฐบาลสหรัฐจะเรียกร้องให้รัฐบาลไทยทำสงครามต่อต้านการก่อการร้าย เป็นความห่วงใยที่ไร้ผลตามเคย ในช่วงรัฐบาลท่านนายกฯ ทักษิณ ประเทศไทยมีนโยบายต่างประทศไร้ทิศทาง แต่ที่ชัดเจนที่สุดคือเป็นพันธมิตรที่เข้มข้นกับรัฐบาลสหรัฐ

ดังนั้น เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐแทบไม่ต้องกดดันรัฐบาลไทยเลย รัฐบาลไทยก็ไม่เคยขัดขืนใดๆ ต่อข้อเสนอของรัฐบาลสหรัฐอยู่แล้ว ดูอย่างท่าทีที่นิ่มนวลของรัฐมนตรีต่างประเทศหญิงเหล็ก คอนโดลิซซา ไรซ์ ที่มาเที่ยวภาคใต้ของไทย เธอมาพักผ่อนและเยี่ยมชมความสำเร็จของกองกำลังสหรัฐ และนโยบายทางการทหารใหม่ที่ช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมต่อเหตุการณ์พิบัติภัยสึนามิ นายกรัฐมนตรีคนเก่งของไทยพร้อมรัฐมนตรีวงในยังต้องบินด่วนไปทานอาหารเช้าด้วย

นางสาวไรซ์ ไม่สนใจแม้แต่น้อยเรื่องความรุนแรงในภาคใต้ เธอปฏิเสธโดยไม่มีเยื่อใยว่าปัญหาความรุนแรงในภาคใต้เป็นเรื่องภายในของไทย รัฐบาลไทยก็เตรียมการทางกฎหมายต่อต้านการก่อการร้ายเอาไว้แล้ว ถ้าดูพระราชบัญญัติบริหารราชการในยามฉุกเฉิน นี่คือกฎหมายสารพัดนึกที่ใช้ในภัยพิบัตินานาชนิด โดยเฉพาะภัยพิบัติจากการก่อการร้าย โดยนางสาวไรซ์ไม่ต้องให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากทำเนียบขาวมาช่วยร่างเช่นกัน แค่เธอไม่มาร่วมการประชุม ARF ที่นครเวียงจันทน์ที่ผ่านมา ผู้นำอาเซียนก็พร้อมใจกันไล่พม่าลงจากเวทีผู้นำโดยผู้นำสหรัฐไม่ต้องชี้นิ้วสั่ง ผู้นำอาเซียนนั้นรวมไทยอยู่ด้วย

นโยบายทางการทหารใหม่ของสหรัฐเพื่อต่อต้านการก่อการร้ายกำลังทำงานโดยไม่ต้องให้ทำเนียบขาวสั่ง ตึกไทยคู่ฟ้ายังเป็นข้อต่อสำคัญของนโยบายนี้ต่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เหมือนเดิม

 

หน้า 16

+++++++