หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2005 p1

บทความปี 2004 p2 บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
"สมองพิการแต่ไร้อารมณ์" ก็ลงทุนได้

โดย วรากรณ์ สามโกเศศ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ Varakorn@dpu.ac.th  มติชนรายวัน วันที่ 04 สิงหาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10008

"การตัดสินใจลงทุนที่ถูกต้องจำต้องอยู่บนพื้นฐานของเหตุผลและไร้ซึ่งอารมณ์" คำแนะนำนี้เป็นที่ทราบกันดีมานานนม แต่ยังไม่เคยมีการพิสูจน์กันจริงจัง นักวิจัยสามคนที่ Stanford, Lowa และ Carnegie Mellon ได้พิสูจน์ให้เห็นจากห้องทดลองอย่างชัดเจนเมื่อเร็วๆ นี้ ดังปรากฏในวารสาร Psychological Science

ผลการวิจัยทำให้เห็นอีกหลายแง่มุมในสาขาใหม่ของวิชาเศรษฐศาสตร์ คือ neuroneconomics

การพิสูจน์ใช้ผู้เข้าทดลอง 41 คน ที่มี IQ เป็นปกติโดยแบ่งออกเป็นกลุ่มที่สมองปกติ และกลุ่มที่สมองบางส่วนพิการชนิดที่การใช้เหตุผลยังเป็นปกติเพียงแต่เสียหายในส่วนที่ก่อให้เกิดอารมณ์ (Emotion) เท่านั้น (ในกลุ่มสมองพิการ มีอีกกลุ่มที่สมองเป็นปกติในเรื่องอารมณ์แต่พิการในด้านอื่น เพื่อใช้เป็นกลุ่มเปรียบเทียบในการทดลอง)

ทั้งหมดเล่นเกมโยนเหรียญง่ายๆ โดยจะได้รับเงินแจกคนละ 20 เหรียญ หากเล่นได้เท่าใดก็เป็นเงินของตนไปเลย กติกาก็คือจะเล่นกัน 20 ตา ทุกครั้งที่ทายถูกจะได้ 2.50 เหรียญ ถ้าทายผิดจะเสีย 1 เหรียญ ผู้เล่นอาจไม่เล่นตาใดก็ได้และสามารถเก็บเงินนั้นไว้เป็นของตนเอง เมื่อกติกาเป็นอย่างนี้ถึงคนไม่เคยเล่นการพนันเลยก็พอมองเห็นว่ากลยุทธ์ที่ดีที่สุดก็คือ แทงตาละ 1 เหรียญทุกตา เนื่องจากโอกาสถูกคือ 50-50 และหากทายถูกได้เงินมากกว่าทายผิด ดังนั้น ยิ่งเล่นหลายตาก็ยิ่งมีโอกาสได้ผลตอบแทนมาก

ผลปรากฏว่า "คนสมองพิการแต่ไร้อารมณ์" เล่นร้อยละ 84 ของจำนวนตาทั้งหมด ในขณะที่คนสมองปกติเล่นเพียงร้อยละ 58 และ "คนสมองพิการไร้อารมณ์" เหลือเงินในตอนสุดท้ายเฉลี่ยเงินคนละ 25.70 เหรียญ ในขณะที่คนสมองปกติเหลือเฉลี่ยคนละ 22.80 เหรียญ

ผลการทดลองก็คือ "คนสมองพิการไร้อารมณ์" เล่นได้เก่งกว่า คนสมองปกติ !

นักวิจัยเชื่อว่าสาเหตุที่ทำให้คนสมองปกติเล่นได้ไม่ดีเท่าก็คือมีความกลัว (เสียเงิน) หรือมีอารมณ์ ทั้งๆ ที่ทุกคนรู้ดีว่ากลยุทธ์ที่ดีที่สุดคือ แทงทุกตา แต่เมื่อเจอการแทงผิดติดๆ กัน คนสมองปกติก็เริ่มรู้สึกกลัว ("ปอดแหก" ในภาษาไทย) และไม่กล้าแทงในตาถัดไป พูดง่ายๆ ก็คือยอมให้ผลจากการแทงตาก่อนหน้ามีผลต่อการตัดสินใจของเขาในตาต่อๆ ไป ทั้งๆ ที่รู้ดีว่ากลยุทธ์ที่ดีที่สุดคือ แทงทุกตาก็ตามที

ในทางตรงกันข้ามความเก่งกว่าของ "คนสมองพิการแต่ไร้อารมณ์" มาจากการใช้เหตุผลที่มีอยู่เป็นปกติ โดยแทงมากตากว่าอย่างไร้อารมณ์ ผลจากการแทงในตาก่อนหน้าดูจะไม่มีผลต่อการตัดสินใจแทงในตาถัดไปมากนัก อีกทั้งยังมีใจสู้ความเสี่ยงที่อาจให้ผลตอบแทนมากกว่า และดูจะมีอารมณ์ ปฏิกิริยาต่อการสูญเสียน้อยกว่าคนสมองปกติ

สิ่งที่นักวิจัยสรุปจากการทดลองนี้ก็คือ การเอาอารมณ์มาปนเปกับการตัดสินใจลงทุน อาจนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาด "คนสมองพิการไร้อารมณ์" สามารถตัดสินใจเกี่ยวกับเงินทองได้ดีกว่าคนปกติภายใต้เงื่อนไขบางประการ

งานวิจัยชิ้นนี้อยู่ในสาขาใหม่ของวิชาเศรษฐศาสตร์ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วดังที่เรียกว่า neuroeconomics ซึ่งใช้ความรู้จากจิตวิทยา เศรษฐศาสตร์และ cognitive neuroscience มาผสมผสานกันเพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ให้มากยิ่งขึ้นในการดำเนินกิจกรรมเศรษฐกิจต่างๆ เช่น ตัดสินใจบริโภค เสียสละ ตัดสินใจเสี่ยง ร่วมมือกับคนอื่น ฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการลงทุน เพราะมีบทบาทสำคัญยิ่งต่อตลาดหลักทรัพย์ การเจริญเติบโตของระบบเศรษฐกิจและการเพิ่มขึ้นของผลิตผล(productivity) ซึ่งเป็นหัวใจของความกินดีอยู่ดีของทุกสังคม

ความรู้ของ neuroeconomics มักได้มาจากการทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้เครื่องมือและวิธีการต่างๆ เช่น ใช้เครื่องมือ magnetic-resonance-imaging (MRI) การตรวจสอบวัดผลการทำงานของร่างกาย ตลอดจนเครื่องมือวิทยาศาสตร์อื่นๆ พูดง่ายๆ ก็คือเปรียบเสมือนว่าผู้ศึกษา neuroeconomics ต้องการจะชะโงกเข้าไปดูภายในสมองของมนุษย์ว่าส่วนใดถูกสั่งให้ทำงานเมื่อกระทำกิจกรรมนั้นๆ เช่น ประเมินความเสี่ยง ได้รับรางวัล ตัดสินใจเลือก ร่วมกิจกรรมกับคนอื่นๆ ฯลฯ

นอกจากนี้ผู้ศึกษา neuroeconomics ยังศึกษาการทำงานของสมอง โดยวัดปริมาณสารเคมีในสมอง และค้นคว้าว่าหากสมองส่วนหนึ่งถูกทำลายจะมีผลกระทบต่อการตัดสินใจทางเศรษฐกิจอย่างไร ทั้งนี้ เพื่อให้เข้าใจกระบวนการตัดสินใจของสมาชิกเศรษฐกิจอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น

Neuroeconomics เติบโตจากอีกสาขาหนึ่งที่ใกล้กันของเศรษฐศาสตร์ คือ Behavioral Economics ซึ่งใช้ความรู้จากจิตวิทยาและศาสตร์อื่นๆ เพื่อศึกษาว่าเหตุใดมนุษย์จึงไม่มีพฤติกรรมที่มีเหตุมีผล จนสามารถพยากรณ์ได้อย่างที่สมมุติกันมาแต่ดั้งเดิมในวิชาเศรษฐศาสตร์ สิ่งที่ศาสตร์สาขานี้สงสัยมากก็คือเหตุใดมนุษย์จึงมักไม่ตัดสินใจไปในทางที่เป็นผลประโยชน์ต่อตนเองเสมอ เช่น บางคนชอบเสี่ยงเกินความจำเป็น เสพยาเสพติด กินเหล้า สูบบุหรี่ ฯลฯ

ในปลายทศวรรษ 1990 เมื่อความรู้ในเรื่องการเชื่อมโยงระหว่างจิตวิทยา และ neurobiology (ประสาท+ชีววิทยา) แจ่มชัดขึ้น ผู้ศึกษา behavioral economics จึงเอาความรู้จาก neuroscientists (ผู้ศึกษาประสาทวิทยา+วิทยาศาสตร์) มาเพิ่มเติมต่อยอดความรู้ที่ได้มาจากจิตวิทยา เพื่ออธิบายพฤติกรรมของมนุษย์ในระบบเศรษฐกิจให้แจ่มแจ้งและลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ไอเดียก็คือ ถ้า brain chemistry (เคมีวิทยาเกี่ยวกับสมอง) สามารถอธิบายปรากฏการณ์เช่นการซึมเศร้า หรือการมีสมาธิสั้นได้ มันก็น่าจะสามารถอธิบายกระบวนการทางจิตวิทยาในเรื่องปกติธรรมดาของมนุษย์ เช่น การตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่องการเงิน การลงทุน การเลือก ฯลฯ ได้

Daniel Kahneman นักจิตวิทยาผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ในปี 2002 ได้ทำวิจัยกับ Peter Shizgal ซึ่งเป็น neuroscientist โดยใช้การทดลองเรื่องการพนัน เพื่อดูว่าส่วนใดของสมองที่ทำงานในยามที่มนุษย์คาดหวังเกี่ยวกับเงินที่จะได้จากการพนัน และพบว่าเงินรางวัลก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสมองได้ในลักษณะเดียวกันกับการคาดหวังที่จะได้ฟังดนตรีที่ไพเราะ หรือได้เสพยาเสพติด

การเข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างการทำงานของแต่ละส่วนของสมองกับกิจกรรมทางเศรษฐศาสตร์ต่างๆ อย่างลึกซึ้ง นอกจากจะทำให้อธิบายได้ว่าเหตุใดมนุษย์บางคนจึงเป็นอย่างที่เป็นแล้ว ยังสามารถทำนายพฤติกรรมของมนุษย์แต่ละลักษณะในแต่ละสถานการณ์ได้อีกด้วย

ยิ่งไปกว่านั้นความรู้ในเรื่องดังกล่าวสามารถช่วยให้คำแนะนำในการรักษาคนป่วยที่สมองบางส่วนถูกกระทบกระเทือน เพื่อให้สามารถกลับมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจในบางเรื่องที่ต้องการได้อีกด้วย

การทดลองข้างต้นแสดงให้เห็นว่าผู้ที่มีสมองพิการในบางส่วนจนไร้อารมณ์ยังคงสามารถตัดสินใจลงทุนได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ดี ข้อสรุปดังกล่าวมีข้อจำกัด ในโลกความเป็นจริงการขาดอารมณ์อาจนำไปสู่พฤติกรรมที่สุ่มเสี่ยงเกินไปจนเป็นอันตราย และการขาดอารมณ์ทำให้วิจารณญาณในการคบหาสมาคมผู้คนผิดเพี้ยนไปจนตนเองอาจถูกหาประโยชน์หรือถูกหลอกลวงได้ง่าย (3 คนในกลุ่มที่ทดลองอยู่ในสถานะล้มละลาย) อารมณ์มีบทบาทสำคัญในการคุ้มครองผลประโยชน์ของตนเอง ถึงแม้ว่าบ่อยครั้งมันจะมีผลกระทบต่อการตัดสินใจอย่างมีเหตุมีผลก็ตามที

ความกลัวเป็นกลไกที่ทำให้มนุษยชาติอยู่รอดมาได้จนทุกวันนี้ พฤติกรรมไม่ชอบความเสี่ยงของมนุษย์ (risk averse) เป็นสิ่งดีที่ช่วยให้ลูกหลานมีวันนี้ แต่ถ้ามีมากเกินไปในเรื่องการเงินก็อาจนำไปสู่การสูญเสียโอกาสสำคัญได้เช่นเดียวกัน

Behavioral Economics ยืนยันว่ามนุษย์โดยทั่วไปมีพฤติกรรมที่กลัวเสียมากกว่า อยากได้ จนอาจเรียกได้ว่าเป็นพวก "อยากได้ แต่กลัวเสีย" กระมัง

หน้า 6