หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2005 p1

บทความปี 2004 p2 บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
รัฐธรรมนูญไทยกับการหาเสียงยุคใหม่ : กรณีศึกษาพรรคไทยรักไทย

คอลัมน์ นอกรอบ  ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3710 (2910)

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน วันนี้ผมคงต้องขอพูดเรื่องเชยๆ คือ การวิจารณ์ผลการเลือกตั้งที่ผ่านมาเมื่อต้นปี 2548 หน่อยนะครับ จริงๆ ผมก็ไม่ค่อยได้สนใจเรื่องการเมืองมากเท่าใดนัก ถึงแม้ว่าผมจะได้เรียนวิชาเหล่านี้มาบ้างก็ตาม

แต่ต้องยอมรับว่าการที่เสถียรภาพของรัฐบาลก็พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ จากเมื่อต้นปีชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย 377 เสียง จนเวลาผ่านมาเพียงไม่ถึงครึ่งปี ตอนนี้ดูเหมือนกระแสเก่าๆ ทำไมถึงหายไปโดยสิ้นเชิง ตรงนี้เลยเป็นเหตุให้ผมอยากลุกขึ้นมาปัดฝุ่นปรัชญาทางการเมืองของตัวเองเพื่อหาคำตอบครับ

พรรคไทยรักไทย เป็นพรรคแรกที่ประเดิมรัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้ในปัจจุบัน เมื่อมาดูตัวเลข 377 จาก 500 เสียง ก็สามารถคำนวณได้ง่ายๆ ว่า คือร้อยละ 75.4 ของที่นั่งในสภาทั้งหมด แต่เมื่อดูคะแนนดิบของจำนวนผู้มาใช้สิทธิร้อยละ 72.6 ซึ่งนับว่าสูงสุดในประวัติการณ์ พบว่าพรรคไทยรักไทยได้คะแนนดิบไม่ได้มากมายมหาศาลขนาดนั้น ตรงนี้แปลความหมายได้ว่าอย่างไรครับ ?

ก็อาจแปลได้ว่าการที่จะเป็นรัฐบาลภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนั้น อาจไม่จำเป็นต้องได้เสียงของคนทั้งประเทศท่วมท้น แต่ก็อาจได้ที่นั่งในสภาอย่างท่วมท้นได้หากมียุทธศาสตร์ที่จะชนะการเลือกตั้งได้ในแต่ละเขตก็พอ ชนะ 1 คะแนน หรือชนะ 1 แสนคะแนน ก็ไม่แตกต่าง พรรคไทยรักไทยบังเอิญเฉือนชนะได้หลายเขตหรือครับ จึงทำให้สามารถได้เก้าอี้ในสภาถึง 75.4% โดยที่มีคนให้ความไว้วางใจโดยเฉลี่ยทั้งประเทศเพียง ...% ? ถ้าเป็นความบังเอิญจริง คงเป็นความบังเอิญที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ไทยนะครับว่า ประเทศไทยสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวเป็นครั้งแรกได้ในประวัติศาสตร์ จากความบังเอิญ !

จริงๆ ก็ไม่ใช่เรียกว่าความบังเอิญหรอกครับ เพราะมีเหตุผลในเชิงตรรกะที่เรียกว่า median voter model อธิบายได้ การเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นแบบแบ่งเขตเบอร์เดียว ซึ่งระบบนี้การที่จะได้รับเลือกตั้งจำเป็นที่จุดขายของผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งต้องโดนใจคนหมู่มากในพื้นที่นั้นๆ เป็นสำคัญ

แผนภาพข้างต้นคงช่วยอธิบายสิ่งที่ผมพยายามจะพูดบ้างไม่มากก็น้อยนะครับ สมมติว่าเขตเลือกตั้งเขตหนึ่งมีคนหัวอนุรักษนิยม ไม่ชอบรัฐบาลโลดโผน และมีพวกกล้าได้กล้าเสีย อยากลองคนหน้าใหม่โดยไม่รู้ว่าคนนั้นเก่งไม่เก่งอยู่จำนวนหนึ่งพอๆ กัน แต่เขตนี้ผมสมมติให้คนส่วนใหญ่เป็นคนกลางๆ ไม่เอนเอียงไปขั้วใดขั้วหนึ่ง ซึ่งจริงๆ นิสัยของคนในเขตนี้ไม่มีใครทราบได้ชัดเจนหรอกครับ แต่ถ้าใครลงพื้นที่มาก หรือใครมีข้อมูลและระบบประมวลผล ระบบการเก็บสถิติดีๆ ก็จะพอเดาการกระจายตัวของนิสัยคนในเขตนี้ได้ดีขึ้น และสามารถทำแคมเปญการเลือกตั้งได้ถูกใจคนส่วนใหญ่มากขึ้น

ในแผนภาพข้างต้นถ้าหากพรรคไทยรักไทย (median voter หรือแทนด้วย M ในแผนภาพ) สามารถจับความต้องการของคนในพื้นที่ได้ดีและเริ่มทำ แคมเปญโดยมีพรรค A และพรรค B ไม่อยากทำแคมเปญเลียนแบบ โดยพรรค A ทำแคมเปญจับกลุ่มหัวอนุรักษนิยม และพรรค B ทำแคมเปญกระจายตัวไปจับกลุ่มเสี่ยง พรรค A และพรรค B ก็จะได้คะแนนเสียงไปส่วนหนึ่ง โดยพรรค A ก็จะได้เสียงของคนจากจุด "ซ้าย" เป็นต้นไป และพรรค B ก็จะได้เสียงของคนจากจุด "ขวา" ไปซึ่งไม่มากเท่าพรรคไทยรักไทยที่ได้คะแนนเสียงส่วนใหญ่

ซึ่งประเด็นที่ผมกำลังจะพูดคือ ในโลกแห่งความเป็นจริงแล้วแต่ละพื้นที่ไม่จำเป็นที่คนแต่ละพื้นที่ จะมีความชอบแคมเปญที่เป็นกลางเสมอไป บางพื้นที่คนสูงอายุมาก แคมเปญที่โดนใจอาจเป็นแคมเปญด้านสุขภาพ บางพื้นที่คนจนเยอะ แคมเปญที่โดนใจอาจเป็นแคมเปญการปล่อยเงินกู้ หรือแม้กระทั่งบางพื้นที่เป็นแหล่งชุมชนหนาแน่น รถติด แคมเปญที่โดนใจคือ การแก้ปัญหาการจราจร

การที่พรรคใดพรรคหนึ่งเริ่มต้นแคมเปญที่โดนใจคนในพื้นที่นั้นๆ และพรรคอื่นคิดไม่ทันไม่กล้าเลียนแบบ จึงเป็นเหตุให้มีการหาแคมเปญ ใหม่ๆ ให้แตกต่าง ก็เท่ากับว่าแพ้ตั้งแต่ในมุ้งแล้วละครับ

คราวนี้ลองกลับมาดูผลการเลือกตั้งเมื่อต้นปี 2548 บ้างนะครับว่าผลการเลือกตั้งครั้งนั้นสามารถถูกอธิบายได้ด้วย median voter model ได้อย่างไร ก็อย่างที่เกริ่นไว้ในข้างต้นนะครับ พรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น 377 จาก 500 เสียง หรือร้อยละ 75.4 ของจำนวนที่นั่งในสภาทั้งหมด แต่เมื่อดูคะแนนดิบที่ไม่ได้มากมายมหาศาลขนาดนั้น median voter model ข้างต้นก็สามารถอธิบายได้ว่า พรรคไทยรักไทยก็คงเป็นพรรคที่ประชาชนนิยมมากจริง

แต่เหตุผลสำคัญเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายคือ นอกจากความนิยมดังกล่าวแล้ว พรรคไทยรักไทยสามารถจับกลุ่มความต้องการของคนในพื้นที่ได้ดี ทำแคมเปญโดนใจ จึงสามารถเฉือน เอาชนะพรรคคู่แข่งได้ในหลายๆ เขตที่ก้ำกึ่ง จนท่านหัวหน้าพรรคยังเคยให้สัมภาษณ์ว่าได้เก้าอี้มากกว่าที่คาดไว้ การที่ชนะได้หลายเขตที่ก้ำกึ่งไม่ใช่บังเอิญครับ แต่นักวิชาการอย่างผมคงบอกได้ว่าตรงนี้เป็นประสิทธิภาพของแคมเปญการหาเสียงล้วนๆ

ผลการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาคงให้บทเรียนกับหลายๆ พรรคที่ยังมีทัศนคติในการหาเสียงแบบเดิมๆ โดยไม่ได้มีการเจาะความต้องการของประชาชนรายพื้นที่ในเชิงลึก อาจมีการหาเสียงแบบขยันไปงานแต่ง ขยันไปงานศพ แต่ไม่ได้มีนโยบายชัดเจนว่าจะทำอะไรให้กับพื้นที่ของตนบ้าง

ตรงนี้ต้องเข้าใจนะครับ median voter model ที่คุยกันข้างต้นกำลังจะบอกว่าประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่กำหนดให้การเลือกตั้งเป็นแบบแบ่งเขตเบอร์เดียว เป็นการส่งเสริมระบอบประชาชนนิยม นักการเมืองก็จำเป็นต้องเป็นผู้ที่จับกระแสประชานิยมให้ถูกจึงจะชนะเลือกตั้ง ถ้าไม่ชอบนักการเมืองที่ประชานิยม ก็คงต้องแก้ที่ระบบ แก้ที่รัฐธรรมนูญกันต่อไปนะครับ

แต่จริงๆ แล้วการสนองกระแสประชานิยมในความคิดผม ไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่วิธีการสนองกระแสต่างหากครับ ที่ต้องจับตาดู การสนองกระแสประชานิยมโดยเอาประเทศเข้าเสี่ยง หรือการสนองกระแสโดยใช้กระแสในการหาผลประโยชน์ต่างหากครับ ที่เป็นเรื่องเสียหาย ไม่ว่ารัฐบาลชนะการเลือกตั้งครั้งก่อนมาด้วยอะไรก็ตาม น้ำใจนักกีฬาสอนให้คนยอมรับว่าการชนะครั้งนี้โดยรวมแล้ว ชนะมาด้วยความขาวสะอาด

แต่สิ่งที่ชาวไทยต้องจับตาดูไม่ใช่เรื่องการได้มาซึ่งอำนาจ แต่หากเป็นการใช้อำนาจที่ได้มาต่างหากครับ ! ผมขอเอาใจช่วยทุกคนที่ทำงานเพื่อประเทศ ฝ่ายไหนมีอำนาจน้อย ก็ใช้น้อย ฝ่ายไหนมีอำนาจเยอะ ก็ใช้เยอะ แต่ใช้ให้ถูกทาง และเป็นหนึ่งเดียว ถ้าประเทศเราจะเจริญเกินทุกประเทศในภูมิภาค จะเป็นเรื่องแปลกอะไรครับ !

หน้า 2