|
||||||||||||
|
Stagflation กับการปรับตัว
ของนโยบายการเงิน
ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ.2548 เป็นความจริงที่ว่าธนาคารกลาง ของแต่ละประเทศ จะให้ความสำคัญกับเป้าหมายเงินเฟ้อมากบ้างน้อยบ้าง แตกต่างกัน และไม่จำเป็นต้องมุ่งควบคุมเงินเฟ้อแต่ถ่ายเดียว ประเทศพัฒนาแล้ว ที่มีระบบเศรษฐกิจการเงินพัฒนาเต็มที่ เช่น สหรัฐอเมริกา ก็มิได้กำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อ ไว้อย่างแน่ชัด โดยยังให้คำนึงถึงเป้าหมายอื่น เช่น ภาวการณ์ผลิตและการว่างงาน กรณีประเทศไทย การกำหนดนโยบายการเงินได้เปลี่ยนแปลงเข้าสู่ระบบใหม่ที่มีเงินเฟ้อเป็นเป้าหมาย นับตั้งแต่กลางปี 2543 ซึ่งในทางปฏิบัติก็นับว่าเหมาะสมที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทย มิได้กำหนดเอาเป้าหมายเงินเฟ้อเป็นเป้าหมายเดียวของนโยบายการเงิน ในระยะเริ่มต้นจึงมีการกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อไว้เป็นช่วงที่กว้างมากเพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นต่อระบบนโยบายการเงิน ในปัจจุบันซึ่งมีแรงกดดันภาวะเงินเฟ้อจากต้นทุนการผลิต และราคาน้ำมันโลก ภาครัฐกลับมิได้แสดงท่าทีกังวลกับภาวะเร่งตัวของเงินเฟ้อเท่าที่ควร สาธารณชนเองก็มิได้รับสัญญาณที่ถูกต้องเกี่ยวกับปัญหาในอนาคตอันใกล้ รัฐบาลกลับเป็นปัจจัยชี้นำให้มีการใช้จ่ายเกินตัว พร้อมๆ กับการดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งทางด้านการเงิน และการคลัง โดยมิได้ปรับเข้ากับสถานการณ์ใหม่อย่างจริงจัง การปรับตัวทางนโยบายที่เป็นไปอย่างเชื่องช้านี้อาจสะท้อนทัศนะในแง่ดีว่าภาวะเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับที่สอดคล้องกับเป้าหมายคือ 0-3.5% จึงยังไม่น่าห่วงมากนักเมื่อเทียบกับภาวะการผลิตที่กำลังชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลก ทัศนะดังกล่าวย่อมมีเหตุผลพอสมควร แต่ทางการนั้นจำเป็นต้องบริหารนโยบายรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจด้วยความรอบคอบ และพิจารณาตัวเลขเศรษฐกิจโดยครบถ้วน มิฉะนั้นการมองในแง่ดีก็จะกลายเป็นความประมาทที่ประชาชนส่วนใหญ่ และผู้มีรายได้คงที่จะต้องเป็นผู้รับภาระในอนาคต การประเมินปัญหาเงินเฟ้อในแง่ดี ความจริงแล้วมีจุดอ่อนอย่างน้อย 2 ประการ ในประการแรก ถึงแม้ว่าอัตราการเพิ่มของราคาสินค้าผู้บริโภคจะเพิ่มขึ้นไม่มากนักคือ 2.9% ในปี 2547 และเท่ากับ 3.6% ในเดือน เม.ย. เมื่อเทียบกับระยะเวลาเดียวกันของปีก่อน แต่แรงกดดันภาวะเงินเฟ้อที่มีสาเหตุมาจากต้นทุนการผลิต และราคาน้ำมันโลกนั้นมีแบบแผนที่แตกต่างอย่างมาก จากกรณีของภาวะเงินเฟ้อแบบเคนส์เซียนที่มีสาเหตุมาจากการขยายตัวของอุปสงค์ ภาวะเงินเฟ้อแบบ Stagflation จะไม่แสดงผลต่อประชาชนผู้บริโภคโดยทันที การสำแดงฤทธิ์จะเริ่มปรากฏชัด เมื่อต้นทุนการผลิตเริ่มสูงเกินการยอมรับของผู้ขาย และทางการก็มักต้องใช้ระยะเวลานานกว่านโยบายการเงินจะควบคุมอุปสงค์รวมมิให้มีมากเกินไป เมื่อพิจารณาอัตราการเพิ่มของดัชนีราคาผู้ผลิต ซึ่งเป็นตัวเลขบ่งชี้ภาวะเงินเฟ้อในอนาคตได้ดี จะเห็นว่าอัตราเงินเฟ้อด้านต้นทุนผลิตเพิ่มสูงอย่างน่าวิตกมาเป็นระยะเวลานานพอสมควร กล่าวคือเพิ่มจาก 2.9% ในปี 2546 เป็น 10.1% ในปี 2547 และต่อเนื่องในเกณฑ์สูง ซึ่งจากตัวเลขเดือนล่าสุดในเดือน เม.ย.อัตราการเพิ่มของดัชนีราคาผู้ผลิตเท่ากับ 11% แรงกดดันของอัตราเงินเฟ้อด้านต้นทุนผลิตนี้ สะสมมาตั้งแต่การเพิ่มขึ้นของราคาวัตถุดิบ และสินค้าขั้นกลาง จนกระทั่งในช่วง 2-3 เดือนมานี้ ดัชนีราคาผู้ผลิตสำหรับสินค้าสำเร็จรูปเข้าสู่ระดับ 10% แล้ว การแข่งขันในตลาดผู้บริโภคอาจทำให้ผู้ผลิตจำเป็นต้องยอมรับกำไรส่วนเกินที่ลดลง และเลือกที่จะไม่ผลักดันภาระไปยังผู้บริโภคโดยทันที ในขณะที่สินค้าอุปโภคบริโภคหลายชนิดที่มิใช่สินค้าควบคุม และอยู่ในตลาดของผู้ขายได้มีการฉวยโอกาสขยับราคาไปบ้างแล้ว การกำหนดนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเช่น นโยบายการเงินที่พิจารณาราคาผู้บริโภคเป็นสำคัญ จึงพลาดเป้าหมายเมื่อถึงระยะเวลาที่ผู้ประกอบการไม่รักษาราคาขายปลีกไว้อีกต่อไป ประการที่สอง ในช่วงที่ผ่านมาปัญหาเศรษฐกิจโลกได้รับอิทธิพลจากภาวะเงินฝืดที่เป็นปัญหาทางโครงสร้าง (Structural Deflation) อันเนื่องมาจากปัจจัยสำคัญบางประการ กล่าวคือ 1.จีนเป็นแหล่งผลิตสินค้าของโลกที่สามารถขยายการผลิตได้ต่อเนื่อง ด้วยราคาและต้นทุนค่าแรงงานที่ต่ำ 2.เงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มอ่อนค่าลง ซึ่งเป็นผลให้จีนซึ่งผูกค่าเงินตายตัวตามเงินดอลลาร์สหรัฐ สามารถเป็นแหล่งระบายสินค้าราคาถูกให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกรวมทั้งไทยมากยิ่งขึ้น ภาวะราคาสินค้าตกต่ำอันเนื่องมาจากปัจจัยโครงสร้างทั้งสองประการนี้ ได้ส่งผลให้อัตราการเพิ่มของราคาสินค้าพื้นฐานของผู้บริโภค ซึ่งไม่รวมหมวดอาหารและพลังงาน (Core inflation) ปรับขึ้นน้อยมากโดยเท่ากับ 0.8% ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา คำถามก็คือ ภาวะเงินฝืดเชิงโครงสร้างนี้จะดำเนินต่อไปได้นานเพียงใด จีนนั้นคงจะยังสามารถขยายตัวในเกณฑ์สูงต่อไปได้อีกอย่างน้อยก็ระยะหนึ่ง เพราะต้นทุนการผลิตภายในประเทศจะยังคงอยู่ในระดับต่ำ แม้ว่าเริ่มมีแรงกดดันจากราคาสินค้า ผู้ผลิตของสินค้าอุตสาหกรรมที่เพิ่มสูง 5.6% และ 5.8% ในเดือน มี.ค.และ เม.ย.ตามลำดับ ภาวะเงินฝืดเชิงโครงสร้างก็มีแนวโน้มที่จะลดบทบาทความสำคัญลง ความเสี่ยงสำคัญอาจอยู่ที่ทิศทางค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อาจเปลี่ยนทิศทางได้ในอนาคตอันใกล้ รวมถึงการปรับเพิ่มค่าเงินของจีนที่อาจเพิ่มแรงกดดันต่อภาวะเงินเฟ้อของไทยได้บ้าง นโยบายการเงินควรปรับเปลี่ยนอย่างไร ภายใต้สภาวการณ์ที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับ Global Stagflation เศรษฐกิจไทยนั้นคล้ายคลึงกับสหรัฐในแง่ที่มีการใช้จ่ายเกินตัว มีการดำเนินนโยบายการเงินการคลังที่มุ่งกระตุ้นอุปสงค์รวม อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับที่ต่ำผิดปกติและกำลังประสบปัญหาขาดดุลบัญชีเดินสะพัด การเร่งตัวของภาวะเงินเฟ้อที่กำลังจะเห็นชัดเจนในอนาคตอันใกล้ จึงนำไปสู่ความจำเป็นที่นโยบายเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ จะต้องลดการใช้จ่ายที่เกินตัวลงให้เท่าทันกับช่วงระยะที่จะมีภาวะเงินเฟ้อสูง การปรับนโยบายอุปสงค์ที่ล่าช้าจะทำให้เศรษฐกิจไทยเสี่ยงกับภาวะเงินเฟ้อที่สูงกว่าประเทศอื่น ส่วนการเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยก็จะผันผวนรุนแรง การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่อาจเกิดขึ้นเป็นเวลานานจะไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทยนั้น เริ่มส่งสัญญาณอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์ที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับที่ต่ำผิดปกติ แต่ธนาคารแห่งประเทศไทย ก็จำเป็นต้องลดการแทรกค่าเงินบาทมิให้ต่ำเป็นเวลานาน กระทั่งทำให้สภาพคล่องในประเทศขยายตัวจนเป็นผลเสียต่อระบบการเงิน สภาพคล่องล้นเกินภายใต้แรงกดดันเงินเฟ้อจะกลายเป็นปัญหาใหญ่เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ จะเพิ่มแรงกดดันต่อภาวะเงินเฟ้อ ส่วนผู้ประกอบการทั่วไป และประชาชนที่มีรายได้ต่ำ และปานกลาง จะให้น้ำหนักกับการกักตุนสินค้าแทนการออมในรูปเงินฝาก ภาคเอกชนจะเห็นความสำคัญของการเก็งกำไรในสินทรัพย์ที่แท้จริง ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัวในระยะยาว ธนาคารอาจอ่อนแอยิ่งขึ้น และทำให้ระบบการเงินโดยรวมอ่อนแอตามไปด้วย ถ้าหากสถาบันการเงินที่มิใช่ธนาคาร และการระดมทุนโดยตรงของบริษัทเอกชนยังมิได้รับการวางรากฐานทางธรรมาภิบาลให้ได้มาตรฐาน และนำไปสู่การจัดสรรเงินทุนที่สร้างประสิทธิภาพสูงกว่าการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ ปัญหาน้ำมันโลกนั้นอาจส่งผลกระทบจำกัดเมื่อเทียบกับวิกฤตการณ์น้ำมันในอดีต แต่การปรับเปลี่ยนนโยบายเสถียรภาพในทิศทางใหม่ และในจังหวะที่เท่าทัน ย่อมช่วยลดความผันผวนทางเศรษฐกิจ และป้องกันการผลักภาระไปสู่อนาคตโดยไม่จำเป็น
|