หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
เมืองลาริมแม่น้ำม้า

คอลัมน์ คนเดินตรอก  โดย วีรพงษ์ รามางกูร  ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2  วันที่ 30 พฤษภาคม 2548  ปีที่ 29 ฉบับที่ 3692 (2892)

เมื่อกลางเดือนมีนาคม อากาศเย็นพัดจากเมืองจีนกลับมาเมืองไทยอีก ผมกับพรรคพวกที่สโมสรโปโล พากันไปเที่ยวรับลมเย็นที่เมืองลาชายแดนพม่ากับจีน ในขณะที่กรุงเทพฯกำลังมีการจัดตั้งรัฐบาลกันอยู่หลังจากที่ได้มีประกาศพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีอีกวาระหนึ่ง

พวกเราใช้บริการรถตู้เหมาของคุณบุญมี ลอยดี อยู่เชียงใหม่ โดยโทรศัพท์ไปจองที่เบอร์ 09-850-3059 คุณบุญมีจัดการเรื่องเอกสารใบผ่านแดน จ่ายค่าผ่านแดนทุกอย่างไว้พร้อมเสร็จล่วงหน้า หลังจากลงเครื่องบินก็มารับที่สนามบิน เข้าพักแรมที่โรงแรมแห่งหนึ่งที่อำเภอแม่สาย เรามาถึงก็ดึกแล้ว เพราะมาเครื่องบินเที่ยวสุดท้ายมาลงที่เชียงราย

รุ่งเช้าพอด่านแม่สาย-ท่าขี้เหล็กเปิดเวลา 09.00 น. เวลาพม่า ซึ่งตรงกับ 09.30 น. เวลาประเทศไทย พวกเราก็ข้ามจากแม่สายไปท่าขี้เหล็ก หลังจากตรวจหนังสือผ่านแดนเรียบร้อยแล้ว รถของเราก็เปลี่ยนเลนจากชิดซ้ายมาวิ่งทางขวา เข้าสู่รัฐฉาน ประเทศพม่ามุ่งไปสู่เมืองลา ผ่านเมืองเชียงตุงเพื่อไปแจ้งเข้าเมืองที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองที่นั่น แล้วจึงเลยไปเมืองลาอีกที จากท่าขี้เหล็กมาเชียงตุงใช้เวลาประมาณ 2 ช.ม. จากเชียงตุงไปเมืองลาประมาณ 3 ช.ม. ระยะทางไม่ไกลแต่ต้องขับรถไปตามสันเขาโค้งไปมายิ่งกว่าทางเชียงใหม่ไปแม่ฮ่องสอน แต่ทาง 2 ช่องทางลาดยางอย่างดีไปตลอดทาง

เมื่อมาถึงเมืองลาต้องไปรายงานตัวกับบริษัทท่องเที่ยวของเขตเศรษฐกิจพิเศษเมืองลา ได้มัคคุเทศก์สาวสวยเป็นลูกจีนเกิดที่นครเชียงตุงชื่อภาษาไตว่า "นางฟ้า" ชื่อจีนกลางว่า "เซียะ เหม่ย จู" หรือภาษาแต้จิ๋วว่า "แห่ มุ่ย จู"

คำถามแรกที่ผมถามนางฟ้าหรือคุณฟ้าคือทำไมเมืองนี้จึงมีชื่อว่าเมืองลา เธออธิบายว่าเมื่อก่อนการเดินทางจากเมืองเชียงตุงมาเมืองนี้เพื่อต่อไปเมืองเชียงรุ้งในสิบสองปันนายากลำบากมาก ใช้เวลาแรมเดือนต้องขี่ม้าจูงลาต่างของเลียบมาตามแม่น้ำสายนี้ แม่น้ำนี้จึงได้ชื่อว่า "น้ำม้า" ของที่ต่างหลังลามาก็เอามาลงที่นี่ เอาลามาพักกันที่นี่ ที่นี่ก็เป็นตลาดกลางซื้อขายลาเอาไว้ต่างของด้วย เมืองนี้จึงได้ชื่อว่า "เมืองลา" เป็นภาษาไทใหญ่ หรือ "ไทหลวง" หรือ "ไตโหลง" ตามสำเนียงไทยใหญ่

เธออธิบายต่อไปอีกว่าในรัฐฉานหรือรัฐไทยใหญ่นั้นรัฐบาลพม่าหรือรัฐบาลกลางได้อนุญาตให้มีการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษได้ 4 เขต คือ 1. "โก๋กัง" ใกล้เมืองลาเฉี่ยว 2. "หว้าแดง" 3. "ไทใหญ่" หรือ "ไตโหลง" ใกล้เมืองตองยี และ 4. "เมิงลา" แห่งนี้

เขตเศรษฐกิจพิเศษเหล่านี้จัดการปกครองตนเอง มีกฎหมายส่งเสริมการลงทุนเอง แล้วส่งส่วยให้รัฐบาลกลางเหมาจ่ายเป็นรายปี

เขตเศรษฐกิจพิเศษนี้มี "ผู้ว่าราชการเมือง" หรือ "ป้อเมิง" เป็นคนพื้นเมืองมาจากการเลือกตั้ง แต่ส่วนมากก็มักจะเป็นคนเดิม พอพ่อแม่เฒ่าแล้วลูกก็ลงสมัครต่อแล้วก็ได้รับเลือกตั้งเป็นต่อไปถึงหลาน เพราะยังเป็นสังคมแบบดั้งเดิมให้ความเคารพนับถือเป็นตระกูลผู้ปกครองกันอยู่

ที่เมืองลาหรือ "เมิงลา" นี้มีประชากรอยู่ 7 หมื่นคน มีชนเผ่าอยู่ 13 ชนเผ่า เป็นไทใหญ่หรือ ไตโหลง หรือไตหลวง (หลวงแปลว่าใหญ่) และไทลื้อหรือไตลื้อ เสีย 40 เปอร์เซ็นต์ เป็นชาวเขาเผ่าอาข่าเสีย 30 เปอร์เซ็นต์ อีก 30 เปอร์เซ็นต์เป็นชาวจีน จากกุ้ยโจวและเสฉวน ที่มาทำงานตั้งร้านค้าขาย ทำไร่ ทำสวนยาง ลำไย ลิ้นจี่ มะม่วง เพื่อส่งออกไปประเทศจีน

เดิมที่ตั้งเมืองลาไม่มีอะไร เพราะภูมิประเทศเป็นเนินเขาสูงต่ำ มีที่ราบสำหรับทำนาบ้าง มีแม่น้ำม้าไหลผ่านมาจากจีน เมื่อจัดตั้งเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ พ่อเมืองหรือ "ป้อเมิง" มีอำนาจอนุญาตให้มีบ่อนกาสิโน มีสถาน เริงรมย์ทุกชนิดได้ เอกชนจีนจึงมาลงทุนกันใหญ่กลายเป็นเมืองขนาดย่อมๆ มีบ่อนกาสิโนขนาดใหญ่ มีโรงแรมขนาด 20 ถึง 100 ห้อง ทันสมัยหลายแห่ง คนจีนจึงอพยพเข้ามาทำงานกับบริษัทกิจการที่เป็นของจีน

ตามทางที่ผ่านมาจากเชียงตุง หรือ "เจียงตุง" ซึ่งคดเคี้ยวไปตามสันเขาสลับด้วยนาขั้นบันได

เรียงรายข้างทางเป็นหย่อมๆ มีบ้าน "ไทลื้อ" และ "ไตโหลง" ตั้งอยู่บนเสาไม้สัก ขนาดใหญ่ มีชานกว้างอยู่หน้าบ้าน และทำชานแคบไว้รอบบ้าน หลังคามุงด้วยกระเบื้อง "ดินขอ" แผ่นบางๆ ตัวเรือนกว้างใหญ่ฝาไม้ไม่ตั้งตรงแต่เอียงสอบเข้าจากหลังคามาที่พื้นบ้าน พ่อแม่อยู่กับลูกสาวและลูกเขย ตลอดจนหลานๆ อยู่ด้วยกัน ส่วนส้วมหรือ "ขุมขี้" เอาไว้นอกบ้านต่างหาก

หลายๆ "เฮิน" หรือ เรือน รวมกันเข้าเป็น "บ้าน" (เราเรียกว่าหมู่บ้าน) มี "ป้อบ้าน" หรือ "ป้อโหลง" หรือ "พ่อหลวง" หรือผู้ใหญ่บ้านเป็นหัวหน้า

ทุก "บ้าน" หรือทุกหมู่บ้านมีวัด สถาปัตยกรรมไตลื้อ พวกเราแวะชมที่วัด "ราชฐานบ้านก่าด" เป็นที่มีโบสถ์สวยงาม พระประธานเป็นปูนปั้นแบบไทใหญ่ หลังคา "ดินขอ" ไม่มีฝาเปิดโล่ง วัดราชฐาน ก็คือวัดหลวง หรือวัดที่ "เจ้าป้อหลวง" สร้าง

"ป้อเมิง" หรือ พ่อเมือง หรือ "เจ้าเมือง" พม่าเรียกว่า "อะเพ่ปี" เป็นคน "ไตโหลง" แตมีชื่อเป็นภาษาพม่าว่า "ไซลิน" แปลว่า "ดาราจรัส" ว่าราชการเขตเศรษฐกิจนี้มาตั้งแต่ต้น

เขตเศรษฐกิจพิเศษนี้รัฐบาลพม่าหรือ "อะซุยะเมียนม่า" ให้ปกครองตนเอง เมื่อมาถึงก็ต้องมารายงานตัวกับบริษัทท่องเที่ยวของเมืองนี้ จ่ายค่าโรงแรมที่นี่

เมื่อพบกับนางฟ้าหรือคุณฟ้า เธอกล่าว "สวัสดี" เป็นภาษาไทยกลางอย่างคล่องแคล่วชัดเจน ผมตอบเธอเป็นภาษาพม่าว่า "มิงกลาปา" จำได้เมื่อคราวไปเมืองย่างกุ้ง และมันฑะเลย์ แปลเป็นไทยว่า "มงคล" แผลงมาจากภาษาบาลี แล้วเธอก็ย้ำเป็นภาษาไทใหญ่อีกว่า "ไหม่สง" แล้วผมก็เลยจีบเธอเข้าไปเล็กน้อยว่า "โกซิเด่" แปลว่า "พี่รักคุณ" เธอขู่เอาว่า "เอ็งมาควยชี้เด่" ความว่า "บ้านนี้มีหมา" ให้ระวัง "อะเพ่ อาเม่" หรือ "พ่อ-แม่" นะ พรรคพวกฟังแล้วงงว่าผมไปจำภาษาพม่ามาจากไหน

หลังจากนั้นเธอก็พาพวกเราขึ้นไปนมัสการเจดีย์ซึ่งปิดทองเหลืองอร่ามบนยอดเขา มองลงมาเห็นบ้านเรือน ร้านค้าได้ทั้งเมือง เหมือนกับขึ้นภูเขาทองที่วัดสระเกศ ดูวิวกรุงเทพฯ เธอก็เรียกเจดีย์บนเขานี้ว่า "ภูเขาทอง" เหมือนกัน

เสร็จแล้วจึงพาเข้าพักที่โรงแรมอย่างดี ชื่อโรงแรมเพชร ภาษาลื้อเรียกว่า "โรงแรนเพ็ด" ภาษาพม่าว่า "เช่งคำม่าห่อตัย" มีป้ายภาษาอังกฤษเขียนว่า "Diamond Hotel"

พอได้เวลาเราก็ไปรับประทานอาหารค่ำที่ภัตตาคารอย่างดี เป็นอาหารกวางโจว ชื่อ "กวางซื่อเหลา" ที่นี่มีอาหารป่าขายเปิดเผย พรรคพวกเลยสั่งอุ้งตีนหมีตุ๋นน้ำแดง ภาษาลื้อเรียกว่า "ตุ๋นมือหมี" พม่าเรียก "แวะหมุ่น" งูเห่าทอด ลื้อเรียกว่า "งูเห้า" เหมือนไทยเรา พม่าเรียก "ม่วยแซด" ไก่ตุ๋น ไตลื้อเรียกว่า "ไก๋ตุ๋น" พม่าเรียกว่า "น้ำม้า" อีกจานเป็นกบภูเขาตัวใหญ่ทอดกระเทียมพริกไทย แล้วก็ขาหมู ไตก็เรียกว่าหมู แต่พม่าเรียกว่า "เว็ด" ฟังดูไม่น่ารับประทาน

รับประทานอาหารเสร็จ คุณฟ้าพาท่องราตรีที่เมืองลา แต่ไม่ได้เข้าบ่อนกาสิโน ก่อนไปท่องราตรีแวะซื้อโสร่ง ไทลื้อเรียก "ผ้าถุง" พม่าเรียกลงจี ผลัดผ้าแล้วก็ท่องราตรีไปกับเธอ

เธอพาเดินข้ามสะพานน้ำม้า เธอบอกว่าบนสะพานนี้จะมี "ผีขนุน" คอยจับเหยื่อ ผีขนุนเป็นคำที่เธอล้อผีใต้ต้นขนุนริมคลองหลอดในกรุงเทพฯ

เมื่อข้ามสะพานไปแล้วถึงย่านสำนัก "คณิกา" ชั้นสูงยืนกวักมือเรียกเหยื่อกันขวักไขว่ เธอบอกว่าที่นี่ถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย เพราะกฎหมายบังคับให้ตรวจโรคทุกสัปดาห์ ทั้งหมดเป็นชาวจีน ไม่มีไต ไม่มีพม่า ไม่มีรัสเซีย

รุ่งเช้าไปเดินชม "กาดหลวงเมืองลา" หรือ "ก่าดโหลงเมิงลา" หรือตลาดใหญ่เมืองลา เป็นที่ตั้งตลาดสด ตลาดแห้ง และอาหารเช้า เดินดูสะดุ้งโหยง เพราะมีหมีทั้งตัวนอนให้เขาแล่เนื้ออยู่ มีเนื้อสัตว์ป่าวางขายเต็มไปหมด มีทั้งเก้ง หมูป่า หมา ที่เป็นๆ อยู่ในกรงก็มีหลายชนิด เช่น ไก่ฟ้า ลิง งูชนิดต่างๆ ตุ่น อีเห็น เต่า ตะพาบน้ำ เป็นต้น ที่ทำแห้งแล้วก็มีตุ๊กแก แย้ ดีหมี ลึงค์กวาง ลึงค์หมา ลึงค์หมี ดีหมี และอื่นๆ รวมทั้งสมุนไพรแห้งที่เอาไปเข้าตำรายาจีนได้ สัตว์ป่าเหล่านี้เขาว่าเป็นสัตว์เลี้ยงไม่ใช่สัตว์ป่าจริงๆ

อีกด้านหนึ่งก็มีกบ หอย ปู ปลา เป็นๆ เป็ด ไก่ ห่าน นกพิราบ แมวเป็นๆ อยู่ในกรง ถัดไปก็เป็นเขียงหมู เนื้อ

ที่น่าสนใจคือส่วนที่เป็นผักสด ซึ่งแม่ค้าไม่ใช่คนจีนแต่เป็นคนไทลื้อ พูดภาษาไทยกลางได้ชัดแจ๋วเหมือนกับพวกเราทุกคน ถามว่าไปเรียนพูดภาษาไทยกรุงเทพฯมาจากไหน บอกว่าไม่ได้เรียนแต่ดูละครโทรทัศน์ไทยทุกวันเลยพูดได้

พวกเราไปรับประทานน้ำเต้าหูกับปาท่องโก๋ยาว บางคนก็สั่ง "ข้าวซอย" ข้าวซอยหมู ข้าวซอยโง เหมือนก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่หมูและเนื้อบ้านเราแต่ไม่ใส่ถั่วงอกใส่ผักกาดหอมแทน แต่ผักที่นี่อวบกรอบน่ารับประทานกว่าบ้านเรา พ่อค้าแม่ค้าอาหารเป็นคนจีน ส่วนร้านข้าวแกงเป็นไทลื้อพูดไทยกลางได้ชัดเจนเหมือนพวกเรา

ออกจากตลาดเรานั่งรถชมเมืองตึกรามบ้านช่องเป็นแบบห้องแถวและตึกแบบจีนรุ่นใหม่หมด เพราะทั้งเมืองเป็นเมืองสร้างใหม่ ที่ชานเมืองไม่ไกลเป็นสนามกอล์ฟขนาด 18 หลุม แต่ไม่ได้เข้าไปดู เมืองทั้งเมืองเวลากลางวันเงียบเหงาไปหมด ไม่ครึกครื้นเหมือนยามราตรีต่างกันเหมือนโลกภูมิกับแดนสวรรค์ วนไปวนมาไม่นาน คุณฟ้าเธอก็พาไปร้านขายหยกเป็นเม็ดบ้างแกะสลักบ้าง ทั้งหมดเป็นหยกฉีดสี ราคาไม่แพงต้องต่อราคากัน ลดราคาหั่นแหลกประมาณ 80-90 เปอร์เซ็นต์ ราคาจริงเพียง 10-20 เปอร์เซ็นต์ของราคาตามป้ายเท่านั้น

รถมาหยุดที่ประตูเมือง ลอดประตูผ่านเข้าประเทศจีนมีร้านค้าชั้นเดียวประมาณสัก 20 ห้อง มีร้านขายยาเป็นคลินิกด้วย มีป้ายเป็นภาษาไทยเราว่า "ที่นี่มียาพิเศษขาย" มีนักท่องเที่ยวไทย 7-8 คนมุงกันเต็ม เห็นซื้อ "ยาพิเศษ" กันคนละ 10 กล่อง 15 กล่อง กล่องละ 150 บาท กล่องหนึ่งมีแคปซูล 4 อัน

ถ้าขับรถออกจากที่นี่ไปอีกประมาณ 120 ก.ม. หรือประมาณ 2 ช.ม.ครึ่ง ก็จะไปถึงเมืองเชียงรุ้ง หรือ "เจียงฮุ้ง" ของแคว้นสิบสองปันนา ซึ่งเป็นเมืองของไทลื้อเหมือนกันกับเมืองลา

ประมาณเที่ยงเวลาประเทศไทย หรือบ่ายโมงเวลาประเทศจีน เราก็เข้าไปรับประทานอาหารร้านคนไตโหลง แต่เป็นอาหารไทย แบบเดียวกับกรุงเทพฯ มีต้มยำกุ้ง ผัดผักบุ้งไฟแดง ปลาช่อนเผา ไส้หมูทอดกรอบ หมูพะโล้ แกงเผ็ดไก่ เป็นต้น ฝีมือใช้ได้เจ้าของร้านพูดไทยกลางชัดเจน เหมือนอยู่เมืองไทย

เสร็จแล้วก็ขึ้นรถออกจากเมืองลาริมน้ำม้ามุ่งหน้าลงใต้ไปเมืองเชียงตุง

รู้สึกสบายอกสบายใจเพราะไม่ได้ข่าวอะไรจากเมืองไทยเลย