หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
เปิดแผน ออกพันธบัตรล้างหนี้น้ำมัน ลุ้นต่อ "ตรึงราคา-ลอยตัว" ดีเซล

รายงาน  มติชนรายวัน วันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9942

**ออกพันธบัตรล้างหนี้ตรึงราคาน้ำมัน

กระทรวงพลังงาน(พน.) โดยนายวิเศษ จูภิบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จะเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) ในวันที่ 31 พฤษภาคมนี้ พิจารณาอนุมัติการออกพันธบัตร 85,000 ล้านบาท เพื่อนำมารีไฟแนนซ์หนี้กองทุนที่กู้มาใช้ตรึงราคาน้ำมัน

โดยกำหนดขั้นตอน ดังนี้

1.ให้สถาบันบริหารกองทุนพลังงาน(องค์การมหาชน) (สบพ.) ออกและเสนอขายตราสารหนี้ ให้กับนักลงทุนประเภทสถาบันและ/ หรือประชาชนทั่วไป จำนวนไม่เกิน 85,000 ล้านบาท ซึ่งการออกและเสนอขายตราสารหนี้ดังกล่าว ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกำหนด โดยเสนอขายเป็นชุดๆ ตามจำนวนเงินที่จำเป็นต้องใช้ในแต่ละช่วงเวลาและอายุไถ่ถอนแต่ละชุดไม่เกิน 5 ปี เพื่อนำเงินไปชำระหนี้เงินกู้ จ่ายชดเชยราคาน้ำมันเชื้อเพลิง จ่ายดอกเบี้ย และเป็นค่าใช้จ่ายอื่นๆ ของกองทุน

2.จัดสรรเงินอุดหนุนให้ สบพ.จำนวนไม่เกิน 12,000 ล้านบาท เพื่อให้ สบพ.มีกระแสเงินสดในแต่ละขณะเพียงพอที่จะบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงตามนโยบายของรัฐบาล โดยทยอยให้จัดสรรเป็นงวดๆ ทั้งนี้ หาก สบพ.ไม่ได้ใช้เงินตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว สบพ.จะดำเนินการทยอยคืนเงินที่ได้รับจัดสรร

3.จัดสรรเงินอุดหนุนให้ สบพ.เพื่อเป็นทุนให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจ่ายชดเชยราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในกรณีที่ สบพ.ออกตราสารหนี้ครบ 85,000 ล้านบาทแล้วแต่การชดเชยราคาน้ำมันเชื้อเพลิงยังไม่สิ้นสุด

4.ให้ สบพ.กู้เงินจากธนาคารออมสินและธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน) จำนวนรายละ 3,750 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 7,500 ล้านบาท เป็นระยะเวลา 3 เดือน โดยจะนำเงินที่ได้จากการขายตราสารหนี้มาชำระคืน ทั้งนี้ เพื่อให้กองทุนมีเงินจ่ายชดเชยราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและชำระหนี้ได้ เนื่องจากการดำเนินการออกตราสารหนี้ต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 7 สัปดาห์ หลังจากมีมติคณะรัฐมนตรี แต่ในสัปดาห์แรกเดือนมิถุนายน 2548 กองทุนมีรายจ่ายประมาณ 8,500 ล้านบาท

**ย้อนรอยหนี้เงินกู้กองทุนน้ำมัน

รอบแรก ครม.มีมติเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2547 อนุมัติในหลักการให้ สบพ.พน.กู้ยืมเงินในวงเงิน 8,000 ล้านบาท ด้วยวิธีเบิกเงินเกินบัญชีจากธนาคารหรือสถาบันการเงินเพื่อนำไปใช้ในการชดเชยราคาน้ำมัน โดยให้กระทรวงการคลัง(กค.) ค้ำประกันและเป็นผู้พิจารณาการกู้เงิน เงื่อนไข และรายละเอียดต่างๆ ของการกู้เงินตามความเหมาะสมและจำเป็น และให้รับความเห็นของ กค.ที่ว่าเมื่อราคาน้ำมันปรับลดลงกว่าระดับที่กำหนดแล้ว ขอให้เร่งดำเนินการชำระคืนเงินกู้โดยเร็ว เพื่อลดภาระดอกเบี้ยเงินกู้ไปดำเนินการด้วย

รอบต่อมา ครม.มีมติ 24 สิงหาคม 2547 อนุมัติในหลักการให้ สบพ.พน.กู้ยืมเงินในวงเงิน 30,000 ล้านบาท จากสถาบันการเงินในประเทศ เพื่อนำไปใช้ในการชดเชยราคาน้ำมันเชื้อเพลิง โดยให้ กค.เป็นผู้พิจารณาเงื่อนไขและรายละเอียดต่างๆ ในการกู้ยืมเงินตามความเหมาะสม และเป็นผู้ค้ำประกันการยืมเงิน ตามที่ พน.เสนอ

รอบสุดท้าย ครม.มีมติ 21 ธันวาคม 2547 ลงมติอนุมัติในหลักการให้ สบพ.กู้ยืมเงินในวงเงินจำนวน 25,000 ล้านบาท จากสถาบันการเงินภายในประเทศ โดยให้ กค.เป็นผู้พิจารณาเงื่อนไขและรายละเอียดต่างๆ ในการกู้ยืมตามความเหมาะสมและเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ และหาก สบพ.สามารถนำพันธบัตรเสนอขายให้แก่นักลงทุนได้สำเร็จ จนกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีสภาพคล่องเพียงพอในการจ่ายชดเชยราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ก็ให้ยุติการใช้วงเงินกู้ในส่วนที่เหลือ

**อุ้มดีเซลถึงสิ้นปีนี้ ควักอีก2.7หมื่นล.

รัฐบาลได้ใช้นโยบายตรึงราคาน้ำมันเบนซินออกเทน 95,91 และดีเซลหมุนเร็ว ตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2547 เป็นต้นมา โดยให้ สบพ.จัดหาเงินทุนให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อจ่ายชดเชยราคาน้ำมันดังกล่าว ซึ่ง ครม.ได้มีมติอนุมัติให้ สบพ.กู้เงินจากสถาบันการเงินภายในประเทศโดยมี กค.ค้ำประกันเงินกู้ จำนวน 63,000 ล้านบาท ซึ่ง สบพ.ได้กู้เงินจำนวนดังกล่าวจากสถาบันการเงินภายในประเทศด้วยอัตราดอกเบี้ยคงที่ ระยะเวลาครบกำหนดชำระ 12 เดือน มีอัตราดอกเบี้ยอยู่ระหว่างร้อยละ 1.75 ถึงร้อยละ 3.00 และ สบพ.ได้จ่ายเงินเพื่อชดเชยราคาน้ำมันเชื้อเพลิงให้กับผู้ประกอบการแล้วจำนวน 66,303 ล้านบาท(งวดวันที่ 10 มกราคม 2547-31 มีนาคม 2548) แยกเป็นเงินจากกองทุน 4,367 ล้านบาท และเงินกู้จำนวน 61,936 ล้านบาท ซึ่งเงินกู้ที่เหลือจำนวน 1,064 ล้านบาท ได้สะสมไว้จ่ายชดเชยราคาน้ำมันเชื้อเพลิงงวดเดือนเมษายน 2548

เงินกู้จำนวน 63,000 ล้านบาท จะเริ่มทยอยครบกำหนดชำระคืนตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2548 เป็นต้นไป และกองทุนยังคงมีภาระในการชดเชยราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ โดยปัจจุบันอัตราเงินชดเชยสุทธิของน้ำมันดีเซลอยู่ที่ประมาณ 1.90 บาท/ลิตร และหากไม่มีการปรับราคาน้ำมันดีเซลจนถึงสิ้นปี 2548 คาดว่ากองทุนจะต้องใช้เงินเพื่อจ่ายชดเชยเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 27,360 ล้านบาท

**จับตาล้างหนี้เพื่อก่อหนี้?

ทีนี้เมื่อมองในแง่ข้อกฎหมาย พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ.2548 ตามมาตรา 19 ห้ามมิให้ กค.หรือหน่วยงานของรัฐค้ำประกันหนี้ที่เกิดขึ้น หรือตั้งงบประมาณรายจ่ายเพื่อชำระเงินต้น หรือดอกเบี้ยเงินกู้ของหนี้ที่เกิดจากการก่อหนี้ของ สบพ.อีกต่อไป และ สบพ.ไม่มีทรัพย์สินใดที่สามารถใช้เป็นหลักทรัพย์ ค้ำประกันเงินกู้ จึงทำให้ สบพ.ไม่สามารถกู้เงินจากสถาบันการเงินได้ ดังนั้น เพื่อให้ สบพ.มีเงินชำหนี้เงินกู้ที่ครบกำหนดชำระและหนี้ที่ค้างชำระ ตลอดจนให้ พน.สามารถดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลในการตรึงราคาน้ำมันเชื้อเพลิงได้อย่างต่อเนื่อง และกองทุนมีสภาพคล่องทางการเงิน รวมทั้งเพื่อให้ตราสารหนี้ของ สบพ.ได้รีบการจัดอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับสูง ซึ่งจะเป็นที่สนใจของนักลงทุน พน.จึงขอเสนอ ครม.พิจารณาอนุมัติการออกพันธบัตร 85,000 ล้านบาท เพื่อนำมารีไฟแนนซ์หนี้กองทุนที่กู้มาใช้ตรึงราคาน้ำมัน

ทั้งนี้ อาศัย พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ.2548 มาตรา 19 บัญญัติให้การกู้เงินของหน่วยงานในกำกับดูแลของรัฐ โดยมิใช่เป็นการกู้เงินจาก กค.ห้ามมิให้ กค.หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐเข้ารับผิดชอบ หรือค้ำประกันหนี้นั้นหรือตั้งงบประมาณรายจ่ายเพื่อชำระเงินต้นหรือดอกเบี้ยเงินกู้ดังกล่าว

ประกอบกับพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันบริหารกองทุนพลังงาน(องค์การมหาชน) พ.ศ.2546 มาตรา 6 (1) ให้สถาบันจัดหาเงินมาให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงนำไปชดเชยราคาน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อรักษาระดับราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศไม่ให้สูงเกินกว่าระดับที่ ครม.กำหนด

สำนักเลขาธิการ ครม.พิจารณาแล้วเห็นว่า เรื่องนี้เป็นการขอกู้เงินเพื่อดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลในการตรึงราคาน้ำมันเชื้อเพลิงให้ได้ผลอย่างต่อเนื่อง และเพื่อให้มีเงินเพียงพอต่อการชำระหนี้เงินกู้ที่ครบกำหนดชำระแล้ว และหนี้ที่ยังคงค้างชำระตลอดจนเพื่ออุดหนุนกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงให้มีสภาพคล่องทางการเงิน แต่โดยที่การกู้เงินดังกล่าวอาจสร้างภาระทางด้านดอกเบี้ยและก่อให้เกิดหนี้ค้างชำระซ้ำซ้อนในอนาคตได้ จึงต้องขอให้ ครม.พิจารณาเห็นชอบ ประกอบกับความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

หลังจาก ครม.อนุมัติออกพันธบัตรก้อนยักษ์นี้แล้ว หลายฝ่ายคงต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดว่า เมื่อรัฐบาลสะสางหนี้กองทุนไปได้ระดับหนึ่งแล้ว จะยังคงพยุงราคาน้ำมันดีเซลต่อไปเพื่อตรึงราคาสินค้าสกัดปัญหาเฉพาะหน้า กระทั่งกลายเป็นหนี้ก้อนใหม่ และไปออกพันธบัตรล็อตใหม่อีกรอบหรือไม่

หรือจะปล่อยลอยตัวดีเซลแบบขั้นบันไดตามแผนที่วางไว้ในอีก 2 เดือนข้างหน้า เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระยะยาว

**สมมติฐานการคำนวณแผนบริหาร

รายรับ-รายจ่ายกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

1.ปัจจุบันกำหนดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนสำรองน้ำมันเบนซินออกเทน 95,91,ก๊าซโซฮอลล์, ดีเซล, ก๊าด และเตา เท่ากับ 1.20, 1.00, 0.04, 0.50, 0.10 และ 0.06 บาท/ลิตร ตามลำดับ

2.เดือนเมษายน 2550 ปรับลดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนของน้ำมันเบนซินออกเทน 95 และ 91 เหลือ 0.58 และ 0.35 บาท/ลิตร

3.ทยอยปรับลดอัตราเงินชดเชยของน้ำมันดีเซล โดยจำกัดอัตราเงินชดเชยราคาน้ำมันดีเซลหมุนเร็วสูงสุด ดังนี้

-เดือนมิถุนายน 2548 จำกัดอัตราเงินชดเชยไม่เกิน 4.50 บาท/ลิตร

-เดือนกรกฎาคม 2548 จำกัดอัตราชดเชยไมีเกิน 1.80 บาท/ลิตร

-เดือนตุลาคม 2548 ยกเลิกการจ่ายเงินชดเชยราคาน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว

4.ทยอยปรับลดอัตราเงินชดเชยก๊าซปิโตรเลียมเหลว(LPG) โดยจำกัดอัตราเงินชดเชยราคาก๊าซ LPG สูงสุด ดังนี้

-เดือนมิถุนายน 2548 จำกัดอัตราเงินชดเชยไม่เกิน 2.60 บาท/กก.

-เดือนมกราคม 2549 จำกัดอัตราเงินชดเชยไม่เกิน 1.60 บาท/กก.

-เดือนเมษายน 2549 จำกัดอัตราเงินชดเชยไม่เกิน 0.60 บาท/กก.

5.เดือนเมษายน 2549 ปรับเพิ่มอัตราเงินส่งเข้ากองทุนของน้ำมันดีเซล 0.25 บาท/ลิตร เป็น 0.75 บาท/ลิตร

6.ดอกเบี้ยตราสารหนี้ในการคำนวณ เท่ากับร้อยละ 4.75

7.การออกตราสารหนี้จะออกประมาณ 78,600 ล้านบาท ทยอยออกไตรมาสละ 1 ครั้ง จ่ายดอกเบี้ยทุก 5 เดือน และมีอายุไถ่ถอนตั้งแต่ 1-5 ปี

หน้า 2


เลิกโกหกชาวบ้านเสียที

คอลัมน์ จอดป้ายประชาชื่น  โดย เศรษฐ์ สันติ psanti@matichon.com   มติชนรายวัน วันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9942

อยากให้รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พูดความจริงกับชาวบ้านเสียทีว่า ปัญหาน้ำมันเป็นปัญหาวิกฤตที่อาจส่งผลกระทบกระเทือนต่อเศรษฐกิจอย่างร้ายแรง

หรือที่ผ่านมาเที่ยวหลอกชาวบ้านว่า ไม่มีปัญหาจนตัวเองหลงเชื่อว่า เป็นจริงไปด้วย?

การจะแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้คลี่คลายลงได้ รัฐบาลต้องยอมรับเสียก่อนว่า ปัญหาอยู่ในระดับวิกฤตจริงๆ ถ้ายังคิดเป็นปัญหาปกติธรรมดา มาตรการต่างๆ ที่ออกมาก็จะไม่จริงจัง เป็นมาตรการไม้ประดับแบบหน่อมแน้มหรือมุ่งแต่เพียงแต่สร้างภาพ เช่น ปิดไฟบ้านละหนึ่งดวงๆ ละ 5 นาที เพื่อถ่ายสดโทรทัศน์โชว์พร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 1 มิถุนายายนนี้

ลองนึกดูนะครับ ถ้าชาวบ้านเกิดเชื่อคำโฆษณาชวนเชื่อแล้วเปิดโทรทัศน์ดูถ่ายทอดสดโชว์ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 อสมท. พร้อมกันทั่วประเทศทุกครัวเรือน อย่างไหนจะเปลืองไฟมากกว่ากัน? (ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายการถ่ายทอดสดและพิธีกรรมต่างๆ อีกหลายอย่าง)

เด็กอนุบาลก็คิดออกครับหรือระดับ "ด๊อกเตอร์"คิดไม่ออก?

นี่สะท้อนวิธีคิดของนักการเมืองรุ่นเก่าที่มุ่งแต่จะหาเสียงลูกเดียว แต่สำนึกเรื่องชาติมาที่หลัง(ฮา)

สิ่งที่สะท้อนว่า ปัญหาน้ำมันอยู่ในระดับวิกฤต นอกจากยอดการนำเข้าน้ำมันสูงเกือบ 600,000 ล้านบาท หรือเกือบ 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี) แล้วก็คือ กระทรวงพลังงานจะนำเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) ในวันอังคารที่ 30 พฤษภาคมให้สถาบันบริหารกองทุนพลังงาน(องค์การมหาชน) หรือ สบพ.ออกและเสนอขายตราสารหนี้ให้แก่นักลงทุนประเภทสถาบันและประชาชนทั่วไปวงเงิน 85,000 ล้านบาท (กระทรวงการคลังค้ำประกัน) อายุ 1- 5 ปี อัตราดอกเบี้ยประมาณร้อยละ 4.75 เพื่อนำเงินมาชดเชยราคาน้ำมัน จ่ายดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายอื่นๆ เกือบ 90,000 ล้านบาท

นอกจากขอออกตราสารหนี้ดังกล่าวแล้ว ยังขอให้ ครม.จัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่ สบพ.อีก 12,000 ล้านบาท เพื่อให้มีกระแสเงินสดเพียงพอที่จะบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

ระหว่างที่ยังรอเงินทั้งสองก้อนดังกล่าว กระทรวงพลังงานยังขอให้ สบพ.กู้เงินจากธนาคารออมสินและกรุงไทย รวมเป็นเงิน 7,500 ล้านบาท เป็นเวลา 3 เดือนอีกด้วย

เบ็ดเสร็จ สบพ.ขอเงินเพื่ออุ้มราคาน้ำมันประมาณ 100,000 ล้านบาท หรือประมาณ 10% ของงบประมาณแผ่นดิน

แต่วิธีการปกปิดชาวบ้านมิให้เห็นปัญหาดังกล่าวหรือหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากฝ่ายนิติบัญญัติคือ ไม่ยอมใส่ตัวเลขเงินกู้ก้อนมหาศาลลงใน พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2548 ทั้งๆ ที่ใช้เงินไปจนเกือบหมดแล้ว แล้วอ้างว่าเป็นงบประมาณสมดุล

ผมจำได้อย่างแม่นยำว่า นายพรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช สมัยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ออกมาโฆษณา (ชวนเชื่อ?) ถึงผลดีของมาตรการ "อุ้ม"ราคาน้ำมันว่า จะช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจของประเทศขยายตัวอย่างเป็นคุ้งเป็นแคว โดยไม่ยอมรับฟังเสียงคัดค้าน และเสนอแนะจากนักวิชาการและผู้ที่ห่วงใยต่อปัญหาดังกล่าว

ที่สำคัญรัฐบาลพยายามส่งสัญญาณ(โฆษณาชวนเชื่อ?) ว่า ปัญหาน้ำมันมิใช่ปัญหาสำคัญ รัฐบาลมีความสามารถในการแก้ไข ขณะที่ราคาน้ำมันถูกบิดเบือน ทำให้มีการถลุงน้ำมันกันขนานใหญ่ เพราะราคาถูกกว่าความเป็นจริง

มาตรการที่ออกมาแบบหน่อมแหน้ม(ทั้งๆ ที่การปล่อยราคาน้ำมันให้เป็นจริงตามราคาตลาดเป็นมาตรการที่ดีที่สุด) เพราะรัฐบาลกลัวเสียคะแนนนิยมทางการเมืองซึ่งเป็นแนวคิดแบบนักการเมืองแบบคิดเก่า ทำเก่า สะท้อนให้เห็นว่าสำนึกเรื่อง(ผลประโยชน์ของ) ชาติมาที่หลัง(ฮา)

ปัญหาที่หมักหมมสะสมในรัลบาลทักษิณ 1 จนหนักหนาสาหัสที่จะแก้ไขทำให้อดคิดไม่ได้ว่า การที่นายพรหมินทร์ ไม่ยอมดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานต่อ เพราะต้องการหลบฉากไม่กล้าเผชิญปัญหาที่ตนเองก่อไว้

หรือปล่อยให้คนอื่นเช็ดขี้เช็ดเยี่ยวแทน?

การที่รัฐบาล "อุ้ม" ราคาน้ำมันไว้จนสุดฤทธิ์สุดเดชเพื่อหาเสียงทางการเมืองนั้น ส่งผลร้ายให้ชาวบ้านต้องรับกรรม ใช้น้ำมันในราคาแพงกว่าเป็นจริงในระยะยาว เพราะการกู้เงินมาเพื่ออุ้มราคาน้ำมันดังกล่าว ทำให้เกิดต้นทุนค่าดอกเบี้ยไม่ต่ำกว่าปีละ 4,000 ล้านบาทต่อปี(ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่น)

ถ้าราคาน้ำมันยังคงอยู่ในระดับสูง กว่าจะใช้หนี้หมดอาจกินเวลาปลายปีเท่ากับว่า ชาวบ้านต้องใช้น้ำมันในราคาตลาดบวกดอกเบี้ยปีละหลายพันล้านบาท

ผลงานแบบนี้น่าจะนำมาแถลง เพื่อช่วงชิงพื้นที่ทางการเมืองให้ชาวบ้านรู้บ้างนะครับ(ฮา)

หน้า 20