หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
เมื่อหยวนเปลี่ยนไป? เศรษฐกิจไทยจะเปลี่ยนแปลง ?

คอลัมน์ eco-no-miss  ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย  ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ  มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย  กรุงเทพธุรกิจ Bizweek วันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2548

ค่าเงินเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่คนไทยพูดกันมากในระยะหลังๆ โดยเฉพาะค่าเงิน 2 สกุลคือ ค่าเงินบาท ว่าบาทจะปรับตัวอ่อนค่าลงต่ำกว่าระดับ 40 บาทต่อดอลลาร์มากหรือไม่ และนานแค่ไหน ค่าเงินอีกสกุลหนึ่ง คือค่าเงินหยวนว่าจะปรับค่าแข็งขึ้นเมื่อไร (ภายในปีนี้หรือไม่) และปรับแข็งขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์

สำหรับค่าเงินบาทนั้นต้องยอมรับครับว่า เป็นเรื่องของคนไทยและเป็นเรื่องที่คนไทย หรือชาวต่างประเทศ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการค้า การลงทุนและการท่องเที่ยวจะพูดกันมากเท่านั้น แต่สำหรับค่าเงินหยวนนั้น เป็นเรื่องที่คนทั้งโลกพูดกันครับ

และผู้พูดเรื่องค่าเงินหยวนแต่ละคน ล้วนแต่เป็นเกจิหรือกูรูด้านเศรษฐกิจของโลกทั้งนั้นครับ

เพื่อไม่ให้เชยหรือตกกระบวนรถไฟ ผมขอพูดเรื่องหยวนด้วยคนนะครับ

จีนได้ตรึงค่าเงินหยวนไว้ที่ระดับ 8.28 หยวนต่อดอลลาร์มานานนับสิบปีแล้วครับ ในระยะแรกของช่วง 7 ปีที่ผ่านมา ที่เอเชียประสบวิกฤติทางเศรษฐกิจในปี 2540 การตรึงค่าเงินหยวนของจีนได้รับการสดุดีจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกโดยเฉพาะประเทศในเอเชีย เพราะค่าเงินหยวนจะมีค่าแข็งกว่าเงินสกุลอื่นๆ ของเอเชียโดยเฉพาะเงินบาทของไทย

เงินวอนของเกาหลีใต้ และรูเปียของอินโดนีเซียที่อ่อนค่าลงอย่างมากในช่วงนั้น ทำให้ประเทศในเอเชีย ที่ประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ สามารถฟื้นตัวได้จากการส่งออกที่ขยายตัวขึ้น จนทำให้เศรษฐกิจของประเทศเหล่านั้นฟื้นตัวขึ้น จนสร้างสมดุลทางเศรษฐกิจของโลกได้ในที่สุด

เรียกได้ว่าจีนได้รับตุ๊กตาทองดารานำ (นำความมั่นคงสู่เศรษฐกิจโลก) ของเวทีเศรษฐกิจโลก ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น และเอกฉันท์

แต่ในระยะหลัง หลายฝ่าย (โดยเฉพาะสหรัฐ) กลับแสดงความเห็น และเสนอให้จีนปรับค่าเงินหยวนให้แข็งขึ้น เพื่อสร้างสมดุลให้กับเศรษฐกิจโลก อาทิ ศาสตราจารย์ ดร. พอล ครุกแมน นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังของโลก ที่เพิ่งมาบรรยายในไทยเมื่อกลางเดือนนี้ บอกว่า วิกฤติเศรษฐกิจของโลกรอบใหม่ที่อาจเกิดขึ้นภายใน 5 ปีนี้ จะมีสาเหตุมาจากภาวะการเงินที่ไม่สมดุลในปัจจุบัน

ทั้งการตรึงค่าเงินหยวนของจีน และภาวะฟองสบู่ของภาคอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐ ดังนั้นความเห็นของครุกแมน เท่ากับเป็นการสนับสนุนให้จีนปรับค่าเงินหยวนแข็งขึ้น

ขณะที่ ดร.อลัน กรีนสแปน ประธานคณะผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ข่าวเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า สนับสนุนการปรับค่าเงินหยวนและคาดว่าจีนจะปรับค่าเงินหยวนเร็วๆ นี้ ซึ่งการปรับค่าเงินหยวน จะทำให้การขาดดุลการค้าของสหรัฐต่อจีนปรับตัวลง แต่จะทำให้ราคาสินค้านำเข้าจากจีนปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นการกระตุ้นอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐให้สูงขึ้นได้

นอกจากนี้ หากค่าเงินหยวนปรับตัวแข็งขึ้นมากเกินไป จะทำให้บริษัทต่างชาติในจีนอาจย้ายแหล่งผลิตไปที่อื่น และสหรัฐอาจต้องนำเข้าสินค้าจากประเทศอื่นๆ ที่มีราคาถูกกว่า เช่น ไทยและมาเลเซีย ซึ่งเป็นประเทศคู่แข่งที่สำคัญของจีน

ท่านผู้อ่านหลายท่านอาจสงสัยว่า ทำไมกระแสกดดันให้จีนปรับค่าเงินหยวนให้แข็งค่าขึ้นจึงเกิดขึ้นบ่อยครั้งและมากขึ้นในช่วงนี้

หากวิเคราะห์กันอย่างละเอียดจะพบว่า กระแสดังกล่าวไม่ได้เป็นประเด็นที่แปลกใหม่เลย เพราะกระแสผลักดันและกดดันให้จีนปรับค่าเงินหยวนให้แข็งขึ้น เกิดขึ้นตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากจีนมีเศรษฐกิจที่ขยายตัวในระดับสูงประมาณ 7-9% ตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แต่ค่าเงินหยวนกลับตรึงอยู่กับที่ ทำให้ค่าเงินหยวนอ่อนกว่าความเป็นจริง

ทั้งนี้ในปัจจุบันคาดว่าค่าเงินหยวนอ่อนกว่าความเป็นจริง ประมาณ 25-40% ส่งผลให้ประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในเอเชียมีค่าเงินแข็งกว่าโดยเปรียบเทียบกับหยวน จึงสูญเสียความสามารถในการแข่งขันกับสินค้าจีนในตลาดโลก

นอกจากนี้ ประเทศต่างๆ ขาดดุลการค้ากับจีนมากขึ้น โดยเฉพาะสหรัฐ ขาดดุลการค้าสูงประมาณ 1.62 แสนล้านดอลลาร์ หรือ 6.48 ล้านล้านบาท ในปี 2547 ทำให้นานาชาติ เรียกร้องให้จีนปรับค่าเงินหยวนตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เพื่อสร้างความสมดุลให้กับเศรษฐกิจเอเชียและเศรษฐกิจโลก

อย่างไรก็ตาม จีนก็ได้แต่ยืนผิวปากสบายใจ  และกระซิบอย่างแผ่วเบาตอบนานาชาติว่า “จีนกำลังศึกษาแนวทางในการปรับระบบอัตราแลกเปลี่ยนของจีน หากถึงเวลาจีนจะดำเนินการเอง" ก็เข้าทำนองที่ว่า "เดี๋ยวทำเอง ไม่ต้องยุ่งน่า แต่จะทำเมื่อไรไม่รู้นะ"

ล่าสุดในช่วงกลางเดือนนี้ นายจอห์น สโนว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐ กล่าวว่า นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศของจีน ยังเป็นกุญแจสำคัญ ในการรักษาความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของโลก ให้เป็นไปอย่างยั่งยืน และช่วยปรับแก้ความไม่สมดุล ในระบบเศรษฐกิจระหว่างประเทศ แต่อัตราแลกเปลี่ยนที่ผูกติดตายตัวนั้น กลับเป็นตัวช่วยเสริมสร้างความไม่สมดุลนี้

สิ่งที่สหรัฐ เรียกร้องจากทางการจีนคือ การดำเนินการอย่างฉับพลันทันทีกับระบบค่าเงินเงินหยวน ให้สะท้อนสภาพตลาดเศรษฐกิจที่แท้จริง(ของจีน) และเปิดทางให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบลอยตัวอย่างเต็มที่

สหรัฐให้เวลาจีน 6 เดือนสำหรับการปฏิรูปแก้ไขระบบค่าเงินหยวน

อย่างไรก็ตาม จีนก็ยังแสดงท่าทีเช่นเดิม โดยโฆษกธนาคารกลางของจีน ปฏิเสธที่จะออกความเห็น ต่อรายงานของกระทรวงการคลังสหรัฐ ที่เรียกร้องให้จีนยืดหยุ่นอัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวนภายใน 6 เดือน ทั้งนี้ธนาคารกลางมีความชัดเจนในการดำเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน โดยจีนอาจจะใช้เวลาระยะหนึ่ง เพื่อเตรียมตัวให้ค่าเงินหยวนมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น และปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงที่จะมีการปรับเปลี่ยนค่าเงินหยวนเร็วๆ นี้

สอดรับกับความเห็นของนายเวิน เจียเป่า นายกรัฐมนตรีของจีน ที่ออกมาบอกก่อนหน้านี้ว่า จีนจะไม่ยอมปรับตัวตามแรงกดดันให้ปรับเปลี่ยนค่าเงินหยวน และโดยนายหวง จี รองนายกรัฐมนตรีคนที่ 1 ของจีน กล่าวว่า การจะเปลี่ยนแปลงค่าเงินหยวนจะต้องพิจารณาให้รอบคอบ เพราะจีนไม่ได้พิจารณาเพียงผลกระทบ ที่จะเกิดขึ้นในประเทศเท่านั้น แต่ต้องดูผลกระทบของทั้งภูมิภาค เหมือนในอดีตในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม มีความคืบหน้าที่สำคัญประการหนึ่งเกี่ยวกับค่าเงินหยวน ที่สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลง ในระบบอัตราแลกเปลี่ยนของจีนคือ ในวันที่ 18 พฤษภาคม ที่ผ่านมา จีนได้ปฏิรูปการปริวรรตเงินตรา จากเดิมที่จะซื้อขายแลกเปลี่ยนกับเงินตราเพียง 4 สกุล คือ ดอลลาร์สหรัฐ ฮ่องกง ยูโร และเยน เพิ่มเป็น 12 สกุลเงิน

เจ้าหน้าที่รัฐบาลจีนชี้ว่า การเปิดระบบแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศครั้งนี้ เป็นมาตรการจำเป็น ที่จะนำไปสู่การสร้างความหลากหลายและการปฏิรูประบบเงินหยวนของจีน ขณะที่นักวิเคราะห์ด้านการเงินมองว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นการเตรียมความพร้อมในการปรับค่าเงินหยวนในอนาคต

สำหรับความเห็นของผมนั้น แม้ว่าท่าทีของจีนจะยังไม่มีความชัดเจนว่าจะมีการปรับค่าเงินหยวนให้แข็งขึ้นเมื่อไร แต่ท่าทีของจีนที่ส่งสัญญาณกับนานาชาติอย่างชัดเจนคือ ปรับค่าเงินหยวนแน่แต่ยังไม่ใช่เวลานี้

ผมคิดว่าทางการจีนน่าจะปรับค่าเงินหยวนให้แข็งขึ้นประมาณ 5-10% ในช่วงสิ้นปีนื้

ทั้งนี้กระแสกดดันให้มีการปรับเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินหยวน จะนำไปสู่แรงกดดันให้เงินสกุลอื่นๆ ที่ผูกติดกับดอลลาร์ เช่น ริงกิตของมาเลเซีย และเงินดอลลาร์ฮ่องกง มีแนวโน้มปรับค่าแข็งขึ้นเช่นกัน

ในวันที่ 18 พฤษภาคม ที่ผ่านมา สำนักงานกำกับการเงินฮ่องกง ได้ปรับค่าดอลลาร์ฮ่องกงที่ตรึงค่าไว้ที่ระดับ 7.80 ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ มาตั้งแต่ปี 2526 โดยประกาศปรับเพดานอัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์ฮ่องกงต่อดอลลาร์สหรัฐ ไม่ให้สูงเกินกว่า 7.75 ดอลลาร์ฮ่องกงและต่ำกว่า 7.85 ดอลลาร์ฮ่องกงต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ

ในช่วง 5 สัปดาห์แรก เริ่มตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคมถึง 20 มิถุนายน นี้ ค่าเงินดอลลาร์ฮ่องกงจะค่อยๆ ปรับจาก 7.81 ดอลลาร์ฮ่องกงไปจนถึง 7.85 ดอลลาร์ฮ่องกงต่อดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับเงินตราสกุลริงกิตของมาเลเซีย ซึ่งตรึงค่าเงินไว้กับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 3.80 ริงกิตเท่ากับ 1 ดอลลาร์สหรัฐ มาเป็นเวลา 7 ปีตั้งแต่เดือนกันยายน 2541 เป็นต้นมา กำลังถูกแรงกดดันมากขึ้นว่ารัฐบาลมาเลเซีย ควรมีการทบทวนนโยบายค่าเงินริงกิตกันในอีกไม่ช้านี้

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย ยังคงยืนกรานว่า มาเลเซียจะคงรักษาระบบตรึงค่าเงินตายตัวกับดอลลาร์ไว้ที่ 3.80 ริงกิตต่อดอลลาร์เหมือนเดิมต่อไป เนื่องจากค่าเงินริงกิตในระดับดังกล่าวยังมีประโยชน์ต่อประเทศมาเลเซีย แต่ก็ได้แสดงท่าทีว่ารัฐบาลจะทบทวนเรื่องนี้ ถ้าหากค่าเงินริงกิตเทียบกับสกุลเงินในภูมิภาคมีการแกว่งตัว (ไม่ว่าจะแข็งค่าขึ้นหรืออ่อนค่าลง) จนเกินระดับ 20% แล้ว

เห็นมั้ยครับว่า เพียงแค่มังกร (จีน) ขยับ อินทรี (สหรัฐ) สยายปีก โลกใบนี้ยังสะเทือน ส่งผลให้ผู้คนมากมายพูดเรื่องหยวนกันทุกวัน ถ้าจีนปรับค่าเงินหยวนจริงจะเกิดอะไรขึ้น กับเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก ลูกเจ้าพระยาอย่างเราจะเป็นอย่างไรกันแน่ ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดครับ

เอาเป็นว่าเรามาคุยกันต่ออาทิตย์หน้าดีกว่านะครับ สำหรับวันนี้หมดเวลาและหมดเนื้อที่สำหรับรายการ ECO-NO-MISS แล้วครับ พบกันใหม่อาทิตย์หน้า สวัสดีครับ