หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
Krugman มาพูดอะไรที่กรุงเทพ

โดย วรากรณ์ สามโกเศศ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ Varakorn@dpu.ac.th  มติชนรายวัน  วันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9938

ผมมีโอกาสได้ฟัง Paul Krugman นักเศรษฐศาสตร์คนสำคัญระดับโลกพูดทั้งใน ตอนเย็นที่มี gala dinner และในตอน seminar ของวันรุ่งขึ้นคือ 18 พฤษภาคม 2548 ในหัวข้อ "Warning System : Positioning of Thailand and South East Asia" จึงขอนำมาเล่าต่อครับ (ขอขอบคุณ Manager Group ไว้ ณ ที่นี้)

Paul Krugman ศาสตราจารย์เศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน วัย 52 ปี ซึ่งถูกคาดว่าอยู่ในคิวของผู้จะได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ จากการมีส่วนร่วมอย่างสำคัญ ในการสร้างทฤษฎีการค้าใหม่ระหว่างประเทศ สร้างวิชาภูมิเศรษฐศาสตร์แนวใหม่ สร้างความเข้าใจธรรมชาติของความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ฯลฯ ดึงดูดผู้คนทั้งไทยและเทศได้อย่างหนาแน่นทั้งสองวัน

ปัจจุบัน Krugman เขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ New York Time อาทิตย์ละ 2 วันด้วยความเฉียบคมของตรรกะและความสามารถในการอธิบายสิ่งที่ลึกซึ้งในทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ให้คนธรรมดาเข้าใจ ไม่ว่าใครจะชอบหรือไม่ชอบเขาเพราะคำวิจารณ์ตรงไปตรงมาก็ตาม ก็อดที่จะอ่านข้อเขียนของเขาไม่ได้

ผมขออาสาสรุปสิ่งที่เขาพูดในทั้งสองวันดังต่อไปนี้ (1)เขาเตือนให้นึกถึงสิ่งที่เรียกว่า Stein"s Law (ตามชื่อของ Herbert Stein นักเศรษฐศาสตร์มีชื่อรุ่นครู) ซึ่งบอกว่า "อะไรก็ตามที่ไม่สามารถดำรงต่อไปได้เรื่อยๆ อย่างยั่งยืน(unsustainable) วันหนึ่งก็จะต้องหยุดลง" และเมื่อหยุดลงก็จะมีการปรับตัวใหม่ซึ่งกระบวนการปรับตัวนี้จะทำให้เกิดความเสียหายเจ็บตัว ประเด็นสำคัญก็คือยากที่จะรู้ว่าเมื่อใดมันจะถึงจุดหยุดนั้น

(2) Stein"s Law กำลังจะพิสูจน์ตัวของมันเองในโลกในเวลาไม่เกินสิ้นทศวรรษนี้ (ภายในเวลา 5 ปีจากนี้) ในเรื่องความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลกดังที่ดำรงอยู่ในปัจจุบัน กล่าวคือสหรัฐอเมริกามีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด(เงินเหรียญไหลออกนอกประเทศมากกว่าไหลเข้าอันเนื่องมาจากการนำเข้า การบริการ และธุรกรรมอื่นๆ ซึ่งมีอายุสิ้นสุดในเวลาหนึ่งปี) มากมายถึงร้อยละ 6 ของ GDP ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการขาดดุลกับญี่ปุ่น กลุ่มประเทศส่งออกน้ำมัน กลุ่มประเทศมาแรงใหม่ในเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับจีน หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่าประเทศเหล่านี้มีเงินเหรียญสหรัฐไหลเข้าประเทศเป็นจำนวนมหาศาลในแต่ละปี

เงินเกินดุลบัญชีเดินสะพัดก็ถูกนำไปซื้อตราสารหนี้ของสหรัฐอเมริกาจนเงินเหล่านั้นไหลกลับเข้าสหรัฐอเมริกาในรูปเงินทุน และเงินทุนเหล่านี้จำนวนมากถูกนำไปปล่อยเป็นเงินกู้ปลูกที่อยู่อาศัย จนช่วยให้เกิดฟองสบู่ใหญ่ในอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐอเมริกา ในขณะนี้บ้านมีราคาแพงขึ้นมากโดยทั่วไปเพราะมีการเก็งกำไรเกิดขึ้น กระบวนการรีไซเคิลเงินเหรียญเช่นว่านี้เป็นมาหลายปี

การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดเยี่ยงนี้ทำให้เงินทุนสำรองระหว่างประเทศของจีนเพิ่มสูงขึ้น (ตราสารหนี้ที่ซื้อมาก็คือส่วนหนึ่งของเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ) จนนับเป็นแสนๆ ล้านเหรียญ(อาจถึงร้อยละ 10 ของ GDP) ญี่ปุ่น และประเทศในเอเชียก็นิยมสะสมเงินทุนสำรองระหว่างประเทศไว้เป็นเหรียญสหรัฐ หรือตราสารหนี้ในสกุลเหรียญสหรัฐมากมายเพื่อรักษาเสถียรภาพของค่าเงินของตน กล่าวคือเอาไว้เพื่อขายพยุงไม่ให้เหรียญสหรัฐมีราคาสูง(ทำให้ค่าเงินของตนเองมีเสถียรภาพและ/หรือให้อ่อนกว่าที่เป็นจริงนั่นเอง) อันจะช่วยทำให้ได้เปรียบในการส่งออกดังเช่นที่จีนกำลังทำอยู่

Krugman บอกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่อาจดำเนินต่อไปได้โดยไม่รู้จบเพราะมันผิดปกติ จีนควรจะเป็นประเทศที่นำเข้าเงินทุนไม่ใช่ส่งออกเงินทุน และสหรัฐอเมริกาควรจะเป็นผู้ส่งออกทุนไม่ใช่นำเข้า การผิดปกติไปจากทฤษฎีครั้งนี้ยังไม่มีใครให้คำตอบได้ชัดเจน แต่บอกได้ว่าไม่ยั่งยืน วันหนึ่งจะต้องจบลงและเมื่อมันหยุดลงก็จะต้องมีการปรับตัวใหม่ ซึ่งในกระบวนการปรับตัวใหม่นี้หลายประเทศจะเจ็บปวดเสียหาย หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่าจะเกิดปัญหาใหญ่ขึ้นภายในเวลา 5 ปี แต่ไม่เชื่อว่าจะ รุนแรงเท่าครั้งปี 1997 ซึ่งถ้าให้ครั้งนั้นรุนแรงเป็นระดับ 10 ครั้งใหม่นี้น่าจะอยู่ในระดับ 4 ถึง 5

(3) เขาบอกว่าจีนได้รับผลตอบแทนต่ำมากจากการซื้อพันธบัตรอเมริกัน การสะสมเงินทุนสำรองระหว่างประเทศมหาศาล เพื่อเอาไว้ทำให้ค่าเงินต่ำกว่าความเป็นจริงนั้นไม่ยั่งยืน(จีนตรึงหยวนไว้กับเหรียญสหรัฐ คือ 1 เหรียญเท่ากับ 8.2 หยวน และพยายาม manipulate ให้เหรียญอยู่ในราคานี้ เสมอด้วยการขายเหรียญสหรัฐที่มีอยู่มหาศาล ในเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่มีอยู่ทั้งในรูปเงินเหรียญ และตราสารหนี้สกุลเหรียญ)

Krugman พูดทำนองเตือนว่า การกระทำเช่นนี้ก่อให้เกิดผลลบขึ้นต่อการค้าโลกเพราะทำให้มีปฏิกิริยาจากคนในสหรัฐอเมริกา และ EU เพราะการส่งออกของพวกนี้ไปจีนลำบากมากขึ้น เนื่องจากเงินยูโรและเหรียญสหรัฐมีค่าแข็งกว่าที่ควรจะเป็นเมื่อเทียบกับหยวน หากคนเหล่านี้มีความ รู้สึกรุนแรงมากขึ้นอาจส่งผลให้ต้องกลับไป"เริ่มกันใหม่" คือ protectionism(การกีดกันการค้า) อาจกลับมาอีกครั้งในโลกก็เป็นได้

นอกจากนี้การสะสมเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเป็นเหรียญสหรัฐมากๆ ก่อให้เกิดความเสี่ยงมากขึ้น เพราะหากค่าเงินเหรียญตกลงไป ก็จะทำให้มูลค่าของเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ เมื่อคำนวณเป็นเงินสกุลท้องถิ่นหายไปด้วย ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาการเมืองได้ และถ้าเกิดตื่นตกใจกันมากก็อาจเอาเหรียญสหรัฐออกขายพร้อมๆ กัน ก็จะทำให้ค่าเหรียญยิ่งตกมากขึ้น จนทำให้การเงินโลกปั่นป่วนขึ้นได้ทันที

(4) Krugman เชื่อว่ามีโอกาสสูงที่เงินหยวนจะถูกแรงกดดันบีบให้ปรับค่าขึ้นภายใน ปีหน้าดังที่เริ่มเห็นกันแล้วจากการที่รัฐสภาสหรัฐขู่จะนำระบบโควต้าฉุกเฉินมาใช้กับสิ่งทอจีน มีคำตำหนิติเตียนจีนในเรื่องการ "โกง" ระดับอัตราแลกเปลี่ยนจากปากของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ การเคลื่อนไหวของหลายองค์กรในสหรัฐอเมริกาที่จะกีดกันสิ่งทอจากจีนเพิ่มขึ้น ฯลฯ

(5) ฟองสบู่ในอสังหาริมทรัพย์อเมริกันมีโอกาสแตกร้อยละ 50 ภายในปีหน้า กล่าวคือเมื่อไม่มีใครเชื่อว่าราคาจะขึ้นไปได้อีกกระบวนการเก็งกำไรก็จะจบลง สถาบันการเงินก็จะเจ็บตัว คนเก็งกำไรก็จะเป็นหนี้สถาบันการเงินกันไปทั่ว ความมั่งคั่งของคนอเมริกันจะหายไป อำนาจซื้อสินค้าจากต่างประเทศก็จะลดลง ก่อนให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและภูมิภาคนี้อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ถ้าบังเอิญเหตุการณ์นี้ตรงกับการปรับค่าเงินหยวน หรือตรงกับช่วงที่กระบวนการสะสมเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของภูมิภาคต้องหยุดลง เพราะมันดำรงต่อไปไม่ได้ การปรับตัวของประเทศต่างๆ ก็จะยากมากขึ้น และโอกาสเสียหายระหว่างทางไปสู่ดุลยภาพใหม่ก็จะมีมากขึ้น

(6)Krugman เชื่อว่าการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้จำเป็นต้องปรับตัวไปสู่การพึ่งพาอาศัยเศรษฐกิจในประเทศ เพราะไม่อาจหวังพึ่งการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด เป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีกนาน (เมื่อได้เงินตราต่างประเทศเข้าประเทศก็ไปขายให้ธนาคารกลาง ปริมาณเงินในประเทศก็จะเพิ่มขึ้น และเมื่อไปซื้อเพื่อจ่ายเป็นค่าสินค้าขาเข้าและบริการ ปริมาณเงินในประเทศก็จะหายไป ดังนั้น ถ้าเงินตราต่างประเทศเข้ามากกว่าออก หรือเกินดุลก็จะทำให้ปริมาณสุทธิของเงินหรืออำนาจซื้อในประเทศเพิ่มขึ้น) เพราะกระบวนการเกินดุลที่ผิดปกติดังกล่าวแล้วนั้นไม่ยั่งยืน

ในกรณีของไทยก็เช่นเดียวกันควรพึ่งพาเศรษฐกิจในประเทศเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนในประเทศซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเจริญเติบโตที่ยั่งยืน แต่สำหรับประเทศนี้ก็ยังมีน้อยเกินไป ดังนั้น การลงทุนจากภาครัฐ(public investment) จึงเป็นสิ่งจำเป็น สิ่งที่เรียกว่าเมกะโปรเจ็คต์(ลงทุนเป็นล้านๆ บาท) อาจจำเป็นต้องมี แต่ต้องระวังอย่างยิ่ง อย่าให้เหมือนญี่ปุ่นที่กระตุ้นเศรษฐกิจลักษณะนี้ แต่เต็มไปด้วยโครงการที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่ากับการลงทุน

โดยสรุปคำเตือนของ Krugman ก็คือระวังฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ของอเมริกันจะกระทบเศรษฐกิจโลกและภูมิภาคนี้ จงอย่าหวังพึ่งการส่งออกจากอำนาจซื้อของประเทศพัฒนาแล้วโดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกาเพราะอาจเกิดเศรษฐกิจตกต่ำ จงมุ่งไปที่การเน้นอำนาจซื้อจากภายในประเทศที่มีการ ลงทุนเอกชนเป็นหลัก และหากมีไม่พอภาครัฐก็ต้องโดดเข้าช่วย แต่ต้องเลือกโครงการอย่างระมัดระวัง มิฉะนั้นจะทิ้งไว้ให้แต่หนี้ การเชื่อมต่อระหว่างอำนาจซื้อที่เพิ่มขึ้นของประชาชนอันเนื่องจากเมกะโปรเจ็คต์ และการดำรงอยู่ของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง

Krugman โดยแท้จริงแล้วพูดอีกหลายเรื่อง เช่น (ก)สนับสนุนการเกิดของธนาคารกลางเอเชีย หรือ IMF เอเชีย แต่ไม่เห็นด้วยกับการใช้เงินสกุลเดียว (ข)บทบาทของเศรษฐกิจจีนในอนาคต (ค)วิกฤตเศรษฐกิจในบราซิลและอาร์เจนตินา (ง)วิกฤตเศรษฐกิจเอเชีย 1997 (จ)ราคาน้ำมันโลก ฯลฯ แต่เนื้อหาสำคัญของการบรรยายก็เป็นดังที่กล่าวข้างต้น

ข้อสังเกตของผมอันหนึ่งก็คือเขาพยายามพูดถึงเรื่องของประเทศไทยน้อยที่สุด(ไม่อยากให้เห็นว่ามาไทย 2 วันแล้วกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญ) โดยเฉพาะอะไรที่เกี่ยวพันกับเรื่องการเมือง(แตะเมกะโปรเจ็คต์น้อยที่สุด) แต่ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เมื่อถูกถามตรงๆ

Krugman ไม่ทำให้ผมผิดหวัง ถึงแม้ในรอบ Gala Dinner ของวันแรกจะดูว่าพูดกว้างๆ ไปหน่อยจนเหมือนไม่มีอะไรใหม่ แต่ในรอบ seminar นั้น เขาพูดได้ชัดเจนและลงรายละเอียดมากขึ้น

สำหรับท่านๆ ที่ไม่ชอบนักเศรษฐศาสตร์เพราะชอบวิเคราะห์และวิจารณ์ ไม่เหมือนกูรู ด้านบริหารธุรกิจที่ไม่วิจารณ์(แต่รับเงินแยะ) ก็ขอบอกว่ากูรูเหล่านี้ไม่ว่า Perter Drucker, Michael Porter หรือ Alvin Toffler จริงๆ แล้วก็เป็นนักเศรษฐศาสตร์เพราะล้วนจบปริญญาเอกเศรษฐศาสตร์ด้วยกันทั้งสิ้น

หน้า 6