หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
อัตราดอกเบี้ยแท้จริงติดลบ

คอลัมน์ ระดมสมอง  โดย รศ.ดร.วิมุต วานิชเจริญธรรม คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย  ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2  วันที่ 23 พฤษภาคม 2548  ปีที่ 28 ฉบับที่ 3690 (2890)

ข้อความตอนหนึ่งในบทความของคุณโสภณ องค์การณ์ ที่ตีพิมพ์ในเนชั่นสุดสัปดาห์ฉบับวันศุกร์ที่ 6 พฤษภาคม ช่วยเตือนความจำของผมเกี่ยวกับภาพเศรษฐกิจ ที่ใครคนหนึ่งเคยวาดฝันไว้ให้กับคนไทย 11 ล้านคนเมื่อหลายปีก่อน มีใครคนหนึ่งเคยให้สัญญาไว้ว่า เศรษฐกิจไทยในศักราช "คิดใหม่ ทำใหม่" นั้นจะบันดาลให้เงินในกระเป๋าของคนไทยเพิ่มขึ้นทุกๆ 6 เดือน

ผมเชื่อว่า 4 ปีที่ผ่านมานั้นเงินในกระเป๋าคนไทยคงเพิ่มขึ้นมาบ้างไม่มากก็น้อย มิเช่นนั้นแล้วลำพังเพียงวาทกรรมเชยๆ อย่าง "4 ปีซ่อม 4 ปีสร้าง" คงไม่ช่วยให้ใครคนนั้นหวนกลับมาใหญ่ได้อีกครั้งหรอก

แต่ทว่าภาวะเศรษฐกิจในตอนนี้กลับสวนทางกับคำมั่นสัญญานั้น เพราะไม่เพียงแต่เงินในกระเป๋าจะไม่เพิ่มในทุก 6 เดือนแล้ว ซ้ำร้ายกว่านั้นรายงานภาวะเงินเฟ้อที่ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์ เมื่อสัปดาห์ก่อนยังฟ้องว่า เงินที่เราฝากไว้กับธนาคาร กลับพานหดหายไปอีกด้วย

อัตราเงินเฟ้อในเดือนเมษายนที่ผ่านมานั้นอยู่ที่ระดับร้อยละ 3.6 ต่อปี ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดซื้อคืนพันธบัตรระยะ 14 วัน (ที่ถือเป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย) ยืนอยู่ที่ระดับร้อยละ 2.25 ต่อปี เมื่อนำอัตราดอกเบี้ยมาลบออกด้วยอัตราเงินเฟ้อแล้ว จะพบว่าส่วนต่างมีค่าติดลบเท่ากับร้อยละ 1.35 ต่อปี นักเศรษฐศาสตร์เรียกอัตราดอกเบี้ยที่หักด้วยอัตราเงินเฟ้อนี้ว่า "อัตราดอกเบี้ยแท้จริง" หรือ real interest rate ในภาวการณ์ขณะนี้อัตราดอกเบี้ยแท้จริงในระบบธนาคารของไทยติดลบอยู่

อัตราดอกเบี้ยแท้จริงมีความหมายทางเศรษฐศาสตร์มากกว่าอัตราดอกเบี้ยที่ประกาศกันตามธนาคารทั่วไป เพราะอัตราดอกเบี้ยแท้จริงบอกถึงกำลังซื้อของคนฝากเงิน ขอยกตัวอย่างประกอบเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นนะครับ สมมติว่าเรามีเงินอยู่ 100 บาท ทางเลือกหนึ่งของการใช้เงินนี้ให้เกิดประโยชน์ คือเก็บออมเงินก้อนนี้ไว้สำหรับการใช้จ่าย ในวันข้างหน้า ด้วยการเปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคาร กำหนดให้อัตราดอกเบี้ยสำหรับบัญชีเงินฝากที่ไถ่ถอนเมื่อครบกำหนดเวลา 12 เดือนเท่ากับร้อยละ 1 (ต่อปี) ดังนั้นใน 1 ปีถัดมาเราจะได้รับเงินทั้งต้นและดอกเท่ากับ 101 บาท

ในเวลา 1 ปีให้หลัง เงิน 101 บาทนี้ จะมีอำนาจซื้อสินค้า และบริการเท่าใดนั้น ขึ้นอยู่กับว่าระดับราคาสินค้าในขณะนั้น ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากวันนี้มากน้อยเพียงใด หากระดับราคาสินค้าเพิ่มขึ้นมาก อำนาจซื้อของเงินในวันข้างหน้าก็จะลดน้อยลง คำว่าระดับราคาสินค้าในที่นี้หมายถึงระดับราคาของกลุ่มสินค้าและบริการที่ประชาชนทั่วไปจับจ่ายซื้อเพื่อการบริโภค ตัววัดระดับราคาที่ว่านี้คือดัชนีราคาผู้บริโภค (consumer price index) และอัตราเพิ่มของดัชนีราคาผู้บริโภคนี้คืออัตราเงินเฟ้อ (inflation rate) นั่นเอง

หากอัตราเงินเฟ้อในช่วงเวลาเดียวกันนั้นอยู่ในอัตราร้อยละ 4 ต่อปี นั่นหมายความว่าเสื้อกล้ามที่เคยมีราคาตัวละ 50 บาทในปีนี้ จะมีราคาเพิ่มขึ้นเป็นตัวละ 52 บาทในปีหน้า ดังนั้นผู้ฝากเงิน 100 บาทไว้ในธนาคารแล้วถอนทั้งเงินต้น และดอกเบี้ยออกมาเมื่อครบกำหนด จะพบว่าเงินที่เขามีในขณะนั้นไม่เพียงพอที่จะซื้อเสื้อกล้าม 2 ตัว ทั้งๆ ที่ ณ วันนี้เงินในมือเขาจำนวน 100 บาทยังสามารถซื้อเสื้อกล้ามได้ถึง 2 ตัว

อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงสำหรับการฝากเงินนี้เท่ากับ -3 เปอร์เซ็นต์ต่อปี สะท้อนให้เห็นถึงกำลังซื้อที่หดหายไป เนื่องจากผู้ฝากเงินซื้อหาสินค้า และบริการได้ในจำนวนที่น้อยลงกว่าเมื่อตอนก่อนฝากเงิน

ภาวการณ์ปัจจุบันเป็นดังในตัวอย่างข้างต้นนี้ รายงานเงินเฟ้อที่ปรากฏในสัปดาห์ก่อน แสดงถึงข้อมูลตัวเลขของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย อัตราเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ยแท้จริง ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2547-เมษายน 2548 ในรายงานนั้นชี้ถึงสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยแท้จริงมีค่าติดลบตลอดช่วงเวลาดังกล่าว (แม้ว่าในรายงานนั้นจะไม่ได้กล่าวถึงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารก็ตาม แต่ผู้ที่มีเงินฝากในบัญชีออมทรัพย์คงทราบดีว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากขณะนี้ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบาย)

ตัวอย่างข้างต้นพอจะช่วยให้เห็นภาพได้ว่า อัตราดอกเบี้ยแท้จริงที่มีค่าติดลบนั้นจะมีผลเสียทางเศรษฐกิจได้อย่างไร สถานการณ์เช่นนี้ทำร้ายผู้ที่พึ่งพาระบบธนาคารในฐานะเป็นแหล่งออมเงินไว้สำหรับอนาคต กลุ่มคนที่ไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้ย่อมต้องทนรับสภาพ และฝากเงินออมของตนไว้กับธนาคารต่อไป โดยจำก้มหน้ารับผลตอบแทนที่ต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ คนกลุ่มนี้มักเป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อย และมีเงินออมไม่มากพอที่จะไปลงทุนในตราสารทางการเงินประเภทอื่นๆ

อัตราดอกเบี้ยแท้จริงติดลบนี้ยังมีผลต่อพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอย และการออมของครัวเรือนอีกด้วย เพราะเมื่อกำลังซื้อของเงินฝากลดถอยลง ครัวเรือนย่อมขาดแรงจูงใจที่จะเก็บหอมรอมริบไว้สำหรับวันข้างหน้า รายได้ในปัจจุบันจึงถูกนำมาใช้จ่ายเพื่อการบริโภคเสียในวันนี้แทน ดังนั้นเงินออมที่ครัวเรือนเก็บสำรองไว้ เผื่อยามฉุกเฉินก็จะลดน้อยลงตามไปด้วย และเมื่อหันมาพิจารณากลุ่มผู้มีรายได้น้อยและมีปัญหาภาระหนี้สุมตัวอยู่ด้วยแล้วนั้น เกรงว่าเงินออมสะสมที่ลดน้อยลงนี้ จะทำให้ครัวเรือนในกลุ่มนี้ไม่มีทรัพยากรที่พอเพียงจะรองรับความต้องการใช้จ่าย หากสถานะของครัวเรือนนั้นๆ เผชิญกับความผันผวนที่รุนแรงขึ้น

เงินออมที่ลดลงและการเร่งใช้จ่ายในปัจจุบันนั้นเป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่งในสภาพเศรษฐกิจที่อ่อนล้าเช่นนี้ เพราะพฤติกรรมการใช้จ่ายที่มากเกินควรในปัจจุบันยังอาจเป็นตัวเร่งให้อุปสงค์มวลรวมมีมากเกินกว่าที่ภาคการผลิตจะตอบสนองได้ และสามารถเป็นเหตุปัจจัยที่ทำให้ระดับราคาและอัตราเงินเฟ้อปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นไปอีกด้วยได้

นอกจากนี้ การที่ระบบธนาคารยังอาจประสบปัญหาการขาดแคลนเงินฝากอันเป็นแหล่งเงินทุนสำคัญของระบบ และจะมีผลต่อเนื่องไปถึงด้านผู้ต้องการเงินทุนที่จะขอกู้เงินจากธนาคารโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการรายย่อย หรือผู้กู้รายเล็กๆ เพราะธนาคารจำต้องทำการปันส่วนกองเงินทุนที่มีขนาดเล็กลง ให้กับกลุ่มลูกค้าที่ธนาคารคิดว่า มีความเสี่ยงต่ำ และให้กับกลุ่มธุรกิจรายใหญ่ที่มีสัมพันธ์กับธนาคารมายาวนานก่อน ซึ่งจะส่งผลให้ปัญหาเรื่องความสามารถ ในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของวิสาหกิจขนาดย่อมจึงยิ่งเลวร้ายมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

หากย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์การเงินสมัยใหม่ของประเทศไทย จะพบว่าประเทศไทย ได้เคยประสบปัญหาอัตราดอกเบี้ยแท้จริงติดลบมาก่อนแล้ว ตั้งแต่เมื่อครั้งวิกฤตการณ์น้ำมันครั้งที่ 1 (ช่วงต้นทศวรรษที่ 70) และครั้งที่ 2 (ช่วงต่อระหว่างปลายทศวรรษที่ 70 และต้นทศวรรษที่ 80) ผลพวงของเหตุการณ์ในครานั้นคือการก่อเกิดและแพร่ระบาดของธุรกิจเงินนอกระบบหรือธุรกิจแชร์ลูกโซ่

ธุรกิจเงินนอกระบบนี้ประสบความสำเร็จอย่างสูงในช่วงเวลาดังกล่าว เชื่อว่าชื่อของแม่ชม้อย หรือแม่นกแก้ว คงเตือนความทรงจำของคนรุ่นอายุ 40 ปีขึ้นไปได้เป็นอย่างดี ลูกค้าของธุรกิจประเภทนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มประชาชน ตั้งแต่ระดับชนชั้นกลางลงมา เพราะคนเหล่านี้กำลังมองหาทางเลือกให้กับเงินออมของพวกเขา ดังนั้นเมื่อเจ้าของธุรกิจเงินนอกระบบ โปรยคำชี้ชวนที่ช่วยให้พวกเขาอุ่นใจได้ถึงความมั่นคงของกองทุน พวกเขาจึงไม่รีรอที่จะนำเงินมาต่อแถวร่วมขบวนทำให้สายโซ่ของวงแชร์ทอดยาวออกไปเป็นวงกว้าง

แม้ว่าหลายคนจะมองว่าวงแชร์ลูกโซ่จะสร้างความกินดีอยู่ดีให้กับผู้ออมเงิน แต่เงินทุนที่ธุรกิจนอกระบบนี้ได้ไป มิได้ถูกเคลื่อนย้ายไปสู่หน่วยผลิตที่ต้องการเงินทุนแต่อย่างใด ตรงกันข้ามธุรกิจเงินนอกระบบมักใช้เงินทุนที่ได้ ไปในกิจกรรมที่ไม่ก่อให้เกิดการผลิตอันเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม และมิได้ใช้เงินทุนนั้นอย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควรด้วย

จะเห็นได้ว่าผลเสียทางเศรษฐกิจของภาวะอัตราดอกเบี้ยแท้จริงติดลบนั้นกินขอบเขตที่กว้างมาก ไล่ไปตั้งแต่ผู้ฝากเงินรายย่อย วิสาหกิจขนาดย่อมไปจนถึงกระบวนการจัดสรรเงินทุนในระบบเศรษฐกิจมหภาค ความกังวลที่แสดงออกมานี้ อาจสวนทางกับกระแสแห่งความลิงโลดเบิกบานอันไร้เหตุไร้ผลอยู่บ้าง (ตามสำนวนแปลวลี Irational Exuberance ของอาจารย์ไสว บุญมา) แต่ในภาวการณ์เช่นนี้การมองโลกในแง่ร้ายบ้างอาจเป็นการดี เพราะจะช่วยเพิ่มเกราะป้องกันความเสี่ยงทางเศรษฐกิจให้กับตัวเองโดยที่ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินแพงๆ เพื่อให้ใครมาเตือนเรา