หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2005 p1

บทความปี 2004 p2 บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
บัตรเครดิตที่น่าเป็นห่วง

ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ  Bizweek กรุงเทพธุรกิจ  วันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2548

การประชุมสัญจรถือเป็น "สีสัน" ของรัฐบาลนายกฯทักษิณไปซะแล้ว และการประชุม ครม.สัญจร ที่ จ.บุรีรัมย์ เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาก็เป็นอีกสีสันหนึ่ง เพราะประชุมกันที่ "เขาพนมรุ้ง" ที่น่าสนใจ ก็คือ การประชุม ครม.นัดนี้ ท่านนายกฯ แสดงความเป็นห่วงเรื่อง "หนี้บัตรเครดิต" ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

จำนวนหนี้บัตรเครดิตที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นผลมาจากสถาบันผู้ให้เครดิต ให้บัตรเครดิต ที่ซ้ำซ้อน จนทำให้บางคนมีบัตรเครดิตตั้งแต่ 1-10 ใบ ซึ่งถ้ามองถึงสาเหตุจะพบว่าสถาบันการเงินต่างๆ ที่มีการออกบัตรเครดิตต่างหากลยุทธ์ในการหว่านหาลูกค้า โดยไม่สนใจข้อมูลของลูกค้ามากนักว่าจะมีบัตรเครดิตกี่ใบในกระเป๋า ขอเพียงมีเงินเดือนเกินเกณฑ์ที่กำหนดก็สามารถทำได้

หากเปรียบเทียบเงินเดือนกับวงเงินบัตรเครดิตที่ธนาคารอนุมัติจะเห็นว่าในแต่ละบัตรจะมีวงเงินมากกว่ารายได้ตั้งแต่ 1-10 เท่าของเงินเดือน

ถ้าคน 1 คน มีบัตรเครดิต 10 ใบ ก็เท่ากับสามารถก่อหนี้ได้ถึง 100 เท่า สมมติว่า มีรายได้ 10,000 บาท ก็จะสามารถสร้างหนี้ได้ 1,000,000 บาท

การมีบัตรเครดิตหลายใบจึงอาจนำไปสู่ "การใช้เงินเกินตัว" และ "เป็นหนี้" ที่พอกพูน

แต่การมีบัตรเครดิตก็มีข้อดีในหลายๆ ด้าน ไม่ใช่จะมีเฉพาะข้อเสียเพียงอย่างเดียว เพราะทุกอย่างมีทั้งดีและไม่ดี ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้มันอย่างไร

เช่นเดียวกันบัตรเครดิตผู้ใช้ต้องรู้ว่าจะต้องใช้มันอย่างไรให้เกิดประโยชน์ไม่ก่อให้เกิดโทษ

หลายท่านอาจตั้งคำถามว่า แล้วอะไรล่ะที่ว่าเป็น "ข้อดี"

ง่ายๆ ครับ ข้อดีข้อแรก คือ การใช้บัตรเครดิตแทนเงินสด เช่น ถ้าหากเราต้องการซื้อสินค้าที่มีมูลค่าสูงมากๆ ถ้าเราไม่มีบัตรเครดิต เราจะต้องนำเงินจำนวนมากๆ ไปซื้อ ซึ่งอาจเกิดอัตราเสี่ยงได้ แต่ถ้าเรามีบัตรเครดิตเราจะใช้เพียงใบเดียวเท่านั้นและพกพาสะดวก

ข้อดีข้อที่ 2 ก็คือ การใช้บัตรเครดิตในยามฉุกเฉินในกรณีต่างๆ

จะเห็นได้ว่า บัตรเครดิตมีทั้งข้อดีและข้อเสียขึ้นอยู่กับ "ผู้ใช้" แต่สิ่งที่ท่านนายกฯ และหลายฝ่ายเป็นห่วง คือ การก่อหนี้ผ่านบัตรเครดิต เนื่องจากในอดีตปัญหาหนี้ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่รัฐบาลต้องเผชิญ

ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ปัญหาหนี้สาธารณะ ปัญหาหนี้นอกระบบ ซึ่งล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจทั้งสิ้น

ซึ่งเราย้อนกลับไปในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจของประเทศ ประเทศไทยมีการควบคุมการให้สินเชื่อในระดับที่สูง และค่อยๆ ผ่อนปรนลงมาเรื่อยๆ นอกจากนี้ ยังได้ผ่อนปรนกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการให้สินเชื่อบัตรเครดิตลงจากเดิมผู้ที่จะสามารถทำบัตรเครดิตได้ต้องมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 15,000 บาท ทำให้ในช่วงแรกๆ ของปี 2542 นั้นจำนวนบัตรเครดิตมีเพียง 1 ล้านกว่าใบเท่านั้น

แต่ในปี 2545 ช่วงไตรมาสที่ 3 ธนาคารแห่งประเทศไทยผ่อนปรนกฎเกณฑ์ ลดลงเหลือเพียง 10,000 บาท ทำให้จำนวนบัตรเครดิตมีอัตราการขยายตัวถึง ร้อยละ 119.37 (ดังตาราง) เพื่อหวังที่จะกระตุ้นให้เกิดกำลังซื้อของประชาชนในประเทศ

จากนั้นเมื่อรัฐบาลเล็งเห็นว่าการผ่อนปรนเกณฑ์ดังกล่าวไม่มีความจำเป็นแล้ว ก็มีการปรับเกณฑ์ใหม่ คือ กลับมาใช้อัตราเดิม คือ 15,000 บาทต่อเดือน ทำให้จำนวนบัตรเครดิตมีอัตราการขยายตัวที่ชะลอตัวลงเล็กน้อย

แต่หลังจากช่วงเวลาดังกล่าวจำนวนบัตรเครดิตก็ได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าในปัจจุบันอัตราการขยายตัวของบัตรเครดิตจะชะลอตัวลงก็ตาม แต่ก็ยังถือว่ายังขยายตัวได้ และสิ่งที่น่าเป็นห่วงในขณะนี้ ก็คือ เรื่องของหนี้ที่เกิดขึ้นจากบัตรเครดิตที่มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด มียอดสินเชื่อคงค้างอยู่ถึง 118,456.09 ล้านบาท (มีนาคม 2548 : ธนาคารแห่งประเทศไทย) และมีการใช้จ่ายเงินผ่านบัตรเครดิต 154,940.35 ล้านบาท ดังนั้น จะเห็นได้ว่าเมื่อพิจารณาสินเชื่อคงค้างที่มีอยู่ กับการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต จะพบว่าหักแล้วจะติดลบ 36,484.26 ล้านบาท และเมื่อพิจารณาแนวโน้มของการใช้จ่ายเงินผ่านบัตรเครดิตจะเห็นว่ามีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นอย่างสม่ำเสมอ และมีอัตราการขยายตัวที่ค่อนข้างสูง

โดยในเดือนมีนาคม อัตราการขยายตัวในการใช้จ่ายเงินผ่านบัตรเครดิตสูงถึงร้อยละ 31.16 ซึ่งถือว่ามีอัตราที่สูงมาก สิ่งเหล่านี้พิสูจน์แล้วว่า พฤติกรรมการใช้จ่ายของประเทศไทยเริ่มหันมาใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตมากขึ้น

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดังกล่าวทำให้รัฐบาลต้องหันกลับมามองถึงสถานการณ์การใช้จ่าย โดยเฉพาะหนี้ของบัตรเครดิตที่เริ่มที่จะมีเพิ่มมากขึ้น

ดังนั้น การควบคุม หรือการหาแนวทางการป้องกันปัญหาจึงเป็นสิ่งจำเป็น และเชื่อว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันจะสามารถควบคุมและป้องกันปัญหานี้ได้

น่าชื่นชมท่านนายกรัฐมนตรี ที่มองการณ์ไกล ก่อนที่จะเกิดปัญหาแล้วค่อยเข้ามาแก้ไขปัญหา หรือสุภาษิตไทยที่ว่า “วัวหายแล้วล้อมคอก”