หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2005 p1

บทความปี 2004 p2 บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
วิวาทะกับ ธปท.

คอลัมน์ คนเดินตรอก  โดย วีรพงษ์ รามางกูร  ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2  วันที่ 16 พฤษภาคม 2548  ปีที่ 28 ฉบับที่ 3688 (2888)

เมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้วไปเดินคุ้ยหนังสือเก่า พบหนังสือเล่มเล็กๆ หน้าปกสีฟ้า ที่หน้าปกเขียนไว้ว่า "วิวาทะ (ความเห็นไม่ตรงกัน) ระหว่างท่าน ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช กับท่านพุทธทาสภิกขุ" คุณปุ่น จงประเสริฐ ผู้รวบรวมคำอภิปรายของปราชญ์ทั้งสองท่าน แปล "วิวาทะ" ว่า "ความเห็นไม่ตรงกัน" แทนที่จะแปลว่า "ทะเลาะกัน" อย่างที่เราแปลกัน

ได้ยินมานานแล้วว่าท่านอาจารย์คึกฤทธิ์กับท่านอาจารย์พุทธทาสเคยโต้ปัญหาธรรมะกัน แต่ก็ไม่เคยได้อ่านสักที จึงรีบซื้อหนังสือเล่มนั้นมาอ่านโดยเร็ว

เรื่องมีอยู่ว่าเมื่อต้นปี 2507 ทางคุรุสภา ได้เชิญท่านอาจารย์คึกฤทธิ์และนิมนต์ท่านอาจารย์พุทธทาสมาเป็นผู้อภิปราย เรื่อง "เราควรจะเข้าใจธรรมะกันอย่างไร"

เมื่ออ่านดูก็ทำให้เคารพท่านทั้งสองเป็นอย่างยิ่ง ที่ท่านทั้งสองมีความเห็นต่างกันในเรื่อง "สุญตา" หรือการทำให้ "จิตว่าง" ทั้งสองท่านมีความเห็นเหมือนกันมาตลอดการอภิปราย จนถึงตอนสุดท้าย ทั้งสองท่านมีความเห็นต่างกัน

ท่านพุทธทาสเห็นว่าทุกคนไม่ว่าจะเป็นสมณะหรือฆราวาส หากปฏิบัติภารกิจของตนด้วย "จิตว่าง" แล้วจะไม่มีทุกข์ จะทำงานด้วยความสุขและจะประสบความสำเร็จ

ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ไม่เห็นด้วย ท่านบอกว่าเฉพาะสมณะเท่านั้นที่จะปฏิบัติภารกิจคือทำให้บรรลุมรรคผลได้ด้วย "จิตว่าง" ส่วนฆราวาสถ้าจะปฏิบัติภารกิจทางโลกให้สำเร็จ ไม่สามารถทำงานให้บรรลุผลได้ถ้า "จิตว่าง" ต้องมีกิเลสคืออยากให้ภารกิจสำเร็จบรรลุผลจึงจะสำเร็จได้

ทั้งสองท่านอภิปรายด้วยความเคารพซึ่งกันและกัน อาจารย์คึกฤทธิ์เรียกตนเองว่า "กระผม" และเรียกท่านเจ้าคุณพุทธทาสว่า "ใต้เท้า" ทุกคำ ส่วนท่านพุทธทาสก็เรียกว่า "อาจารย์คึกฤทธิ์" ทุกครั้ง เมื่อแสดงความเห็นกันไปจนหมดเวลา ท่านพุทธทาสจึงกล่าวขึ้นว่า "ขอกลับไปคิดดูก่อน" แล้วก็ปิดการอภิปรายไป ผู้ฟังก็อิ่มเอิบได้ประเด็นกลับไปคิดไปไตร่ตรอง

เมื่อวันก่อนก็มีวิวาทะกับธนาคารแห่งประเทศไทย หลายคนมาถามว่า "เอ! เห็นชอบพอกันดีกับท่านผู้ว่าการ เดี๋ยวนี้ทะเลาะวิวาทกันแล้วหรือ" ก็เลยตอบไปว่า เดี๋ยวนี้ก็ยังชอบพอเคารพนับถือกัน แล้วก็ไม่ได้ทะเลาะกัน แต่มีความเห็นไม่ตรงกัน เรื่องนโยบายการเงินว่าด้วยเรื่องดอกเบี้ย ที่ความเห็นไม่ตรงกันอาจจะเป็นเพราะ ธปท.กับผมเข้าใจการทำงานของระบบเศรษฐกิจไทยต่างกัน ใครผิดใครถูกคนฟังต้องคิดเอาเอง ตามที่พระพุทธเจ้าบรมครูของเราตรัสสอนไว้ใน "กาลามสูตร"

หลักการวิเคราะห์เพื่อคงนโยบายการเงินและการคลังของบ้านเรานั้นมีหลักอยู่ว่าเศรษฐกิจประเทศไทยนั้น ประการแรกเศรษฐกิจของประเทศไทยเป็นเศรษฐกิจของประเทศเล็ก ไม่เหมือนอเมริกา ญี่ปุ่น ยุโรป จีน หรืออินเดีย เป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ กิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศมีสูงมากเมื่อเทียบกับกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ หรือไม่ตลาดการเงินของเขาก็ใหญ่มาก

เรื่องที่สองเศรษฐกิจของเราเป็นเศรษฐกิจเปิด ทั้งในแง่สินค้า บริการ และระบบการเงิน ปริมาณการค้าระหว่างประเทศ เมื่อรวมมูลค่าการส่งออกกับมูลค่าการนำเข้าสินค้าและบริการแล้วมีปริมาณเท่าๆ กัน หรือสูงกว่ารายได้ประชาชาติเสียอีก แต่ตลาดการเงินของเราเล็กนิดเดียว

ด้วยเหตุนี้สินค้าและบริการของเราจึงมีส่วนเชื่อมโยงกับตลาดต่างประเทศทั้งนั้น สินค้าเกือบทุกอย่างมีส่วนของการนำเข้าทั้งนั้น แม้อิฐ หิน ปูน ทราย ซึ่งผลิตในประเทศก็ต้องใช้น้ำมันในการขนส่ง สินค้าทางด้านการเกษตร หรืออาหาร ก็เป็นสินค้าที่ผลิต เพื่อการส่งออกเสียเป็นส่วนใหญ่ ก็ต้องเชื่อมโยงกับตลาดต่างประเทศเหมือนกัน

ด้วยเหตุที่เศรษฐกิจของเราเล็กเมื่อเทียบกับเศรษฐกิจของโลก สินค้าและบริการทุกอย่างมีสัดส่วนที่น้อย เมื่อเทียบกับปริมาณการผลิตของโลก เราจึงต้องเป็นฝ่ายที่ยอมรับราคาของตลาดโลก ฝรั่งเขาเรียกว่าเป็น "price taker" และไม่สามารถตั้งราคาสินค้าและบริการของเราได้เอง อย่างที่ฝรั่งเรียกว่า "price maker"

เมื่อก่อนนี้เราเคยใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่โดยตรึงไว้กับทองคำ แล้วมาตรึงไว้กับดอลลาร์สหรัฐ แล้วก็มาตรึงไว้กับตะกร้าของเงินตราสกุลสำคัญโดยไม่บอกว่าข้างในนั้นคืออะไร แต่ก็เป็นที่รู้กันว่ามีดอลลาร์สหรัฐเสียประมาณ 85 เปอร์เซ็นต์ ในกรณีอย่างนี้ราคาสินค้าของเราก็จะถูกกำหนดโดยราคาตลาดโลก อัตราเงินเฟ้อของเราก็จะถูกกำหนดโดยราคาตลาดโลกทั้งที่นำเข้ามาใช้บริโภคและใช้เป็นวัตถุดิบเป็นชิ้นส่วนต่างๆ ทั้งที่ผลิตใช้เองด้วย ส่งออกด้วย

เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินการคลัง อัตราเงินเฟ้อก็จะไม่เป็นตัวปรับขึ้นปรับลง แต่จะไปออกทางการนำเข้าสินค้า และบริการ ทำให้ขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดมากขึ้น หรือน้อยลง นโยบายการเงิน และนโยบายการคลัง จึงไม่เกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อ

ถ้าอยากให้ของถูกลงหรือแพงขึ้น ก็ต้องไปเปลี่ยนแปลงภาษีขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม

ปัจจุบันนี้เราใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัว ตอนแรกก็ไม่มีการจัดการเลยจนท่านผู้ว่าการท่านนี้มารับตำแหน่ง ท่านจึงได้จัดการซึ่งท่านก็ทำได้ดี

เมื่อเศรษฐกิจของเราเป็นเศรษฐกิจเล็ก เป็นเศรษฐกิจเปิด เพราะปริมาณการค้ากับต่างประเทศ มีสัดส่วนสูงมาก เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมหรือรายได้ประชาชาติ ตลาดเงินตราต่างประเทศก็เล็กมาก แถมยังเปิดเสรีเงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้าออกได้อย่างเสรี

สำหรับตลาดเงินตราต่างประเทศของเรายิ่งเล็กใหญ่ เพราะเรามีปริมาณการค้าน้อย เพียงไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ ของปริมาณการค้าของโลก เงินไหลเข้าออกเพียงเล็กน้อยก็เปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนได้ง่ายมาก

ศาสตราจารย์ดอน บุช ที่เคยสอนวิชาเศรษฐศาสตร์มหภาคที่สถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาชูเซตส์ ได้ค้นพบความจริงอันหนึ่งและใช้คณิตศาสตร์พิสูจน์

สำหรับระบบเศรษฐกิจแบบนี้ ถ้าทุกอย่างเสรี ทางการไม่เข้ามาจัดการอะไรเลย เมื่อมีปัจจัยมากระทบ อัตราแลกเปลี่ยนจะเป็นตัวที่ปรับเปลี่ยนก่อนอย่างอื่นหมด แล้วค่อยมากระทบอัตราดอกเบี้ย แล้วค่อยมาอัตราเงินเฟ้อ ส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวมหรือรายได้ประชาชาติจะเป็นตัวสุดท้ายที่จะเปลี่ยนแปลง

อัตราแลกเปลี่ยนจะเป็นตัวที่อ่อนไหวที่สุดก่อนตัวอื่น ประเทศต่างๆ จึงไม่มีใครปล่อยให้อัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวอย่างเสรี แต่ต้องเข้ามาจัดการแทรกแซงทั้งนั้น ถ้าไม่ใช่ระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่มีตลาดเล็กอย่างของบ้านเรา

การเข้าจัดการแทรกแซงทำได้ทั้งสองทางคือ แทรกแซงโดยตรงหรือขึ้นลงดอกเบี้ย แต่ดอกเบี้ยขึ้นลงยากกว่าอัตราแลกเปลี่ยน นอกจากทางการจัดการขึ้นลงโดยการใช้มาตรการที่เป็นเครื่องมือทางการเงินโดยธนาคารกลาง เพื่อให้อัตราแลกเปลี่ยนมีเสถียรภาพ

ส่วนอัตราเงินเฟ้อนอกจากจะถูกกำหนดจากราคาของที่นำเข้าและส่งออกแล้ว ยังถูกกำหนดโดยอัตราแลกเปลี่ยนด้วย เช่น น้ำมันที่นำเข้ามีราคาแพงขึ้นเพราะราคาน้ำมันในตลาดโลกที่คิดเป็นดอลลาร์แพงขึ้น หรือไม่ก็เพราะค่าเงินบาทอ่อนลง หรือทั้งสองอย่าง เมื่อน้ำมันที่คิดเป็นเงินบาทแพงขึ้น คนก็ใช้น้ำมันน้อยลง ทำให้การนำเข้าลดลง ดุลการค้าซึ่งเป็นส่วนประกอบของรายจ่ายประชาชาติ ซึ่งเท่ากับรายได้ประชาชาติ จึงจะเปลี่ยนแปลงไป

เพื่อจะทำให้การถือเงินดอลลาร์เพื่อการเก็งกำไรมีต้นทุน หรือมีความลำบากในการตัดสินใจสำหรับประเทศเล็กอย่างบ้านเรา ก็ควรจะต้องตั้งอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นของการถือเงินบาทให้มีอัตราสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยของการถือเงินดอลลาร์

อย่างน้อยก็มีทำนบไว้บ้างเพื่อจะได้เพิ่มต้นทุนให้กับผู้ถือเงินดอลลาร์ไว้เก็งกำไรค่าเงินบาท เป็นการลดมูลเหตุจูงใจของผู้ที่จะถือเงินดอลลาร์ไว้เก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท

ถ้าเราดำรงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นไว้ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินดอลลาร์ ก็เท่ากับเราให้รางวัลคนถือเงินดอลลาร์ไว้เก็งกำไรค่าเงินบาท อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

เงินก็เหมือนน้ำ น้ำไหลจากที่สูงมาที่ต่ำ เงินไหลจากที่ดอกเบี้ยต่ำไปสู่ที่ที่ดอกเบี้ยสูง

ธปท.ออกมาชี้แจงว่า ดอกเบี้ยนโยบายเราต่ำกว่าดอกเบี้ยเงินดอลลาร์มา 6 เดือนแล้ว เงินก็ยังไหลเข้าสุทธิอยู่ ไม่เห็นเป็นอะไร

การที่ดูแต่ตัวเลขของยอดรวมก็อาจจะหลงผิดได้ ด้วยเหตุสองอย่าง อย่างแรกตัวเลขการนำเข้า ยอดรวมอาจจะเป็นบวก แต่ดูให้ดีเป็นการนำเงินดอลลาร์เข้าโดยทางการ คือ รัฐบาลและทางการเสียเป็นส่วนใหญ่ ส่วนภาคเอกชนนั้นติดลบมาหลายเดือนแล้ว กล่าวคือตั้งแต่ ธปท.ไม่ยอมขึ้นดอกเบี้ยตามเงินดอลลาร์สหรัฐ ทางการนำเงินเข้าบ้างที่ไม่เกี่ยวกับดอกเบี้ยแต่นำเข้าตามนโยบาย ส่วนเอกชนนั้นส่วนต่างของดอกเบี้ยมีความสำคัญมาก อย่างที่สอง การนำเข้าเครื่องจักร วัตถุดิบ ชิ้นส่วน ส่วนใหญ่ผู้ขายจะให้สินเชื่อ หรือเครดิตด้วย การนำเข้าสินค้านั้นลงบัญชีดุลการค้า แต่สินเชื่อมาลงที่บัญชีเงินทุนในรูปเงินกู้ เลยดูเหมือนมีการนำเข้าในรูปเงินกู้ แต่จริงๆ ไม่มีเงิน เพราะไปหักกับการนำเข้าเครื่องจักรหรือสินค้าอื่นๆ ไม่มีตัวเงินเข้ามาจริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนโดยตรงของเอกชน จะเป็นตัวเลขเฉยๆ เท่านั้น ไม่มีตัวเงินเข้ามาหรอก แต่นำเข้าเครื่องจักรแล้วก็เป็นหนี้เอาไว้

การดูตัวเลขโดยไม่เข้าใจการทำงานของตลาด อาจจะเข้าใจผิดเอาง่ายๆ โดยเฉพาะเงินไหลออกในรูปอื่นๆ ที่ไม่ผ่านสถาบันการเงินในประเทศ หรือเงินที่ควรจะไหลเข้าแต่ไม่เข้า ธปท.มองไม่เห็นหรอก นอกจากจะมานั่งฝั่งเอกชน หรือมานั่งคุยกับพ่อค้าที่สโมสรต่างๆ แต่เขาก็คงไม่คุยให้คนธนาคารชาติฟัง บ้านเมืองของเรายังต้องการเงินตราต่างประเทศ ได้เห็นได้ยินเข้าก็เสียดายแทนประเทศชาติไม่ได้ จึงหงุดหงิด

นโยบายจะเป็นอย่างไร ยังสำคัญน้อยกว่าคำอธิบาย หรือคำชี้แจง ฟังคำชี้แจงแล้วยิ่งหงุดหงิด เพราะคำชี้แจงไปคนละทาง เช่นที่ยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย เพราะจะสนองนโยบายรัฐมนตรีคลังที่จะผลักดันการส่งออกให้ได้ตามเป้า คือขยายตัวให้ได้ 20 เปอร์เซ็นต์ เพื่อเศรษฐกิจจะขยายตัวให้ได้เกิน 5 เปอร์เซ็นต์ เพราะมันไม่เกี่ยวกัน ขณะนี้เรายังไม่ได้ออกจาก "กับดักสภาพคล่อง" สภาพคล่องยังล้นระบบ ธนาคารยังไม่อยากได้เงินฝาก ที่มีอยู่ก็ไปลงทุนในทรัพย์สินที่ผลตอบแทนต่ำ พร้อมจะดึงกลับมาได้อีกถ้ามีคนกู้ การระดมเงินฝากก็ยังทำได้อีก การขึ้นดอกเบี้ยระยะสั้นจึงไม่มีผลกับดอกเบี้ยในท้องตลาด ไม่เกี่ยวกับผู้ส่งออก ไม่เกี่ยวกับผู้ลงทุน ไม่เกี่ยวกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่เกี่ยวอย่างมากกับเสถียรภาพทางการเงิน

ที่สำคัญธนาคารกลางจะไปกำหนดนโยบายสนองนโยบายรัฐบาลไม่ได้ ต้องมีอิสระที่จะกำหนดนโยบายการเงินเพื่อเสถียรภาพทางการเงิน ถ้าไปช่วยรัฐบาลลุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ก็จะหลงลืมหน้าที่หลักของธนาคารกลาง พวกเราประชาชนก็ว้าเหว่ ไม่มีที่พึ่ง หมดความมั่นใจ

ขณะนี้ดุลสามดุล คือ ดุลงบประมาณ ดุลบัญชีเดินสะพัด และดุลบัญชีเงินทุน ก็ปริ่มๆ หมดทุกดุล ถ้าขาดดุลงบประมาณมากติดต่อกัน ก็จะทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล

ถ้าบัญชีเดินสะพัดขาดดุล บัญชีเงินทุนก็ต้องเกินดุลให้เพียงพอกับการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด คือ ต้องมีเงินไหลเข้าสุทธิมากพอชดเชยการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด มิฉะนั้น ดุลการชำระเงินจะขาดดุล ถ้าดุลการชำระเงินขาดดุล ค่าเงินบาทก็จะตก ถ้าไม่อยากให้ตกก็ต้องเอาทุนสำรองมาพยุง ที่ว่ามีทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ 48,500 ล้านดอลลาร์นั้น ความจริงครึ่งหนึ่งเป็นของฝ่ายออกบัตร ไม่ควรจะเอาออกมาใช้ เพราะเขาเก็บสะสมไว้หนุนหลังธนบัตรที่ออกมาใช้หมุนเวียน

ขณะนี้ดุลงบประมาณ และดุลบัญชีเดินสะพัด ทำท่าว่าจะขาดดุล ดังนั้น บัญชีเงินทุนต้องเกินดุลไว้ให้มาก เพื่อเตรียมการเอาไว้ เพราะเราไม่รู้ว่าน้ำมันจะขึ้นไปถึงไหน เศรษฐกิจโลกจะเป็นอย่างไร จึงอยากให้ห่วงเสถียรภาพเอาไว้ให้มากๆ เศรษฐกิจขยายตัวน้อยลงไปบ้างก็ไม่เป็นไร ไม่พัง แต่ถ้าการเงินพัง ทุกอย่างจะพังหมด

ยิ่งได้ยินท่านผู้ว่าการท่านว่าไม่ห่วง ผมยิ่งห่วง