หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2005 p1

บทความปี 2004 p2 บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
ราคาข้าวกับการทุจริต

คอลัมน์ จอดป้ายประชาชื่น  โดย วุฒิ สรา wutsara2000@yahoo.com  มติชนรายวัน วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9924

คำประกาศของ "ดร.ทนง พิทยะ" รมว.พาณิชย์ ที่จะผลักดันราคาข้าวเปลือกหอมมะลิให้ได้ถึงเกวียนละ 2 หมื่นบาท ภายใน 5 ปี นับว่าน่าสนใจ

น่าสนใจว่าจะเป็นความจริง ความหวัง หรือความฝัน ทั้งนี้ อยู่ที่ว่าจะใช้มาตรการอะไรมาผลักดัน

จะว่าไป รมว.พาณิชย์ก็สามารถทำได้ทันที ไม่ต้องรอถึง 5 ปีก็ได้ แค่ไปล็อบบี้คณะกรรมการนโยบายข้าว(กนข.) แล้วประกาศราคารับจำนำข้าวเปลือกหอมมะลิตันละ 2 หมื่นบาทไปเลย (ปัจจุบันตันละ 1 หมื่นบาท)

แต่เมื่อชาวนาเอาข้าวมาจำนำแล้ว รัฐจะระบายข้าวออกไปอย่างไร จะเก็บไว้ในโกดังให้เน่า หรือจะขายราคาถูกให้เอกชนไปขาย แล้วรัฐเอาเงินไปชดเชย นี่ยังไม่รวมถึงการเปิดช่องให้มีการปลอมปนข้าวเปลือกมารับจำนำ

อย่างไรก็ตาม คนระดับ ดร.ทนงคงไม่ทำเช่นนั้นแน่ เพราะเป็นหนทางของคนสิ้นคิด ถอยหลังลงเหว

ดังนั้น หนทางที่ผลักดันราคาข้าวเปลือกหอมมะลิให้ได้ตันละ 2 หมื่นบาท ก็คือจะต้องมีมาตรการด้านการตลาดอย่างเข้มข้นเป็นพิเศษ

แต่ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะยังมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องอีกมากมายซึ่งอาจฉุดรั้งไม่ให้บรรลุเป้าหมายได้

หากจะใช้วิธีการตลาด ก็จะต้องทำให้ข้าวหอมมะลิเป็นสินค้าพรีเมี่ยมในระดับสูงขึ้นไปอีก นั่นหมายความว่าผู้บริโภคจะต้องเป็นผู้มีอันจะกินจริงๆ

ดังนั้น ตลาดผู้บริโภคข้าวหอมมะลิจะแคบกว่าเดิม ยกเว้นจะกระตุ้นตลาดผู้มีรายได้สูงหันมาบริโภคข้าวหอมมะลิไทยให้มากขึ้น

ส่วนผู้บริโภคข้าวหอมมะลิเดิม ก็มีอยู่ 2 ทางเลือกคือ จ่ายเพิ่มขึ้น หรือไม่ก็เลิกกิน แล้วหันไปบริโภคข้าวชนิดอื่นแทน แต่หากหันไปกินข้าวหอมของประเทศอื่นที่มีราคาถูกกว่าก็น่าเป็นห่วงไม่น้อย

ปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่งคือ หากราคาข้าวหอมมะลิแพง ก็เป็นการจูงใจให้มีการปลอมปนข้าวมากขึ้น โดยเฉพาะการนำเอาข้าวปทุมธานีมาผสมที่พิสูจน์ยาก จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ โดยเฉพาะผู้นำเข้าต่างประเทศไปทำการปลอมปนเอง ซึ่งยากจะควบคุมได้

ดังนั้น ชาวนาจะได้เห็นหรือแค่ฝันว่าขายข้าวเปลือกหอมมะลิได้ตันละ 2 หมื่นบาท ก็ต้องรอลุ้นฝีมือของ รมว.พาณิชย์ที่ชื่อ ดร.ทนง

แต่ที่ไม่อยากรอ และอยากเห็นเร็วๆ ก็คือการจัดการปราบขบวนการทุจริตในวงการค้าข้าว ซึ่งเป็นกรณีการทุจริตที่คลาสสิคกรณีหนึ่ง ในบรรดาสินค้าเกษตรอื่นๆ

เพราะมีการกินกันเกือบทุกขั้นตอน ตั้งแต่การรับจำนำข้าวเปลือก แปรสภาพเป็นข้าวสาร การปลอมปนข้าว สต็อคข้าวลม จนไปถึงการประมูลซื้อข้าวจากสต็อครัฐบาล

ที่สำคัญมีการทุจริตทุกปี โดยที่รัฐไม่สามารถจัดการอะไรได้ แม้จะออกมาตรการมาปิดกั้นอย่างไร แก๊งทุจริตก็หาทางโผล่ออกมาหากินได้

ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะมีเจ้าหน้าที่รัฐร่วมมือด้วย บางครั้งอาจเป็นเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติ แต่บางครั้งก็เป็นระดับนโยบายที่ออกมาตรการเอื้อให้กับพวกพ้อง

ล่าสุด โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี 2547/48 โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิบางจังหวัดในภาคอีสาน ที่มีปริมาณการรับจำนำเพิ่มขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ใจถึงกว่า 2 ล้านตัน

ทางองค์การคลังสินค้า(อคส.) ในฐานะผู้กำกับดูแลการรับจำนำก็น่าจะเอะใจถึงความผิดปกติ แต่ อคส.ช่างไร้เดียงสา ออกมาชี้แจงว่าตรวจสอบได้เฉพาะปริมาณ ไม่สามารถตรวจสอบเรื่องคุณภาพได้

ตอนนี้ ดร.ทนงมอบหมายให้ รมช.พาณิชย์ "สุริยา ลาภวิสุทธิสิน" ดูแลเรื่องนี้ โดยจะนำเครื่องตรวจดีเอ็นเอ ไป "สุ่มตรวจ" พิสูจน์ว่าข้าวที่รับจำนำนั้นเป็นข้าวหอมมะลิจริง หรือข้าวปทุมธานีที่มาปลอมปน และมีการสวมสิทธิเกษตรกรหรือไม่

แต่ที่น่าเป็นห่วง และอยากฝากถึง "รมช.สุริยา" ให้ดูแลให้ดีก็คือการ "สุ่มตรวจ" เพราะสุ่มตรวจทีไรเจอแต่ของแท้ทุกที ไม่เคยเจอของปลอม และขบวนการทุจริตก็จะหลุดรอดไปได้เหมือนที่ผ่านๆ มา

หรืออย่างกรณี การขายข้าวในสต๊อครัฐบาลล็อตใหญ่เกือบ 1.7 ล้านตันให้กับของบริษัท เพรซิเดนท์ อะกริเทรดดิ้ง จำกัด ท่ามกลางความเคลือบแคลงสงสัยถึงการเอื้อประโยชน์ในหลายๆ ด้าน ทั้งเรื่องวงเงินค้ำประกัน และการขยายเวลารับมอบข้าว โดยไม่คิดค่าปรับ

แม้ทาง อคส.จะออกมาชี้แจงเหตุผลความจำเป็นอย่างไร มันก็ฟังไม่ค่อยเต็มหูนัก

ดังนั้น หาก รมว.-รมช.พาณิชย์ร่วมมือกันจัดการขบวนการทุจริตวงการค้าข้าวได้ บางทีวงเงินที่เคยโกงๆ กันไป อาจจะกลับมาเพิ่มราคาข้าวเปลือกได้บ้าง

หน้า 20