หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
อย่าทำลายครู ด้วยระบบรับนักศึกษาใหม่

วรากรณ์  สามโกเศศ  varakorn@dpu.ac.th  มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์   มติขนรายวัน  วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9924

การรับนักศึกษาเข้ามหาวิทยาลัยในระบบใหม่ตามชื่อที่เรียกว่า Direct Admission นั้น  ในความเห็นของผู้เขียนจะนำไปสู่ปัญหามากกว่าที่เป็นอยู่ด้วยเหตุผลหลายประการ  ซึ่งหนึ่งในเหตุผลใหญ่นั้นก็คือ กฎ "มนุษย์ตอบรับต่อแรงจูงใจ" ของวิชาเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่

ปัญหาที่นำไปสู่ความพยายามคิดค้นหาวิธีใหม่ที่ดีกว่าก็คือ ภายใต้ระบบปัจจุบัน  นักเรียนมัธยมปลายไม่สนใจการเรียนในชั้นปีที่ 6 จริงจัง ทุ่มเทเวลาให้แก่การเรียนพิเศษเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย เพราะให้ประสิทธิภาพมากกว่าในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย จนเกิดความสูญเสีย และการเรียนรู้ไม่เป็นไปตามขั้นตอนอย่างที่ควรเป็น

การติวการสอบเข้าที่มีประสิทธิภาพนี้ ทำให้นักเรียนที่ขาดทุนทรัพย์ และอยู่ห่างไกลจากโรงเรียนติวที่มีชื่อเสียงเสียเปรียบ เด็กนักเรียนกรุงเทพฯ ได้เปรียบกว่ามาก เพราะนอกจากจะมีครูและอุปกรณ์โรงเรียนดีแล้ว ยังอยู่ใกล้แหล่งติวเข้ามหาวิทยาลัยอีกด้วย

ระบบใหม่ถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหานี้ โดยพยายามเอาผลการเรียนในชั้นเรียนมัธยมปลายเข้ามาร่วมพิจารณาด้วย เพื่อจะทำให้นักเรียนมัธยมปลายสนใจการเรียนในชั้นเรียนมากขึ้น ไม่ไปแขวนไว้กับการติวเข้ามหาวิทยาลัย

สูตรที่คิดขึ้นก็คือ  เอาเกรดของการเรียนภาคสุดท้ายของมัธยมปลายมาช่วยพิจารณาด้วย โดยให้สัดส่วนน้ำหนักมากขึ้นเป็นลำดับ (ร้อยละ 20 ถึงร้อยละ 50 ต่อไป) ส่วนวิชาที่แต่ละคณะของแต่ละมหาวิทยาลัยเห็นว่าสำคัญ ก็จะเอาผลการเรียนมาร่วมพิจารณาด้วย  ส่วนที่เหลือของคะแนนสอบเข้า จะมาจากการสอบที่จัดโดยส่วนกลาง โดยใช้ข้อสอบเดียวกัน ดังที่เรียกว่า National Test เหมือนที่สอบกันอยู่ในปัจจุบัน

ข้อถกเถียงในปัจจุบันอยู่ที่สัดส่วนน้ำหนักของการเอาเกรดการเรียนรวม และของวิชาต่างๆ มารวมกับคะแนนของ National Test  บ้างก็ต้องการเพียงร้อยละ 10 บ้างก็ร้อยละ 50 ซึ่งในความเห็นของผู้เขียน ไม่ว่าจะเถียงกันในเรื่องสัดส่วนของน้ำหนักอย่างไร ปัญหาก็จะยุ่งอีนุงตุงนังเพราะตกลงกันไม่ได้ เพราะมันเกาไม่ถูกที่คัน

การสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ต้องพึ่งการติวเป็นหลักนั้นมีที่มาจากการที่ข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งจำทำโดยทบวงมหาวิทยาลัยเดิม ไม่มีอะไรเกี่ยวพันกับอาจารย์ชั้นมัธยมปลายจากกระทรวงศึกษาธิการเลย ในแต่ละปีอาจารย์ผู้ออกข้อสอบก็เวียนกันมาจากหลายมหาวิทยาลัยออกกกันคนละ 4-5 ข้อ  และก็มีกรรมการกลางเป็นผู้คัดเลือก คนออกข้อสอบก็มักใช้วิธีดูข้อสอบเก่า (ผู้เขียน และเพื่อนๆ ที่เคยออกข้อสอบก็ทำเช่นนี้) ว่าเคยออกแนวใด มีเนื้อหาความยากง่ายอย่างไร และก็ออกไปตามนั้น (การติวโดยดูข้อสอบเก่าจึงได้ผล) ผมเชื่อว่ามีอาจารย์ไม่มากนักที่เอาหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการชั้นมัธยมปลายมากางดูเวลาออกข้อสอบ อาจารย์จำนวนมากจะเห็นว่าหลักสูตรเหล่านี้ไม่เข้าท่า ง่ายไป เชยไป และข้อสอบของคนระดับอาจารย์มหาวิทยาลัยนั้นมันต้อง "แน่กว่า"  อีกทั้งเนื้อหาข้อสอบต้อง "เจ๋ง" กว่าหลักสูตรมัธยมปลาย

ช่องว่างระหว่างสิ่งที่เรียนในห้องของชั้นมัธยมปลายกับข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัย จึงเป็นโอกาสของโรงเรียนกวดวิชา ที่กล่าวมานี้เป็นต้นเหตุของปัญหาที่ทำให้นักเรียนไม่สนใจการเรียนในชั้นมัธยมปลายปีที่ 6

ถ้าระบบรับเข้าใหม่ ใช้ผลการเรียนจากชั้นมัธยมปลายของโรงเรียนกันมากขึ้น สิ่งที่คาดเดาได้อย่างมั่นใจว่า จะเกิดขึ้นตามกฎ "มนุษย์ตอบรับต่อแรงจูงใจเสมอ"  ก็คือสภาพของเกรดเฟ้อ (Grade Inflation)  และคอร์รัปชั่นในหมู่ครูอาจารย์ในโรงเรียนมัธยมปลายอย่างกว้างขวาง

โรงเรียนไหนๆ ผู้อำนวยการโรงเรียน ครูอาจารย์ ผู้ปกครอง ก็อยากให้นักเรียนของโรงเรียนตนสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้มากๆ ทั้งนั้น เพราะเป็นศักดิ์ศรีของโรงเรียน  เป็นตัวพิสูจน์ความสามารถของผู้อำนวยการโรงเรียน ซึ่งจะเป็นฐานไปสู่ตำแหน่งที่ใหญ่โตขึ้น เป็นตัววัดความรู้ความสามารถของครูอาจารย์ และเป็นที่ชื่นชมของผู้ปกครอง

ครูอาจารย์ทุกโรงเรียน จะถูกแรงกดดันทั้งทางตรง และอ้อม จากสมาคมผู้ปกครอง และสังคมของอำเภอ และจังหวัดให้ปล่อยเกรดให้สูงๆ เพื่อช่วยนักเรียนของตนเข้ามหาวิทยาลัย ถ้าทุกโรงเรียนทั้งประเทศทำแบบเดียวกัน โดยเกรดเฟ้อในอัตราเดียวกันหมดก็ไม่มีผลกระทบ เพราะน้ำหนักที่เอาไปรวมจะเท่ากันหมด แต่ในความเป็นจริงไม่มีทางที่จะเฟ้อในอัตราเดียวกันหมดได้ ดังนั้น จึงเกิดการได้เปรียบเสียบเปรียบขึ้น

ถ้ามีผู้อำนวยการโรงเรียนและครูอาจารย์ที่ซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ ควบคุมกำชับให้เกรดของนักเรียนมัธยมปลายเป็นไปตามความเป็นจริง ไม่เฟ้อแล้ว นักเรียนของโรงเรียนนี้ก็จะเสียเปรียบ เดาได้ว่าถ้าคนทำสิ่งที่ถูกต้องแล้วได้ผลลัพธ์ หรือผลประโยชน์ที่ไม่ดี เชื่อเถอะว่าในไม่ช้าก็มีการเปลี่ยนพฤติกรรมตามแรงจูงใจ และก็จะปล่อยเกรดเฟ้อกันหมด

ถ้าระบบการศึกษาของชาติอยู่บนพื้นฐานของการมีครูอาจารย์ที่ตั้งใจ หรือจำใจต้องให้เกรดสูงกว่าที่ควร จะเป็นอย่างไม่สุจริตแล้ว ระบบนั้นน่าเป็นห่วงอย่างมาก มาตรฐานคุณภาพการศึกษาของไทยที่ไม่ค่อยสูงอยู่แล้ว จะถูก Corrupt (ทำให้เสื่อมลง) ทำให้เลวร้ายยิ่งขึ้น โดยทั้งหมดนี้มาจากความปรารถนาดีที่จะแก้ไขปัญหาที่เป็นอยู่

ในระดับย่อย ครูอาจารย์จะถูกกดดันจาก "ข้อเสนอ" ของผู้ปกครองที่ต้องการให้เกรดของลูกตัวเองสูงเป็นพิเศษ ทั้งในรายวิชา และเกรดรวม ครูอาจารย์ที่มีจริยธรรม และหลักการที่ดีก็จะปฏิเสธ แต่จะมีครูอาจารย์ไม่น้อยที่อยู่ใต้อิทธิพลของ "ข้อเสนอ" นี้ ถ้าเราพิจารณาข้อครหาของการซื้อตำแหน่ง ครูอาจารย์ที่มีอยู่ในปัจจุบันแล้ว ก็ยิ่งน่าเป็นห่วงคนเหล่านี้ ที่ก้าวหน้ามา เพราะซื้อตำแหน่ง จะกลายเป็นคนส่วนใหญ่ที่ตอบสนอง "ข้อเสนอ" ของผู้ปกครอง

"มนุษย์ตอบรับต่อแรงจูงใจ" บอกเราว่าจะมี "ข้อเสนอ" เช่นนี้จากผู้ปกครองแน่นอน เพราะคุ้มอย่างมากที่จะเสียเงินเพื่อให้ได้แต้มต่อจากน้ำหนักส่วนนี้จากโรงเรียน เพื่อเอาไปเสริมคะแนนที่มาจากการสอบแข่งขันกับคนเก่งทั่วประเทศ ซึ่งยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะออกหัวหรือก้อย

 ระบบการศึกษามัธยมปลายที่มีกลิ่นอายของคอร์รัปชั่นให้เด็กสัมผัสเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีอย่างยิ่ง สำหรับนักเรียนที่จะโตเป็นผู้ใหญ่ต่อไป

ระบบ Admission ใหม่นี้ดูเผินๆ แล้วเข้าท่า เพราะทำให้เกิดความเท่าเทียมกันระหว่างเด็กในมิติของทุนทรัพย์ โอกาส และแหล่งที่ตั้งที่อยู่อาศัย แต่ลึกลงไปแล้วคือการสร้างปัญหาใหม่ที่น่ากลัว และการเกาไม่ถูกที่คัน

ถ้าเกาให้สะใจก็คือ

(ก) ปิดช่องว่างระหว่างเนื้อหาในชั้นมัธยมปลาย และข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัย บัดนี้การศึกษาระดับอุดมศึกษา และมัธยมปลายก็อยู่ภายใต้กระทรวงเดียวกันแล้ว โอกาสในการปิดช่องว่างมีอยู่สูงกว่าที่ผ่านมา ด้วยการออกข้อสอบ National Test ที่อยู่ในเนื้อหาของหลักสูตรมัธยมปลายด้วยความร่วมมือของอาจารย์มหาวิทยาลัย และอาจารย์ในโรงเรียนมัธยมปลาย ลดอัตตาของอาจารย์มหาวิทยาลัยซึ่งคิดว่าตน "แน่กว่า" ออกไป

(ข) เมื่อข้อ (ก) เข้าล็อคพอควรก็สอบ National Test ทุกวิชาปีละหลายครั้งอย่างกว้างขวาง นักเรียนสามารถเลือกอาคะแนนจากที่สอบวิชาต่างๆ ใน 2 ปีที่ผ่านมารวมกัน และยื่นขอสมัครเข้าเรียนในคณะต่างๆ ที่ประกาศคะแนนต่ำสุดไว้ ระบบนี้จะมีประสิทธิภาพเพราะนักเรียนจะเสียเงินทองน้อย มีหลายโอกาส และจะตั้งใจเรียนในชั้นเรียนมากขึ้น ระบบเช่นว่านี้ทำกันในสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ญี่ปุ่น ฯลฯ มานานแล้ว

(ค) ถ้าจะดึงดันเอาระบบที่ใช้เกรดจากมัธยมปลายมาร่วมพิจารณา ก็ต้องนำมาปรับแต่ง หรือ Standardize เชิงสถิติ เพื่อขจัดความเฟ้อของเกรดออกไป ซึ่งมีอยู่หลายวิธี แต่ละวิธีมีจุดอ่อนแตกต่างกัน และเถียงกันได้ไม่รู้จบเช่นกัน

ที่น่ากลัวที่สุดก็คือการดึงดันเอาระบบ Admission ใหม่มาใช้ เพื่อหาคะแนนเอาใจนักเรียนต่างจังหวัด ซึ่งดูผิวเผินเป็นผลดี โดยหารู้ไม่ว่าในที่สุดแล้วเกรดมันก็จะเฟ้อกันทั้งประเทศ คอร์รัปชั่นครูกันทั้งประเทศ นักเรียนได้เปรียบ และเสียเปรียบกันมากยิ่งขึ้น เพราะพ่อแม่มีปัญญาให้ "ข้อเสนอ" ได้ไม่เท่ากัน และระบบมันก็จะเละยิ่งขึ้น