หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2005 p1

บทความปี 2004 p2 บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
เป็นนักเศรษฐศาสตร์อย่าง Paul Krugman

ดร. ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์  สถาบันวิจัยสังคมและเศรษฐกิจ  มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์  pairoj@dpu.ac.th  ผู้จัดการรายวัน   วันที่  11 พฤษภาคม 2548

อเมริกาเป็นผู้นำในสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เส้นทางการเติบโต และการประสบความสำเร็จ ในวงวิชาการเศรษฐศาสตร์ ของ Krugman ในสหรัฐฯก็ไม่ต่างกับนักเศรษฐศาสตร์อื่น ๆ อันได้แก่การมีผลงานตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ ที่เป็นที่ยอมรับของชุมชนวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของโลกส่วนใหญ่ พอใจที่จะเสนอผลงาน และมีปฏิสัมพันธ์กับชุมชนทางวิชาการเท่านั้น ไม่สนใจขายความคิดหรือผลงานของตนเอง ไปสู่สาธารณชนในวงกว้าง แต่ก็มีนักเศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียงจำนวนหนึ่งทำได้ทั้ง 2 อย่าง Krugman เป็นหนึ่งในจำนวนนักเศรษฐศาสตร์ที่มีไม่มาก ที่สามารถเป็นที่ยอมรับทั้งจากชุมชนวิชาการ และสาธารณชน ทั้งๆ ที่ลักษณะงานที่นำเสนอมีความแตกต่างกันอย่างมาก

การที่ Krugman ได้รางวัล John Bates Clark ซึ่งให้แก่นักเศรษฐศาสตร์ที่มีอายุต่ำกว่า 40 ปี บอกอะไรได้มากสำหรับผลงานและความสามารถของเขา ตัวเขาเองเคยพูดว่ารางวัลนี้เขาเชื่อว่ามันยากกว่าการได้รางวัลโนเบล เขาคงคิดว่าเป็นเพราะผู้ได้รางวัลต้องมีผลงานบุกเบิกสร้างสรรค์ก่อนอายุ 40 เขาได้รางวัลนี้เมื่ออายุ 38 ปี 14 ปีหลังจากจบปริญญาเอกเมื่ออายุ 24 ที่ MIT

งานเด่นที่เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งที่ทำให้เขาได้รับรางวัล คือการมองทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศในมุมมองใหม่ ที่มีลักษณะกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาดหรือการแข่งขันที่ไม่สมบูรณ์ โดยมีแก่นความคิดที่ว่าการประหยัดจากขนาด (Economies of Scale) หรือการเพิ่มขึ้นของ ๆ ผลผลิตในสัดส่วนที่สูงกว่าปัจจัยการผลิต (Increasing Return to Scale) สามารถอธิบายการเกิดขึ้นของการค้าระหว่างประเทศได้ นอกจากคำอธิบายดั้งเดิมที่มาจากความได้เปรียบ เปรียบเทียบ (Comparative Advantage) แนวคิดนี้ต่อมาเขานำมาประยุกต์กับการพัฒนาเศรษฐกิจ ที่เน้นบทบาทของภูมิศาสตร์ ที่ตั้ง การกระจุกตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

Krugman เคยพูดว่าสิ่งที่เขาพบไม่ได้ดูเหมือนมีอะไรใหม่ แต่ที่ดูใหม่เพราะก่อนหน้านี้นักเศรษฐศาสตร์ ไม่สามารถสร้างแบบจำลองที่มีข้อสมมุติของ Increasing Return to Scale ได้ ที่เขาทำได้เพราะเขากล้าเปลี่ยนโลกทัศน์เดิม ๆ ของ นักเศรษฐศาสตร์ เขากล้าที่จะจำลอง (Modeling) โลกของความจริงที่สลับซับซ้อนให้ง่ายที่สุด โดยใช้ข้อสมมุติที่อาจดูไม่สมจริงแต่เขาไม่คิดว่ามันเป็นปัญหา เพราะผลที่ตามมามันให้คำอธิบายใหม่ ๆ และเป็นการบุกเบิกสร้างองค์ความรู้ใหม่ในเวลาต่อมา

วิธีคิดแบบนี้มีอิทธิพลต่องานของ Krugman ในเวลาต่อมา เขามักสนใจเหตุการและปัญหาที่เป็นอยู่ มีความถนัดในการสร้างแบบจำลองเล็ก ๆ ที่มีข้อสมมุติง่ายที่สุด โดยให้ความสำคัญกับกรอบความคิดทางเศรษฐศาสตร์ มากกว่าการแสดงออกหรือเทคนิคทางคณิตศาสตร์ที่เกินความจำเป็น เขาคิดว่าStyle การทำงานของเขาแบบนี้จริง ๆ ไม่ง่าย เขาจึงปั้นนักศึกษาใหม่ ๆ ไม่ได้มาก เพราะพวกนี้มักจะมุ่งเทคนิคทางคณิตศาสตร์ไว้ก่อน แต่เขาอยากเห็นการมีกรอบคิดทางเศรษฐศาสตร์มาก ๆ

งานทางวิชาการอีกชิ้นหนึ่งที่ทำให้ Krugman มีชื่อเสียงตีพิมพ์ในขณะที่อายุเพียง 25 ปี คือการสร้างแบบจำลองเล็ก ๆ ที่อธิบายการเกิดวิกฤตดุลการชำระเงินของประเทศ ทุนสำรองร่อยหรอจากการโจมตีค่าเงินโดยนักเก็งกำไร ในระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่คงที่ โดยที่นักเก็งกำไรมองเห็นการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจมหภาค ที่ไม่สอดคล้องกับการดำรงอยู่ของค่าเงิน รากเหง้าของปัญหาไม่ได้อยู่ที่นักเก็งกำไรแต่อยู่ที่ข้อผิดพลาดทางนโยบาย แบบจำลองนี้อธิบายวิกฤตค่าเงินบาทของไทยในปี 2540 ได้

เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะด้านการค้าเป็นสาขาเศรษฐศาสตร์เก่าแก่ที่สุด จึงมีรากฐานทางทฤษฎีที่ Krugman ใช้ทักษะในการประยุกต์ทฤษฎีเพื่ออธิบายปรากฎการณ์ทางการค้า การเงินหรือเศรษฐกิจมหภาคได้อย่างเป็นธรรมชาติน่าสนใจ และเข้าใจได้ง่าย ไม่เป็นเรื่องแปลกที่จะเห็นเขาได้รับเชิญมากกว่าผู้อื่นให้เขียนบทความทางวิชาการ ในการสัมมนาระหว่างประเทศ รวมทั้งเป็นองค์ปาฐกในปาฐกถาที่สำคัญ ( เช่น Lord Robbins, Ohlin เป็นต้น) งานทางวิชาการจำนวนมากของเขามีลักษณะสนองต่อปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งต้องการคำอธิบาย และการสังเคราะห์องค์ความรู้ที่มีอยู่ เขาจึงมีความถนัดการวิเคราะห์เชิงทฤษฎี และการวิเคราะห์นโยบาย มากกว่าเป็นนักวิจัยเชิงประจักษ์ ซึ่งใช้เศรษฐมิติที่ลึกซึ้งลุ่มลึก ข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ที่เขาใช้เป็นสถิติ แสดงความสัมพันธ์ หรือใช้สมการถดถอยง่าย ๆ ซึ่งพอเพียงสำหรับวัตถุประสงค์ของเขา Krugman เองเคยบ่นว่าวันหนึ่งเขาคงอยากเป็นนักวิจัยเชิงประจักษ์ ให้ลึกซึ้งกว่าที่เป็นอยู่ให้ได้แต่ก็ผัดวันประกันพรุ่งมาตลอด ด้วยเหตุที่เศรษฐกิจระหว่างประเทศการค้า การเงิน การลงทุน เศรษฐกิจมหภาค มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วเหตุการณ์ต่าง ๆ มีสีสัน เมื่อผนวกกับความสามารถในวิธีการคิดการเขียน ความคมในการตั้งประเด็น การนำเสนอที่เป็นระบบชัดเจนของ Krugman ทำให้งานของเขาไม่ว่าเขียนให้ผู้เชี่ยวชาญหรือคนธรรมดา มีอรรถรสในทางปัญญา

แม้ว่า Krugman จะจริงจังกับการใช้หลักเศรษฐศาสตร์ในการประยุกต์กับปัญหา แต่เขาไม่คิดว่าแบบจำลอง คือความจริงที่เป็นสรณะ มันเป็นเพียงอุปมาอุปไมย เป็นเครื่องมือเพื่อค้นหาความจริง เป็นบททดลองทางความคิด ซึ่งต้องทดสอบกับข้อเท็จจริง โลกทัศน์แบบนี้ทำให้เขาดูมีความยืดหยุ่นทางความคิด เมื่อเผชิญกับข้อมูลหรือสิ่งแวดล้อมใหม่ และเมื่อเป็นกลยุทธทางนโยบายก็ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์หรือมีลักษณะปฏิบัตินิยม ตัวอย่างของเรื่องความยืดหยุ่นในความคิด เช่น เมื่อระบบ Bretton Woods สิ้นสุดลง และเริ่มมีการใช้ระบบค่าเงินลอยตัวอย่างกว้างขวาง

นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากรวมทั้ง Krugman เชื่อว่าระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัว น่าจะทำให้อัตราแลกเปลี่ยนมีบทบาทในการปรับสถานภาพดุลบัญชีเดินสะพัด และดุลชำระเงินระหว่างประเทศได้ดี ตลาดการเงิน ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน มีประสิทธิภาพ มีเสถียรภาพ การเปลี่ยนแปลงในอัตราแลกเปลี่ยนอธิบายได้ เป็นเหตุเป็นผลจากปัจจัยพื้นฐาน

อย่างไรก็ดีประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในทศวรรษ 1980 ตอกย้ำว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นตรงกันข้ามกับที่คาดไว้ อัตราแลกเปลี่ยนแปรปรวนมากกว่าที่จะหาคำอธิบายได้โดยปัจจัยพื้นฐาน ผู้ลงทุนและนักเก็งกำไรมีพฤติกรรมที่ไร้เหตุผล แบบจิตวิทยาฝูงชน ตลาดการเงินไม่ได้มีประสิทธิภาพ และโลกก็ยังไม่ได้ผนึกกันแน่นแฟ้นเป็นตลาดเดียว อย่างที่พูดกัน ทั้งหมดนี้ทำให้ Krugman หันมาให้ความสำคัญกับเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยน ระบบ Target Zone และค่าเงินที่ปรับได้เมื่อจำเป็น หรือ Adjustable Peg ( ณ วันนี้เขาอาจเปลี่ยนใจแล้ว ?)

หรืออีกตัวอย่างนึงก็คือการมองวิกฤตของเอเซีย ในตอนแรก ๆ Krugman เชื่อว่ารากเหง้าของวิกฤตมาจากระบบที่นายธนาคาร และนักธุรกิจไม่ต้องมีวินัยตลาด เพราะเสี่ยงแล้วไม่เจ๊ง (โยนหัวโยนก้อนออกหัวก็ชนะ ออกก้อยรัฐก็ใช้เงินภาษีมาอุ้ม มีแต่ได้ฝ่ายเดียว) นำไปสู่การมีพฤติกรรมที่ก่อให้เกิด Moral Hazard ภายหลัง Krugman คิดว่าแม้ไทยหรือประเทศในเอเซียจะมีบาปและความบกพร่อง แต่ประเทศเหล่านี้โดนลงโทษรุนแรงเกินไป ส่วนหนึ่งก็มาจากยาที่ IMF ใช้เป็นยาผิดประเภท แต่แก่นของวิกฤตอยู่ที่การก่อหนี้ต่างประเทศระยะสั้นที่สูงเกินไปและไม่ป้องกันความเสี่ยง

Milton Friedman โนเบลทางเศรษฐศาสตร์ , John Kenneth Galbraith และ Paul R Krugman ดูจะเป็น 3 นักเศรษฐศาสตร์อเมริกันที่สามารถทำได้ดีเยี่ยมทั้ง 2 เวทีคือ เป็นที่ยอมรับของนักเศรษฐศาสตร์ (Galbraith อาจจะมีข้อจำกัดมากกว่า) พร้อม ๆ กับการทำเศรษฐศาสตร์ปัญหาและนโยบายเศรษฐกิจให้เป็นที่เข้าใจเข้าถึง ขณะเดียวกันก็ทำให้ตนเองเป็นที่นิยมของสาธารณชน โดยที่แต่ละคนซึ่งต่างกันในอุดมการณ์ต่างก็ใช้ศิลปะในการโน้มน้าวชักจูง

สำหรับ Krugman อายุเพียง 50 ต้น ๆ ของเขาดูเหมือนว่าเขายังมีโอกาสอีกไกล ขณะนี้ไม่มีใครปฏิเสธว่าเขาเป็น Pop Economist ที่สุดยอดคนหนึ่งในยุทธจักร เขาเคยพูดว่า เขามีความสุขกับการมีส่วนร่วมในงานนโยบายกับรัฐบาล และการเป็นคอลัมนิสต์พอ ๆ กับงานวิชาการบริสุทธิ์ ที่นักเศรษฐศาสตร์พึงมีบทบาท และไม่คิดว่ามันเป็นอุปสรรคต่อกันและกัน

แต่นักวิชาการจำนวนมากไม่คิดเช่นนั้น เป็นไปได้ว่าในที่สุด การเป็น Pop Economist ของเขาคงต้องแลกกับการไปไม่ถึงดวงดาวระดับรางวัลโนเบล เพราะทุกอย่างในโลกของเศรษฐศาสตร์มีต้นทุนเสมอ