|
||||||||||||
|
เป็นนักเศรษฐศาสตร์อย่าง
Paul Krugman
ดร. ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์ สถาบันวิจัยสังคมและเศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ pairoj@dpu.ac.th ผู้จัดการรายวัน วันที่ 11 พฤษภาคม 2548 อเมริกาเป็นผู้นำในสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เส้นทางการเติบโต และการประสบความสำเร็จ ในวงวิชาการเศรษฐศาสตร์ ของ Krugman ในสหรัฐฯก็ไม่ต่างกับนักเศรษฐศาสตร์อื่น ๆ อันได้แก่การมีผลงานตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ ที่เป็นที่ยอมรับของชุมชนวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของโลกส่วนใหญ่ พอใจที่จะเสนอผลงาน และมีปฏิสัมพันธ์กับชุมชนทางวิชาการเท่านั้น ไม่สนใจขายความคิดหรือผลงานของตนเอง ไปสู่สาธารณชนในวงกว้าง แต่ก็มีนักเศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียงจำนวนหนึ่งทำได้ทั้ง 2 อย่าง Krugman เป็นหนึ่งในจำนวนนักเศรษฐศาสตร์ที่มีไม่มาก ที่สามารถเป็นที่ยอมรับทั้งจากชุมชนวิชาการ และสาธารณชน ทั้งๆ ที่ลักษณะงานที่นำเสนอมีความแตกต่างกันอย่างมาก การที่ Krugman ได้รางวัล John Bates Clark ซึ่งให้แก่นักเศรษฐศาสตร์ที่มีอายุต่ำกว่า 40 ปี บอกอะไรได้มากสำหรับผลงานและความสามารถของเขา ตัวเขาเองเคยพูดว่ารางวัลนี้เขาเชื่อว่ามันยากกว่าการได้รางวัลโนเบล เขาคงคิดว่าเป็นเพราะผู้ได้รางวัลต้องมีผลงานบุกเบิกสร้างสรรค์ก่อนอายุ 40 เขาได้รางวัลนี้เมื่ออายุ 38 ปี 14 ปีหลังจากจบปริญญาเอกเมื่ออายุ 24 ที่ MIT งานเด่นที่เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งที่ทำให้เขาได้รับรางวัล คือการมองทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศในมุมมองใหม่ ที่มีลักษณะกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาดหรือการแข่งขันที่ไม่สมบูรณ์ โดยมีแก่นความคิดที่ว่าการประหยัดจากขนาด (Economies of Scale) หรือการเพิ่มขึ้นของ ๆ ผลผลิตในสัดส่วนที่สูงกว่าปัจจัยการผลิต (Increasing Return to Scale) สามารถอธิบายการเกิดขึ้นของการค้าระหว่างประเทศได้ นอกจากคำอธิบายดั้งเดิมที่มาจากความได้เปรียบ เปรียบเทียบ (Comparative Advantage) แนวคิดนี้ต่อมาเขานำมาประยุกต์กับการพัฒนาเศรษฐกิจ ที่เน้นบทบาทของภูมิศาสตร์ ที่ตั้ง การกระจุกตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ Krugman เคยพูดว่าสิ่งที่เขาพบไม่ได้ดูเหมือนมีอะไรใหม่ แต่ที่ดูใหม่เพราะก่อนหน้านี้นักเศรษฐศาสตร์ ไม่สามารถสร้างแบบจำลองที่มีข้อสมมุติของ Increasing Return to Scale ได้ ที่เขาทำได้เพราะเขากล้าเปลี่ยนโลกทัศน์เดิม ๆ ของ นักเศรษฐศาสตร์ เขากล้าที่จะจำลอง (Modeling) โลกของความจริงที่สลับซับซ้อนให้ง่ายที่สุด โดยใช้ข้อสมมุติที่อาจดูไม่สมจริงแต่เขาไม่คิดว่ามันเป็นปัญหา เพราะผลที่ตามมามันให้คำอธิบายใหม่ ๆ และเป็นการบุกเบิกสร้างองค์ความรู้ใหม่ในเวลาต่อมา วิธีคิดแบบนี้มีอิทธิพลต่องานของ Krugman ในเวลาต่อมา เขามักสนใจเหตุการและปัญหาที่เป็นอยู่ มีความถนัดในการสร้างแบบจำลองเล็ก ๆ ที่มีข้อสมมุติง่ายที่สุด โดยให้ความสำคัญกับกรอบความคิดทางเศรษฐศาสตร์ มากกว่าการแสดงออกหรือเทคนิคทางคณิตศาสตร์ที่เกินความจำเป็น เขาคิดว่าStyle การทำงานของเขาแบบนี้จริง ๆ ไม่ง่าย เขาจึงปั้นนักศึกษาใหม่ ๆ ไม่ได้มาก เพราะพวกนี้มักจะมุ่งเทคนิคทางคณิตศาสตร์ไว้ก่อน แต่เขาอยากเห็นการมีกรอบคิดทางเศรษฐศาสตร์มาก ๆ งานทางวิชาการอีกชิ้นหนึ่งที่ทำให้ Krugman มีชื่อเสียงตีพิมพ์ในขณะที่อายุเพียง 25 ปี คือการสร้างแบบจำลองเล็ก ๆ ที่อธิบายการเกิดวิกฤตดุลการชำระเงินของประเทศ ทุนสำรองร่อยหรอจากการโจมตีค่าเงินโดยนักเก็งกำไร ในระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่คงที่ โดยที่นักเก็งกำไรมองเห็นการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจมหภาค ที่ไม่สอดคล้องกับการดำรงอยู่ของค่าเงิน รากเหง้าของปัญหาไม่ได้อยู่ที่นักเก็งกำไรแต่อยู่ที่ข้อผิดพลาดทางนโยบาย แบบจำลองนี้อธิบายวิกฤตค่าเงินบาทของไทยในปี 2540 ได้ เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะด้านการค้าเป็นสาขาเศรษฐศาสตร์เก่าแก่ที่สุด จึงมีรากฐานทางทฤษฎีที่ Krugman ใช้ทักษะในการประยุกต์ทฤษฎีเพื่ออธิบายปรากฎการณ์ทางการค้า การเงินหรือเศรษฐกิจมหภาคได้อย่างเป็นธรรมชาติน่าสนใจ และเข้าใจได้ง่าย ไม่เป็นเรื่องแปลกที่จะเห็นเขาได้รับเชิญมากกว่าผู้อื่นให้เขียนบทความทางวิชาการ ในการสัมมนาระหว่างประเทศ รวมทั้งเป็นองค์ปาฐกในปาฐกถาที่สำคัญ ( เช่น Lord Robbins, Ohlin เป็นต้น) งานทางวิชาการจำนวนมากของเขามีลักษณะสนองต่อปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งต้องการคำอธิบาย และการสังเคราะห์องค์ความรู้ที่มีอยู่ เขาจึงมีความถนัดการวิเคราะห์เชิงทฤษฎี และการวิเคราะห์นโยบาย มากกว่าเป็นนักวิจัยเชิงประจักษ์ ซึ่งใช้เศรษฐมิติที่ลึกซึ้งลุ่มลึก ข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ที่เขาใช้เป็นสถิติ แสดงความสัมพันธ์ หรือใช้สมการถดถอยง่าย ๆ ซึ่งพอเพียงสำหรับวัตถุประสงค์ของเขา Krugman เองเคยบ่นว่าวันหนึ่งเขาคงอยากเป็นนักวิจัยเชิงประจักษ์ ให้ลึกซึ้งกว่าที่เป็นอยู่ให้ได้แต่ก็ผัดวันประกันพรุ่งมาตลอด ด้วยเหตุที่เศรษฐกิจระหว่างประเทศการค้า การเงิน การลงทุน เศรษฐกิจมหภาค มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วเหตุการณ์ต่าง ๆ มีสีสัน เมื่อผนวกกับความสามารถในวิธีการคิดการเขียน ความคมในการตั้งประเด็น การนำเสนอที่เป็นระบบชัดเจนของ Krugman ทำให้งานของเขาไม่ว่าเขียนให้ผู้เชี่ยวชาญหรือคนธรรมดา มีอรรถรสในทางปัญญา แม้ว่า Krugman จะจริงจังกับการใช้หลักเศรษฐศาสตร์ในการประยุกต์กับปัญหา แต่เขาไม่คิดว่าแบบจำลอง คือความจริงที่เป็นสรณะ มันเป็นเพียงอุปมาอุปไมย เป็นเครื่องมือเพื่อค้นหาความจริง เป็นบททดลองทางความคิด ซึ่งต้องทดสอบกับข้อเท็จจริง โลกทัศน์แบบนี้ทำให้เขาดูมีความยืดหยุ่นทางความคิด เมื่อเผชิญกับข้อมูลหรือสิ่งแวดล้อมใหม่ และเมื่อเป็นกลยุทธทางนโยบายก็ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์หรือมีลักษณะปฏิบัตินิยม ตัวอย่างของเรื่องความยืดหยุ่นในความคิด เช่น เมื่อระบบ Bretton Woods สิ้นสุดลง และเริ่มมีการใช้ระบบค่าเงินลอยตัวอย่างกว้างขวาง นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากรวมทั้ง Krugman เชื่อว่าระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัว น่าจะทำให้อัตราแลกเปลี่ยนมีบทบาทในการปรับสถานภาพดุลบัญชีเดินสะพัด และดุลชำระเงินระหว่างประเทศได้ดี ตลาดการเงิน ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน มีประสิทธิภาพ มีเสถียรภาพ การเปลี่ยนแปลงในอัตราแลกเปลี่ยนอธิบายได้ เป็นเหตุเป็นผลจากปัจจัยพื้นฐาน อย่างไรก็ดีประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในทศวรรษ 1980 ตอกย้ำว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นตรงกันข้ามกับที่คาดไว้ อัตราแลกเปลี่ยนแปรปรวนมากกว่าที่จะหาคำอธิบายได้โดยปัจจัยพื้นฐาน ผู้ลงทุนและนักเก็งกำไรมีพฤติกรรมที่ไร้เหตุผล แบบจิตวิทยาฝูงชน ตลาดการเงินไม่ได้มีประสิทธิภาพ และโลกก็ยังไม่ได้ผนึกกันแน่นแฟ้นเป็นตลาดเดียว อย่างที่พูดกัน ทั้งหมดนี้ทำให้ Krugman หันมาให้ความสำคัญกับเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยน ระบบ Target Zone และค่าเงินที่ปรับได้เมื่อจำเป็น หรือ Adjustable Peg ( ณ วันนี้เขาอาจเปลี่ยนใจแล้ว ?) หรืออีกตัวอย่างนึงก็คือการมองวิกฤตของเอเซีย ในตอนแรก ๆ Krugman เชื่อว่ารากเหง้าของวิกฤตมาจากระบบที่นายธนาคาร และนักธุรกิจไม่ต้องมีวินัยตลาด เพราะเสี่ยงแล้วไม่เจ๊ง (โยนหัวโยนก้อนออกหัวก็ชนะ ออกก้อยรัฐก็ใช้เงินภาษีมาอุ้ม มีแต่ได้ฝ่ายเดียว) นำไปสู่การมีพฤติกรรมที่ก่อให้เกิด Moral Hazard ภายหลัง Krugman คิดว่าแม้ไทยหรือประเทศในเอเซียจะมีบาปและความบกพร่อง แต่ประเทศเหล่านี้โดนลงโทษรุนแรงเกินไป ส่วนหนึ่งก็มาจากยาที่ IMF ใช้เป็นยาผิดประเภท แต่แก่นของวิกฤตอยู่ที่การก่อหนี้ต่างประเทศระยะสั้นที่สูงเกินไปและไม่ป้องกันความเสี่ยง Milton Friedman โนเบลทางเศรษฐศาสตร์ , John Kenneth Galbraith และ Paul R Krugman ดูจะเป็น 3 นักเศรษฐศาสตร์อเมริกันที่สามารถทำได้ดีเยี่ยมทั้ง 2 เวทีคือ เป็นที่ยอมรับของนักเศรษฐศาสตร์ (Galbraith อาจจะมีข้อจำกัดมากกว่า) พร้อม ๆ กับการทำเศรษฐศาสตร์ปัญหาและนโยบายเศรษฐกิจให้เป็นที่เข้าใจเข้าถึง ขณะเดียวกันก็ทำให้ตนเองเป็นที่นิยมของสาธารณชน โดยที่แต่ละคนซึ่งต่างกันในอุดมการณ์ต่างก็ใช้ศิลปะในการโน้มน้าวชักจูง สำหรับ Krugman อายุเพียง 50 ต้น ๆ ของเขาดูเหมือนว่าเขายังมีโอกาสอีกไกล ขณะนี้ไม่มีใครปฏิเสธว่าเขาเป็น Pop Economist ที่สุดยอดคนหนึ่งในยุทธจักร เขาเคยพูดว่า เขามีความสุขกับการมีส่วนร่วมในงานนโยบายกับรัฐบาล และการเป็นคอลัมนิสต์พอ ๆ กับงานวิชาการบริสุทธิ์ ที่นักเศรษฐศาสตร์พึงมีบทบาท และไม่คิดว่ามันเป็นอุปสรรคต่อกันและกัน แต่นักวิชาการจำนวนมากไม่คิดเช่นนั้น เป็นไปได้ว่าในที่สุด การเป็น Pop Economist ของเขาคงต้องแลกกับการไปไม่ถึงดวงดาวระดับรางวัลโนเบล เพราะทุกอย่างในโลกของเศรษฐศาสตร์มีต้นทุนเสมอ
|