หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
Krugman กับวิกฤตแห่งเอเชีย

คอลัมน์ ระดมสมอง  โดย วิมุต วานิชเจริญธรรม  ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2  วันที่ 09 พฤษภาคม 2548  ปีที่ 28 ฉบับที่ 3686 (2886)

Paul Krugman is coming to town. !

นักเศรษฐศาสตร์เคราดกเจ้าของรางวัล John Bates Clark (รางวัลนี้จะถูกมอบให้กับนักเศรษฐศาสตร์อายุต่ำกว่า 40 ปีที่มีผลงานวิชาการดีเด่น โดยจะมีการคัดเลือกผู้สมควรได้รับรางวัลทุกๆ 2 ปี) จากผลงานการรังสรรค์ ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การเงิน และการค้าระหว่างประเทศ กำลังจะมาแสดงวิสัยทัศน์ให้กับนักธุรกิจ นักบริหารและคนในวงการการเงิน ด้วยสนนราคาค่าเข้าฟังที่แพงกว่าบัตรคอนเสิร์ตศิลปินระดับโลก ที่หลายค่ายนำเข้ามาแสดงในบ้านเมืองเรานับ 10 เท่า

ชื่อเสียงของครุกแมนขายได้ในภูมิภาคนี้ เพราะเหตุที่เขาเคยเขียนบทความแหกกระแสเรื่อง The Myth of Asian"s Miracle ในวารสาร Foreign Affairs เมื่อปี 1994

ในบทความนั้นครุกแมนได้เริ่มต้นด้วยการเปรียบเทียบการขยายตัวแบบก้าวกระโดดของเศรษฐกิจเอเชียตะวันออก กับเศรษฐกิจของสหภาพโซเวียตในอดีต

กาลครั้งหนึ่ง...กูรูเศรษฐกิจในโลกตะวันตกต่างเคยพากันตื่นตระหนกกับอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจสหภาพโซเวียต และต่างเชื่อกันว่าอีกไม่นานเท่าไหร่ เศรษฐกิจของสหภาพโซเวียตที่เติบโตอย่างรวดเร็วก็จะสามารถแซงเศรษฐกิจสหรัฐไปได้ ทว่าเหตุการณ์กลับมิได้เป็นไปดังที่เหล่ากูรูเศรษฐกิจพยากรณ์ไว้ ประเทศสหรัฐยังคงรักษาความเป็นหนึ่งในด้านเศรษฐกิจไว้ได้อย่างมั่นคง ในขณะที่สหภาพโซเวียตกลับแตกออกเป็นเสี่ยงๆ และมิหนำซ้ำความเป็นชาติมหาอำนาจยังถูกลดระดับลงไปกว่ายุคสมัยอดีต

ครุกแมนโยงปรากฏการณ์นี้เข้ากับภาพเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกในช่วงต้นทศวรรษที่ 90 ที่หลายประเทศในภูมิภาคนี้ต่างขยายตัวในอัตราที่สูงอย่างเฉียบพลัน และรักษาระดับอัตราการขยายตัวสูงไว้ได้อย่างต่อเนื่อง จนถูกเรียกขานปรากฏการณ์นี้ว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์แห่งเอเชีย

เนื้อความเชิงเปรียบเทียบของพอล ครุกแมนนี้มิใช่แค่การเชื่อมโยง 2 ปรากฏการณ์ที่ไม่เคยมีใครริจะคิด นำมาประกอบการวิเคราะห์ แต่เขายังสร้างการอนุมานต่อไปด้วยว่า เศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคเอเชียนี้ จะประสบชะตากรรมเดียวกันกับเศรษฐกิจของสหภาพโซเวียตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วย

เพียงบทความนี้บทความเดียว พอล ครุกแมนได้ทิ้งบอมบ์ลงกลางงานเลี้ยงฉลองที่ทุกๆ ฝ่ายกำลังชื่นมื่นกับความสำเร็จของประเทศในภูมิภาคนี้ และในขณะเดียวกันเขาได้สร้างความโกรธแค้นเกลียดชังให้กับหลายๆ คนในภาคพื้นทวีปนี้ด้วย

แต่เมื่อวิกฤตเศรษฐกิจแห่งเอเชียอุบัติขึ้นในปี 1997 ทุกคนกลับหันมามองพอล ครุกแมนใหม่ ด้วยสายตาที่เปี่ยมด้วยศรัทธา และความนับถือคารวะในฐานะกูรูตัวจริง ที่สามารถหยั่งรู้ได้ถึงหายนะทางเศรษฐกิจล่วงหน้าถึง 3 ปี

ในงานเขียนชิ้นนี้ พอล ครุกแมนมองภาพเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียผ่านเลนส์ของนักวิชาการที่ยึดมั่นในทฤษฎีกระแสหลัก และวิพากษ์ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตามกรอบของทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

ด้วยกรอบทฤษฎีดังกล่าว ครุกแมนจำแนกแยกส่วนเหตุปัจจัยที่ก่อให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือที่วัดอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยอัตราการเพิ่มของผลผลิตต่อหัว การจำแนกเหตุปัจจัยออกมาเป็นส่วนนี้เรียกว่าการทำ growth accounting ซึ่งตามกระบวนการนี้อัตราการขยายตัวของผลผลิตต่อหัวนั้นจะมาจากเหตุปัจจัยหลักๆ 2 ประการ คือ หนึ่งเกิดจากการที่ประเทศมีการใช้ปัจจัยการผลิตต่างๆ เพิ่มในอัตราที่สูงขึ้น และสองเกิดจากการที่ประเทศนั้นมีประสิทธิภาพในการผลิตเพิ่มสูงขึ้น

ครุกแมนชี้ให้เห็นว่าทั้งสหภาพโซเวียตและประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ต่างเร่งสั่งสมกำลังการผลิต และขยายการว่าจ้างปัจจัยการผลิตแทบทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นในลักษณะของการระดมจ้างแรงงานเข้าสู่กระบวนการผลิต หรือการเร่งติดตั้งเครื่องมือเครื่องจักรที่ใช้ประกอบการผลิต

การว่าจ้างปัจจัยที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ผลผลิตต่อหัวมีการเพิ่มในอัตราเร่งด้วยเช่นกัน ครุกแมนชี้ต่อไปว่าการสั่งสมทุนกายภาพ หรือการเพิ่มการใช้ปัจจัยการผลิตต่างๆ เพื่อขยายกำลังการผลิตนี้ ไม่สามารถทำได้ตลอดไป เพราะเมื่อขอบเขตของการขยายตัวถึงขีดจำกัดแล้ว เพราะว่าไม่อาจรีดเงินออมมาไฟแนนซ์ การลงทุนได้อีก หรือไม่สามารถผลักดันแรงงานใหม่ๆ เข้าสู่กระบวนการผลิตได้ต่อไป เหตุปัจจัยส่วนแรกนี้จึงไม่สามารถทำหน้าที่หัวรถจักรฉุดลากให้เศรษฐกิจเติบโตในอัตราสูงอย่างต่อเนื่องได้ตลอดไป

ครุกแมนนำงานศึกษาของอัลวิน ยัง (Alwyn Young) มาเสริมข้อสรุปของเขา ยังได้ใช้ growth accounting แยกแยะส่วนของอัตราการเพิ่มในผลผลิตต่อหัวที่เกิดจากการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต (เหตุปัจจัยที่สอง) ของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมใหม่ในภูมิภาคเอเชีย (Asian NICs) เทียบกับประเทศอื่นๆ ในโลก ซึ่งเขาพบว่าการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต ที่เกิดขึ้นในกลุ่ม Asian NICs นี้มิได้มีความแตกต่าง ไปจากอัตราที่พบในประเทศอื่นๆ แต่อย่างใด ข้อค้นพบนี้ตอกย้ำข้อสรุปของครุกแมนในส่วนแรกว่า สิ่งที่เรียกขานกันว่า Asian"s Miracle นั้นแท้ที่จริงมิได้มีอะไรที่ลึกลับเป็นปริศนาแต่อย่างใด หากแต่เป็นเพียงความสัมพันธ์ทางการผลิตอย่างง่ายๆ เท่านั้นเอง ไม่ว่าระบบเศรษฐกิจใดก็ตามที่เพิ่มการใช้ปัจจัยการผลิตในอัตราเร่ง เศรษฐกิจนั้น ย่อมมีอัตราการขยายตัวในผลผลิตแบบก้าวกระโดดได้ไม่ยากเย็นเลย

ดังนั้นในระยะยาวแล้วเราอย่าได้คาดหวังเลยว่า เศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกจะโตในอัตราร้อยละสิบต่อปีตลอดไป ในระยะยาวนั้นเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้จะไม่โตเร็วไปกว่าเศรษฐกิจของประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างประเทศสหรัฐอีกด้วย

นี่คือเนื้อหาสำคัญของบทความที่นำทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ มาวิเคราะห์ข้อมูล และสร้างข้อสรุปได้อย่างงดงาม เหตุผลและข้อโต้แย้งถูกนำเสนอด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย เนียน เป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับนักเศรษฐศาสตร์ทุกคนที่คิดจะวิจารณ์ภาวะเศรษฐกิจ

และเนื้อความที่ได้สรุปไว้นี้ มิได้มีส่วนหนึ่งส่วนใดที่กล่าวทำนายถึงการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจแห่งภูมิภาคเอเชียแม้แต่น้อย ย้ำกันอีกครั้ง พอล ครุกแมนไม่เคยพยากรณ์ถึงวิกฤตเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ไว้ในบทความของเขา ยิ่งไปกว่านั้นประเทศสิงคโปร์ซึ่งถูกครุกแมนวิพากษ์วิจารณ์หนัก (จนอาจจัดผู้นำประเทศนี้ได้ว่าเป็น "คู่กรณี" ของครุกแมน) ก็มิได้ประสบวิกฤตทางเศรษฐกิจในปี 1997 แต่อย่างใด

ในบทความปี 1994 นั้น พอล ครุกแมนเพียงพูดถึงการชะลอตัวของผลผลิตต่อหัวที่จะเกิดขึ้นในระยะยาวเท่านั้น (ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ต่างทราบกันดีว่าจุดเวลาที่ทฤษฎีการขยายตัวทางเศรษฐกิจเรียกว่าระยะยาวนั้น มันอาจยาวนานเกินกว่าช่วงอายุคนคนหนึ่ง) ซึ่งตามทฤษฎีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่นำมาใช้วิเคราะห์นั้น พิจารณาเพียงกลุ่มตัวแปรทางด้านการผลิตเพียงซีกเดียว มิได้มีตัวแปรทางการเงิน ระบบธนาคาร หรือหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ที่เกาะกินสถาบันการเงินแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังไม่มีการพูดถึงระบบอัตราแลกเปลี่ยน หรือแง่มุมของปัญหาในมิติของการเงินระหว่างประเทศแม้แต่น้อย

ครุกแมนได้เขียนบทความภายหลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี 1997 โดยพยายามอธิบายว่าวิกฤตเศรษฐกิจนั้น เกิดขึ้นได้อย่างไร เขาเรียกแบบจำลองที่ "พอจะ" อธิบายวิกฤตครั้งนี้ได้ว่าเป็นแบบจำลองในเจเนอเรชั่นที่สาม (บทความนี้ปรากฏบนเว็บไซต์ของเขาในราวปี 1998) ต่อจากแบบจำลอง balance of payment crisis ของเขา (รุ่นที่หนึ่ง) และแบบจำลองวิกฤตแนว self-fulfilling ของ Maurice Obstfeld (รุ่นที่สอง)

แบบจำลองในรุ่นที่สามนี้ได้ให้ความสำคัญกับภาคการเงินหรือระบบธนาคาร และผูกเรื่องเข้ากับวิกฤตเศรษฐกิจด้วยพฤติกรรมที่ฉกฉวยประโยชน์ จากความไม่สมมาตรทางด้านข้อมูลสารสนเทศ หรือปัญหาที่เรียกว่า moral hazard และ adverse selection เรื่องราวเหล่านี้ไม่เคยปรากฏมาก่อนในบทความ Asian"s Miracle ของครุกแมนแม้แต่น้อย และเหตุที่ได้รับผนวกเข้าในแบบจำลองวิกฤตรุ่นที่สามก็เพราะทุกๆ ฝ่ายได้ประจักษ์แล้วว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์ปี 1997 นี้มีทั้งด้านของการสูญเสียเงินสำรองระหว่างประเทศ (ตามลักษณะของ balance of payment crisis ทั่วๆ ไปที่มาจากการโจมตีค่าเงิน) และด้านของความเสียหายในระบบการเงิน (financial crisis)

(ครุกแมนแทรกมุกไว้ในบทความของเขาว่า "ทวิ" วิกฤตเศรษฐกิจในลักษณะนี้ ได้เกิดขึ้นในกลุ่มประเทศ "MIT" อันประกอบด้วย Malaysia, Indonesia และ Thailand เพื่อให้พ้องกับชื่อย่อมหาวิทยาลัยที่เขาสังกัดอยู่ในขณะนั้น ซึ่งเป็นผลให้ต้องตัดประเทศเกาหลีใต้ออกไป หากพอล ครุกแมนได้มาเยือนประเทศไทยก่อนเขียนบทความนั้น เขาคงสามารถรวมประเทศเกาหลีเข้าไว้ด้วยได้ แล้วเรียงตัวอักษรนำหน้าประเทศเหล่านี้เป็น KMIT แทน MIT)

เรียกได้ว่าครุกแมนมาพูดถึงที่มาของวิกฤต ก็เมื่อภายหลังจากเกิดวิกฤตไปแล้ว มิใช่ว่าเขาพยากรณ์วิกฤตได้ล่วงหน้าแต่อย่างใด

อย่างไรก็ดี ครุกแมนก็ไม่เคยคุยโม้โอ้อวดว่าตนเองเป็นผู้รู้เหตุการณ์ล่วงหน้า เขาเพียงเขียนตามที่เขาคิด และตามที่เขาวิเคราะห์ด้วยทฤษฎีเศรษฐศาสตร์...อย่างตรงไปตรงมา

...หากแต่เป็นฝ่ายสื่อเองต่างหากที่พากันยกย่องและประเคนตำแหน่งผู้หยั่งรู้ให้กับครุกแมน... และพลอยทำให้เขาอุทิศเวลาส่วนใหญ่ให้กับงานเผยแพร่เศรษฐศาสตร์สู่มวลชน แทนที่จะมุ่งพัฒนาค้นคิดทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ใหม่ๆ เหมือนช่วงที่เขายังไม่เป็นที่รู้จักในภูมิภาคนี้

หลายคนคงฝากความหวังไว้กับปาฐกถาของครุกแมน ว่าจะสามารถฉายภาพเศรษฐกิจไทย และภูมิภาคเอเชียให้เห็นกันล่วงหน้าได้ ทั้งๆ ที่ครุกแมนเองมิได้เป็นผู้พยากรณ์วิกฤตเศรษฐกิจล่วงหน้า ...ไม่รู้ว่าจะโทษสื่อของเราดีหรือไม่ ที่ไม่สามารถเข้าถึงเนื้อหาเชิงทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ในบทความของครุกแมนอย่างแท้จริง หรือว่าต้องการเพียงเพื่อปั่นราคาครุกแมนให้สมกับค่าบัตรเข้าฟังกันแน่