|
||||||||||||
|
งานสงกรานต์ที่มัณฑะเลย์
คอลัมน์ คนเดินตรอก โดย วีรพงษ์ รามางกูร ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2 วันที่ 02 พฤษภาคม 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 3684 (2884) พรรคพวกที่เคยไปเรียนหนังสืออยู่ที่มหาวิทยาลัยคอร์แนล มลรัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ชวนกันไปเที่ยวงานสงกรานต์ ที่เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า เพราะมีเพื่อนชาวพม่าคนหนึ่ง เคยไปทำปริญญาเอกทางประวัติศาสตร์ และเช่าบ้านอยู่กับเพื่อนคนไทย เดี๋ยวนี้เป็นใหญ่เป็นโตถึงอธิบดีกรมศิลปากรของประเทศพม่า คณะเรามีอยู่ด้วยกัน 5 คน นั่งเครื่องบินออกจากกรุงเทพฯไปที่ย่างกุ้ง ไปนมัสการพระธาตุชเวดากอง ซึ่งพระนางชินสอบูได้ทรงสร้างเสริมขึ้นอย่างที่เห็นในปัจจุบัน เป็นที่ประดิษฐานพระบรมเกศาธาตุ ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่สวยงาม ยังไม่เคยเห็นพระบรมเจดีย์ที่ใด จะสวยงามได้สัดส่วนอย่างนี้มาก่อน แล้วก็ไปนมัสการพระธาตุสุเลกลางเมืองย่างกุ้ง พวกเราไปเยี่ยมชาวมอญนอกเมืองย่างกุ้ง ซึ่งกำลังจัดงานบวชลูกแก้วอยู่ ผมกับอาจารย์ฉลาดชาย รมิตานนท์ ซึ่งมีเลือดมอญปากลัด พระประแดง พอจะฟังและพูดมอญได้บ้างงูๆ ปลาๆ ก็ส่งภาษามอญกับชาวบ้านรอบๆ ย่างกุ้ง พอจะรู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง แต่เขาก็ดีใจที่มีลูกมอญจากเมืองเสียม (เมืองไทย) มาเยี่ยมเยียน พาลงไปนั่งล้อมวงรับประทานอาหารมอญ มีแกงใส่น้ำมันถั่วลิสงบ้าง ใส่กระทิบ้าง น้ำพริกงาปิ (กะปิ) แกงส้มใส่ใบกระเจี๊ยบ เราสองคนก็คุยแบบงูๆ ปลาๆ กับมอญที่ย่างกุ้งต่อไป มีผู้หญิงวัยกลางคนมานั่งพัดให้ สักพักหนึ่งเขาก็มีขบวนแห่เข้ามาในงานบนแคร่ที่หามมาเป็นพ่อเฒ่า หรือ "อาโน๊ก" อายุ 102 ปี ทางมอญเขานับถือคนมีอายุ พ่อเฒ่าผู้นี้มีอาวุโสที่สุดในตำบลนี้ เมื่อนำพ่อเฒ่าลงในที่ที่สมควรเรียบร้อยแล้ว "อาโน๊ก" ก็กล่าวให้ศีลให้พร แล้วก็พา "ลูกแก้ว" ไปวัดเพื่อบวชเป็นสามเณร ที่นี่เขาถือว่าบวชเณรสำคัญกว่าบวชพระ เพราะพระบวชแล้วบวชเลย จึงมีคนบวชไม่มาก อิ่มบุญที่ได้มาทำกับมอญบรรพบุรุษข้างมารดา ได้กรวดน้ำให้คุณตากับคุณยายด้วย เย็นลงไปที่สถานีรถไฟย่างกุ้ง สถานีรถไฟย่างกุ้งใหญ่โตโอ่โถงกว่าสถานีหัวลำโพง นั่งรถไฟชั้นหนึ่ง เป็นรถด่วน ออกจากสถานีย่างกุ้งราวๆ 18.30 น. เห็นจะได้ ผู้โดยสารส่วนมากเป็นชาวต่างประเทศ มีพม่านุ่งโสร่งไปด้วย 2-3 คน มาลงสถานีมัณฑะเลย์ราวๆ 08.30 น.เช้าวันรุ่งขึ้น เพื่อนชาวพม่ามายืนยิ้มเผล่รอพวกเราอยู่ที่ชานชาลา หลังจากทักทายกันแล้วก็พาเรานั่งรถม้าไปเข้าพักที่ "โรงแรมมัณฑะเลย์" ซึ่งเป็นโรงแรมของรัฐบาล เป็นตึกสองชั้นอยู่ติดกับคูล้อมรอบกำแพงพระราชวังเมืองมัณฑะเลย์ซึ่งยังมีสภาพสมบูรณ์อยู่มาก ที่พม่านั้นงานสงกรานต์เป็นงานใหญ่ กระทรวงทบวง กรมจะหยุดงาน 15 วัน คือก่อนวันเถลิงศก 7 วัน และหลังวันเถลิงศก 7 วัน รวมเป็น 15 วัน เรามาถึงเขาฉลองกันไปได้ 5 วันแล้ว งานสงกรานต์เป็นงานขึ้นปีใหม่ของคนไต มอญ พม่า ไทย ลาว ซึ่งถือเอาวันที่ 13-14-15 เมษายน มีการแห่นางสงกรานต์ และเศียรของท้าวกบิลพรหม รอบเมืองเหมือนๆ กันหมดทุกแห่ง เคยถามอาจารย์เทพย์ สาริกบุตร ว่า ทำไมพวกเราถึงได้ถือเอาวันที่ 13 เมษายนเป็นวันปีใหม่ ท่านอธิบายดังนี้ คำว่า "สงกรานต์" เป็นคำภาษาสันสกฤต "สง" หรือ "สม" แปลว่าเท่ากัน "กรานต์" หรือ "กรานติ" คือ "ความเอียง" เป็นหน่วยวัดความเอียงของชาวภารต ดังนั้น "สงกรานต์" ก็แปลว่า มีความเอียง หรือกรานติเท่ากัน หรือองศาเท่ากัน กล่าวคือ เป็นวันที่แกนโลกตั้งฉากกับพระอาทิตย์ โลกไม่เอียงเหนือ หรือเอียงใต้ จึงเป็นวันที่ทั่วโลกกลางวันกับกลางคืนเท่ากัน ภาษาฝรั่งเรียกว่า "equinox" นับเอาตำแหน่งพระอาทิตย์เป็นวันที่ 13 เมษายน เวลาที่แกนโลกตั้งฉากกับดวงอาทิตย์ เป็นจุดเริ่มต้นของราศีเมษเรื่อยๆ ไป จนมาครบปี แล้วก็ถือว่าวันเวลาดังกล่าวเป็นวันขึ้นปีใหม่ วันเวลาที่กลางวันกลางคืนเท่ากันทั่วโลกที่ว่านี้ คำนวณไว้กว่า 2,000 ปี มาแล้ว ดังปรากฏในคัมภีร์สุริยยาตรของพราหมณ์ในชมพูทวีป และถือเอาว่าวันเวลาที่โลกมีเวลากลางวันกลางคืนเท่ากันนั้นคงที่คือวันที่ 13 เมษายนของทุกปี ความจริงวันเวลาที่กลางวันกลางคืนเท่ากันนั้นเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ ประมาณ 50 ลิปดา ขณะนี้วันที่กลางวันกลางคืนเท่ากันหรือ equinox จะตกอยู่ที่วันที่ 21 มีนาคม ไม่ใช่วันที่ 13 เมษายนแล้ว แต่ทางเรายังถือเอาวันที่พระอาทิตย์โคจรเข้ากลุ่มดาวฤกษ์ที่เป็นรูปแพะเป็นต้นราศีเมษอยู่ ส่วนโหราศาสตร์สากลถือเอาวันที่กลางคืนกลางวันเท่ากันคือวันที่ 21 มีนาคมเป็นต้นราศีเมษ ไม่ยึดถือกลุ่มดาวฤกษ์อีกต่อไป โหรทางตะวันตกคือที่ยุโรป ถือเอาความจริงที่ว่าวันเวลาที่โลกมีกลางวันกลางคืนเท่ากันเป็นวันที่พระอาทิตย์เริ่มเข้าสู่ราศีเมษ ราศีเมษ และราศีอื่นจึงเคลื่อนที่ไปเรื่อย ปีละประมาณ 50 ลิปดา ภาษาดาราศาสตร์ของพราหมณ์เรียกว่า อายนางศะ ระบบปฏิทินดาราศาสตร์แบบนี้เรียกว่า ระบบ "สายนะ" ส่วนระบบที่ยึดถือว่าราศีเมษและราศีอื่นอยู่คงที่ ตามกลุ่มดาวฤกษ์ตั้งแต่เริ่มต้นคำนวณโดยโบราณจารย์เมื่อ 2,000 กว่าปีก่อนอยู่คงที่ที่วันที่ 13 เมษายน ระบบนี้เรียกว่าระบบ "นิรายนะ" เวลาหนังสือพิมพ์ไทยของเราไปลอกคำทำนายมาจากหนังสือพิมพ์ว่าผู้ที่เกิดเมื่อพระอาทิตย์อยู่ราศีเมษ คือผู้ที่เกิดระหว่างวันที่ 21 มีนาคมถึงวันที่ 20 เมษายน ก็อย่าสงสัยเลยเป็นระบบสายนะของโหรฝรั่ง ส่วนระบบนิรายนะแบบของเรา ผู้เกิดราศีเมษคือผู้ที่เกิดระหว่างวันที่ 13 เมษายนถึงวันที่ 14 พฤษภาคม ปฏิทินโหรจึงมี 2 ระบบคือ ระบบแขกกับระบบฝรั่ง ดังที่กล่าวมาโหรไทยของเราเป็นระบบแขก เมื่อมาถึงโรงแรมเรียบร้อยแล้ว ก็นั่งรถม้าไปรับประทานอาหารกลางวันที่บ้านเพื่อนชาวพม่า ภรรยาของเขาออกมาต้อนรับ เธอพูดอังกฤษไม่ได้ ยกสำรับเมี่ยงออกมาให้รับประทานเล่นก่อน เมี่ยงที่ยกมาต้อนรับคงจะเป็นเมี่ยงทรงเครื่อง คือมีถั่วลิสงคั่วและกุ้งแห้งเป็นเครื่องเคียงด้วย ไม่ใช่มีแต่ใบเมี่ยงกับเกลือแบบที่เคยอมที่เชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอนของเรา เมื่อรับประทานอาหารกลางวันแบบพม่าซึ่งมี "ข้าวเส้น" น้ำข้น มีผักกะหล่ำปลีซอยเป็นฝอย ถั่วงอก ถั่วพู เรียบร้อยแล้ว เราก็ผลัดผ้าเป็นโสร่งหรือ "ลงกี" แบบพม่า ออกเล่นสงกรานต์แบบพม่าทันที เพื่อนชาวพม่าเช่ารถปิกอัพพวงมาลัยขวาพาเราขับไปตามถนน ที่กระบะตั้งตุ่มให้เอาไว้สาดเล่น ออกไปเพียง 2-3 นาทีก็เปียกโชก นุ่งโสร่งแบบมอญ-พม่าก็สะดวกดี ที่เมืองมัณฑะเลย์ทางการเปิดหัวดับเพลิงสาธารณะให้ประชาชนเอาน้ำไปสาดกันอย่างเต็มที่ ทุกถนนซึ่งตัดเป็นตาหมากรุกคลาคล่ำไปด้วยประชาชน มีรถทหารทั้งเล็กและใหญ่ตั้งตุ่มน้ำไว้สาดกัน วิ่งขวักไขว่ไปมาเต็มไปหมด บนรถมีทั้งหนุ่มสาวนุ่งโสร่งและผ้าถุง ใส่เสื้อรัดรูปเกล้าผมมวยประดับด้วยดอกเอื้องสวยงาม เปียกปอนไปหมด พวกเราก็สนุกสนานกับเขาอย่างเต็มที่ รถวิ่งมาถึงวัดกุโสดอ ชื่อเหมือนวัดที่มังสินธู ครูของจเด็จเป็นเจ้าอาวาสในเรื่องผู้ชนะสิบทิศของยาขอบ พวกเราหยุดรถเข้าไปในวัด เพื่อจุดธูปเทียนบูชาพระที่วิหาร วัดนี้เป็นอารามหลวงที่พระเจ้ามินดง ทรงสร้างขึ้นเป็นที่สังคายนาพระไตรปิฎก แล้วจารึกไว้เป็นภาษาบาลีแต่ใช้อักษรมอญบนแผ่นหินอ่อน ตั้งไว้ในกูบปูนเรียงรายไว้อย่างสวยงาม เป็นระเบียบเรียบร้อยถึงกว่า 2,000 กูบ ออกจากวัดกุโสดอก็นั่งรถขึ้นไปบนเขาที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางทำนาย มีพระพุทธรูปปางประทับยืนชี้นิ้วลงมาที่พระราชวังมัณฑะเลย์ เชื่อกันว่าพระพุทธองค์เคยเสด็จมาที่นี่ แล้วทรงชี้นิ้วทำนายว่าที่เมืองมัณฑะเลย์นี้ จะเป็นเมืองที่เป็นศูนย์กลาง ความเจริญรุ่งเรืองของพุทธศาสนา ตอนเย็นกลับไปรับประทานอาหารเย็นที่บ้านเพื่อนพม่า ภรรยาเขาก็เอื้อเฟื้อเตรียมไว้ต้อนรับอย่างเต็มที่ กลางคืนเมืองมัณฑะเลย์ทั้งเมืองประดับประดาด้วยประทีปโคมไฟ สว่างไสวไปทั้งเมือง ประชาชนหญิงชายหนุ่มสาวแต่งตัวตามประเพณีพม่าสวยงามออกมาเดินตามถนนเต็มไปหมด แต่ไม่มีการสาดน้ำแล้ว ตามถนนหนทางมีการสร้างเวทียกพื้นบนถังน้ำมัน มีมหรสพ การละเล่นเต็มไปหมด การแสดงบางอย่างก็เหมือนลิเก ละครชาตรี และโขน เรื่องรามเกียรติ์ของพม่า แล้วแต่เราจะเลือกดู พวกเรามาหยุดดูการละเล่นคล้ายๆ ลำตัด หรือเพลงฉ่อยของเรา คือมีการร้องโต้กันระหว่างแม่เพลงกับพ่อเพลง คนดูกันแน่นขนัด เสียดายที่ฟังภาษาพม่าไม่ออก แต่เพื่อนพม่าอธิบายว่าเป็นการเอาเรื่องพุทธประวัติ และชาดกมาถามและโต้ตอบกัน ไม่มีคำหยาบคายแบบลำตัดของเรา คงจะเหมือนทะแยมอญที่เคยฟังที่ปากลัด แต่ก็ไม่แน่ใจนัก กลับถึงโรงแรมที่พักก็เกือบเที่ยงคืนแล้ว วันรุ่งขึ้นเพื่อนชาวพม่าเอารถมารับเพื่อไปเยี่ยมหมู่บ้านในเขตไทยใหญ่ หรือไตหลวง ออกมาจากมัณฑะเลย์ไม่ไกล ก็เข้าในเขตไทยใหญ่หรือไตหลวง ไปพบกับชาวบ้านเป็นคนหนุ่มสาว พูดกันพอรู้เรื่องหากเขาพูดช้าๆ ชาวไทยใหญ่เอาเมี่ยงและน้ำชาออกมาต้อนรับ จากนั้นก็ขึ้นไปบนเขาสูงแบบภูกระดึง พวกอังกฤษขึ้นไปสร้างเมืองอยู่บนนั้น ตั้งชื่อตามนายพลทหารอังกฤษว่า "เมย์ เมียว" หรือนครเมย์ตามชื่อนายพลเมย์ บนนั้นเป็นที่ราบกว้างใหญ่ มีบ้านทรงฝรั่งสมัยอาณานิคมเรียงรายตามถนน มีสนาม มีต้นไม้และดอกไม้เมืองหนาวปลูกไว้เป็นระเบียบอย่างสวยงาม อากาศเย็นเหมือนกับฤดูใบไม้ผลิที่อังกฤษ เดี๋ยวนี้กลายเป็นโรงแรมสำหรับตากอากาศ พวกเราเข้าพักที่นี่คืนหนึ่ง ตอนเย็นรับประทานอาหารที่โรงแรม มีอาหารฝรั่งและน้ำชาอย่างดีจากซีลอนไว้บริการด้วย ได้พบกับผู้ดีชาวพม่าที่มาจากอังกฤษและมาพักผ่อนที่นี่อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน พูดอังกฤษได้ดีก็เลยคุยกันสนุก ตอนเช้าอากาศเย็นมาก มีหมอกลงสวยงามราวกับอยู่บนสวรรค์ ตอนสายจึงมีแดดและหมอกจางลง เมื่อรับประทานอาหารเช้าแบบอังกฤษคือมีแต่ขนมปังกับน้ำชา แล้วก็กลับลงมาที่มัณฑะเลย์อีก การเล่นสาดน้ำยังดำเนินต่อไป เพื่อนชาวพม่าพาไปชมพระราชวังมัณฑะเลย์ สร้างประมาณรัชกาลที่ 3 พระเจ้ามินดงย้ายราชธานีมาจากเมืองอมรปุระฝั่งเดียวกับมัณฑะเลย์ ตรงข้ามแม่น้ำอิรวดี เป็นเมืองอังวะ พระราชวังเดิมถูกกองทัพญี่ปุ่นทิ้งระเบิด เพราะเป็นที่ตั้งของกองบัญชาการทหารอังกฤษ ไฟไหม้ไปหมดแล้ว เดี๋ยวนี้ทางรัฐบาลพม่าได้สร้างขึ้นมาใหม่ ใหญ่โตมียอดสูง ข้างหน้ามีปืนใหญ่ พม่ายึดมาจากไทยเมื่อคราวกรุงแตกครั้งที่ 2 ประสาทราชมณเฑียรยกพื้นสูงราว 1 เมตร ส่วนพระแท่นของจริงอังกฤษเอาไปไว้ในพิพิธภัณฑ์ที่ลอนดอน ที่เหลือจากไฟไหม้มีแห่งเดียวคือ พระตำหนักของพระนางศุภยรัต มเหสีของพระเจ้าสีป่อ กษัตริย์องค์สุดท้ายของพม่า พระตำหนักเป็นไม้สักทองทั้งหลัง เพื่อนชาวพม่าพาไปดูลายจำหลักลายไทยฝีมือช่างไทยจากอยุธยาด้วย สวยงามแตกต่างจากลายพม่า แต่ก็เข้ากันได้ดี ที่เหลือที่สมบูรณ์ก็กำแพงวัง ซึ่งเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างยาวกว่าพระบรมมหาราชวังของเรามาก คูรอบวังยังสมบูรณ์ดีแบบคูเมืองเชียงใหม่ กลับไปรับประทานข้าวบ้านเพื่อน ภรรยาของเขาฝึกวิปัสสนาสมาธิมานาน จึงนั่งทางในดูลายมือทำนายโชคชะตาให้ด้วยเป็นที่สนุกสนาน ทางพม่าเชื่อหมอดูมาก วันรุ่งขึ้นมีขบวนแห่นกปลาเพื่อนำไปปล่อย มีหนุ่มสาวและเด็กแต่งตัวด้วยแพรพรรณสดใส ถือกรงนก ขวดโหลใส่ปลา เพื่อนำไปปล่อยเป็นขบวนยาว ที่น่าแปลกใจคือไม่มีดนตรีเป็นขบวน เดินไปเงียบกริบ ดูสวยงามมาก นำนกปลาไปปล่อย วันนี้ไม่มีการสาดน้ำแล้ว วันรุ่งขึ้นไปนมัสการ "พระมหามุนี" เพื่อนชาวพม่าใช้เส้นพาขึ้นไปปิดทองถึงองค์พระ ทุกเช้า จะมีพิธีเช็ดพระพักตร์ พระพุทธรูปทรงเครื่ององค์นี้ แล้วคนเช็ดพระพักตร์ก็โยนผ้าเช็ดพระพักตร์ลงมาให้แย่งกันเอาไปบูชา พระมหามุนีองค์จริงที่พระเจ้าอลองพญายึดมาจากยะไข่ ถูกไฟไหม้ไปแล้ว องค์นี้เป็นองค์จำลอง พระมหามุนีนี้ชาวพม่าเคารพนับถือมากเพราะมีตำนานเล่าว่าพระพุทธองค์ทรงเป็นผู้เททองเองที่เมืองยะไข่ มีเรื่องเล่าอีกมากแต่เนื้อที่หมดแล้ว
|