หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
จี-8 ยกธงขาวยอมปลดหนี้โลก

คอลัมน์ เดินคนละฟาก  โดย กมล กมลตระกูล  ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3701 (2901)

ในการประชุมกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมที่พัฒนาแล้ว 8 ประเทศที่กรุงลอนดอน เมื่อวันเสาร์ที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมานี้ ที่ประชุมได้มีมติยอมปลดหนี้ให้กลุ่มประเทศที่ยากจนที่สุดจำนวน 18 ประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในทวีปแอฟริกาตอนล่าง เป็นเงินประมาณ 4 หมื่นล้านเหรียญ หรือ 1.6 ล้านๆ บาท

การปลดหนี้ครั้งนี้ถือว่าเป็นชัยชนะขององค์กรเอ็นจีโอทั่วโลกที่ได้พยายามรณรงค์ และผลักดันให้ประเทศเจ้าหนี้ที่ได้สร้างระบบการค้าและกติกาการค้าที่ไม่เป็นธรรม ในการยึดครองแหล่งทรัพยากรอันมั่งคั่งรวมทั้งแร่ธาตุและน้ำมันในประเทศด้อยพัฒนา มาผูกขาดขายในราคาแพง เช่น น้ำมัน จนทำให้ประเทศเหล่านี้ขาดรายได้ที่จะนำมาพัฒนาคนและพัฒนาประเทศให้เจริญต้องกลายเป็นหนี้อย่างมหาศาล

นายบ๊อบ เกลดอฟ นักรณรงค์ด้านต่อต้านความยากจน ผู้เคยจัดงานร็อกคอนเสิร์ตหาเงินได้หลายล้านเหรียญมาช่วยเหลือชาวอัฟกันผู้อดอยากขาดอาหารกล่าวว่า "พรุ่งนี้ประชากรจำนวน 280 ล้านคนจะตื่นขึ้นมาแล้วลืมตาดูโลกเป็นครั้งแรกโดยไม่มีหนี้สินติดตัว"

นายเกลดอฟ มีโครงการจะจัดร็อกคอนเสิร์ตอีก 8 ครั้ง เริ่มตั้งแต่เดือนหน้าเป็นต้นไปเพื่อหาเงินมาช่วยชาวอัฟกันที่ยังเป็นโรคขาดอาหารอีกจำนวนมาก รวมทั้งเป็นการสร้างแรงกดดันการประชุมซัมมิตของกลุ่มประเทศจี-8 ในวันที่ 6-8 เดือนกรกฎาคม ที่เมืองกลีนีเกิล ประเทศสกอตแลนด์ เพื่อให้ประเทศเหล่านี้เลิกตั้งเงื่อนไขในการปลดหนี้ และเพิ่มเงินช่วยเหลือต่อประเทศที่ยังยากจนให้มากขึ้นอีกด้วย

"หนี้ต่างประเทศเหล่านี้นี่เองที่เป็นโซ่ตรวนพันธนาการให้ประชาชนและประเทศด้อยพัฒนาไม่สามารถพัฒนาให้พึ่งพาตัวเองได้ โดยยอดหนี้ของประเทศกำลังพัฒนารวมกันแล้วมียอดสูงถึง 2.4 ล้านๆ เหรียญ หรือ 100 ล้านๆ บาท" (คิดเป็นงบประมาณแผ่นดินไทย 100 ปี)

ตัวเลขในปี 2002 ประเทศกำลังพัฒนาต้องจ่ายคืนเงินต้นและดอกเบี้ยให้กับประเทศอุตสาหกรรมสูงถึง 9 หมื่น 5 พันล้านเหรียญ อันที่จริงประเทศกำลังพัฒนาและด้อยพัฒนาส่วนใหญ่ไม่สามารถจ่ายหนี้คืนได้ แต่ธนาคารโลกไม่ต้องการให้ระบบการเงินในประเทศเจ้าหนี้พังครืน จึงได้ปล่อยกู้เพิ่มให้ประเทศเหล่านี้ไปจ่ายหนี้ต่างประเทศให้ประเทศเจ้าหนี้

ประธานาธิบดีคลินตันก็เคยใช้นโยบายนี้ต่อประเทศเม็กซิโกเมื่อครั้งเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในประเทศเม็กซิโกในช่วงทศวรรษ 1990 เพื่อปกป้องธนาคารแห่งอเมริกา และธนาคารซิตี้แบงก์ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ใหญ่ของเม็กซิโกมิให้ล้มละลาย โดยมีเงื่อนไขการปล่อยกู้ว่าเม็กซิโกต้องทำสัญญาขายน้ำมันล่วงหน้าให้สหรัฐเป็นเวลา 20 ปี ในราคาบาร์เรลละ 12 เหรียญ (ได้กำไรบานตะไทเลย ครับ)

มติของกลุ่มประเทศจี-8 จะต้องนำเสนอเข้าที่ประชุมประจำปีของไอเอ็มเอฟ ธนาคารโลกและธนาคารเพื่อพัฒนาแอฟริกา ที่จะมีขึ้นในเดือนกันยายน 2005 นี้

อย่างไรก็ตาม มติของกลุ่มประเทศจี-8 ก็ใช่ว่าจะปลดหนี้ให้เปล่าๆ แต่เป็นข้อเสนอที่มีเงื่อนไขว่า ประเทศที่เข้าข่ายจะได้รับการปลดหนี้ จะต้องผ่อนจ่ายหนี้ตามสัญญาโดยไม่มีการติดค้างจนถึงเดือนกันยายนที่จะมีการประชุมกลุ่มนายธนาคาร

นอกจากนี้ประเทศเหล่านี้ยังต้องดำเนินนโยบายเปิดประเทศอย่างเสรีให้กับการลงทุนของต่างชาติ แปรรูปการสาธารณูปประโภคทั้งปวง และส่งเสริมนโยบายเศรษฐกิจการผลิตเพื่อการส่งออกแทนการผลิตเพื่อการบริโภคภายในประเทศ

อันที่จริงนโยบายข้างต้นเหล่านี้นี่เองที่ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาและด้อยพัฒนาทั้งปวงตกอยู่ใน "กับดักหนี้" และกลายเป็น "บ่วงหนี้" จนถอนตัวไม่ขึ้น

องค์กรจูบิลี่ เซาท์ ซึ่งเป็นองค์กรเอ็นจีโอที่รณรงค์ให้มีการปลดหนี้ของประเทศโลกที่ 3 ทั้งโลก เพราะว่าหนี้เหล่านั้นเกิดจาก "กับดักหนี้" ที่ประเทศอุตสาหกรรมวางกับดักไว้โดยดำเนินการผ่านนโยบาย และเงื่อนไขของธนาคาร โลก และธนาคารเพื่อการพัฒนาทั้งหลาย ในเรื่องการผลักดันโครงการเมกะโปรเจ็กต์ ในเรื่องการประเมินให้เรตติ้งความน่าเชื่อถือของประเทศ

ประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายจำต้องดำเนินนโยบายการเงินด้านมหภาค เพื่อให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์การประเมินและการให้เรตติ้งของสถาบันการเงินระหว่างชาติ ซึ่งบางครั้งไม่ได้เป็นผลดีต่อภาคประชาชน หรือเป็นการแย่งชิงงบประมาณจากภาคชนบทไปสร้างสาธารณูปโภค เพื่อให้บริการบริษัทข้ามชาติที่เข้ามาลงทุน เป็นต้น

ในแถลงการณ์ขององค์กรจูบิลี่ เซาท์ ต่อมติการปลดหนี้ของกลุ่มประเทศ จี-8 ว่า ผลกระทบจากนโยบายมหภาคข้างต้นในหลายๆ ประเทศ ต้อง แลกด้วยอธิปไตยของชาติไปขึ้นต่อบริษัทข้ามชาติ แลกด้วยระบอบประชาธิปไตย และการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยการปราบปรามประชาชนที่คัดค้านโครงการขนาดใหญ่ที่จะส่งผลต่อวิถีชีวิต และทำลายสิ่งแวดล้อมในชุมชนของตน เป็นต้น

นอกจากนี้การปลดหนี้ครั้งนี้ยังไม่ครอบคลุมอีก 6 ประเทศในเอเชียที่มีธนาคารอินเตอร์อเมริกันแบงก์ และเอดีบีเป็นเจ้าหนี้ โดยไม่มีคำอธิบาย

ในแถลงการณ์ได้กล่าวต่อไปว่า หนี้จำนวน 4 หมื่นล้านเหรียญเป็นจำนวนจิ๊บจ๊อยอย่างน่าอับอายเมื่อเทียบกับงบประมาณทางด้านการทหารของกลุ่มประเทศจี-8 ในปี 2004 ของสหรัฐ มียอดสูงถึง 4 แสนล้านเหรียญ และงบประมาณทางทหารของอีก 6 ประเทศรวมกัน อีก 2 แสนล้านเหรียญ (ไม่รวมของรัสเซีย)

ไม่เพียงแค่นั้น หนี้ที่ปลดให้นี้ยังเป็นการทยอยปลด โดยการจัดสรรงบประมาณจ่ายคืนให้ธนาคารเจ้าหนี้เพียงปีละ 1 หมื่นล้านเหรียญ

ในขณะที่สถาบันการเงินในกลุ่มประเทศจี-8 เหล่านี้ได้รับเงินดอกเบี้ยที่ไม่รวมเงินต้นจากกลุ่มประเทศด้อยพัฒนาและกำลังพัฒนามากถึงปีละ 2 หมื่น 3 พันล้านเหรียญ (2003)

จูบิลี่ เซาท์ยังกล่าวต่อไปอีกว่า แถลงการณ์ของกลุ่มประเทศจี-8 ไม่แสดงการรับรู้ถึงสาเหตุที่มาของหนี้ และความยากจนของประเทศโลกที่ 3 ว่ามีประวัติศาสตร์ และสาเหตุทางโครงสร้างมาอย่างไร

การไม่ยอมรับรู้ถึงสาเหตุแห่งความยากจนและหนี้สินของประเทศโลกที่ 3 เท่ากับเป็นการยืนยันว่า กลุ่มประเทศจี-8 ยังร่วมมือกันเพื่อผลักดันให้ประเทศโลกที่ 3 ทางใต้ดำเนินนโยบายที่นำไปสู่ "กับดักหนี้" และความยากจนในอนาคตต่อไป

จูบิลี่ เซาท์สรุปว่า การปลดหนี้ของกลุ่มประเทศ จี-8 ครั้งนี้ เป็นเพียงนโยบายสร้างภาพเพื่อโฆษณาชวนเชื่อเท่านั้น แต่ยังคงรักษาเงื่อนไขหลักๆ ทางด้านเศรษฐกิจมหภาคที่สอดคล้องกับวาระและกรอบคิดที่ตนยังสามารถควบคุมเศรษฐกิจของประเทศโลกทางใต้ได้อีกต่อไป

จูบิลี่ เซาท์ ขอเสนอเรียกร้องให้กลุ่มประเทศ จี-8 ยกเลิกหนี้ของประเทศโลกที่ 3 ทั้งหมดใน 160 ประเทศ อย่างไม่มีเงื่อนไข

เรียกร้องให้กลุ่มประเทศ จี-8 และสถาบันการเงินระหว่างประเทศเลิกใช้เงินกู้เป็นเครื่องมือวางเงื่อนไขให้ประเทศโลกที่ 3 ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ให้เปิดตลาดและการลงทุนให้บริษัทข้ามชาติอย่างเสรีโดยปราศจากการควบคุมคุ้มครองการผลิต และตลาดภายในประเทศ หรือการลงทุนที่ทำลายวิถีชีวิตชุมชน และทำลายสิ่งแวดล้อม (เช่น กรณีเหมืองโพแทช)

ประการสุดท้าย จูบิลี่ เซาท์ ย้ำว่า ประเทศกลุ่ม จี-8 เป็นหนี้ประเทศทางใต้ หรือโลกที่ 3 เพราะว่าความมั่งคั่งในประเทศอุตสาหกรรมที่พัฒนาแล้วล้วนสูบมาจากทรัพยากร แผ่นดิน ผืนป่า และแรงงานของกลุ่มประเทศโลกที่ 3 ทั้งสิ้น

ดังนั้นการ "ปฏิเสธหนี้" หรือ "ชักดาบ" หนี้ระหว่างประเทศจึงเป็นหนทางเดียวที่ประเทศโลกที่ 3 สามารถที่จะก้าวเดินหน้าพัฒนาประเทศต่อไปได้อย่างมีศักดิ์ศรี มีอิสรภาพ และพึ่งตนเองได้

ครับ ประเทศไทยเรา คนไทยเราเป็นคนหน้าบาง ก็คงต้องก้มหน้าใช้หนี้ (น้ำมัน) ต่อไป เรามีก๊าซธรรมชาติ เรามีน้ำมัน (พล.อ.เปรม เคยประกาศว่า ไทยจะโชติช่วงชัชวาลแล้ว) เรามีโรงกลั่น แต่เป็นของต่างชาติไปเสียเกือบทั้งหมด และเราก็ต้องก้มหน้าก้มตาซื้อทรัพยากรของเราเองด้วยเงินดอลลาร์และในราคาตลาดโลก

กฟผ. ก็กำลังจะถูกแปรรูป ประปาก็แปรรูปไปแล้ว ทางด่วนก็ถูกแปรรูปไปแแล้ว สนามบินต่อไปก็อยู่ในแผนแปรรูปอีก

แถลงการณ์ของจูบิลี่ เซาท์ ไม่ได้เกินเลยความจริงไปเลย ครับ

หน้า 2