|
||||||||||||||
|
ดัชนีความสุข
คอลัมน์ ดุลยภาพดุลยพินิจ โดย นวลน้อย ตรีรัตน์ มติชนรายวัน วันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9972 ท่ามกลางความหวาดวิตกของประชาชนหลายกลุ่มต่อภาวะเศรษฐกิจไทย อันเป็นผลหลักๆ มาจากผลกระทบของปัญหาที่ยังไม่สามารถคาดการณ์หรือควบคุมได้ ทั้งปัญหาของราคาน้ำมันที่ยังคงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนรัฐบาลต้องออกมารณรงค์ ให้ประชาชนประหยัดในการใช้พลังงาน และน้ำมัน ไม่เช่นนั้นอาจจะต้องเผชิญกับมาตรการที่เข้มงวด และปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดภาคใต้ซึ่งยังคงอยู่ในระดับค่อนข้างรุนแรง ตัวเลขทางเศรษฐกิจหลายตัว บ่งชี้ถึงปัญหาความไม่มีเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจที่เพิ่มมากขึ้น และการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ลดลง ทั้งเรื่องการขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัด ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนตัวลง เงินเฟ้อและดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น หนี้ครัวเรือนที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และสุดท้ายอัตราการเจริญเติบโตในไตรมาสแรกที่อยู่เพียงแค่ร้อยละ 3.3 และการส่งออกที่เริ่มชะลอตัวลง ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นมีค่าลดลง ในการพัฒนาเศรษฐกิจที่ผ่านมา ตัวเลขอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ และรายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากรเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา ทั้งนี้เพราะดัชนีชี้วัดในเรื่องรายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากรมักจะถูกใช้เพื่อเป็นดัชนีชี้วัดถึงมาตรฐานการครองชีพที่เพิ่มมากขึ้น กล่าวอย่างง่ายๆ ก็คือถ้ามีรายได้สูงขึ้นหรือรวยขึ้นแล้ว น่าจะหมายถึงว่ามนุษย์น่าจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และน่าจะหมายถึงความสุขที่เพิ่มมากขึ้นด้วย ในหนังสือเรื่อง Happiness: Lessons from a New Science ซึ่งเขียนโดย Richard Layard(สำนักงานวางแผนเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ทำสรุปสาระสำคัญใส่ไว้ใน website ของสภาพัฒน์แล้ว) ศาสตราจารย์ทางเศรษฐศาสตร์ท่านนี้ ได้แสดงให้เห็นว่า สำหรับประเทศตะวันตกในช่วง 50 ปีที่ผ่านมานั้น ถึงแม้รายได้เฉลี่ยต่อหัวจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องถึงสองเท่าตัว แต่ระดับของความสุขไม่ได้เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด และในงานของ Blanchflower และ Oswald ซึ่งตีพิมพ์ใน Journal of Public Economics ในปี 2004 ก็ได้ชี้ว่าในกรณีของสหรัฐอเมริการะดับความสุขน่าจะลดลงตั้งแต่ทศวรรษ 1970 อย่างไรก็ตาม ในหนังสือของศาสตราจารย์ Layard นั้น ศึกษาประเทศตะวันตกเป็นหลัก แต่ยังคงชี้ว่าระดับความสุขโดยเฉลี่ยของประเทศที่รายได้สูงยังคงสูงกว่าประเทศที่มีรายได้ต่ำ นั่นแสดงให้เห็นว่าระดับรายได้เฉลี่ย น่าจะมีผลต่อระดับของความสุขของประชากรในประเทศ ที่มีรายได้ต่ำสูงกว่าในประเทศที่มีรายได้สูง แม้ว่านักสังคมศาสตร์ในสาขาอื่นๆ จะให้ความสนใจในการศึกษาในเรื่องความสุขมาเป็นเวลาที่ค่อนข้างยาวนานแล้ว แต่ในอดีตนักเศรษฐศาสตร์ไม่ได้คิดว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องศึกษาเกี่ยวกับความสุข และคิดว่าความสุขน่าจะเป็นสิ่งเดียวกันกับความพึงพอใจที่ได้รับจากการมีเสรีภาพในการเลือกที่จะบริโภคสินค้าและบริการ และความสามารถที่จะบริโภคสินค้าและบริการเหล่านั้น ในช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมา มีนักเศรษฐศาสตร์จำนวนไม่น้อยทีเดียวที่เข้ามาศึกษาเกี่ยวกับการนิยาม การวัดความสุข การหาปัจจัยที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความสุข และการเสนอแนวนโยบายที่รัฐควรดำเนินการเพื่อเพิ่มความสุขให้กับประชาชน การศึกษาเหล่านี้เรียกว่าเศรษฐศาสตร์ที่ว่าด้วยความสุข (Economics of Happiness) ทั้งนี้ การใช้รายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากรเป็นเครื่องมือวัดความกินดีอยู่ดีของประชากร ได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอด ว่าน่าจะมีผลเพียงบางส่วนเท่านั้น สหประชาชาติได้มีการพัฒนาตัวชี้วัดความกินดีอยู่ดีเพิ่มมากขึ้น โดยใช้ตัวชี้วัด 3 ตัวคือ ช่วงอายุ(ชีวิต)ของประชากร ระดับการศึกษาและรายได้ที่แท้จริง เรียกว่า Human Development Index (HDI) มาเป็นดัชนีวัดความกินดีอยู่ดีของประชากรในประเทศต่างๆ อย่างไรก็ตาม Blanchflower และ Oswald ได้โต้แย้งว่าการใช้ดัชนี 3 ตัวนี้ไม่น่าจะเพียงพอในการวัดความสุขของคนได้ ในงานวิจัยเรื่อง Happiness and the Human Development Index: the Paradox of Australia (NBER working paper 11416) ทั้ง 2 ได้พยายามพิสูจน์โดยใช้กรณีของประเทศออสเตรเลีย ซึ่งถูกจัดอยู่อันดับ 3 ของโลกในปี 2004 โดยดัชนี HDI ประเทศที่อยู่อันดับหนึ่งคือ นอร์เวย์ตามด้วยสวีเดน ส่วนสหรัฐอเมริกาอยู่อันดับ 8 และญี่ปุ่นอันดับ 9 Blanchflower และ Oswald ใช้ข้อมูลการสำรวจของ International Social Survey Programme (ISSP) ซึ่งจัดทำข้อมูลในปี 2002 โดยสำรวจประเทศจำนวน 35 ประเทศ ด้วยจำนวนตัวอย่างรวมแล้วประมาณ 50,000 ตัวอย่าง มีคำถามที่ให้ผู้ตอบแบบสอบถามตอบที่สำคัญประมาณ 5 เรื่องด้วยกันคือ 1. ให้ประเมินว่าระดับความสุขของตนเองโดยทั่วไปอยู่ตรงไหน คะแนนอยู่ในช่วง 1-7 2. ให้ประเมินว่าระดับความพึงพอใจต่อชีวิตครอบครัวเป็นอย่างไร คะแนนอยู่ในช่วง 1-7 3. ให้ประเมินว่าระดับความพึงพอใจในงานที่ทำเป็นอย่างไร คะแนนอยู่ในช่วง 1-7 4. ให้ประเมินว่าระดับความตึงเครียดของงานอยู่ที่ระดับไหน คะแนนอยู่ในช่วง 1-5 5. ให้ประเมินว่าระดับความเหนื่อยจากการทำงานในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาเป็นอย่างไร คะแนนอยู่ในช่วง 1-4 ผู้ศึกษาทั้ง 2 ท่านสมมุติว่า ถ้าให้ดัชนีทั้ง 5 ข้อ เป็นดัชนีที่ชี้วัดถึงความสุข เขาพบว่า ออสเตรเลียเกือบจะอยู่อันดับบ๊วย ในเรื่องความพึงพอใจต่องาน ส่วนดัชนีระดับความสุขโดยทั่วไปอยู่ระดับตรงกลางๆ ทั้ง 2 ท่านได้แสดงให้เห็นว่าการศึกษาเรื่องความสุขของมนุษย์นั้นจะต้องมีการศึกษาเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะปัจจัยทางด้านสังคม ทั้งนี้ เพราะว่าปัจจัยทางสังคมไม่ได้มาพร้อมกับป้ายราคา การศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องนี้น่าจะช่วยให้รัฐบาลในประเทศต่างๆ สามารถดำเนินนโยบายที่สอดคล้องกับการสร้างความสุขของคนในสังคมได้ ข้อสรุปเหล่านี้สอดคล้องกับงานของ Layard ซึ่งได้ชี้ไว้โดยอาศัยงานศึกษาทางด้านจิตวิทยาสมัยใหม่ ที่กล่าวว่าความสุขของคนมาจากปัจจัยที่มีมากกว่าตัวเงิน เช่นคนเป็นสัตว์สังคม ที่ต้องการมีเพื่อน มีครอบครัว มีการทำงาน ดังนั้นปฏิสัมพันธ์ต่อเรื่องราวเหล่านี้จะส่งผลต่อระดับความสุขของคนในสังคม มีข้อสังเกตเกี่ยวกับการศึกษาปัจจัยทางสังคมเหล่านี้ กล่าวคือปัจจัยทางสังคมเหล่านี้ จะสามารถวัดได้โดยต้องพึ่งการประเมินของแต่ละบุคคลหรืออัตวิสัยของผู้นั้น ปัจจัยเหล่านี้จึงมีลักษณะที่ไม่คงที่ มีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอด และอาจจะมีความแตกต่างกันในแต่ละสังคมขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมของแต่ละสังคมด้วย แต่ก็ยังคงลักษณะบางประการที่มีลักษณะร่วมกันในแต่ละประเทศและค่อนข้างคงที่ เช่น คนต้องการความมั่นคง ในงาน ในครอบครัว และในสภาพแวดล้อมทางสังคม และต้องการอยู่อาศัยในสภาพสังคมที่สามารถไว้วางใจผู้อื่นได้ ดังนั้น นโยบายบางประการที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งเหล่านี้แม้ว่าจะมีส่วนในการเพิ่มตัวเลขอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเพิ่มความสุขให้กับคนในสังคมได้ การศึกษาเรื่องความสุขจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการติดตาม สอบถาม และพยายามสร้างดัชนีความสุขเหล่านี้ขึ้นมา เพื่อใช้เป็นรากฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม และรวมถึงใช้เป็นฐานข้อมูลในการประเมินสิ่งที่เราเรียกว่า ต้นทุนทางสังคม เพราะในปัจจุบันมักจะมีแนวโน้มในการประเมินสิ่งต่างๆ โดยดูจากผลตอบแทนทางเศรษฐกิจเป็นหลัก เพราะเอาเข้าจริงๆ หลายๆ โครงการที่คิดว่าให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูง อาจจะสร้างต้นทุนทางสังคมในระดับสูงก็ได้ จึงทำให้ความสุขของคนในสังคมติดลบไปโดยปริยาย หน้า 6
|