|
||||||||||||||
|
ไทยกับ OIC (1)
มุมมุสลิม จรัญ มะลูลีม มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 25 ฉบับที่ 1297 สืบเนื่องจากสถานการณ์ความรุนแรงในภาคใต้ตอนล่างของไทย ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากแถลงการณ์ ขององค์การการประชุมอิสลาม (Organization of the Islamic Conference) หรือ OIC โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในกรณีมัสญิดกรือเซะ ตำบลตันหยงลูโล๊ะ จังหวัดปัตตานี ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 32 คน และกรณีการชุมนุมที่เกิดขึ้นที่อำเภอตากใบ จนนำไปสู่การเสียชีวิตของผู้ชุมนุมจำนวน 81 คน (เสียชีวิตในขณะที่มีการสลายม็อบจำนวน 6 คน และเสียชีวิตขณะถูกลำเลียงไปค่ายอิงคยุทธบริหารจำนวน 75 คน) ทั้งสองเหตุการณ์เกิดในปี 2547 ในระยะเวลาห่างกันไม่กี่เดือน (28 เมษายน และ 25 ตุลาคม 2547) จากเหตุการณ์ดังกล่าว อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศของไทย นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย ได้ส่งตัวแทนพิเศษ (Special envoy) ประกอบด้วย นายนิสสัย เวชชาชีวะ อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย นายมหดี วิมานะ อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน และผมไปพบ นายเอ็กมิลิดดีน อิห์ซาโนกลู เลขาธิการ OIC ชาวตุรกี เพื่ออธิบายถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ในสี่จังหวัดภาคใต้ของไทย ที่กรุงญิดดะฮ์ (Jedda) เมืองท่าริมทะเลแดง ประเทศซาอุดีอาระเบีย พร้อมกันนี้กระทรวงการต่างประเทศได้เชิญคณะเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ OIC ให้เดินทางมาเยือนไทย เพื่อรับทราบถึงสถานการณ์จริง ทั้งนี้ OIC ได้ส่งคณะเจ้าหน้าที่ของตนมาเยือนในระหว่างวันที่ 2-13 มิถุนายน 2548 คณะเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ OIC ประกอบไปด้วย นายซัยยิด กาซิม อัลมัสริ (Syed Gasim Almasri) เป็นหัวหน้าคณะ (Head of Delegation) นายซัยยิด กาซิม อัลมัสริ เป็นอดีตผู้ช่วยเลขาธิการ OIC มาก่อน เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ เป็นเอกอัครราชทูตถาวรของอียิปต์ประจำสันนิบาตอาหรับ (Arab League) และเป็นเอกอัครราชทูตอียิปต์ประจำประเทศต่างๆ หลายประเทศ ในคราวที่ผมได้มีโอกาสร่วมเดินทางไปประชุมระดับรัฐมนตรีของ OIC กับ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศของไทย ในฐานะที่ปรึกษาที่ประเทศบูร์กีนาฟาร์โซ แอฟริกาตะวันตกนั้น นายซัยยิด กาซิม อัสมัสริ ได้ทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินการประชุมหลัก นอกจากหัวหน้าคณะแล้วคณะเจ้าหน้าที่ของ OIC ก็ประกอบไปด้วยศาสตราจารย์ ดร.อุมัร ญาห์ (Prof.Dr.Omar Jah) อดีตเอกอัครราชทูตแกมเบียในหลายประเทศ เคยเป็นศาสตราจารย์ทั้งในประเทศแกมเบีย และมาเลเซีย จบการศึกษาทั้งจากอียิปต์ และแคนาดา จึงเชี่ยวชาญทั้งภาษาอาหรับและภาษาอังกฤษ มีความรู้ทางปรัชญาอย่างลึกซึ้ง จากการที่ผมได้ร่วมเดินทางไปพร้อมกับคณะของ OIC พบว่า ศ.อุมัร ญาห์ จะเลือกเสนอความคิดในสถานศึกษา และศูนย์กลางอิสลามเป็นด้านหลัก นายซัยยิด กาซิม อัลมัสริ หัวหน้าคณะเล่าประวัติของ ศ.อุมัร ญาห์ ให้ผมฟังว่าเขาเป็นคนที่มีน้ำอดน้ำทนสูง ด้วยความตั้งใจที่จะมาเรียนในมหาวิทยาลัยอัล-อัซฮัร ในอียิปต์อันเป็นที่นิยมของชาวมุสลิมทั่วโลก ในขณะที่อียิปต์ยังอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ เขาใช้เวลาเดินทางด้วยเท้าเปล่าถึง 2 ปี จึงมาถึงกรุงไคโร โดยที่ทางบ้านคิดว่าเขาอาศัยอยู่ในประเทศโมร็อกโก จากการได้มีโอกาสพูดคุยเป็นเวลานานพบว่า ศ.อุมัร ญาห์ เป็นผู้ที่นิยมแนวทางสันติอย่างยิ่ง นายอับดัลละฮ์ อะห์มัด อัลคารับช์ (Abdalla Ahmad Al-Karabsh) ชาวลิเบีย ผู้อำนวยการแผนกชนกลุ่มน้อยมุสลิม เป็นคนเคร่งขรึมเอาจริงเอาจัง มีข้อมูลเกี่ยวกับชนกลุ่มน้อยมุสลิมจำนวนมาก และศึกษาเรื่องนี้มาเป็นเวลานาน เป็นอดีตตัวแทนของลิเบียประจำประเทศต่างๆ มาแล้วหลายประเทศ นายตอฮีร อะห์มัด ซาอีฟ (Tahir Ahmad Saif) ชาวเยเมน รองผู้อำนวยการแผนกชนกลุ่มน้อยมุสลิม ซึ่งมาปักหลักอยู่ที่นครญิดดะฮ์ เป็นเวลายาวนานเพื่อศึกษาติดตามเรื่องชนกลุ่มน้อยมุสลิม และ นายฮามัด อิบรอฮีม (Hamad Ibrahim) จากหน่วยข่าวอิสลาม (Islamic News Agency) ของ OIC ซึ่งจดบันทึกการเดินทางครั้งนี้อย่างละเอียดทุกขั้นตอน อาจกล่าวได้ว่า แม้ตัวเลขาฯ OIC เองจะมิได้เดินทางมาในครั้งนี้ แต่คณะเจ้าหน้าที่ที่ OIC ส่งมาก็นับได้ว่าเป็นผู้มีประสบการณ์อย่างสูง สำหรับโลกมุสลิม OIC คือสหประชาชาติมุสลิมของพวกเขา OIC มีกองทุนการเงินขนาดใหญ่ ที่จะคอยส่งเสริมสภาพความเป็นอยู่ของชาวมุสลิม ธนาคารเพื่อการพัฒนาอิสลาม (Islamic Development Bank) ซึ่ง ศ.อุมัร ญาห์ เคยเป็นกลุ่มผู้บริหารก็สังกัดอยู่ใน OIC สำหรับนักศึกษาไทยมุสลิมที่เรียนด้านการแพทย์ วิศวกรรม เภสัชกรรม พยาบาล วิทยาศาสตร์ จะสามารถกู้ยืมได้จาก IDB และจะทยอยใช้ทุนคืนเมื่อจบการศึกษาและมีงานทำแล้ว ทุนกู้ยืมดังกล่าวมีมาเป็นเวลานานแล้วในประเทศไทย นอกเหนือไปจากโรงเรียนอื่นๆ ในจังหวัดต่างๆ แล้ว สถานศึกษาบางแห่ง เช่น โรงเรียนอิสลามสันติชน ตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งสอนทั้งสามัญและศาสนาก็ได้รับเงินสนับสนุนก้อนใหญ่จาก IDB เช่นกัน สำหรับผู้ติดตามฝ่ายไทยก็มีผม นายมหดี วิมานะ, นายสุวัฒน์ จิราพันธุ์ อุปทูต ณ กรุงริยาฏ, นายบัญญัติ ยุมยวง กงสุลสถานกงสุลใหญ่ ณ กรุงญิดดะฮ์, นายเปายี แวสะแม ล่ามสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงริยาฏ, นายสืบสกุล คำโมง จากกรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา, นายอิทธิ กวีพลสกุล เลซอง จากสำนักนายกรัฐมนตรี, นายดนัย มู่สา ผู้อำนวยการส่วนยุทธศาสตร์สันติวิธี สภาความมั่นคงแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลอีกจำนวนหนึ่ง ระหว่างการเดินทางหัวหน้าคณะของ OIC นายซัยยิด กาซิม อัลมัสริ จะพูดเสมอว่ารู้จักเรื่องราวความไม่สงบในภาคใต้ของไทย จากสื่อต่างๆ อย่างต่อเนื่อง มีแต่มโนภาพและจินตนาการ คิดไม่ออกว่าชาวไทยมุสลิมมีสภาพที่แท้จริงอย่างไร ก่อนเดินทางกลับหนึ่งวัน นายซัยยิด กาซิม อัลมัสริ บอกกับผมว่ามาเมืองไทยถ้าคิดเป็นตัวเลขคือศูนย์ แต่ก่อนกลับจากศูนย์กลายเป็น 10 คะแนนเต็ม คณะของ OIC ได้ไปเยือนสำนักจุฬาราชมนตรีเป็นแห่งแรก ในวันที่ 2 มิถุนายน 2548 โดยมีสำนักจุฬาฯ และคณะให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นที่คลอง 9 เขตหนองจอก กทม. หลังการแนะนำตัวของทั้งสองฝ่ายก็มีการสรุปถึงอำนาจหน้าที่ การทำงานของสำนักจุฬาฯ ซึ่งมีใจความสำคัญสรุปได้ว่า ชาวไทยมุสลิมมีชีวิตอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญไทยอย่างอิสระเฉก เช่นศาสนิกอื่นๆ ในประเทศ ทุกศาสนาอยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ของพระมหากษัตริย์ไทย รัฐบาลไทยได้จัดสรรที่ดินประมาณ 50 ไร่ ในเขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร ให้สร้างอาคารสำนักจุฬาราชมนตรี หอประชุมและอาคารมัสญิด รวมถึงอาคารอื่นๆ อีกหลายอาคารที่จะก่อสร้างในอนาคตบนที่ดินแปลงนี้ เพื่อใช้บริหารกิจการอิสลามและเป็นสถานที่ใช้ติดต่อกับต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกอาหรับ ตำแหน่งจุฬาราชมนตรีในประเทศไทยได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากพระมหากษัตริย์เกือบ 400 ปีที่ผ่านมา และจุฬาราชมนตรีคนปัจจุบันเป็นคนที่ 17 โดยจุฬาราชมนตรีได้ปฏิบัติหน้าที่ ภายใต้กรอบแห่งกฎหมายของราชอาณาจักรไทย ที่สอดคล้องกับหลักบัญญัติศาสนาอิสลามเกี่ยวกับกฎหมายครอบครัว และเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวกับศาสนาอิสลาม ในเวลาเดียวกัน จุฬาราชมนตรียังดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ซึ่งมีหน้าที่ดูแลมัสญิดในประเทศไทยที่มีมากกว่า 3,600 แห่งทั่วประเทศ นอกจากนี้ ยังเป็นผู้ออกเครื่องหมายฮาลาล ให้แก่อาหารที่ได้รับการรับรองว่าถูกต้องตามบัญญัติศาสนาอิสลาม และสำนักจุฬาราชมนตรี มีหน้าที่รับผิดชอบด้านอื่นๆ อีกมากมาย อาทิ ด้านการเผยแผ่หลักการศาสนาอิสลามที่ถูกต้องทางสถานีโทรทัศน์ สถานีวิทยุประจำวัน และนิตยสารประจำเดือน นอกจากนี้ ยังได้มีการจัดสัมมนา ต้อนรับแขกทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะเยาวชนทางภาคใต้ของประเทศไทย และทุกๆ เดือน จะมีการประชุมผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อตอบปัญหาศาสนาที่หน่วยราชการ และประชาชนทั่วไป สภาพความเป็นอยู่ของชาวไทยมุสลิมมีความสงบสุขและความมั่นคง นอกจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีสภาพเปราะบางและอ่อนไหว โดยรัฐบาลไทยได้ใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น ในการนี้สำนักจุฬาราชมนตรี ได้มีส่วนร่วมที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยนำหลักการที่ถูกต้องของศาสนาอิสลามไปเผยแผ่กับพี่น้องชาวใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเยาวชนและวัยรุ่น หลังการบรรยายสรุป ทางหัวหน้าคณะและคณะของ OIC กล่าวถึงการมาเยือนประเทศไทยว่า เมื่อมาถึงก็ตั้งใจมาเยือนจุฬาราชมนตรี และดีใจที่ได้มาเยี่ยม ขอขอบคุณรัฐบาลไทยที่ได้เชิญ OIC มาติดตามสถานการณ์ และทำอย่างไร OIC จะมีโอกาสร่วมทำให้ภาคใต้เกิดความสงบสุข ทั้งนี้ OIC มีความมุ่งหมายจะเยี่ยมเยือนชาวมุสลิมไทยซึ่งไม่ว่าจะอยู่แห่งหนตำบลใดก็เป็นพี่น้องกัน อย่างไรก็ตาม OIC จะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องในกิจการภายในของไทย ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลจะดำเนินการเอง จากนั้นก็มีการซักถามจากคณะ OIC ในประเด็นต่างๆ และในการตอบประเด็นปัญหาต่างๆ นายประสาร ศรีเจริญ ได้ตอบในนามสำนักจุฬาฯ สรุปได้ดังนี้ พี่น้องมุสลิมในประเทศไทย มีความผูกพันกับรัฐ ไม่เคยมีปัญหาแม้จะเป็นชนส่วนน้อย ในอดีตที่ผ่านมามีชาวมุสลิมเข้าไปอยู่ในตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญหลายคน ในการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม สำนักจุฬาราชมนตรีมีจุดยืนสำคัญได้แก่ การดูแลมัสญิดและพี่น้องมุสลิมในประเทศไทย องค์กรศาสนาอิสลาม มีคณะกรรมการกลาง กรรมการจังหวัด และกรรมการประจำมัสญิด โดยสรุปอาจกล่าวได้ว่า จุฬาราชมนตรีได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการอิสลามทุกจังหวัดที่มีมุสลิม มิใช่จากการชี้นำโดยรัฐ แต่เมื่อได้รับการคัดเลือกแล้ว ก็จะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ โดยพระมหากษัตริย์ หน้า 25 ไทยกับ OIC (2) มุมมุสลิม จรัญ มะลูลีม มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 25 ฉบับที่ 1309 ประเด็นโลกมุสลิมกับโลกร่วมสมัยที่กำลังอยู่ในความสนใจของ OIC และนานาชาติในระยะปัจจุบัน เช่น - เชชเนีย ดาร์ฟู (ภาคใต้ของซูดาน) อาเซอร์บัยญาณ (ปัญหานาโกร์โน คาราบักห์) เลบานอน - ปัญหาการก่อการร้าย ซึ่ง OIC ต่อต้านและประณามการก่อการร้ายและความรุนแรงในนามอิสลาม ต่อต้านกระแสความเชื่อและการนำอิสลามไปผูกโยงกับการก่อการร้ายโดยผลักดันให้ UN ออกข้อมติห้ามการนำอิสลามและศาสนาอื่นๆ ไปเชื่อมโยงกับการก่อการร้าย (Defamation of Religions) ซึ่งสำนักงานข้าหลวงใหญ่ของสหประชาชาติมีข้อมติเกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2548 ที่สำคัญ OIC ยังเรียกร้องให้นานาชาติกำหนดนิยามของการก่อการร้ายให้แน่ชัด โดยแยกจากการต่อสู้เพื่ออิสรภาพที่ชอบธรรม - การช่วยเหลือประเทศมุสลิมที่ประสบภัยสึนามิ - ปัญหาภาพลักษณ์ของโลกมุสลิมในสื่อตะวันตกจากการถูกเชื่อมโยงกับการก่อการร้าย - ปัญหาที่เกิดจากโรคหวาดกลัวอิสลาม (Islamophobia) นับแต่เหตุการณ์ 9/11 เป็นต้นมา โดยเฉพาะในประเทศตะวันตกและกระแสการต่อต้านอิสลาม - แนวคิดอิสลามก้าวหน้า (progressive Islam) ที่เน้นวัฒนธรรมอิสลาม หรืออิสลามหะฏอรี (Islam Hadhari) ซึ่งเสนอโดยมาเลเซีย โดยหลักของแนวคิดนี้ ได้แก่การพัฒนาให้ประชาชาติมุสลิม มีความรู้ความสามารถ และความพร้อมด้านการเมืองเศรษฐกิจ สังคม การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่จะเผชิญกับกระแสโลกาภิวัตน์ พร้อมไปกับการยึดมั่นในหลักศาสนาและคุณธรรมอิสลาม - การผลักดันแนวความคิดเรื่องหนทางแห่งปัญญาสู่สายกลาง (Enlightened Moderation) ซึ่งเสนอโดยประธานาธิบดีเพอร์เวซ มุชัยร็อฟ (Pervez Musharraf) ของปากีสถาน มีสาระหลักได้แก่ การหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับโลกตะวันตก โดยประเทศมุสลิมจะร่วมกันต่อต้านมุสลิมที่มีแนวคิดสุดโต่ง แนวคิดก่อการร้าย และแนวคิดใช้ความรุนแรง โดยจะเร่งให้มีการปฏิรูปภายใน ในขณะที่ประเทศตะวันตกก็ต้องแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับประเทศอิสลามด้วยความเป็นธรรม ทั้งนี้ แนวคิดดังกล่าวได้รับการรับรองโดยที่ประชุมสุดยอดสามัญที่ปุตราจายา มาเลเซีย ในปี 2546 มาแล้ว - การสนับสนุนให้มีที่นั่งสำหรับประเทศ OIC ในคณะมนตรีความมั่นคงโดย OIC พยายามผลักดันในเรื่องนี้โดยเห็นว่า โลกมุสลิมมีประชากร 1 ใน 5 ของโลก จึงควรมีตัวแทนใน UNSC และ UNSC ควรมีตัวแทนของอารยธรรม (civilization) ต่างๆ รวมทั้งของกลุ่มอิสลามด้วย ประเด็นอื่นๆ ที่นำมากล่าวถึงได้แก่ เศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม กิจกรรมทางวัฒนธรรม ข่าวสาร สารนิเทศ การท่องเที่ยว การศึกษา สาธารณสุข กีฬา และเยาวชน ในโลกมุสลิมและกิจกรรมของ OIC ในด้านเหล่านี้ สำหรับสาระสำคัญที่มีการนำเสนอโดย นายเอ็กมิเล็ดดิน อิห์ซานูกลู (Ekmeleddin Ihsanoglu) เลขาคนปัจจุบันของ OIC ในการประชุมครั้งล่าสุด ได้แก่การปรับโครงสร้างของ OIC เสียใหม่ โดยนายอิห์ซานูกลู มองว่าหากดูที่จำนวนประเทศแล้ว OIC เป็นรองแค่สหประชาชาติเท่านั้น แม้ว่าในแง่ของงบประมาณจะเทียบไม่ได้กับสหประชาชาติก็ตาม ข้อเสนออื่นๆ ที่มีการพูดกันอย่างแพร่หลายก่อนหน้าการประชุมแล้วได้แก่การปรับปรุงกฎบัตรของ OIC และพิจารณาชื่อขององค์การเสียใหม่เพราะคำว่าองค์การการประชุมอิสลามนั้น ดูเหมือนจะเป็นการรวมกันเฉพาะกิจมากกว่าจะเป็นองค์การที่มีความยั่งยืนถาวร ทั้งๆ ที่จุดมุ่งหมายของ OIC อยู่ที่การลงความเห็นร่วมกันของสมาชิกในโลกมุสลิม ในการประชุมของคณะกรรมการผู้มีชื่อเสียงของ OIC (OIC Commission of Emiment Persons - CEP) ที่มาเลเซียในปี 2003 นั้น สามประการที่ OIC ต้องการจะปรับเปลี่ยนใหม่ได้แก่กฎบัตร การเปลี่ยนชื่อองค์การ และการตัดสินใจในประเด็นปัญหาสำคัญๆ ที่ท้าทายองค์การที่มีสมาชิกถึง 57 ประเทศแห่งนี้ ทั้งนี้ ดาโต๊ะ เสรี ซัยยิด หะมิด อัลบาร์ รัฐมนตรีต่างประเทศของมาเลเซีย ได้พูดถึงข้อเสนอดังกล่าวแก่สมาชิกของ OIC ที่เยเมน ว่า มาเลเซียในฐานะประธานการประชุมสุดยอดสามัญครั้งที่ 10 เป็นผู้รับผิดชอบในการจัดตั้งคณะกรรมการผู้มีชื่อเสียงขอ OIC และเป็นผู้จัดประชุมให้กับคณะกรรมการดังกล่าวซึ่งมีการพูดคุยกันในประเด็นสำคัญๆ อันได้แก่การเตรียมยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการซึ่งจะทำให้ประชาคมอิสลาม (Islamic Ummah) ได้เตรียมแผน ซึ่งมีความครอบคลุมในการสนับสนุนนโยบายแก่สังคมโดยทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายในสังคมอิสลาม เช่น การส่งเสริมความรอบรู้ในเรื่องความเป็นสายกลาง การปรับปรุงระบบของ OIC รวมทั้งระบบการเงินและเงินที่มีผู้อุทิศให้ซึ่งใช้อยู่ในกิจการและโครงการต่างๆ ของ OIC สำหรับสมาชิกคณะกรรมการผู้มีชื่อเสียงของ OIC ประกอบด้วยบุคคล 17 คน ที่มาจากสมาชิกของ OIC จากภูมิภาคเอเชีย แอฟริกา และอาหรับ บุคคลเหล่านี้มาจากอิหร่าน อินโดนีเซีย คาซัคสถาน ตุรกี ปากีสถาน บูร์กินาฟาโซ แกมเบีย ซูดาน เซเนกัล ซาอุดีอาระเบีย ปาเลสไตน์ โมร็อกโก กาตาร์ อียิปต์ และเยเมน ในการประชุมของคณะกรรมการดังกล่าวเลขาธิการ OIC ได้รับเชิญให้เข้าร่วมและเป็นประธานร่วมกับมาเลเซีย โดยการประชุมได้มีขึ้นเมื่อวันที่ 27-29 มกราคม 2005 ในขณะที่การประชุมครั้งที่สองมีขึ้นที่กรุงอิสลามาบัดในวันที่ 28-29 พฤษภาคม 2005 หัวข้อสำคัญที่มีการอภิปรายอย่างกว้างขวางและได้รับการยอมรับของคณะกรรมการผู้มีชื่อเสียงของ OIC ได้แก่ - การท้าทายของศตวรรษที่ 21 - นโยบายและโครงการต่างๆ ในการส่งเสริมความเป็นสายกลาง - การปฏิรูปและปรับปรุง OIC ในส่วนของการท้าทายของศตวรรษที่ 21 จะเกี่ยวข้องอยู่กับการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ การศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสื่อ สำหรับนโยบายและโครงการต่างๆ ในการส่งเสริมความเป็นสายกลางจะประกอบด้วยการศึกษาศาสนาอิสลาม สถาบันวิจัยอิสลาม ปัญญาชนนักวิชาการ สื่อมวลชน การสื่อสารและองค์การการเผยแพร่ศาสนา (Da"wah) การศึกษาและความสันติ บทบาทของสตรีและเด็กในส่วนของการปฏิรูปก็จะข้องเกี่ยวอยู่กับกฎบัตรของ OIC สำนักงานเลขาธิการ สาขาใหม่ๆ ภารกิจใหม่ของผู้สังเกตการณ์ ปรับแก้กรม กองต่างๆ ที่มีอยู่แล้ว การนำมติและข้อตกลงทางการเงินมาใช้ รวมทั้งกองทุนอาสา นอกจากนี้ คณะกรรมการยังได้ยอมรับข้อเสนอสำคัญๆ อื่นๆ ซึ่งได้แก่การนำเอาข้อปฏิบัติสากลที่ดีมาใช้ ซึ่งรวมทั้งการต่อสู้กับการฉ้อโกง ส่งเสริมการตรวจสอบ และความโปร่งใสทั้งในภาคเอกชนและภาครัฐ ศึกษาการปฏิบัติที่ดีในหมู่สมาชิกของ OIC ในเรื่องธรรมาภิบาล รวมทั้งหนทางในการเสริมสร้างศักยภาพในประเทศต่างๆ ของ OIC ที่พัฒนาน้อยที่สุด เพิ่มความเข้มแข็งให้กับประชาธิปไตย ประชาสังคม การมีส่วนร่วมทางการเมืองและการให้ความเคารพต่อสิทธิมนุษยชน ความโน้มเอียงที่ห้อมล้อมอยู่ในหมู่อุมมะฮ์ (ประชาชาติอิสลาม) ที่จะเข้าสู่การก่อการร้าย จะต้องได้รับการตรวจสอบผ่านแนวทางต่างๆ เชิญชวนมหาอำนาจให้พูดถึงที่มาของการก่อการร้ายและเพิ่มความร่วมมือจริงจังกับ OIC ในการต่อสู้กับการก่อการร้าย ส่งเสริมการตีความอิสลามซึ่งเน้นย้ำที่ความสุข ความไม่รุนแรงและทำให้หลักการหรือโครงการที่ส่งเสริมความสมดุล ร่วมสมัย และวัฒนธรรมอิสลามที่มีความครอบคลุม และกว้างขวาง คือแนวคิดอิสลามหะฏอรี (Islam Hadhari approach) ขจัดความยากจนผ่านมาตรการต่างๆ เช่น การเสริมสร้างศักยภาพ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม การปฏิรูปที่ดิน ฯลฯ ส่งเสริมภาคเอกชนให้มีส่วนต่อการวิจัยและพัฒนา พิจารณาถึงยุทธศาสตร์ที่เหมาะสม รวมทั้งการเข้าไปเกี่ยวข้องอยู่ในอาชีพต่างๆ ที่มีอยู่เพื่อพัฒนาภาพพจน์ของอิสลามและชาวมุสลิมในตะวันตกและส่วนอื่นๆ ที่มิได้อยู่ในโลกมุสลิม ส่งเสริมการสนทนาระหว่างศาสนากับตะวันออกและตะวันตก ส่งเสริมสังคมแห่งการเกื้อกูลกัน (Caring Society) ซึ่งวางอยู่บนหลักการความยุติธรรมทางสังคม ความเห็นใจ ความหลากหลายระหว่างตัวบุคคล วัฒนธรรม ศาสนาและอารยธรรม จะต้องได้รับการยอมรับในฐานะข้อแนะนำที่จะเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เพื่อเคารพถึงความแตกต่าง และเพื่อที่จะส่งเสริมปฏิสัมพันธ์แห่งความสงบสุข การร่วมมือและการสนทนาทั้งหมดนี้ เป็นการสะท้อนถึงคำสอนและคุณค่าที่เป็นสากลของอิสลาม บูรณาการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งข้อมูลและเทคโนโลยีสื่อสารให้เข้าไปสู่สถาบันการศึกษาของอิสลาม การสถาปนานักคิด (Think-Tank) ของ OIC เพื่อจุดมุ่งหมายของการสนับสนุนความคิดอิสลาม รวมทั้งส่งเสริมความพยายามในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุดมการณ์และการท้าทายทางปัญญาที่เผชิญอยู่กับอุมมะฮ์ จะต้องมีการปรับปรุงปฏิรูปและทำให้ OIC เข้มแข็ง รวมทั้งความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงกฎบัตรของ OIC และชื่อของ OIC ซึ่งได้กล่าวมาแล้วข้างต้น รักษาบรรทัดฐานของสมาชิก และส่งเสริมลักษณะนิสัยแบบอิสลาม มีหน่วยงานบริหารที่ประกอบด้วยการประชุมสุดยอดรัฐมนตรี ประเทศที่ร่วมกันเป็นเจ้าภาพของ OIC และเลขาธิการจะต้องถูกตั้งขึ้นมา เพื่อนำเอาข้อตัดสินของการประชุมสุดยอดและการประชุมระดับรัฐมนตรีไปใช้ รัฐสมาชิกจะต้องให้ความสนใจต่อการมีส่วนร่วมในการประเมินอำนาจที่ได้รับมอบตามเวลาและสถานที่ หน้า 25 ไทยกับ OIC (3) มุมมุสลิม จรัญ มะลูลีม มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 08 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 25 ฉบับที่ 1299 หลังการนำเสนอของ นายศิริชัย โชติรัตน์ นายเชิดพันธ์ ณ สงขลา และวีดิทัศน์ว่าด้วยเหตการณ์ในสามจังหวัดและแนวทางแก้ไขของ กอ.สสส.จชต. แล้ว ทางหัวหน้าคณะของ OIC ก็ได้กล่าวสรุปถึงการมาประเทศไทย ว่า การมาครั้งนี้สืบเนื่องจากที่ตัวแทนรัฐมนตรีต่างประเทศของไทยไปพบเลขาธิการ OIC เพื่ออธิบายถึงเหตุการณ์ความรุนแรงที่มัสญิดกรือเซะและที่ตากใบ อัลมัสริ กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวได้ปลุกเร้าความรู้สึกแก่โลกมุสลิม และเนื่องจากจะมีการประชุม OIC ที่เยเมน OIC จึงรับคำเชิญและให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงของ OIC มาประเทศไทย และเป็นการเยี่ยมเยือนในเวลาเดียวกัน หน้าที่ของเราจึงเป็นผู้มาดูเหตุการณ์ที่กรือเซะ และตากใบ รวมถึงมาตรการการเยียวยาด้วย กระนั้นก็ตาม ทาง OIC จะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับกิจการภายใน และให้การเคารพบูรณภาพของดินแดนและอธิปไตย (ของไทย) เขากล่าวต่อไปว่าในการมาที่นี่นั้นเรามาดูและมาฟังมากกว่าที่จะมาพูด จากนั้นเราก็จะบอกกับเลขานุการ ซึ่งเลขานุการจะเป็นผู้รายงานต่อการประชุมคณะรัฐมนตรี OIC ต่อไป อัลมัสริ กล่าวว่า ในการใช้กำลังนั้นพวกเรารู้ว่ามันมีมาตรฐานสูงสุด เราอยากรู้ว่ามีความจำเป็นในการใช้กำลังหรือไม่ รวมทั้งการลงโทษว่าเหมาะสมต่อผู้กระทำอย่างไร สำหรับในเรื่องการเยียวยานั้น อัลมัสริกล่าวว่า ทุกคนรู้ว่าชีวิตทุกชีวิตมีค่า ในคัมภีร์อัลกุรอานบอกว่า การเสียชีวิตของคนหนึ่งคนก็เท่ากับการเสียชีวิตของมนุษย์ทั้งมวล พวกท่านก็รู้ว่าการเสียชีวิตเป็นอย่างไร ดังนั้น การลงโทษควรมีความเหมาะสม ผมรู้ว่ามันเป็นการยากที่จะจัดการกับฝูงชน เพราะสิ่งนี้อยู่นอกเหนือการควบคุม แต่ก็ควรมีมาตรการไม่ให้ออกนอกไปจากการควบคุม ในเรื่องนี้นายศิริชัย ได้ตอบแก่คณะของ OIC ในส่วนที่ยังไม่ได้อธิบายในตอนต้นว่าข้อห่วงใยในเรื่องสิทธิมนุษยชนนั้นรัฐธรรมนูญไทยให้สิทธิ และให้ความเคารพต่อสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ กรณีของภาคใต้จะแก้ไขโดยสันติวิธี ทั้งนี้ เราจะไม่ละเลยกรณีที่มีการสูญหาย รวมทั้งกรณีของทนายสมชายด้วย ผู้ว่าราชการเชิดพันธ์ ได้กล่าวขอบคุณอัลมัสริ พร้อมกับกล่าวว่า ทางจังหวัดและส่วนราชการ จะดำเนินการด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน ทั้งก่อนหน้านี้และต่อๆ ไป เป็นโอกาสอันดีที่ OIC ได้มาเห็นข้อเท็จจริงต่างๆ ทั้งนี้ จังหวัดมีนโยบายส่งเสริมทั้งสามวัฒนธรรม (พุทธ อิสลาม และจีน) ต่อมา ศ.อุมัร ญาห์ ที่ขณะนี้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาของเลขาธิการ OIC ได้กล่าวถึงการเดินทางมาในครั้งนี้ว่า เป็นการมาเพื่อรับทราบข้อเท็จจริง และกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า OIC ถูกกดดันจากสมาชิกให้มารับทราบข้อมูลและเพื่อเสนอข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงและอยากเห็นชาวมุสลิมในภาคใต้มีชีวิตอยู่อย่างสันติ จบท้ายด้วยคำพูดของอัลมัสริที่ว่า OIC ให้ความสำคัญกับชนกลุ่มน้อยทั่วโลกโดยเฉพาะชนกลุ่มน้อยในประเทศไทย เมื่อรับทราบถึงเหตุการณ์ที่ตากใบ-กรือเซะก็ตกใจ แต่ OIC ไม่สนับสนุนการเข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจการภายใน OIC ต้องการรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทยเอง ต่อมาคณะของ OIC ได้ไปละหมาดร่วมกันที่มัสญิดกลางปัตตานี ซึ่งได้รับการต้อนรับจากอิมาม และคณะด้วยความอบอุ่น สำหรับอัลมัสริและคณะของ OIC ทั้งหมดแล้ว การได้ไปละหมาดวันศุกร์พร้อมกับชาวมุสลิมเป็นความสุขของพวกเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้สนทนาเป็นภาษาอาหรับกับผู้บริหารมัสญิดที่สามารถพูดภาษาอาหรับได้ โดยส่วนหนึ่งจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย อัล-อัซฮัรของอียิปต์ เหมือนกับอัลมัสริ และ ศ.อุมัร ญาห์ คณะของ OIC ใช้เวลาอยู่ในมัสญิดและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับผู้มาละหมาดอยู่พักใหญ่ จึงได้เดินทางกลับไปรับประทานอาหารที่โรงแรมซีเอส ปัตตานี ก่อนจะออกเดินทางไปที่โรงแรม อัลมัสริให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่าการมาประเทศไทยครั้งนี้ถือว่าเป็นการเจรจาที่สร้างสรรค์ (constructive dialogue) ได้รับการต้อนรับอย่างดี มีการนำเสนออย่างตรงไปตรงมา และ OIC เองก็ต้องการรับฟังจากทุกแหล่งข่าว อย่างหนึ่งที่ผมได้เห็นในฐานะผู้ร่วมเดินทางไปด้วยกันก็คือ ผมรู้สึกว่า อัลมัสริได้แลเห็นความอิสระของสื่อไทยที่สามารถตั้งคำถามได้ทุกประเด็น สำหรับ ศ.อุมัร ญาห์ ได้บอกกับผมว่า การที่ได้เห็นหน้าชาวมุสลิมทำให้รำลึกถึงพระเจ้า ได้แลเห็นสิ่งต่างๆ ทำให้ประจักษ์ในสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง ในการมาเยือนวิทยาลัยอิสลามศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานีนั้น ดร.อิสมาแอ อาลี ได้นำเสนอเป็นภาษาอาหรับ ในขณะที่ ดร.อิบรอฮีม ณรงค์รักษาเขต สรุปเป็นภาษาอังกฤษ เนื้อหาสำคัญของการก่อตั้งวิทยาลัยอิสลามศึกษา ก็เพื่อให้สถาบันแห่งนี้เป็นผู้นำของสถาบันการศึกษาชั้นสูงด้านอิสลาม ที่มุ่งหมายจะผลักดันให้เกิดการพัฒนาชุมชนไทยมุสลิม และภูมิภาคที่วางอยู่บนความเท่าเทียมกันในศาสนาอิสลาม ความสำคัญคือ การปฏิบัติตามภารกิจของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (Prince of Songla University) ที่มุ่งผลิตผู้สำเร็จการศึกษาที่มีคุณภาพ เป็นศูนย์กลางในการให้บริการทางการศึกษา เสริมสร้างจริยธรรมและศีลธรรมของชุมชน รวมทั้งสร้างความเข้าใจต่อกันและกันในหมู่พลเมืองของไทย พร้อมกันนี้ก็มีจุดมุ่งหมายที่จะรักษา และส่งผ่านค่านิยมบนพื้นฐานของวัฒนธรรมมุสลิม และการปฏิบัติตามหลักการของอิสลาม วิทยาลัยมีจุดมุ่งหมายที่จะผลิตผู้สำเร็จการศึกษาด้านอิสลามศึกษาเพื่อสนองตอบต่อความจำเป็นของชาติ และเพื่อให้การบริการแก่หน่วยงานของรัฐและหน่วยงานเอกชนทั้งในระดับประเทศและในระดับระหว่างประเทศ สำหรับจำนวนนักศึกษาของวิทยาลัยนั้นมีทั้งชายและหญิง ปัจจุบันวิทยาลัยอิสลามศึกษามีนักเรียนทั้งสิ้น 1,084 คน เป็นนักศึกษาชาย 393 คน และหญิง 691 คน ซึ่งเข้ามาเป็นนักศึกษาในปีการศึกษา 2547 หลังการนำเสนอของผู้บริหารวิทยาลัยแล้ว อัลมัสริกล่าวว่า ขอบคุณที่ได้มีกำหนดการมาที่นี่ มิฉะนั้นการมาที่ปัตตานีก็จะไม่สมบูรณ์ โดยอัลมัสริได้กล่าวต่อคณาจารย์ว่า การมาที่นี่ก็เพื่อจะรายงานกับ OIC อย่างตรงไปตรงมาไม่มีการบิดเบือนและรายงานถึงสภาพชุมชนมุสลิมโดยทั่วไป เราขอขอบคุณรัฐบาลไทยที่ให้ความสะดวก ช่วยเหลือและให้การต้อนรับอย่างดี ซึ่งทำให้ได้ข้อมูลไม่เฉพาะจากรัฐบาลเท่านั้น แต่ได้จากทุกภาคส่วนโดยไม่มีอุปสรรคใดๆ เมื่อขอพบใครก็ได้พบ อัลมัสริได้ตั้งคำถามแก่ฝ่ายบริหารว่า มีงานอะไรบ้างที่รองรับนักศึกษาเหล่านี้ หรือว่ามีงานอะไรที่เปิดกว้างสำหรับพวกเขา พร้อมกับตั้งคำถามและให้คำตอบไปในตัวเสร็จว่า แรงผลักดันของนักศึกษานั้นเป็นไปเพื่อวัตถุหรือเพื่อความรู้ ถ้าเป็นทั้งสองอย่างก็ยิ่งดี พร้อมกับกล่าวว่ารู้สึกประทับใจในวิดีทัศน์ที่ทางมหาวิทยาลัยนำเสนอ ทางฝ่ายผู้บริหารของวิทยาลัยอิสลามได้ตอบโดยมีเนื้อหาสรุปได้ว่า นับจากปี 1989 เป็นต้นไปวิทยาลัยอิสลามศึกษา ได้ผลิตนักศึกษาเกือบพันคน ส่วนใหญ่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในงานการบริการสังคม ในขณะที่อีกบางส่วนทำงานทั้งในภาครัฐ และภาคเอกชน อย่างเช่นเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ ครูหรืองานด้านอื่นๆ ที่คล้ายคลึงกัน ที่สำคัญก็คือ จำนวนนักศึกษาที่จบจากที่นี่มีอยู่ไม่ถึงร้อยละ 5 ที่ยังรอการทำงานอยู่ ทำให้ OIC รู้สึกดีใจเนื่องจากได้รับฟังมาว่านักศึกษา นักเรียนอิสลามศึกษามักจะหางานทำไม่ได้ ซึ่งก็ค้านกับความเป็นจริงอย่างมาก นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังมีโครงการต่างๆ ที่จะดึงดูดนักศึกษาต่างชาติให้มาศึกษาที่นี่ด้วย โดยจะมีการสอนทั้งภาษาอาหรับ อังกฤษและมาเลย์ รวมทั้งโครงการที่จะเปิดการเรียนการสอนในสาขาวิชาสันติศึกษาในระดับการศึกษาชั้นสูงอีกด้วย ศ.อุมัร ญาห์ ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า มีความรู้สึกประทับใจ ไม่คาดคิดว่าจะเห็นวิทยาลัยอันงดงาม ที่อุทิศให้แก่อิสลามศึกษาในประเทศ ซึ่งตัวของ ศ.อุมัร ญาห์ เองบอกว่า ตำแหน่งสุดท้ายของเขาคือ การเป็นศาสตราจารย์ด้านความคิดอิสลามและวัฒนธรรม (Islamic Thought and Civilization) และทำงานกับ ศ.อัล-อะตาซ นักวิชาการด้านอิสลามศึกษาที่มีชื่อเสียงของมาเลเซีย เขากล่าวต่อไปว่า เขาได้เห็นโอกาสของการเคลื่อนไหวไปในทางที่ถูกต้องดังที่หัวหน้า OIC ได้บอกถึงภารกิจแล้ว เราควรดูต่อไปว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับโลกมุสลิมโดยเฉพาะ แต่การมาที่นี่ไม่มีโอกาสคุยได้นานกว่านี้ แต่ความสนใจก็มุ่งอยู่ที่การศึกษา สำหรับ ศ.อุมัร ญาห์ โลกมุสลิมกำลังเผชิญอยู่กับการถูกเข้าใจผิด โดยเขาได้บอกต่อไปว่าอิสลามมิใช่อะไรนอกจากชีวิตเองอิสลามมาเพื่อสอนถึงชีวิตมนุษย์ที่ถูกนำทางโดยพระเจ้า ซึ่งนำทางมนุษย์อย่างถูกต้องไปยังความคิดเดียวอันประกอบไปด้วยอิสลาม ความศรัทธา และอิห์ซาน (คุณธรรม) ด้วยความรัก (in love) ด้วยความเมตตา (in mercy) และด้วยความร่วมมือ (in cooperation) โลกที่เราอยู่ทุกวันนี้ต้องให้ความเคารพ ให้ความเข้าใจต่อกันและกัน เพราะเรามาจากผู้สร้างองค์เดียวกัน เราทำงานไม่ได้ถ้าไม่รู้จักกัน เราเผชิญกับโลกทุกวันนี้ที่ท้าทายด้วยความจริง ลัทธิโลกนิยม (Secularism) มิได้แยกศาสนาออกจากการเมืองเท่านั้น แต่ก่อให้เกิดความไร้ศาสนา (irreligious) และไม่ให้เกียรติแก่พระเจ้าด้วย โดยเฉพาะนักคิดแนวโลกาภิวัตน์ ศ.อุมัร ญาห์ มุ่งหมายให้คนหนุ่มสาวหลุดพ้นจากการยึดติดโลก จนต้องละทิ้งศาสนา พร้อมกับบอกว่าอิสลามทำให้ชีวิตของเราสมบูรณ์ และอิสลามเน้นให้มนุษย์มีชีวิตอยู่อย่างสันติ (to live in peace) ด้วยเหตุนี้โลกปัจจุบันจึงจำเป็นจะต้องเข้าใจทรรศนะที่มีเหตุผลและสร้างสรรค์ของอิสลาม (sensible contructive Islamic world view) ด้วยเช่นกัน หลังการนำเสนอแนวคิดของ ศ.อุมัร ญาห์ ซึ่งมีกลิ่นอายทางวิชาการสอดแทรกอยู่ด้วยแล้ว คณะของ OIC ก็เดินทางต่อไปยังมัสญิดกรือเซะ อันเป็นมัสญิดประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยตำนาน และโศกนาฏกรรมของมนุษย์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หน้า 25 ไทยกับ OIC (4) มุมมุสลิม จรัญ มะลูลีม มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 25 ฉบับที่ 1301 ในทางประวัติศาสตร์ อัฮหมัด สมบูรณ์ บัวหลวง แห่ง มอ. ปัตตานี ได้กล่าวถึงมัสญิดกรือเซะ สัญลักษณ์ความรุ่งเรืองของโลกมลายูมุสลิมเอาไว้ในเอกสารเผยแพร่ภาษามลายูและภาษาไทย ซึ่งจัดพิมพ์เผยแพร่โดยคณะกรรมการควบคุมดูแลและรักษาโบราณสถานมัสญิดกรือเซะมีใจความสำคัญดังนี้ มัสญิดกรือเซะ หรือมัสญิดปินตูเกิรบัง คือมรดกของชาวมลายูมุสลิม ได้รับจากบรรพบุรุษที่ช่วยกันสรรค์สร้างขึ้นในรัชสมัยสุลต่าน (สุลฏอน) อิสมาอีล ชาห์ และมาเสร็จสมบูรณ์ในสมัยสุลต่าน มูซัฟฟัร ชาห์ ประมาณ พ.ศ.2100 ออกแบบและควบคุมการก่อสร้างโดย เชค ซาอีด เป็นมัสญิดหลังแรกในแหลมมลายูที่ก่ออิฐถือปูน เป็นตึกโอ่โถงเป็นสง่า เสาทุกต้นแกะสลักอย่างสวยงามหรูหราด้วยการปิดทองกะไหล่ภายในอาคารและแท่นมิมบัร (ที่เทศนาวันศุกร์) มัสญิดกรือเซะ เป็นที่ปฏิบัติศาสนกิจของพระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชบริพารและประชาชน เป็นมัสญิดที่อยู่ด้านหน้าของพระราชตำหนัก "อิสตานานิลัม" ด้านประตูชัย หรือประตูฮังดูเวาะฮฺ แห่งราชธานีกรือเซะ มรดกที่หลงเหลือจากเพลิงแห่งอำนาจและสงครามคือความสง่างามและคุณประโยชน์ในภูมิปัญญาของบรรดาปวงปราชญ์แห่ง "ฟาฏอนี ดารุสสลาม" ที่ผลิตตำราศาสนาทั้งภาษาอาหรับ มลายู "กีตาบญาวี" วิถีชีวิตวัฒนธรรม ภาษามลายู กูบุร (สุสาน) ของบรรดากษัตริย์ นักรบและประชาชนที่ยังปรากฏอยู่ในหลายพื้นที่ ลูกหลานชาวกรือเซะโพ้นทะเลที่กระจัดกระจายทั่วโลก ต่างสำนึกและรำลึกเสมอว่ากรือเซะ ไม่ได้เป็นเพียงมัสญิดโบราณทั่วๆ ไปเท่านั้น แต่มีความหมายเชิงสัญลักษณ์ในความรุ่งโรจน์ของมลายูมุสลิมทั่วโลก ที่ผู้ศรัทธาต้องปกป้องรักษาและใช้สอยอย่างทะนุถนอมเพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้มีความภูมิใจในภูมิปัญญาที่เป็นมรดกของบรรพชน และเป็นมรดกของโลกที่สำคัญยิ่ง อิสมาอีล (อิสรมัย เบญจสมิต) นักประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ซึ่งมาให้การต้อนรับคณะของ OIC ได้อธิบายถึงความสำคัญของมัสญิดกรือเซะเพิ่มเติมว่า เป็นมัสญิดเก่าแก่ 500 ปี สร้างโดยคำแนะนำของอุละมา (นักการศาสนา) และโดยคำแนะนำของผู้ทรงความรู้จากเยเมน (ยะมัน) นับเป็นมัสญิดคู่บ้านคู่เมือง ซึ่งในเวลานั้นยังไม่มีมัสญิดในรูปแบบของตะวันออกกลางมาก่อนสุลฏอน (สุลต่าน) มุซัฟฟัร ซาห์ ซึ่งเป็นสุลต่านท่านที่ 2 มีดำริให้เปิดปอเนาะแห่งแรกๆ ขึ้นมาโดยมีระยะทางจากมัสญิดกรือเซะ 1 กิโลเมตร กล่าวกันว่า นักการศาสนาที่นำเอาอิสลามมาเผยแพร่ มีชื่อว่า ชัยค์ ซาอีด เขาเป็นผู้ที่มีความสามารถในการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของกษัตริย์ พระบรมวงศานุวงษ์ ข้าราชบริพาร และประชาชนในอาณาจักรให้เข้ารับนับถือศาสนาอิสลามมากยิ่งขึ้น เป็นที่ทราบกันดีว่าก่อนที่บรรดากษัตริย์จะเข้ารับนับถือศาสนาอิสลามนั้นพระองค์ทรงนับถือศาสนาพุทธมาก่อน แม้สุลต่านจะเป็นชาวมุสลิม แต่พสกนิกรท้องถิ่นของพระองค์ยังคงเป็นชาวพุทธ และอยู่ร่วมกันอย่างไม่มีความขัดแย้งแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม มีความเชื่อกันโดยทั่วไปว่าอิสลามเข้ามาในปัตตานี (ปาตานี) ก่อนหน้าปีพุทธศักราช 1700 หลายร้อยปี ชัยค์ ซาอีด เป็นผู้ตั้งชื่อ ปาตานี ดารุสสลาม ซึ่งหมายถึงปาตานีนครแห่งสันตินับตั้งแต่นั้นมา อัฮหมัด สมบูรณ์ บัวหลวง กล่าวถึงประวัติศาสตร์มหานครปาตานี ดารุสสลาม ที่เคยรุ่งเรืองและหมดอำนาจไปในที่สุดต่อไปว่า ปาตานีเป็นอาณาจักรที่มีอำนาจปกครองครอบคลุมเมืองตรังกานู กลันตัน สงขลา พัทลุง นอกจาก ยะลา นราธิวาส และสตูล ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรลังกาสุกะเดิม ปาตานี บือชา เป็นรัฐอิสลามตั้งแต่ พ.ศ.2000 เป็นต้นมา จนถึง พ.ศ.2329 เป็นศูนย์กลางการค้าทางทะเลที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดแห่งหนึ่งของโลกตะวันออก มีกษัตริย์ปกครองอาณาจักรติดต่อกัน 2 ราชวงศ์คือ ราชวงศ์ศรีวังษา 9 พระองค์ และราชวงศ์กลันตัน 11 พระองค์ ปาตานี ดารุสสลาม ปกครองโดยระบบกษัตริย์ที่นำหลักการและวิถีอิสลามมาปกครองบ้านเมือง จนทำให้เกิดความอยู่ดีมีสุข มั่งคั่งและมั่นคง มีชาวต่างชาติเข้ามาติดต่อค้าขายมากมาย มีโอกาสแลกเปลี่ยนทั้งสินค้า ความรู้และวิทยาการต่างๆ หลากหลาย สั่งสมประสบการณ์ทางภูมิปัญญาจนทำให้เกิดปวงปราชญ์ อุละมา (นักการศาสนา) เป็นสิบเป็นร้อยคน มีผลงานทางวิชาการที่โลกยอมรับมาก หนึ่งในผลงานนั้นคือ กีตาบญาวี ที่ถือเป็นตำราศาสนาใช้สอนสั่งแก่ลูกหลานมาจนถึงปัจจุบัน ในสถานศึกษาศาสนา ทั้งในฟุนดุ๊ก (ปอเนาะ) มัสญิดและทุกชุมชนพร้อมๆ กับความงดงามของภาษามลายูอักขระยาวีที่มั่นคงยิ่ง มหานครปาตานี ดารุสสลาม สามารถดำรงความเป็นราชอาณาจักรอิสระ มีกษัตริย์ปกครองตนเองและเป็นรัฐอิสลามแรกๆ ของเอเชีย ตั้งแต่ประมาณ พ.ศ.2000-2329 ช่วงเวลากว่า 300 ปี มีเหตุการณ์แย่งชิง รุกราน และการสงครามจากข้าศึกทั้งภายในและภายนอกอยู่บ่อยครั้ง กองทัพสยามพยายามเข้าโจมตีและประสบความล้มเหลวอย่างน้อย 5 ครั้ง ในช่วงระยะเวลา 200 ปี ท้ายสุด พ.ศ.2529 สมัยสุลต่านมุฮัมมัด แห่งราชวงศ์กลันตัน ปาตานีต้องสูญเสียเมืองแก่สยาม บ้านเมืองถูกเผาผลาญจนวอดวาย ประชาชนตายเป็นเบือบ้างหนีทัน ก็ลี้ภัยไปยังต่างแดนบ้าง ถูกจับเป็นเชลย ถูกกวาดต้อนไปอยู่แดนไกลถึงบางกอก ถึงแม้จะมีการกอบกู้เอกราชแต่ก็ล้มเหลวทั้ง 2 ครั้ง จนทำให้บ้านเมืองถูกเผาซ้ำอีก 2 ครั้ง ในปี พ.ศ.2334 และ 2353 ร่องรอยของการเผาผลาญคงเหลือแต่มัสญิดกรือเซะเท่านั้นที่เพลิงเผาไม่หมด พระราชตำหนักอิสตานา นิลัม และบ้านเรือนในเมืองกรือเซะที่สร้างด้วยไม้ ถูกเผาจนสิ้นไม่เหลือซาก และกองทัพสยามยังได้นำปืนใหญ่ปาตานี (นางพญาตานี) ไปไว้ที่หน้ากระทรวงกลาโหมปัจจุบัน อิสมาอีล เบญจสมิต บอกว่า มัสญิดกรือเซะเป็นสถาปัตยกรรมแบบเก่าซึ่งในการแกะสลักนั้นเปลือกหอย น้ำตาลเหลว และไข่ขาวเข้ามามีส่วนอยู่ด้วย ปัตตานีได้รับการขนานนามว่ากระจกเงาแห่งนครมักกะฮ์ เป็นอู่อารยธรรมของอุษาคเนย์ อิสมาอีลถึงกับกล่าวว่าในสมัยก่อน ก่อนที่ผู้คนจะเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ ณ นครมักกะฮ์ พวกเขาจะมาที่ปัตตานีก่อน หลังการรับฟังความเป็นมาทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับมัสญิดกรือเซะแล้ว ทางคณะของ OIC ก็ได้มีโอกาสสำรวจดูตัวอาคารมัสญิดที่ซ่อมแซมขึ้นใหม่ในวงเงินแปดล้านบาท พร้อมกับเยี่ยมชมบริเวณรอบๆ มัสญิดอันเป็นจุดที่เกิดเหตุการณ์นองเลือดเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2547 ได้พูดคุยกับชาวบ้าน ถามความต้องการของชาวบ้านและถามถึงเหตุการณ์ในวันนั้น ซึ่งมีผู้พร้อมจะให้ความกระจ่างอยู่หลายคน ซึ่งทาง OIC ก็ได้รับฟังด้วยความสนใจ ข้อดีของการไปติดตามเหตุการณ์ในภาคใต้คือการได้ฟังได้ซักถามอย่างอิสระ ไม่มีการกดดันด้วยการมีเจ้าหน้าที่ของรัฐมายืนห้อมล้อม ทำให้ผู้ให้ข้อมูลได้พูดอย่างเป็นธรรมชาติและกันเอง จากนั้นคณะของ OIC จึงเดินทางกลับไปพักผ่อนที่โรงแรม CS ปัตตานี ความจริงมีผู้คนจำนวนมากที่มาให้การต้อนรับคณะของ OIC ที่กรือเซะแต่กำหนดการเดิมล่าช้าไปถึง 2 ชั่วโมง ชาวบ้านจึงเดินทางกลับไปก่อน ดังนั้น ขณะที่อยู่มัสญิดกรือเซะจึงมีผู้คนอยู่ราว 50-60 คนเท่านั้น เสาร์ที่ 4 มิถุนายน คณะของ OIC เดินทางไปที่มัสญิดวาดี อัลฮูเซ็น บ้านตาโล๊ะมาเนาะ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ได้พบกับผู้บริหารมัสญิดที่ส่วนใหญ่สามารถพูดภาษาอาหรับได้จึงสนทนากับคณะของ OIC ได้โดยสะดวก ที่นี่คณะของ OIC ได้เข้าเยี่ยมโรงเรียนปอเนาะที่อยู่ติดกับมัสญิดดาโล๊ะมาเนาะ ซึ่งมีอายุ 300 ปี เป็นสถาปัตยกรรมอันสวยงามที่ทางคณะของ OIC ได้เข้าไปละหมาดอย่างมีความสุข อย่างไรก็ตาม ในทางยุทธศาสตร์ตาโล๊ะมาเนาะถือว่าเป็นพื้นที่สีแดง เป็นบริเวณที่ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ถูกปล้นปืนไปหนึ่งกระบอก ที่น่าสนใจคือไม่ห่างจากมัสญิดมากนักเป็นกูบุรของชาวมุสลิม เรือนร่างของผู้เสียชีวิตจากตากใบจำนวน 22 คนได้ถูกฝังลงที่กูบุรแห่งนี้ ทางคณะของ OIC ได้ร่วมขอดุอา (พร) ด้วยการอ่านบทเปิด (ฟาติฮะฮ์) ของคัมภีร์อัลกุรอาน จากนั้นจึงเดินทางไปมัสญิดดาริลฟาราห์ หมู่ 2 ตำบลบูเก๊ะตากง อ.ยี่งอ จ.นราธิวาส ซึ่งเป็นการไปเยี่ยมเยียนมัสญิดและโรงเรียน ทั้งนี้ OIC ได้มอบเงินบริจาคให้กับมัสญิดและโรงเรียนที่นี่จำนวนหนึ่งด้วย ที่ศาลากลางจัดหวัดนราธิวาส ผู้นำศาสนา ข้าราชการ นักเรียน และประชาชนมาให้การต้อนรับคณะ OIC และเข้าร่วมรับฟังการบรรยายสรุปของผู้ว่าราชการนราธิวาส ประชา เดรัตน์ ซึ่งมีเนื้อหาสรุปได้ว่า ปัญหาในภาคใต้เกิดจากปัญหาสังคม ความยากจน และการถูกชังจูงได้ง่าย ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจึงได้ทุ่มเทให้แก่การศึกษา ได้สร้างสถานศึกษาขึ้นมาในหลายๆ แห่ง แม้ว่าจะอยู่ในดินแดนที่ห่างไกล ได้มีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยนราธิวาส เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ โดยมีจุดเน้นอยู่ที่ทรัพยากรมนุษย์โดยสถาบันแห่งนี้จะมีวิชาอิสลามศึกษาอยู่ด้วย ผู้ว่าฯ ประชาตั้งคำถามต่อไปว่า ผู้ก่อความสงบไม่ต้องการให้ลูกหลานเรียนหนังสือหรืออย่างไร จึงไปเผาโรงเรียนทำให้เด็กๆ พบกับความยากลำบาก เราอยู่กันอย่างสมานฉันท์ มีผู้นับถือศาสนาอิสลามอยู่ใน 3 จังหวัดของประเทศ 1 ปี กว่าๆ ผู้บริสุทธิ์ถูกลอบยิง 350 ครั้ง สถานที่ราชการถูกลอบวางระเบิด 86 ครั้ง วางเพลิง 181 ครั้ง ทำลายทรัพย์สิน 59 ครั้ง อื่นๆ จำนวน 49 ครั้ง ความรุนแรงที่เกิดขึ้นทำให้ประชาชนในจังหวัดนราธิวาส 13 อำเภอ ออกมาละหมาดฮายัด ต่อต้านความรุนแรงดังกล่าว จังหวัดพยายามดูแลหลายฝ่าย ทุกครั้งที่เกิดเหตุทางจังหวัดก็ออกไปเยี่ยมเยียน ผู้ว่าราชการกล่าวว่า เยาวชนมักจะถูกใช้เป็นเหยื่อล่อตลอดเวลา ในกรณี 25 ตุลาคม (กรณีตากใบ) มีขบวนการปลุกเร้า และเป็นจุดบอดของราชการ การจัดการกับผู้ชุมนุม 78 คน มีข้อบกพร่องค่อนข้างรุนแรง โดยตัวผู้ว่าเองฯ ได้เข้ามารับตำแหน่งในเดือนพฤศจิกายน ผู้ว่าฯ ประชาได้เสนอความคิดต่อไปว่า ได้มีความพยายามใช้ตากใบเป็นตัวก่อหวอด อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ไม่ดี และสร้างเงื่อนไขก็มีอยู่บ้าง แต่ในส่วนราชการที่ผมรับผิดชอบนั้น ถ้าประชาชนรายงานว่ามีการขูดรีด ผมจะไม่ละเว้นในเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด นอกจากนี้ ผู้ว่าฯ ประชายังได้บอกถึงการทำงานร่วมกับคณะกรรมการอิสลามในการแก้ปัญหาอีกด้วย อัลมัสริกล่าวตอบว่า เห็นด้วยกับสิ่งที่ผู้ว่าฯ ได้กล่าวถึง และปัญหาไม่ได้มาจากศาสนา ตัวบทของอิสลามได้เชิญชวนให้ (ผู้คน) อยู่กับศาสนาอื่นอย่างสันติ การแก้ไขปัญหาใดๆ ไม่มีวันสำเร็จได้เลยถ้าใช้ความรุนแรง ปัญหา 3 จังหวัดภาคใต้ตรงกับที่นายกฯ พูดว่าถูกทอดทิ้งมานานเกินไป เขากล่าวต่อไปว่า ยินดีที่ได้ทราบจากรายงานว่าทางราชการได้ร่วมมือกับคณะกรรมการอิสลาม ได้รับทราบมาเช่นเดียวกันว่าทางจังหวัดหาทางแก้ไขด้วยสันติวิธีพร้อมกับคณะกรรมการอิสลาม นับว่าแนวทางเช่นนี้จะเปิดทางแก่การแก้ไขปัญหาต่อไป สำหรับกรณีตากใบ สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องน่าเศร้าทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับจำนวนผู้เสียชีวิตและสิทธิมนุษยชน พวกเขายังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ตราบใดที่ยังไม่มีการตัดสิน เมื่อรัฐธรรมนูญไทยให้การเคารพมนุษย์ทุกคน ดังนั้น การทำร้ายร่างกายในวันนั้น (กรณีตากใบ) จึงเป็นเรื่องที่รุนแรงมาก อัลมัสริเห็นว่าสถิติผู้เสียชีวิต 78 คนเป็นเรื่องที่ขาดมนุษยธรรม ต้องหาทางแก้ไขในฐานะที่ไทยเป็นผู้สังเกตการณ์ของ OIC และ OIC ก็ไม่ต้องการก้าวก่ายเรื่องภายในของไทย ทั้งนี้ ทุกอย่างเป็นเรื่องของประเทศไทยเอง ขอชื่นชมผู้ว่าฯ มากๆ ในความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาแม้ว่าเพิ่งจะเข้ามารับตำแหน่งก็ตาม อัลมัสริกล่าวในตอนท้ายว่าการลงโทษทางวินัย (ในกรณีตากใบ) ไม่น่าจะเพียงพอ ควรมีการชดใช้ทางจิตวิทยาแก่ผู้ประสบเคราะห์กรรมด้วย ในขณะที่ ศ.อุมัร ญาห์ กล่าวปิดท้ายว่า จุดประสงค์ของการเดินทางก็เพื่อจะหาข้อเท็จจริงโดยตั้งใจจะให้ความร่วมมือกับชาวบ้าน และข้าราชการ อยากจะกล่าวเพิ่มเติมอีกเล็กน้อยว่า มันไม่ได้เป็นเรื่องของศาสนา แต่โดยส่วนตัวคิดว่ามีเรื่องศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่บ้างเพราะถ้าไม่มีไฟก็ย่อมไม่มีควัน (no smoke without fire) และในภายภาคหน้าควรคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนให้มากขึ้น โดย OIC จะให้ความร่วมมือกับรัฐบาลไทยต่อไป หน้า 37 ไทยกับ OIC (5) มุมมุสลิม จรัญ มะลูลีม มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 25 ฉบับที่ 1302 การเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ ในจังหวัดนราธิวาส ที่ OIC ให้ความสนใจอย่างมาก ได้แก่ การเยี่ยมชมหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ บ้านละตันบาตู และศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง พร้อมกับการเดินทางไปละหมาดที่มัสญิดเขาตันหยง จากนั้นจึงเดินทางไปที่ว่าการอำเภอตากใบ ที่นี่คณะของ OIC ได้พบกับหนึ่งในผู้ที่ถูกลำเลียงไปที่ค่ายอิงคยุทธบริหารในโศกนาฏกรรมตากใบ OIC ได้ซักถามอย่างละเอียดถึงช่วงขณะที่เกิดเหตุการณ์และการเยียวยา ซึ่งผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ตากใบได้กล่าวถึงเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างตรงไปตรงมาและเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งบอกว่าได้รับเงินเยียวยาจากรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว จากนั้นคณะของ OIC ได้เดินทางไปร่วมปลูกต้นไม้ที่ศูนย์ศึกษาธรรมชาติป่าพรุสิรินธร และได้รับฟังการบรรยายสรุปถึงความอุดมสมบูรณ์ และประโยชน์ของป่าพรุของไทย ที่เป็นธรรมชาติอันงดงามคู่จังหวัดนราธิวาส คณะของ OIC สิ้นสุดการเยือนจังหวัดนราธิวาสที่ป่าพรุนี้ และเดินทางเข้าพักที่โรงแรมเก็นติ้ง อ.สุไหงโก-ลก ที่จังหวัดยะลา นายบุณยสิทธิ์ สุวรรณรัตน์ ผู้ว่าฯ จังหวัดยะลา ซึ่งมีความคุ้นเคยพื้นที่เป็นอย่างดีเพราะเป็นรองผู้ว่าฯ ยะลามาก่อนที่จะดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ เป็นผู้กล่าวบรรยายสรุป อัลมัสริ กล่าวเมื่อเดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์จากสุไหงโก-ลกมายังจังหวัดยะลาว่า รู้สึกประทับใจที่ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี โดยเฉพาะจากทางราชการไทย ซึ่งเมื่อขอพบใครทางการก็จัดการให้พร้อมกับขอบคุณชาวไทยทุกคนที่ให้การต้อนรับ OIC อย่างตั้งอกตั้งใจ นายบุณยสิทธิ์ สุวรรณรัตน์ ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ในจังหวัดยะลาว่า ตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม ปี 2547 เหตุการณ์ไม่สงบได้ส่งผลกระทบต่อชีวิตความสูญเสีย รวมยอดเจ้าหน้าที่ที่เสียชีวิตไป 41 คน ราษฎรทั้งชาวพุทธและชาวมุสลิม 63 คน บาดเจ็บ ทั้งราษฎร และเจ้าหน้าที่รวม 293 คน ฯลฯ ผลที่ตามมาเป็นผลกระทบทางสังคม-จิตวิทยา เกิดความหวาดระแวงระหว่างชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิม ความเสียใจของพี่น้อง ครอบครัว ผู้เสียชีวิตโดยเฉพาะผู้บริสุทธิ์ นายอับดุลอาซิส บินฮาวัน นายก อบจ. อดีตวุฒิสภาและอดีตผู้เข้าร่วมประชุม OIC ที่มาเลเซียและมาลีกล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นมีมาช้านานแล้ว แต่สิ่งที่ได้เกิดในสามจังหวัดจะได้รับการประโคมข่าวเกินจริง แต่ตอนนี้รุนแรงขึ้น มีการอ้างจากประชาชนว่าไม่ได้รับความยุติธรรม นายอาซิสกล่าวต่อไปว่า รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยได้ให้การช่วยเหลือมุสลิมมาช้านานไม่ว่าจะเป็นพระราชบัญญัติ รัฐธรรมนูญ การไปประกอบพิธีฮัจญ์ มีมัสญิดถึง 3 พันกว่ามัสญิด มีกฎหมายชะรีอะฮ์ (กฎหมายอิสลาม) การส่งเสริมอาชีพ อุตสาหกรรม มีกลุ่มอาชีพที่ได้รับการส่งเสริมมากมายกระจายออกไปในส่วนท้องถิ่น เราเสียใจที่มีคนเสียชีวิต อัลมัสริ ได้กล่าวขอบคุณต่อทางจังหวัดถึงสิ่งที่รัฐบาลได้มอบให้แก่ชาวมุสลิม พร้อมกับตั้งคำถามถึงเรื่องที่เกิดขึ้น เช่น เรื่องของกฎข้ออัยการศึก และการเยียวยา ซึ่งในเรื่องนี้ได้รับคำตอบจากทางจังหวัดว่าที่ยะลามีการประกาศใช้กฎอัยการศึกเช่นเดียวกับที่นราธิวาส แต่ได้เลือกใช้เฉพาะที่จำเป็นบางข้อซึ่งไม่กระทบต่อประชาชนส่วนใหญ่ เช่น การเชิญตัวไปพบซึ่งทำกันโดยเปิดเผยและรับรู้กันทุกฝ่าย แม้จะมีผลกระทบอยู่บ้าง แต่วิถีชีวิตของชาวบ้าน ส่วนใหญ่ไม่ได้รับผลกระทบ เมื่อเรียกตัวมาสอบสวนเสร็จก็ให้ญาติพี่น้องมารับตัวไป สำหรับการเยียวยานั้น รัฐบาลได้เยียวยาผู้บาดเจ็บและตายไปจำนวน 53 ล้านบาท ทั้งนี้ การช่วยเหลือทางการเงินได้กระทำอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือหาอาชีพให้แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต รวมทั้งการเยียวทางจิตใจ การจัดหาจิตแพทย์ การร่วมมือกับคณะกรรมการอิสลาม รวมทั้งการเชิญพี่น้องเข้ามาพบ การจัดคลีนิคฝ่ายกฎหมาย ฯลฯ อัลมัสริกล่าวว่า รู้สึกชื่นชม เมื่อรู้ว่าการเยียวยามีระบบ พร้อมกับกล่าวถึงการใช้กฎอัยการศึกว่าทุกประเทศมีสิทธิใช้กฎอัยการศึก แต่ต้องคำนึงถึงสิทธิของประชาชน ซึ่งควรจะใช้ด้วยความระมัดระวัง เพื่อไม่ให้กระทบผู้ใด ศ.อุมัร ญาห์ กล่าวว่า มีความปรารถนาที่จะร่วมมือกับไทยในการแก้ไขปัญหาเพื่อให้เกิดความสงบสุข ทั้งนี้ ผู้ว่าฯ ได้กล่าวตอบว่า ทุกคนเป็นคนไทย ทุกคนได้รับเสรีภาพอย่างเท่าเทียมกัน 20 ปีก่อนชาวมุสลิมไม่นิยมการค้าขาย แต่ปัจจุบันส่วนใหญ่จะเป็นนักธุรกิจ ทั้งขนาดกลางและขนาดใหญ่ หลังการบรรยายสรุปคณะของ OIC ได้เดินทางไปยังโรงเรียนบ้านลือมุ อ.กรงปีนัง จ.ยะลา เพื่อรับฟังข้อมูลและสำรวจพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำของผู้ก่อความไม่สงบ ซึ่งมีผู้มาให้การต้อนรับจำนวนมาก เป็นการได้เห็นความสูญเสียอย่างแท้จริงจากสายตาของคณะ OIC เองเพื่อจะได้รับทราบว่าความรุนแรงในภาคใต้จัดอยู่ในระดับใด โดยเฉพาะการเผาสถานศึกษานับเป็นความน่าสลดใจอย่างยิ่ง ที่นี่ OIC ได้รับปากกับผู้มาขอทุนว่าจะให้การช่วยเหลือ รวมทั้งการช่วยเหลือที่มีต่อความเสียหายที่ได้รับด้วย ต่อมาคณะของ OIC ได้ไปเยี่ยมโรงเรียนอาซิซสถานของอาจารย์ วาฮ้าบ อับดุลวาฮ้าบ ซึ่งมีสภาพโอ่โถง งดงาม มีการจัดระเบียบด้านการศึกษาทั้งทางสามัญ และทางศาสนา โดยเฉพาะโรงเรียนทาสีชมพูซึ่งมองดูสดใส สง่างามมาก ภารกิจที่จังหวัดยะลา จบลงที่วิทยาลัยอิสลามยะลา วิทยาเขตปัตตานี สำหรับผมสถาบันแห่งนี้น่าจะเป็นสถาบันสำหรับอนาคตของพี่น้องชาวไทยเพราะได้รับการสนับสนุนจากหลายๆ ประเทศ มีข้อพิจารณาที่น่าสนใจตามข้อเสนอโครงการจัดตั้งวิทยาลัยปัตตานีนานาชาติ วิทยาลัยอิสลามยะลา สรุปได้ดังนี้ 7ปีที่ผ่านมา วิทยาลัยสามารถยืนหยัดเป็นทางเลือกใหม่ของสังคมผ่านบริบทต่างๆ ดังต่อไปนี้ กระจายโอกาสทางการศึกษาให้แก่คนในท้องถิ่นและนานาชาติ มุ่งเน้นในเชิงคุณภาพไม่ได้มุ่งหวังผลกำไรเป็นหลัก ได้รับอนุญาตจัดตั้งจากสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการให้ดำเนินการสอนในระดับปริญญาตรี โดยมีมูลนิธิเพื่อการอุดมศึกษาเอกชนภาคใต้เป็นผู้รับใบอนุญาต ได้รับการช่วยเหลือจากสันนิบาตมุสลิมโลก ธนาคารอิสลามเพื่อการพัฒนา องค์การสงเคราะห์มุสลิมนานาชาติ มหาวิทยาลัยอิสลามอิมาม มุหัมมัด บินซาอูด กระทรวงศาสนาสมบัติและกิจการอิสลามแห่งประเทศซาอุดีอาระเบีย กระทรวงศาสนสมบัติและกิจการอิสลามแห่งประเทศคูเวต กระทรวงศาสนสมบัติและกิจการอิสลามแห่งประเทศกาตาร์ นอกจากนี้ วิทยาลัยยังได้รับการสนับสนุนเชิงนโยบายด้วยดีจากรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษาที่ให้การเสนอแนะและกำกับดูแลกิจการของวิทยาลัยด้วยดีมาโดยตลอด มีคณาจารย์ที่จบการศึกษาระดับปริญญาโท จำนวน 42 คน ปริญญาเอกจำนวน 6 คน โดยมีอาจารย์จากต่างประเทศจำนวน 10 คน มี 6 สาขาที่เปิดสอนในระดับปริญญาตรี (สาขาวิชาชะรีอะฮ์หรือกฎหมายอิสลาม สาขาวิชาอุศูลุดดีน สาขาวิชาภาษาอาหรับ สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์การเงินและการธนาคาร และสาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ 1 สาขาวิชาในระดับ ป.บัณฑิต (สาขาวิชาการสอนอิสลามศึกษา) และ 2 สาขาวิชาในระดับบัณฑิตศึกษา (สาขาวิชาชะรีอะฮ์และสาขาวิชาประวัติศาสตร์และอารยธรรมอิสลาม) ปัจจุบันมีนักศึกษาประมาณ 1,340 คน ซึ่งมาจากเกือบ 30 จังหวัดทั่วประเทศ นอกจากนี้ ยังมีนักศึกษาต่างชาติ จำนวน 6 ประเทศ เข้าศึกษาต่อที่วิทยาลัยอีกด้วย วิทยาเขตปัตตานีมีเนื้อที่จำนวน 300 ไร่ ภายใต้ภูมิทัศน์อันสวยงามและการก่อสร้างอาคารรวมถึงระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ที่กำลังดำเนินไปอย่างต่อเนื่องในขณะนี้ คาดว่าในอนาคตอันใกล้นี้วิทยาลัยสามารถเปลี่ยนประเภทเป็นมหาวิทยาลัยนานาชาติ ที่เปิดสอนในทุกสาขาวิชาทั้งอิสลามศึกษาและสาขาวิชาอื่นๆ ที่เป็นความต้องการของสังคมและสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงยุคโลกาภิวัตน์ วิทยาลัยอิสลามยะลาไม่ใช่เป็นอภิสิทธิ์ส่วนบุคคลหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ แต่เป็นทรัพย์สินและมรดกอันล้ำค่าที่ทุกคนจะต้องรักษาไว้ให้เคียงคู่กับสังคมสืบไป ใช้เงินทุนดำเนินการไปแล้ว 300 ล้านบาท เป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระดับนานาชาติ วิทยาลัยได้เป็นสมาชิกสมาพันธ์มหาวิทยาลัยอิสลามโลก ซึ่งมีมหาวิทยาลัยอิสลามชั้นนำทั่วโลกเกือบ 160 สถาบันเป็นสมาชิกได้รับการคัดเลือกจากที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยอิสลามอาเซียน ให้เป็นเลขาธิการสมาพันธ์มหาวิทยาลัยอิสลามอาเซียน เมื่อปี 2546 ผู้บริหารระดับสูงได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการในองค์กรระดับนาชาติ อาทิ สันนิบาตมุสลิมโลก วิทยาลัยได้จุดประกายและเป็นต้นคิดในการพัฒนาอิสลามศึกษานานาชาติ โดยได้เรียนรู้จากความสำเร็จของมหาวิทยาลัยอิสลามนานาชาติ หรือ IIUM ที่ได้รับการสนับสนุนอย่างดีจาก OIC และรัฐบาลประเทศมาเลเซีย จนกลายเป็นมหาวิทยาลัยนานาชาติที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก และสร้างชื่อเสียงแก่ประเทศมาเลเซียเป็นอย่างมาก ปัจจุบันการพัฒนาอิสลามศึกษานานาชาติ ได้เป็นหนึ่งในกรอบยุทธศาสตร์การพัฒนากลุ่ม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) การก่อเกิดของวิทยาลัยอิสลามจึงมีลักษณะใกล้เคียงกับการก่อเกิดของ IIUM โดยที่วิทยาลัยอิสลามยะลาได้รับการสนับสนุนเบื้องต้นจากธนาคารอิสลามโลกเพื่อการพัฒนาและสันนิบาตมุสลิมโลก แต่เนื่องจากกฎหมายของรัฐบาลไทยมีข้อจำกัดด้านการให้การสนับสนุนมหาวิทยาลัยที่ดำเนินการโดยเอกชน ทำให้รัฐบาลไม่สามารถให้การสนับสนุนกิจการของวิทยาลัยได้อย่างเต็มที่และเป็นรูปธรรม ในการมาเยือนของคณะ OIC ทางวิทยาลัยได้เสนอดังนี้ - การระดมทุนและทรัพยากรต่างๆ จากต่างประเทศเพื่อสนับสนุนกิจการการดำเนินงานของวิทยาลัย ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด - การให้ความสำคัญกับทุนการศึกษาแก่นักศึกษาวิทยาลัยอิสลามยะลา - ให้การสนับสนุนด้านข้อมูล สื่อการเรียน การสอน การแลกเปลี่ยนคณาจารย์ การดึงดูดคณาจารย์และนักศึกษาต่างประเทศ พร้อมสร้างบรรยากาศในวิทยาลัยให้เป็นลักษณะนานาชาติมากขึ้น - การให้ความสำคัญกับการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษานานาชาติ ทั้งนี้ วิทยาลัยได้กล่าวถึงโครงการเร่งด่วนของวิทยาลัยดังนี้ - โครงการอุดหนุนงบประมาณดำเนินการ - โครงการจัดสรรกองทุนการศึกษา - โครงการพัฒนาอาจารย์ - โครงการพัฒนาสื่อการเรียนการสอน - โครงการสร้างอาคารเรียนรวมและหอพักนักศึกษา คณะของ OIC มีความภาคภูมิใจต่อวิทยาลัยแห่งนี้อย่างมาก และได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคณะผู้บริหาร อีกเป็นเวลายาวนานก่อนจะเดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์กลับไปท่าอากาศยานหาดใหญ่เพื่อเดินทางต่อไปยังภูเก็ต ภารกิจสำคัญใน 3 จังหวัดภาคใต้จึงจบลงด้วยความเข้าใจซึ่งกันและกันเป็นอย่างดี หน้า 19 ไทยกับ OIC (6) มุมมุสลิม จรัญ มะลูลีม มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 05 สิงหาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 25 ฉบับที่ 1303 หลังภารกิจในสามจังหวัดภาคใต้เสร็จสิ้นลง คณะของ OIC ได้ออกเดินทางจากท่าอากาศยานหาดใหญ่ เพื่อไปจังหวัดภูเก็ตโดยสายการบินภูเก็ตแอร์เที่ยวบินที่ 9 R 525 และเมื่อเดินทางถึงท่าอากาศยานภูเก็ต คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดภูเก็ตให้การต้อนรับพร้อมเดินทางเข้าพักโรงแรมเกรตแลนด์ รีสอร์ต (Great Land Resort) ที่หาดป่าตอง รับประทานอาหารค่ำที่โรงแรมเดียวกัน โดยได้รับการต้อนรับจากผู้ว่าฯ อุดมศักดิ์ อัศวรางกูร และรองผู้ว่าฯ ด้วยความอบอุ่น สำหรับผู้ว่าฯ อุดมศักดิ์ มีความคุ้นเคยกับผมดี เพราะเคยเป็นกรรมการร่วมกันในการติดตามสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ก่อนปี 2547 (เมื่อครั้งที่มีการเผาโรงเรียนพร้อมกันหลายโรงในจังหวัดสงขลา รวมทั้งเผากระถางธูปที่วัดเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว และบันไดวัดช้างให้ ตลอดจนการตัดพระกรของพระพุทธรูปที่วัดเขากง จังหวัดนราธิวาส) ผู้ว่าฯ อุดมศักดิ์เข้าใจสังคมมุสลิมดี เพราะเคยเป็นผู้ว่าฯ ปัตตานีมาก่อน เมื่อมาเป็นผู้ว่าฯ ที่ภูเก็ต ซึ่งมีชาวมุสลิมอยู่ร้อยละ 20 จึงเข้าใจวิถีชีวิตของชาวมุสลิมภูเก็ตได้อย่างเป็นเนื้อเดียวกัน หลังอาหารค่ำ คณะของ OIC ได้มีโอกาสเดินทางไปชมการแสดงภูเก็ตแฟนตาซี ซึ่งแม้อัลมัสริจะไม่ได้ร่วมเดินทางไปด้วย แต่ ศ.อุมัร ญาห์ และคณะก็ชื่นชมการผสมผสานศิลปะการแสดงของภาคต่างๆ ของไทยเข้ากับเทคนิคการแสดงใหม่ๆ รวมทั้งมายากลเข้าด้วยกันว่าเป็นศิลปะการแสดงที่น่าประทับใจ อ่อนช้อย เคร่งขรึม และงดงามไม่แพ้การแสดงในประเทศต่างๆ ไม่ว่าประเทศในยุโรป หรือประเทศจีน อาจกล่าวได้ว่าการเดินทางมาภูเก็ตเป็นการเปลี่ยนผ่านและพักผ่อนก่อนจะเดินทางไปพบบุคคลสำคัญ องค์กรเอกชนและโรงเรียนที่ทาง OIC ให้การสนับสนุนในกรุงเทพฯ ต่อไป การล่องเรือชมทัศนียภาพเกาะภูเก็ตในวันที่ 6 มิถุนายน หลังเหตุการณ์สึนามิในเวลา 11.00 น. เป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ ทะเลสีคราม ท้องฟ้าใสกระจ่าง เกาะภูเก็ตจึงยังเป็นดินแดนที่น่าท่องเที่ยวอยู่เสมอ อัลมัสริและคณะได้ถามลูกเรือถึงเหตุการณ์สึนามิ ซึ่งได้รับการอธิบายประกอบแผนที่ของเกาะต่างๆ และบริเวณที่เกิดเหตุการณ์สึนามิอย่างเห็นภาพระหว่างที่อยู่กับท้องทะเล อัลมัสริและคณะละหมาดพร้อมเพรียงกัน เมื่อล่องเรือชมเกาะภูเก็ตพร้อมอาหารกลางวันกลางท้องทะเลแล้ว คณะ OIC ก็เดินทางกลับกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ ภารกิจสำคัญในวันที่ 7 มิถุนายน คือการเดินทางไปกระทรวงการต่างประเทศเพื่อเข้าพบหารือกับปลัดกระทรวงการต่างประเทศ โดยปลัดกระทรวงการต่างประเทศเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวัน โดยมีการแถลงข่าวร่วมกัน (Joint Press Statement) ซึ่งถือกันว่าเป็นหัวใจของการเดินทางมาในครั้งนี้ โดยเนื้อหาสำคัญของแถลงการณ์ร่วมระหว่าง นายซัยยิดกอซิม อัลมัสริ และ นายกฤษณ์ กาญจนกุญชร ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ มีสาระสำคัญที่ควรกล่าวถึงดังนี้ คณะผู้แทนของ OIC ชื่นชมการให้ความสะดวกของรัฐบาลไทยสำหรับกำหนดการเดินทางของคณะ OIC ได้เข้าพบและปรึกษาหารือจุฬาราชมนตรี (ชัยคุล อิสลาม - Sheikul Islam) คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ผู้นำทางศาสนาและผู้นำท้องถิ่น คณะของ OIC ได้ร่วมหารือกับเจ้าหน้าที่ของรัฐบาล ซึ่งรวมถึง พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายกันตธีร์ ศุภมงคล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนายกฤษณ์ กาญจนกุญชร ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เช่นเดียวกับบรรดาผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากโศกนาฏกรรมที่กรือเซะ และตากใบ คณะของ OIC ยังได้เดินทางไปเยือน นายอานันท์ ปันยารชุน ประธานคณะกรรมการเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) และอดีตนายกรัฐมนตรีของไทยอีกด้วย คณะของ OIC ได้หารือและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นอย่างเปิดเผยซึ่งครอบคลุมความคิดต่างๆ อย่างกว้างขวางโดยคณะของ OIC ย้ำว่า 1. จะไม่แทรกแซงกิจการภายในของไทย 2. ไม่สนับสนุนการแบ่งแยกดินแดน 3. ให้ความเคารพอธิปไตยของไทย 4.ประณามพฤติกรรมใดๆ ที่นำไปสู่การก่อเหตุรุนแรงและก่อการร้ายต่อพลเรือนผู้บริสุทธิ์ คำอธิบายจากฝ่ายไทย 1. ไม่มีการเลือกปฏิบัติต่อชาวไทยมุสลิมและมิได้ปฏิบัติต่อชาวไทยมุสลิมดังชนกลุ่มน้อย 2. ชาวมุสลิมมีสิทธิเสรีภาพในทางการเมือง และการนับถือศาสนา เช่นเดียวกับคนไทยอื่นๆ 3. สถานการณ์ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ปัจจุบันได้รับการยุยงสนับสนุนจากกองกำลังติดอาวุธ ซึ่งเลือกใช้การก่อการร้ายและความรุนแรงโดยตรงต่อพลเรือนผู้บริสุทธิ์ทั้งที่เป็นชาวไทยมุสลิมและชาวไทยพุทธ อัลมัสริได้ย้ำว่าเหตุการณ์ในจังหวัดภาคใต้ของไทยมิใช่เป็นความขัดแย้งทางศาสนา ฝ่ายไทยถือว่ากรณีกรือเซะและตากใบเป็นโศกนาฏกรรมของชาติ เป็นผลมาจากความล้มเหลวของเจ้าหน้าที่ในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย บุคคลใดก็ตาม ซึ่งพบว่ากระทำผิดจะต้องถูกดำเนินการตามกระบวนการของกฎหมาย เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดบรรยากาศของการมีอภิสิทธิ์ไม่ต้องรับโทษ ฝ่าย OIC คาดหมายว่ารัฐบาลไทยจะปฏิบัติตามขั้นตอนเพื่อป้องกันไม่ให้มีเหตุการณ์เช่นกรือเซะและตากใบเกิดขึ้นอีก โดยบุคลากรด้านความมั่นคงที่มีส่วนเกี่ยวข้องจะได้รับการฝึกฝนที่ดีขึ้นกว่าเดิม และมีเครื่องมือในการควบคุมผู้ชุมนุมให้เป็นไปตามข้อกำหนดระหว่างประเทศ โดยให้เป็นไปตามมาตรฐานต่ำสุดที่สหประชาชาติกำหนดไว้ในการรับมือกับการชุมนุมของฝูงชน ฝ่าย OIC พอใจการชดใช้ค่าเสียหายของรัฐบาลไทยต่อผู้ตกเป็นเหยื่อกรณีกรือเซะและตากใบและครอบครัวของเหยื่อเหล่านั้น OIC ชื่นชมการให้ความช่วยเหลือทางการศึกษา การฝึกฝนอาชีพ การส่งเสริมการไปประกอบพิธีฮัจญ์ โดยย้ำว่าการชดเชยควรจะรวมไปถึงการสูญเสียโอกาสต่างๆ รวมทั้งการจ้างงานและการฟื้นฟูจิตใจ OIC ชื่นชมการแก้ปัญหาภาคใต้ระยะยาว เพื่อตอบสนองในเชิงเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งการส่งเสริมให้เกิดความสมานฉันท์และเรียกร้องให้แก้ปัญหาที่ต้นตอโดยให้การเจรจาเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามดังกล่าว ฝ่ายไทยยืนกรานว่าความพยายามเพื่อความสมานฉันท์ถูกรวบรวมไว้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ เพื่อความสมานฉันท์ภายใต้กระบวนการที่มี นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน ในการตอบคำถามต่อผู้สื่อข่าวทางผู้แทน OIC ยังคงย้ำว่าจะให้ความร่วมมือกับรัฐบาลไทยทุกด้าน ทั้งที่ผ่านมาของ OIC เองหรือในองค์กรที่สังกัดอยู่ใน OIC เช่น IDB หรือธนาคารเพื่อการพัฒนาอิสลาม (Islamic Development Bank) เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของชาวมุสลิมของไทยโดยรวม จากนั้น ทางคณะของ OIC ได้ไปเยือน นายอานันท์ ปันยารชุน ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) โดยสาระสำคัญที่ทางคณะของ OIC ได้พูดคุยกับนายอานันท์และคณะ (ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ดร.โคทม อารียา และ ดร.สุริชัย หวันแก้ว) ได้แก่เหตุการณ์ที่มัสญิดกรือเซะ-ตากใบ และเรื่องที่เพิ่มเข้ามาและมีการให้ความสนใจอย่างมากได้แก่ การหายตัวไปของทนายสมชาย นีละไพจิตร ประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม ซึ่งข้อกังวลของ OIC ต่อสถานการณ์ดังกล่าวทาง กอส. บอกว่าไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่จะสงสัยในประเด็นเหล่านี้ เพราะคนส่วนใหญ่ก็ข้องใจในประเด็นเหล่านี้อยู่แล้ว "สิ่งที่ได้บอกกับ OIC คือเราบอกว่าพยายามจะให้รัฐบาลนี้เปลี่ยนนโยบายและมีท่าทีในการแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้แบบสันติวิธี และให้มีการเปิดเผยรายงานของ OIC แปลเป็นภาษาอังกฤษออกเผยแพร่ กล่าวโดยสรุป OIC มีข้อข้องใจ 2-3 ข้อ แต่ไม่ใช่การติเตียน หรือประณามเมืองไทย และเมื่อกลับไปแล้ว OIC จะนำรายงานข้อเท็จจริง 3 เรื่องดังกล่าวไปรายงานในที่ประชุม OIC อีกครั้ง" นายอานันท์กล่าว นายอานันท์กล่าวว่า ระหว่างการพบปะได้คุยกันเรื่องอนาคตมาก OIC ถามว่าปัญหาพื้นฐานของภาคใต้อยู่ที่ไหน และความรุนแรงเกิดขึ้นได้อย่างไร อนาคตแนวทางการสมานฉันท์จะเป็นลักษณะไหน ซึ่งได้อธิบายแล้ว "OIC มีความรู้สึกว่าเหตุการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ปัญหาศาสนา และเราเองก็คิดว่าไม่ใช่ปัญหานี้ เพราะเมืองไทยอยู่กันหลายศาสนามานานแล้ว คนมุสลิมไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ไม่มีปัญหา ครั้งหนึ่งมีรัฐมนตรีต่างประเทศเป็นมุสลิม ซึ่งก็ไม่แปลกอะไร เพราะไทยก็มีเขมร จีน ลาว ไทยใหญ่ พม่า มาแต่ไหนแต่ไร เพียงแค่คนต้องเปิดใจกว้าง อย่ามีอคติในใจ ต้องเรียนรู้คำว่าไทยหมายถึงอะไร เพราะไทยเป็นประเทศที่ผสมผสานเชื้อชาติ แล้วชาติผสมเป็นชาติที่ฉลาด" นายอานันท์กล่าว ผู้สื่อข่าวถามว่า มาครั้งนี้ OIC ต้องการอะไร นายอานันท์กล่าวว่า OIC ไม่ได้เรียกร้องอะไร มานั่งคุยเฉยๆ เพียงแต่บอกว่ามีข้อข้องใจ ถึงขอให้รัฐบาลพิจารณาเปิดเผยข้อมูล เพราะพื้นฐานของการสมานฉันท์คือให้ข้อเท็จจริงกับความโปร่งใสกับเหตุการณ์และรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ "เราพยายามบอกรัฐบาลว่าถ้ามีอะไรให้เสนอออกมาชัดๆ อย่างคดีทนายสมชาย ตอนนี้ขั้นตอนก็อยู่ในกระบวนการศาลยุติธรรมแล้ว ก็ต้องระวังอาจก้าวก่ายกระบวนการศาล OIC มีความสบายใจที่ได้มาคุยกับคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ ว่าเรากำลังทำงานอะไรกัน จะเดินไปสู่จุดไหน และดำเนินไปในทางที่ถูกต้องในการแก้ไขปัญหาระยะยาวหรือไม่ OIC ก็ยืนยันว่าไม่ควรใช้กำลังเกินขอบเขต กอส. เองก็พูดเสมอว่าการไม่ใช้กำลังเป็นนโยบาย ไม่ได้หมายความว่าจะห้ามทหารกับตำรวจใช้กำลังเลย แต่การปราบปรามต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่การอุ้มหรือทารุณกรรม สิ่งหนึ่งที่ OIC มีความสบายใจคือ ไปไหนก็รู้สึกสบายใจ เพราะคนไทยเปิดเผย อารี ไม่มีปัญหา" นายอานันท์กล่าวในที่สุด (ดู มติชนรายวัน 8 มิถุนายน 2548 หน้า 13) หน้า 25 ไทยกับ OIC (7) มุมมุสลิม จรัญ มะลูลีม มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 25 ฉบับที่ 1304 วันพุธที่ 8 มิถุนายน ทางคณะของ OIC ออกเดินทางไปกระทรวงการต่างประเทศ เข้าเยี่ยมคารวะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายกันตธีร์ ศุภมงคล ซึ่งมีการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นสำคัญหลายประการที่เป็นไปตามนโยบายของกระทรวงต่างประเทศ โดยเนื้อหาส่วนใหญ่เป็นไปตามแถลงการณ์ร่วมของไทยกับของ OIC จากนั้นได้ออกเดินทางไปโรงเรียนอิสลามสันติชน พบคณาจารย์ ฟังการบรรยายสรุป เยี่ยมชมการเรียนการสอน โดยมี นายประเสริฐ มัสซารี ผู้อำนวยการโรงเรียนเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวัน เนื่องจากโรงเรียนแห่งนี้ซึ่งตั้งอยู่ที่เขตวังทองหลาง (ลาดพร้าว 112) เป็นหนึ่งในโรงเรียนที่สอนทั้งวิชาสามัญและศาสนาซึ่งได้รับความนิยมอย่างมาก และมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูง นักเรียนที่นี่ได้รับรางวัลในสาขาวิชาต่างๆ ทั้งทางสามัญและศาสนามาแล้ว ทาง IDB ซึ่งสังกัดอยู่ใน OIC จึงมอบเงินก้อนใหญ่เพื่อส่งเสริมการศึกษาให้แก่โรงเรียนนี้ ซึ่งหลังจากทาง OIC ได้เดินดูชั้นเรียนของโรงเรียนทั้งหมดแล้วก็มีบทสรุปว่าโรงเรียนสันติชนประสบความก้าวหน้าอย่างมาก ทั้งทางเทคโนโลยี สื่อการศึกษา การใช้อาษาอาหรับและการพัฒนา ในฐานะที่ผมเป็นคณะกรรมการของโรงเรียนด้วย ผมมองเห็นว่าโรงเรียนสันติชน จะเป็นดั่งสะพานเชื่อมไปสู่การแลกเปลี่ยนการศึกษา ระหว่างมุสลิมไทย กับประเทศเพื่อนบ้านระดับมัธยมศึกษาได้เป็นอย่างดี ซึ่งเวลานี้มีมหาวิทยาลัยอัล-อัซฮัร จากอียิปต์และมหาวิทยาลัยอิสลามนานาชาติ มาเลเซีย ได้เข้ามาทำความตกลงเพื่อจะได้มีการแลกเปลี่ยนการเยือน และการสานต่อในเรื่องการเรียนการสอนต่อไป ในตอนบ่ายทางคณะผู้แทนของ OIC ได้ออกเดินทางไปพบ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หรือ อาจารย์วันนอร์ อดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง และที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีในปัจจุบัน พร้อมทั้งวุฒิสมาชิกบางคน เช่น นายดำรงค์ พุฒตาล และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เช่น นายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ และคณะ เนื้อหาสำคัญที่อาจารย์วันนอร์ได้พูดคุยกับทาง OIC ก็คือ บทบาทของธนาคารเพื่อการพัฒนาอิสลาม หรือ IDB ซึ่งสังกัดอยู่ใน OIC ได้ช่วยเหลือนักศึกษาไทยมุสลิมในสถาบันการศึกษาจำนวนมาก จากนั้นอาจารย์วันนอร์กล่าวว่า ชาวมุสลิมได้รับสิทธิเท่ากับศาสนิกอื่นๆ โดยปัจจุบัน มีชาวมุสลิมที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 20 คน และวุฒิสมาชิก 8 คน ในฐานะที่เคยเป็นประธานสภามาก่อน อาจารย์วันนอร์ยืนกรานว่านักการเมืองไทยมุสลิม ได้เคยมีตำแหน่งสำคัญมาแล้วหลายคน ส่วนที่เหลือก็เป็นการพูดถึงสถานการณ์ภาคใต้ และการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกันในประเด็นที่ว่าด้วยความเป็นอยู่ของชาวไทยมุสลิมโดยรวม ในการเดินทางไปพบบุคคลสำคัญ เช่น ดร.โภคิน พลกุล ประธานรัฐสภา และ พลตำรวจเอกชิดชัย วรรณสถิตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นั้น ทาง OIC ได้รับทราบถึงนโยบายของรัฐบาล การติดตามสถานการณ์ภาคใต้และปัญหาความมั่นคงโดยละเอียด ซึ่งทางคณะ OIC ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ในขณะที่การพบปะของคณะ OIC กับ อาจารย์ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา อาจได้รสชาติที่แปลกไป ผมเองเป็นที่ปรึกษาของกรรมาธิการการต่างประเทศนี้มาแล้วเกือบ 6 ปี และร่วมเดินทางไปกับอาจารย์ไกรศักดิ์หลายประเทศ โดยเฉพาะยุโรปและตะวันออกกลาง รู้ดีว่าแม้อาจารย์ไกรศักดิ์ จะเป็นคนที่พูดอะไรตรงไปตรงมา ชนิดที่เรียกว่า hit to the point แต่อาจารย์จะมีความจริงใจต่อประเทศชาติ รักความยุติธรรม รักมนุษย์โดยไม่เลือกเชื้อชาติศาสนา และเป็นห่วงสิ่งแวดล้อมของโลก ซึ่งนักการทูตของทุกชาติที่เคยคุยกับอาจารย์ จะรู้ว่าจุดยืนนี้ไม่เคยเปลี่ยน ในการพบปะกันระหว่างอาจารย์ไกรศักดิ์กับคณะของ OIC นั้น แม้ผมจะเข้าร่วมด้วยตลอด แต่ผมขอนำเอาบางส่วนของข้อความจาก ไทยโพสต์ วันที่ 11 มิถุนายน 2548 มาอ้างถึง เพราะเก็บรายละเอียดได้อย่างครบถ้วนดังนี้ "ไกรศักดิ์" ไปไกล ใช้คดียกฟ้อง "หมอแว" ทำหนังสือถึงกษัตริย์กัมพูชา ขอพระราชทานอภัยกษัตริย์กัมพูชา ขอพระราชทานอภัยโทษสองอุสตาซเขมรที่ถูกจับข้อหา JI ชี้สิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องสากล มั่นใจไม่กระทบสัมพันธ์ประเทศ เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 10 มิถุนายน นายซัยยิด กาซิม อัลมัสริ เจ้าหน้าที่ระดับสูงขององค์การการประชุมอิสลาม (OIC) นำคณะเข้าพบ นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา ที่ห้องรับรองพิเศษ อาคารรัฐสภา 2 โดยคณะผู้แทน OIC ยังได้พบกับ น.พ.แวะมะหะดี แวดาโอ๊ะ อดีตแพทย์ ร.พ.นราธิวาสราชนครินทร์ และอดีตจำเลยในคดี JI ที่ศาลชั้นต้นยกฟ้อง ซึ่งได้รอเข้าพบกับนายไกรศักดิ์ และ นายสัก กอแสงเรือง ส.ว.กรุงเทพฯ ด้วย นายไกรศักดิ์ ได้แนะนำนายซัยยิดให้รู้จักกับ น.พ.แวมะหะดี โดยทั้งคู่ได้พูดคุยโต้ตอบกันเป็นภาษาอาหรับ ก่อนที่นายไกรศักดิ์จะนำคณะผู้แทน OIC เข้าพบกับ นายโภคิน พลกุล ประธานรัฐสภา เพื่อพบปะหารือต่อไป จากนั้นนายไกรศักดิ์ได้กลับมาพบกับ น.พ.แวมะหะดี ที่ห้องรับรองพิเศษ อาคารรัฐสภา 2 อีกครั้ง โดยนายไกรศักดิ์กล่าวแสดงความยินดีที่ได้รับการยกฟ้อง จากนั้นนายไกรศักดิ์ได้เผยว่า เวลานี้ได้ทำหนังสือถึงกษัตริย์นโรดมสีหมุนี ของประเทศกัมพูชา เพื่อขอให้พระราชทานอภัยโทษแก่อุสตาซชาวกัมพูชา 2 คน ที่ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตในคดีเจไอเหมือนกับ น.พ.แวมะหะดี โดยจะยกบรรทัดฐานในการพิจารณาคดีของ น.พ.แวมะหะดี ให้กษัตริย์กัมพูชาทรงพิจารณา หลังจากเคยดำเนินการไปก่อนหน้านี้แล้วครั้งหนึ่งแต่ยังไม่มีความคืบหน้า "เชื่อว่าการกระทำเช่นนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพราะเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องสากล เราจึงไม่ควรไปมองว่าการเรียกร้องเพื่อสิทธิมนุษยชน จะกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเหมือนที่นายกฯ ทักษิณ มอง คนไทยควรหัดเป็นมนุษย์ของโลก และควรเห็นใจคนอื่นเสียบ้าง" นายไกรศักดิ์กล่าว นอกจากนั้น นายไกรศักดิ์ยังยืนยันถึงการยินดีเป็นพยานและให้การรับรอง น.พ.แวมะหะดี และเห็นว่าชาวมุสลิมในภาคใต้ต้องได้รับความยุติธรรม และความเท่าเทียมกันในกระบวนการดำเนินคดี ซึ่งที่ผ่านมามีเพียงคดีของ น.พ.แวมะหะดี เท่านั้นได้รับความยุติธรรมและความเท่าเทียมดังกล่าว จากการหารือกับผู้แทนของ OIC ทาง OIC ต้องการให้รัฐตัดสินคดีของชาวมุสลิมรายอื่นให้ยุติธรรมเหมือนกับคดีของ น.พ.แวมะหะดี และอยากให้เจ้าหน้าที่รัฐที่อุ้มฆ่าชาวมุสลิมเข้าสู่การพิจารณาในกระบวนการยุติธรรมด้วย "ตัวแทน OIC บอกว่า ถ้าไม่เดินทางมาประเทศไทยก็คงไม่ได้รับข้อมูลมากถึงขนาดนี้ และเขาได้ตรวจสอบและพบว่า รัฐไทยไม่มีนโยบายกีดกันการนับถือศาสนาอิสลาม แต่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อชาวมุสลิม ซึ่งเป็นพฤติกรรมของรัฐบาล เขาหวังว่าจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รัฐบาลไทยจะให้ความยุติธรรมต่อชาวมุสลิมใน 3 ประการ คือ 1. ชาวมุสลิมที่จำคุกอยู่ต้องได้รับความยุติธรรม 2. ชาวมุสลิมที่หายตัวไปต้องได้รับการติดตามจากรัฐบาล และรัฐบาลต้องมีคำตอบกับเรื่องที่เกิดขึ้น 3. เจ้าหน้าที่รัฐที่ทำผิดชัดเจน เช่น กรณีตากใบ ต้องถูกนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ที่มีการลงโทษทัณฑ์ตามกฎหมาย มิฉะนั้นการปรองดองแห่งชาติก็คงเกิดขึ้นได้ยาก" นายไกรศักดิ์กล่าว นายไกรศักดิ์กล่าวว่า ได้เสนอให้ OIC บรรจุเรื่องสถานการณ์ภาคใต้ของไทย เข้าในวาระการประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศ OIC ปลายเดือนนี้ (หมายถึงการประชุมที่ผ่านมาแล้ว-ผู้เขียน) ที่ประเทศเยเมน เพื่อให้ชาวมุสลิมทั่วโลกเห็นว่าแนวทางปรองดองแห่งชาติที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เริ่มขึ้น เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว หลังจากที่เคยทำผิดพลาดไป แต่รัฐบาลไม่ควรแสดงท่าทีไม่ยอมให้ประเทศใดนำเรื่องสถานการณ์ทางภาคใต้ของไทยเข้าสู่วาระการประชุมของ OIC และนายกฯ ก็ไม่มีสิทธิ์ไปห้ามประเทศต่างๆ ไม่ให้พูดเรื่องนี้ หากเขาพูดกันเรื่องความผิดพลาดของเรา เราต้องยอมรับและพยายามสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้น (ไทยโพสต์ 11 มิถุนายน 2548 หน้า 1 และหน้า 12) สำหรับสมาคมที่ OIC ได้เข้าไปเยือนด้วยได้แก่ สมาคมนักธุรกิจและอุตสาหกรรมไทย-มุสลิม ซึ่งมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางการค้าและอุตสาหกรรม ทั้งนี้ สมาคมนักธุรกิจและอุตสาหกรรมไทย-มุสลิม มีความคุ้นเคยกับนโยบายของ OIC ว่าด้วยการค้าการลงทุนเป็นอย่างดี เพราะเดินทางเข้าร่วมประชุมหลายครั้งในประเทศต่างๆ ที่มีการพูดคุยกันในเรื่องนี้ ส่วนองค์กรเอกชนที่เข้าพบกับคณะของ OIC ก็ได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นว่าด้วยเรื่องของสิทธิมนุษยชนและการหายไปของทนาย สมชาย นีละไพจิตร ซึ่งต่อมาเรื่องของทนายสมชายกลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจไม่ต่างไปจากเหตุการณ์กรือเซะ และตากใบแต่อย่างใด และกลายเป็นปัญหาสากลที่ได้รับการพูดถึงอย่างกว้างขวางในองค์การระดับโลกไปในที่สุด วันพฤหัสบดีที่ 9 มิถุนายน 2548 คณะของ OIC ได้ออกเดินทางไปธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ได้พบปะหารือกับผู้บริหาร รับฟังการบรรยายสรุปและเยี่ยมชมกิจการธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย OIC รู้สึกดีใจที่ได้เห็นธนาคารอิสลามในประเทศไทย และเมื่อมาที่ธนาคารแห่งนี้ยังคิดว่านี่เป็นประเทศซาอุดีอาระเบียเสียอีก เนื่องจากมีบรรยากาศแบบธนาคารอิสลามของประเทศมุสลิมอยู่อย่างครบถ้วน โดยหัวหน้าคณะของ OIC ได้ตั้งคำถามว่าคนภาคใต้ยอมรับธนาคารอิสลามหรือไม่ ? เป็นผู้ร่วมทุนส่วนใหญ่หรือเปล่า ? มีสาขาในภาคใต้กี่สาขา ศ.อุมัร ญาห์ ได้แสดงความยินดีอย่างมากที่ได้เห็นธนาคารอิสลาม โดยกล่าวว่าแม้แต่ในประเทศแอลจีเรีย ซึ่งมีชาวมุสลิมอยู่ถึงร้อยละ 75 ก็ยังไม่มีธนาคารอิสลาม อ.อรุณ บุญชม ประธานคณะกรรมการศาสนาของธนาคาร (คณะกรรมการซะรีอะฮ์) ได้เคยเดินทางไปเยือนธนาคารเพื่อการพัฒนาอิสลาม (IDB) ซึ่งสังกัดอยู่ใน OIC ที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย เพื่อปรึกษาหารือและแสวงหาความร่วมมือในการทำงานร่วมกันโดยได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม เนื่องจากไทยยังไม่ได้เป็นสมาชิกของ OIC ทาง IDB จะได้พิจารณาอีกครั้งในการประสานความร่วมมือกันต่อไปในอนาคต เพราะ IDB เป็นธนาคารเพื่อกิจการของศาสนาอิสลาม เป็นธนาคารที่ให้ความสะดวกแก่สมาชิก OIC เป็นการเฉพาะ แต่ยังไม่ได้อำนวยความสะดวกแก่ประเทศที่มิได้เป็นสมาชิกของ OIC ในการตอบปัญหาต่อคณะผู้แทน OIC ครั้งนี้ มี นายสานิต ร่างน้อย รองปลัดกระทรวงการคลังและประธานธนาคารอิสลามกับ ดร.รัชสุวรรณ ปิคพยันต์ รักษาการผู้จัดการธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย เป็นผู้ให้ความกระจ่าง ผมรู้สึกว่าการมีธนาคารอิสลามในประเทศที่คนส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธนั้นเป็นภาพที่ประทับใจของประเทศมุสลิมอย่างมาก และทำให้ประเทศไทยได้รับการกล่าวขวัญในแวดวงประเทศมุสลิมตลอด ปัจจุบันธนาคารมีประเทศมุสลิม เช่น บรูไน มาลงทุนร้อยละ 25 อย่างไรก็ตาม การที่ธนาคารจะมีความมั่นคงและมีผลกำไรคงต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่งเพราะหลายสิ่งหลายอย่างเป็นของใหม่ สำหรับประชาชนโดยทั่วไปแล้ว บางครั้งถึงกับเข้าใจผิดว่าเป็นธนาคารที่ให้บริการแก่ชาวมุสลิมเท่านั้น ซึ่งในความเป็นจริงผู้มาขอใช้บริการส่วนใหญ่ยังเป็นห้างร้าน โรงพยาบาล โรงงาน ฯลฯ เป็นด้านหลัก ที่สำคัญคณะกรรมการศาสนาต้องมีการปรึกษาหารือกันอยู่เสมอว่าธุรกรรมใดสามารถทำได้และไม่ได้ตามหลักการศาสนาอิสลาม ซึ่งในระยะต้นๆ คณะกรรมการเหล่านี้ต้องทำงานหนัก แต่ปัจจุบันทุกอย่างเริ่มลงตัวแล้ว และคาดว่าธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย จะเป็นที่พึ่งทางการเงินได้ในอนาคต หน้า 30 ไทยกับ OIC (8) มุมมุสลิม จรัญ มะลูลีม มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 25 ฉบับที่ 1305 ภารกิจสำคัญอีกอย่างหนึ่งของคณะ OIC คือการพบปะแลกเปลี่ยนกับความคิด และทำความรู้จักกับบรรดาเอกอัครราชทูตประเทศ OIC ที่อยู่ในประเทศไทยในฐานะสมาชิกประชาคมอิสลามที่โรงแรม Royal Orchid Sheraton ห้องประชุมชั้นที่ 26 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน เวลา 15.30 น. วันที่ 10 มิถุนายน เวลา 09.30 น. คณะของ OIC ได้ออกเดินทางไปมูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย มูลนิธิเป็นแหล่งรวมปัญญาชนมุสลิมและเป็นสถานที่ละหมาดวันศุกร์ที่มีผู้คนนับพันคนมาทำพิธีพร้อมๆ กัน วันที่คณะของ OIC เดินทางมามูลนิธิเป็นวันศุกร์ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นวันที่มีผู้คนมากหน้าหลายตาทั้งที่มาต้อนรับคณะของ OIC และมาละหมาดวันศุกร์ รศ.ดร.ปกรณ์ ปรียากรณ์ เลขาธิการศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย ได้ขึ้นมากล่าวต้อนรับคณะของ OIC แทนประธานศูนย์กลางอิสลามฯ คือ ศ.ดร.อิมรอน มะลูลีม ที่เดินทางไปประเทศฟินแลนด์ มีใจความสำคัญว่าภารกิจของศูนย์กลางฯ คือการบริการแก่สังคมโดยรวมทั้งมุสลิมและมิใช่มุสลิม เมื่อพวกเขาตั้งใจที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับศาสนา ผู้คน และประเพณีของชาวมุสลิม มูลนิธิมีจุดมุ่งหมายที่จะสนับสนุนความเข้าใจที่ดีต่ออิสลามทั้งแก่ชาวมุสลิมและมิใช่มุสลิม เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างชาวมุสลิมและผู้อื่นและทุ่มเทให้แก่วันพรุ่งอันสดใสมิใช่เฉพาะแก่ชาวมุสลิมแต่กับมนุษยชาติทั้งมวล วัตถประสงค์อันกว้างขวางเหล่านี้ได้ดำเนินการผ่านฝ่าย หน่วยงานและโครงการต่างๆ ภายใต้วิทยปัญญาอันเป็นทางนำที่ได้รับการเปิดเผย มูลนิธิมุ่งหวังที่จะเป็นพลังขับเคลื่อนในการมีส่วนสานต่อความเป็นมนุษย์ ทำงานเพื่อให้ได้มาเพื่อความสำเร็จนี้ด้วยการสร้างรอยต่อระหว่างชาวมุสลิมและผู้อื่น และสนับสนุนมาตรฐานสูงสุดของการวิจัยทางวิชาการและการพิมพ์ที่เกี่ยวข้องกับอิสลาม มูลนิธิเชื่อว่าความรู้ที่เพิ่มพูนนั้นโดยธรรมชาติจะนำมาซึ่งความเข้าใจที่เพิ่มพูนขึ้น และสิ่งนี้จะเป็นประตูสู่การแลกเปลี่ยนความคิดและมิตรภาพ ชีวิตของมุสลิมในประเทศไทยนั้นเป็นทั้งการท้าทายและการสำรวจตรวจตรา มันเป็นการท้าทายที่จะไม่ยอมตกอยู่ภายใต้ลัทธิวัตถุนิยม การทำตามอำเภอใจที่รุนแรง และวัฒนธรรมของความไร้ศรัทธา ชาวมุสลิมจะต้องใช้ทางออกที่เป็นไปตามแนวทางอิสลาม ซึ่งวางอยู่บนความเข้าใจในความเป็นจริงของปัจจุบัน การท้าทายที่มีอยู่มากมายและปัญหาที่เผชิญอยู่ในประเทศไทย ความรับผิดชอบในประเทศไทยนั้นมีอยู่ทั้งในเรื่องของการทบทวนและฟื้นฟูคำสอนที่ถูกต้องของอิสลามในหมู่ชาวมุสลิม และนำเสนอแก่ผู้ที่มิใช่มุสลิมด้วยการเชิญชวนสู่อิสลาม แต่ทั้งสองประการนี้จะทำได้ก็ต่อเมื่อใช้การเชิญชวนที่มีความเกี่ยวข้องและเหมาะสม (ดะอ์วะฮ์) และการศึกษา ด้วยความมุ่งหมายข้างต้น มูลนิธิมัสญิดกลางอิสลามแห่งประเทศไทย จึงได้สถาปนาขึ้นที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ปี 1951 ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นมูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 24 กันยายน ปี 1976 มูลนิธิได้นำเสนอกิจการต่างๆ มากมายสำหรับชาวมุสลิมและมิใช่มุสลิมด้วยความพยายามที่จะนำเสนออิสลามให้แก่สังคมในวงกว้าง มูลนิธิได้เข้าไปร่วมในกิจการต่างๆ รวมทั้งหนังสือเกี่ยวกับอิสลาม จัดกลุ่มการเรียนการสอน ประชุม สัมมนา นิทรรศการและการสนับสนุนสังคมเมื่อมีความจำเป็น วิสัยทัศน์ของมูลนิธิก็คือการเป็นตัวอย่างและเป็นองค์การที่มีเอกภาพในประเทศไทยเพื่อสิ่งที่ดีของชุมชนมุสลิมและสังคมโดยรวม ภารกิจของมูลนิธิก็คือการดูแลมัสญิด ให้การบริการทางศาสนาและคำสอนทางศาสนา และทางนำแก่ชุมชนมุสลิมสำหรับการพัฒนาทางศีลธรรม สนองตอบต่อข้อเรียกร้องทางศาสนาของพวกเขา ให้การศึกษาแก่ทุกภาคส่วนของชุมชน ใช้ชีวิตในสังคมปัจจุบันที่มีหลายวัฒนธรรมในฐานะมุสลิมและในฐานะพลเมืองตัวอย่าง ช่วยเหลือชาวมุสลิมและสังคมที่กว้างขวาง เสนอทางนำและการบริการข้อมูล โดยเฉพาะอย่างยิ่งแก่สถาบันทางการศึกษา โรงพยาบาล ผู้ต้องขัง และแก่ทุกชุมชนโดยไม่เลือกศาสนา ให้บริการด้านการปรึกษาเพื่อแก้ไขปัญหาการศึกษา วัฒนธรรม และปัญหาต่างๆ ของสังคมในชุมชน ให้บริการด้านสวัสดิการสังคม การบริการด้านพิธีศพและการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในทุกระดับของสังคม มูลนิธิเห็นคุณค่าจากความคิดและข้อแนะนำของท่านและขอเชิญชวนให้ท่านนำเสนอความคิดเหล่านั้น เหนืออื่นใด มูลนิธิรับใช้สังคมหนึ่งเดียวและเราเชื่อในโลกเดียวกัน เราขอขอบคุณและหวังว่าท่านจะมีความสุขในการมาเยือนมูลนิธิแห่งนี้ อัลมัสริได้พูดให้นักวิชาการมุสลิมที่นี่และคณะกรรมการมูลนิธิ ตลอดจนประชาชนทั่วไปฟังว่าตั้งแต่วันแรกที่มาถึงคณะของ OIC ได้รับข้อมูลมาก ชื่นใจที่เห็นว่าชาวมุสลิมมีสิทธิเท่าเทียมศาสนิกอื่น การมาประเทศไทยเป็นการมาตามคำเชิญของรัฐบาลไทย หลังเหตุการณ์อันน่าเศร้าสลดที่ตากใบซึ่งรัฐบาลไทยได้ส่งตัวแทนพิเศษไป OIC และ OIC ก็มาตามคำเชิญของรัฐบาลไทย เพื่อรายงานให้กับการประชุม OIC ที่เยเมนต่อไป จากนั้นอัลมัสริได้พูดถึงหลายวันที่ผ่านมาว่าได้ไปเยี่ยมจุฬาราชมนตรี ได้ไปสามจังหวัดภาคใต้ ได้พบผู้รับผิดชอบจากส่วนราชการและประชาชน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและผู้เกี่ยวข้อง จากนั้นอัลมัสริก็พูดคล้ายกับที่ได้พูดในหลายๆ สถานที่ว่าเหตุการณ์ที่ภาคใต้ไม่เกี่ยวข้องกับศาสนา แต่ถ้าจะมีปัญหาก็เป็นเรื่องความแตกต่างทางวัฒนธรรม ซึ่งควรให้คนภาคใต้ได้แสดงเอกลักษณ์ของตัวเอง และศาสนาก็มิใช่เรื่องของความขัดแย้ง แต่หมายถึงความเป็นอิสระในเอกลักษณ์ของตน สามารถคงเอกลักษณ์ของความเป็นมุสลิมมลายูตามกรอบของรัฐธรรมนูญไทยและ OIC ก็ไม่มีนโยบายสนับสนุนการแบ่งแยกแต่อย่างใด รัฐบาลได้จัดตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) ขึ้นมา และได้พบกับประธาน กอส. นับเป็นการพบที่มีประโยชน์มาก โดยได้มีการพูดถึงการหายตัวไปของทนายสมชาย นีละไพจิตร และได้ตั้งคำถามต่อรองนายกฯ ซึ่งได้รับคำตอบกลับมาพอสมควร ที่ไม่สบายใจคือการหายตัวไปของทนายสมชาย ซึ่งประเทศไทยก็สังกัดอยู่ในสหประชาชาติ มาตรการลงโทษจะนำไปสู่การแก้ปัญหานี้ได้ OIC เห็นพ้องกับรัฐบาลไทยในหลายประเด็น และได้รับทราบว่ากระบวนการยุติธรรมกำลังดำเนินอยู่ ได้พูดคุยกับรัฐบาลไทยในเรื่องของการเยียวยาในสองเหตุการณ์ (กรือเซะ-ตากใบ) เชื่อว่าต้องมีการเยียวยาทางจิตใจด้วย มิใช่แค่เยียวยาทางการเงินเท่านั้น ซึ่งจะเป็นผลดีในภายภาคหน้า OIC ได้รับการต้อนรับอย่างดีเยี่ยม และ OIC ต้องการข้อมูลจากองค์การอิสลามเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน อัลมัสริกล่าวปิดท้าย จากนั้น ศ.อุมัร ญาห์ ได้กล่าวแก่บรรดานักวิชาการมุสลิมว่าโลกทุกวันนี้ต้องการอิสลาม แต่การแก้ปัญหามิได้อยู่ที่การบังคับให้อิสลามเป็นศาสนาของโลก ในฐานะตัวแทนของพระเจ้า เราไม่มีหน้าที่รับผิดชอบเช่นนี้ นี่คืออิสลาม อิสลามจึงมิใช่ศาสนาที่จะต้องมาหวาดกลัว (Islamoplobia) อิสลามสอนให้มนุษย์อยู่ร่วมกันอย่างสันติ สิ่งที่อัลลอฮ์สอนคือประจักษ์พยานที่พระองค์ได้แสดงให้เห็น ปัญหาเรื่องความเป็นพี่น้องของมนุษย์นั้นเป็นหน้าที่และภารกิจของอิสลาม ศ.อุมัรญาห์ ได้เน้นให้เห็นถึงความสามารถในการรับรู้ต่อความเป็นจริงทั้งหลาย (perceptive understanding of realities) ที่เกิดขึ้น เขาบอกว่าเราในฐานะที่เป็นชาวมุสลิม จะต้องเชื่อในระบอบอิสลาม จุดมุ่งหมายของอิสลามคือการให้ความคิดต่อมนุษย์ ให้ความถูกต้องต่อความเป็นจริงที่เกิดขึ้นซึ่งมีอยู่หลายประการ ประการสำคัญที่สุดคือการทำความเข้าใจต่อกลุ่มนิยมลัทธิวัตถุนิยมทางโลก ซึ่งนำทางความคิดมนุษย์อยู่ในทุกวันนี้ นักจิตวิทยา นักการเมือง ฯลฯ ต่างก็ถูกนำทางโดยปรัชญาวัตถุนิยมทางโลก ซึ่งค้านกับแนวคิดความเป็นหนึ่งเดียวของพระเจ้า (เตาฮีด) ในอิสลาม อันตรายที่มาจากแนวคิดนี้ มีอิทธิพลต่อความคิดและความรู้ของเรา มนุษย์กระทำตามความเข้าใจ ถ้าความเข้าใจผิด นิสัยก็ผิด เราก็ไม่อาจหวังว่ามนุษย์จะมีพฤติกรรมที่ถูกต้องได้ ถ้านิสัยถูก ผลก็คือความสงบ ความเข้าใจ เมื่อรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงของโลก มุสลิมจะต้องมีการกระทำ ทำงานหนัก การละหมาด ถือศีลอด ประกอบพิธีฮัจญ์ ทั้งหมดนี้เป็นหลักคำสอนที่มีต่อมนุษย์ให้กระตือรือร้น ศ.อุมัร ญาห์ บอกว่าประทับใจที่ศูนย์กลางอิสลาม เตรียมตัวเผชิญหน้ากับการท้าทาย เผชิญกับแนวคิดที่แยกจิตใจมนุษย์ออกจากอัลลอฮ์ ขอแสดงความยินดีกับความรู้สึกที่ดีและการที่มูลนิธิได้เผชิญกับปัญหาต่างๆ ที่อันตรายที่สุดคือ สิ่งที่เรียกว่าปรัชญาวัตถุนิยมที่รู้กันในชื่อโลกาภิวัตน์ ตอนบ่ายของวันที่ 10 มิถุนายน คณะ OIC เดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่โดยเที่ยวบินที่ TG-114 และเข้าพักที่โรงแรมเชอราตัน เชียงใหม่ โดยมีภารกิจที่สำคัญคือการพบปะกับคณะกรรมการอิสลาม ประจำจังหวัดเชียงใหม่ เยี่ยมชมมัสญิดและโรงเรียนสอนศาสนาอิสลาม และปิดท้ายรายการด้วยการเยี่ยมชมอุตสาหกรรมทำร่มที่ อ.สันกำแพง หน้า 25 ไทยกับ OIC (9) มุมมุสลิม จรัญ มะลูลีม มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 25 ฉบับที่ 1306 มุสลิมในจังหวัดเชียงใหม่มีความหลากหลายมาก มีหลายเชื้อชาติและอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน และมีความสามัคคีอยู่ในระดับที่น่าชื่นชม ทั้งชาวมุสลิมที่มีบรรพบุรุษมาจากอินเดีย ปากีสถาน และบังกลาเทศ ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่มัสญิดช้างคลาน ประกอบอาชีพหลากหลาย และที่มีบรรพบุรุษเป็นชาวจีนที่เรียกกันจนติดปากว่าจีนฮ่อที่ส่วนใหญ่จะมีฐานะดีประกอบอาชีพค้าขายเป็นด้านหลัก ส่วนใหญ่บรรพบุรุษจะมาจากยูนนาน บางครอบครัวมีภรรยาที่เป็นชาวมุสลิม และชาวไทยมุสลิมด้วย จึงมักจะเดินทางไปกลับบ่อยครั้งระหว่างสองประเทศ ทั้งนี้ การเดินทางจากเชียงใหม่ไปคุณหมิงซึ่งเป็นเมืองหลวงของยูนนานจะใช้เวลาไม่นานนัก ราว 7-8 ปีที่ผ่านมา ผมเคยไปร่วมงานวันประสูติของศาสดามุฮัมมัด (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) ที่คุณหมิง พบว่าชาวมุสลิมที่นั่นมีฐานะดี เป็นเจ้าของโรงงานถลุงเหล็ก มีมัสญิดที่สวยงาม มีการเฉลิมฉลองให้แก่ผู้ที่ศึกษาคัมภีร์กุรอานจนจบเล่ม มีการประกอบพิธีทางศาสนาและมีการเลี้ยงอาหารแก่แขกจากมณฑลต่างๆ วันละหลายครั้ง ตามมัสญิดจะมีวัจนะของท่านศาสดา (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) อยู่ทั่วไป ผู้คนแต่งกายตามหลักการอิสลาม ที่มัสญิดเมืองนะญาหญิง ผู้คนมืดฟ้ามัวดิน เด็กๆ ตัวเล็กๆ ที่ยังไม่จำเป็นต้องแต่งกายตามหลักศาสนาเพราะยังไม่บรรลุนิติภาวะจะทำทรงผมหลากหลาย เครื่องแต่งกายมีสีสันสดใส แม้รูปแบบจะแตกต่างไปจากงานเมาลิดของไทยเพราะไม่มีร้านค้าภายในงาน แต่จิตวิญญาณของงานก็เหมือนกันคือเพื่อรำลึกถึงคุณูปการของท่านศาสดามุฮัมมัด (peace be upon him) ผมจำได้ว่ามีครอบครัวที่คุณหมิงหลายครอบครัวที่มีพี่น้องอยู่ที่เชียงใหม่ ครอบครัวของอาเหว่ย ซึ่งเป็นนักศึกษาที่มาเรียนศาสนาอิสลามที่เชียงใหม่ ซึ่งผมไปพักอยู่หลายวันนั้นมีญาติพี่น้องหลายคนอยู่ที่เชียงใหม่ ปีที่ผมไปคุณหมิงนั้นเป็นปีที่กฎระเบียบอันเข้มงวดที่มีต่อผู้นับถืออิสลามของรัฐบาลคอมมิวนิสต์ผ่อนคลายไปมากแล้ว ดังนั้น เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลจึงเข้ามาร่วมงานโดยตลอด และเข้ามาร่วมงานเมาลิดหรือเมาลิดินนบีของจีนที่คุณหมิงเป็นอย่างดี คนที่ทำงานหนักคือบรรดาพ่อครัวแม่ครัวทั้งหลายที่ต้องคอยต้อนรับแขกจากทุกมณฑล และอย่างที่รู้กัน การเลี้ยงแขกผู้มาเยือนด้วยอาหารหลากหลายนั้นถือเป็นการต้อนรับที่มีเกียรติของชาวจีน การเตรียมพร้อมเรื่องอาหารจึงเป็นงานสำคัญไปโดยปริยาย ผมย้อนรำลึกถึงสิ่งที่ได้เห็นก็อดนึกถึงพี่น้อง 3 จังหวัดภาคใต้ไม่ได้ว่า ถ้าวันเวลาก่อนเดือนมกราคม 2547 ได้หวนคืนมาอีกครั้งในฐานะของชาวมุสลิมพวกเขาก็คงมีความสุข สงบ เช่นเดียวกับมุสลิมในรัฐยูนนานอย่างแน่นอน ประเทศจีนในปัจจุบันให้ความสำคัญกับประเทศมุสลิมอย่างมากโดยเฉพาะความสัมพันธ์ทางการทูตและการค้า ผู้ประกอบพิธีฮัจญ์จะไม่ประหลาดใจเลยว่า สิ่งของเครื่องใช้ในช่วงที่เป็นฤดูกาลของการประกอบพิธีฮัจญ์จำนวนมากนั้นมาจากประเทศจีน นักการทูตจีนในประเทศมุสลิมส่วนใหญ่จะพูดภาษาอาหรับได้แม้จะมิได้นับถือศาสนาอิสลามก็ตาม เช่นเดียวกับนักการทูตจากประเทศต่างๆ ที่พูดภาษาไทยได้ค่อนข้างดี เช่น นักการทูตจากสหรัฐ อังกฤษ ออสเตรเลีย สิงคโปร์ และมาเลเซีย ฯลฯ มัสญิดในประเทศจีนมีคนละหมาดจำนวนมาก คณะกรรมการมัสญิดจะจัดสถานที่ละหมาดแถวหน้าๆ ให้แก่ผู้มาเยือนเป็นการให้เกียรติ ในงานเมาลิดของจีนจะมีการสวมเสื้อครุยให้แก่นักเรียนที่เรียนจบด้านศาสนาเป็นสีเขียวสด และขณะที่มีการอัญเชิญคัมภีร์อัลกุรอานและการพูดถึงจริยวัตรของท่านศาสดา (ขอความสันติจงมีแต่ท่าน) ผู้คนจะให้การรับฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ ข้างนอกงานจะมีร้านค้าหลากหลาย ตั้งแต่ร้านขายขนม ร้านเสื้อผ้า ร้านขายมีด ร้านทำผมเด็กๆ ไปจนถึงร้านขายของที่ระลึกต่างๆ แม้งานจะยิ่งใหญ่แค่ไหน คนจำนวนมากเท่าไหร่ แต่ทุกอย่างก็ดำเนินไปอย่างเป็นระบบ อิ่มเอิบและมีความเป็นพี่น้องในศาสนาอย่างแท้จริง หลังจาก OIC ได้ไปเยี่ยมโรงเรียนจิตภักดีซึ่งครูบาอาจารย์พูดภาษาอาหรับได้หลายคนและชื่นชมอาคารเรียนแล้ว อัลมัสริและคณะก็ได้เดินทางมาถึงมัสญิดบ้านฮ่อ พร้อมกับกล่าวถึงภารกิจในการเดินทางมาประเทศไทย ซึ่งเนื้อหาคล้ายคลึงกับทุกที่ที่ได้เดินทางไปเยี่ยมเยียน จากนั้นอิมามจากมัสญิดบ้านฮ่อได้กล่าวทักทายคณะของ OIC ด้วยคำว่า อัสสะลามุอาลัยกุม (ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน) คณะกรรมการมัสญิดบ้านฮ่อ คณะครู และนักเรียนจากมัสญิดบ้านฮ่อรู้สึกเป็นเกียรติที่คณะเจ้าหน้าที่ของ OIC และคณะของไทยได้มาเยี่ยม และเราขอต้อนรับทุกคน มัสญิดบ้านฮ่อมีอายุกว่า 100 ปี มัสญิดแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นโดยชาวจีนมุสลิมจากยูนนาน (Yunnan) ของจีน ได้มีบรรดาพ่อค้าซึ่งเดินทางเป็นกองคาราวานจากเมืองยูนนานถึงกรุงสยาม ซึ่งเรียกกันในสมัยนั้น (ก่อนที่จะเรียกว่าประเทศไทยในเวลาต่อมา) และเดินทางไปที่คาบสมุทรมลายา ชาวจีนจำนวนมากได้ตั้งหลักแหล่งอยู่ที่เชียงใหม่และบริเวณใกล้เคียง อย่างเช่น บ้านยาง ท่าตอน ฝาง แม่สะเรียง ฯลฯ ชาวยูนนานมุสลิมจำนวนมากได้แต่งงานกับคนในท้องถิ่นที่นับถือศาสนาอิสลาม ในที่สุดบรรพบุรุษของพวกเขาก็กระจายออกไปทั่วภาคเหนือของไทย อาคารมัสญิดแต่เดิมเป็นโครงสร้างที่ทำด้วยไม้ โดยมีนาย Tseng Chon Lin เป็นผู้อุทิศที่ดินให้ พร้อมกันนั้นบรรดาผู้ศรัทธาได้สร้างมัสญิดในที่เดิม และได้กลายเป็นศูนย์กลางกิจกรรมอิสลามในภาคเหนือของประเทศไทยไปในที่สุด มุสลิมแห่งมัสญิดบ้านฮ่อเป็นคนรุ่นที่ 4 และ 5 ของชาวยูนนาน (Yunnanese) พวกเขามีอาชีพการงานที่หลากหลาย บางคนมีธุรกิจส่วนตัว บางคนเป็นเจ้าของอพาร์ตเม้นต์และห้องเช่า บางคนก็เป็นนายแพทย์ วิศวกร นักกฎหมาย เจ้าหน้าที่ของรัฐบาล พ่อค้า เจ้าของแผงลอย และงานช่างฝีมือ พวกเขาอยู่อาศัยด้วยความสงบ และปรองดองกับสังคมไทยชาวเหนือที่มิได้เป็นมุสลิมด้วยดี ใกล้ๆ กับมัสญิดมีอาคารเรียนที่สร้างขึ้นในปี 2001 โดยรับนักเรียนจากสถานที่ต่างๆ เพื่อสอนศาสนาอิสลามให้แก่พวกเขา ปัจจุบันยังรับเฉพาะเด็กผู้ชาย มัสญิดแห่งนี้มีชั้นเรียนสำหรับนักเรียนมุสลิมในวันเสาร์-อาทิตย์ ช่วงกลางปีและวันหยุดหน้าร้อน อาคารนี้ยังใช้ในวาระต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับชุมชนมุสลิมและกิจการอิสลามอื่นๆ อีกด้วย สำหรับอัลมัสริและคณะ การได้มาเห็นสังคมของชาวจีนและชาวเอเชียใต้มุสลิมในประเทศไทย เป็นประสบการณ์ที่มีค่า และได้เข้าใจถึงการให้เสรีภาพทางศาสนาอย่างเต็มที่แก่คนทุกหมู่เหล่าของรัฐไทย ได้เห็นประเพณี วิถีชีวิตที่หลากหลาย และความเป็นอิสระเสรี ทำให้มุมมองของ OIC เปิดกว้างกว่าความเข้าใจเดิมที่มีอยู่ก่อนการเดินทางมาประเทศไทย การเดินทางที่เชียงใหม่สิ้นสุดลงที่โรงงานทำร่มสันกำแพง โดยคณะของ OIC ประทับใจในความอ่อนช้อยละเอียดอ่อน และความงดงามของร่มขนาดต่างๆ ที่หลากสีสันและลวดลาย ได้เห็นกรรมวิธีการทำกระดาษสา การใช้ไม้ ด้าย และการย้อมสี การเขียนรูปลงบนร่ม ฯลฯ พร้อมกับความประทับใจนี้ พวกเขาได้ซื้อกลับไปเป็นที่รำลึกจำนวนหนึ่ง และได้รับอภินันทนาการจากเจ้าของร้านส่วนหนึ่ง ในคืนเดียวกัน คณะของ OIC จำนวนหนึ่งได้ไปดูการแสดงศิลปะ การขับร้องระหว่างไทย-บูรไน ซึ่งงดงาม มีพลังและสื่อถึงความสัมพันธ์อันดีงามของสองประเทศผ่านศิลปะ สุนทรียภาพ การขับขานและดนตรีอันเป็นภาษาสากลของมนุษย์ ภารกิจสุดท้ายในเมืองไทยของคณะ OIC ในวันที่ 12 มิถุนายน 2548 คือการไปเยือนอยุธยาเมืองหลวงเก่าที่เต็มไปด้วยความงดงาม เคร่งขรึม ศิลปะ และสถาปัตยกรรม และความสำคัญของอยุธยาอีกประการหนึ่ง คือ มีพี่น้องมุสลิมอยู่จำนวนมาก ประดิษฐ์ รัตนโกมล ประธานคณะกรรมการอิสลามของจังหวัดอยุธยา ซึ่งมีสำนักงานอยู่ที่ ต.พระยาบันลือ พร้อมผู้ว่าราชการและคณะ รวมทั้งประชาชนจำนวนมากให้การต้อนรับเป็นอย่างดีและอบอุ่น มีการพูดถึงจุดยืนของ OIC โดยอัลมัสริและมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นว่าด้วยภาพรวมของสังคมมุสลิมในจังหวัดอยุธยาอย่างกว้างขวาง จากนั้นคณะของ OIC จึงเดินทางกลับกรุงเทพฯ 08.15 น. คณะ OIC เดินทางกลับโดยเที่ยวบินที่ QR 613 ก่อนอำลาประเทศไทยคณะ ของ OIC ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าประทับใจ เข้าใจและพร้อมที่จะเดินทางมาเที่ยวประเทศไทยอีกครั้ง พวกเขาจากประเทศไทยไปพร้อมด้วยกระเป๋าที่มีของฝากให้แก่ครอบครัวและเพื่อนฝูงหลายสิบใบ ในเวลานั้นผมคิดว่าไม่ว่าผลการประชุม OIC ที่เยเมนจะออกมาอย่างไร การเดินทางของคณะ OIC ครั้งนี้ก็น่าจะทำให้ได้เข้าใจภาพรวมของชาวมุสลิมในภาคต่างๆ ของไทยได้ดีขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย แม้ว่าฝ่ายไทยยังคงต้องทำให้ OIC เข้าใจวิธีการแก้ปัญหาและมาตรการต่างๆ ที่จะนำไปสู่ความแจ่มชัดในสามปัญหาใหญ่ที่ OIC ให้ความสนใจ คือ กรือเซะ ตากใบ และ สมชาย นีละไพจิตร ก็ตาม หน้า 36 ไทยกับ OIC (10) มุมมุสลิม จรัญ มะลูลีม มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 02 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 25 ฉบับที่ 1307 ก่อนจะพูดถึงการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ ของ OIC (Islamic Conference of Foreign Minister-ICFM) ที่กรุงศอนอา สาธารณรัฐเยเมน ผมขอพูดถึงจุดอ่อน จุดแข็งของ OIC เล็กน้อย เพื่อให้เห็นภาพที่แท้จริงของ OIC จุดอ่อน - OIC ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่าขาดความเป็นปึกแผ่นและอยู่ในภาวะที่เรียกกันว่า Bloc Politics นั่นคือสมาชิกบางประเทศมักจะคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งชาติ (National Interests) ของตนมากกว่าผลประโยชน์ของ OIC โดยรวม - ถูกประชาคมในโลกมุสลิมวิพากษ์ว่ายังไม่สามารถมีบทบาทและอิทธิพลพอเพียงในการช่วยเหลือชาวมุสลิมได้อย่างแท้จริง ทั้งในกรณีอิรัก อัฟกานิสถาน ปาเลสไตน์ ฯลฯ ในอดีต OIC ไม่สามารถคลี่คลายปัญหาความขัดแย้งในกรณีอิรัก-อิหร่าน อิรักยึดครองคูเวตได้ ความล้มเหลวของ OIC ในการเป็นผู้ไกล่เกลี่ยให้สองฝ่ายยุติสงครามก็นำมาซึ่งความอับอายและความเจ็บปวดในฐานะองค์การ เป็นการเตือนให้เห็นข้อจำกัดในความเป็นปึกแผ่นของ OIC ทำให้โลกมุสลิมตกอยู่ในสภาพตั้งรับนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ 9/11 เป็นต้นมา - OIC มิได้ให้ความสนใจมากนักในการสร้างความเป็นสากลของชุมชนอิสลาม หากแต่มุ่งจะหาความก้าวหน้าให้แก่ผลประโยชน์ของตนเองเป็นสำคัญ (ดู James Piscatare "International Islamic Movements and Institutions" in the Cambridge Encyclopedia of the Middle East and North Africa, Cambridge University Press, 1988, p.480) - OIC ยืนยันว่า "ความเป็นปึกแผ่น" เป็นจุดหมายสำคัญของ OIC และหนึ่งในหลักการสำคัญก็คือการให้ความเคารพต่ออธิปไตย ความเป็นเอกราชและบูรณภาพของดินแดนของสมาชิกแต่ละประเทศ อย่างไรก็ตาม ในภาคปฏิบัติแล้ว ความเป็นปึกแผ่นก็มีความเข้าใจยากอยู่บ่อยครั้ง ตัวอย่างเช่น โดยทั่วไปประเทศแอลจีเรียจะให้ความสำคัญกับขบวนการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดมากกว่า OIC - ที่ผ่านมา ในกรณีการรุกรานอัฟกานิสถานของอดีตสหภาพโซเวียตนั้น แม้ว่าสมาชิกของประเทศต่างๆ จะคัดค้านการรุกรานอัฟกานิสถาน แต่ประเทศอาหรับชั้นแนวหน้าในเวลานั้นที่มีศรัทธาอย่างเต็มเปี่ยมต่ออดีตสหภาพโซเวียต เช่น ซีเรีย สาธารณรัฐประชาธิปไตยเยเมน และองค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ (PLO) ซึ่งเป็นสมาชิกของ OIC ต่างก็มีความลังเลใจที่จะประณามอดีตสหภาพโซเวียตโดยทันที จุดแข็ง OIC อยู่ได้ด้วยความเชื่อของบรรดาสมาชิกที่คิดว่าองค์การนี้มีประโยชน์ เป็นกลุ่มประเทศที่มีจุดยืนชัดเจน สังกัดอยู่ในขบวนการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (Non-Aligned Movement หรือ NAM) และสหประชาชาติ ประเทศอย่างซาอุดีอาระเบีย ปากีสถาน พบว่า OIC มีประโยชน์เป็นพิเศษ เพราะ OIC สามารถเป็นปากเสียงให้แก่ประเทศของพวกเขาในเวทีโลก ปากีสถานเห็นว่า OIC จะทำให้ปากีสถานได้รับการสนับสนุนในการแข่งขันที่ดำรงอยู่ต่อไปกับอินเดีย มาเลเซียมีความคิดว่า OIC จะเป็นความก้าวหน้าในจุดหมายของนโยบายต่างประเทศ ดังนั้น OIC จึงเป็นเวทีระหว่างประเทศที่มีความสำคัญมากที่สุด ไม่แพ้สมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of South East Asian Nations) หรืออาเซียน (ASEAN) มีบางครั้งที่ประเทศอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซียได้ปกป้องพันธมิตร ASEAN ด้วยกัน (แม้ว่าจุดยืนของมาเลเซียและอินโดนีเซียปัจจุบันที่มีต่อกรณีกรือเซะ และตากใบจะต่างไปจากอดีตอยู่บ้างก็ตาม) ที่ผ่านมามาเลเซียสนับสนุนให้ OIC มีท่าทีเป็นกลางในเรื่องชนกลุ่มน้อยมุสลิมทั้งในฟิลิปปินส์และประเทศไทย ในขณะที่บางประเทศสนับสนุนให้ OIC มีปฏิกิริยาต่อรัฐบาลไทยและฟิลิปปินส์และสนับสนุนให้แซงก์ชั่นต่อไทยและฟิลิปปินส์ด้วย เช่นเดียวกัน ในปี 2521 ลิเบียได้เสนอให้ผู้แทน PULO แถลงในที่ประชุม OIC ที่เซเนกัล แต่ได้รับการคัดค้านจากมาเลเซีย อินโดนีเซียและสมาชิกของ OIC จนทำให้ข้อเสนอตกไปในที่สุด ล่าสุด นายอับดุลลอฮ์ อะห์มัด บาดาวี นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย กล่าวในพิธีเปิดการประชุมประจำปี ของชาติสมาชิกองค์การการประชุมอิสลาม หรือ OIC ทั้ง 57 ชาติ ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน เรียกร้องให้ชาติสมาชิก OIC ทั้งหมดลงนามและให้สัตยาบันรับรองระบบสิทธิพิเศษทางการค้าในหมู่ชาติสมาชิก ซึ่งถือเป็นก้าวแรกของกระบวนการสร้างบูรณภาพทางเศรษฐกิจในกลุ่ม OIC โดยนายบาดาวีระบุว่า "นี่คือก้าวแรกที่สำคัญ อันจะนำไปสู่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ของการรวมตัวกันทางเศรษฐกิจในหมู่ชาติ OIC ทั้งหมด" นอกเหนือจากที่ระบุว่า ความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจจะทำให้ OIC มีบทบาทในเวทีระหว่างประเทศมากขึ้น ด้าน นางรอฟีดะฮ์ อาซีส รัฐมนตรีการค้าและอุตสาหกรรมระหว่างประเทศของมาเลเซีย เผยว่า ชาติสมาชิก OIC ที่ได้ลงนามและให้สัตยาบันรับรองร่างข้อตกลงด้านการค้าดังกล่าวแล้วคือ มาเลเซีย อิหร่าน ตุรกี บังกลาเทศ ตูนีเซีย เลบานอน ลิเบีย อียิปต์ ปากีสถาน แคเมอรูน อินโดนีเซีย กินี จอร์แดน และยูกันดา ทั้งนี้ ภายใต้ระบบดังกล่าว ประเทศในกลุ่มจะต้องลดพิกัดอัตราภาษีศุลกากรลงตามกระบวนการแบบค่อยเป็นค่อยไป 3 ระดับ โดยนายบาดาวี ระบุว่า เป็นสิทธิของชาติสมาชิกแต่ละชาติที่จะให้การรับรองระบบดังกล่าว ซึ่งรายละเอียดต่างๆ จะยกมาพิจารณาต่อไป โดยนายบาดาวีหวังว่า ระบบใหม่นี้จะสามารถนำมาปรับใช้หรือมาแทนที่ระบบอื่นๆ ได้เพื่อส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือยิ่งขึ้นในกลุ่มชาติสมาชิกที่ยังด้อยพัฒนาทางเศรษฐกิจ เพราะปัญหาใหญ่ที่กลุ่มต้องเผชิญคือเรื่องของความสมดุลมหาศาลทางด้านเศรษฐกิจในหมู่ชาติสมาชิกด้วยกัน นอกจากนี้ นายบาดาวียังเรียกร้องให้มีการพัฒนาระบบการศึกษาในกลุ่ม OIC ด้วย โดยระบุว่า ปัจจุบัน OIC ยังขาดแคลนทุนการศึกษาขั้นรุนแรง โดยจำนวนประชากรทั้งหมดของชาติสมาชิก OIC 1.3 พันล้านคน มีจำนวนนักวิทยาศาสตร์อยู่น้อยกว่า 300,000 คน และเมื่อเทียบกับสหรัฐอเมริกากลับมีนักวิทยาศาสตร์อยู่มากถึง 1.1 ล้านคน ส่วนญี่ปุ่นมีถึง 700,000 คน มาเลเซียในฐานะประธานกลุ่ม OIC กำลังเร่งผลักดันกลุ่มให้เกิดความร่วมมือทางเศรษฐกิจใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น รวมทั้งในหมู่ชาติอิสลามที่กำลังจะพัฒนาภาคการเงินแบบอิสลามด้วย เพื่อแผ้วทางไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ในขณะที่การประชุมในหมู่ผู้ว่าการธนาคารเพื่อการพัฒนาอิสลาม (IDB) ของแต่ละชาติจะมีการจัดตั้งสถาบันการเงินเพื่อสนับสนุนการค้าขึ้นด้วยทุนจัดตั้งถึง 3 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีจุดประสงค์เพื่อสนับสนุนการพัฒนาทางการค้าระหว่างชาติสมาชิก (ดูมติชนรายวัน วันอังคารที่ 21 มิถุนายน พ.ศ.2548) ไทยมีความสัมพันธ์กับประเทศ OIC มาตั้งแต่ก่อนเป็นประเทศผู้สังเกตการณ์เมื่อปี 2541 โดยไทยมีจุดมุ่งหมายสำคัญในการให้ OIC ได้เข้าใจท่าทีนโยบายและการปฏิบัติต่อชาวไทยมุสลิม การขยายการติดต่อสัมพันธ์กับโลกมุสลิม การแสวงหาความร่วมมือกับ OIC และประเทศสมาชิก และเป็นการป้องกันมิให้ขบวนการแยกดินแดนหรือผู้ก่อความไม่สงบ ใช้ประเด็นปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้กลายเป็นปัญหาระหว่างประเทศ ความพยายามในการใช้เวที OIC ของขบวนการแยกดินแดน ขบวนการปลดปล่อยรัฐปัตตานี (Pattani United Liberation Organization) หรือที่รู้จักกันในนามของ PULO และขบวนการที่มีชื่อว่าแนวหน้าเพื่อการปลดปล่อยปัตตานี (National Liberation Front of Pattani) หรือ NIFP นั้น อาจกล่าวได้ว่าเป็นขบวนการที่ให้ความสำคัญแก่บทบาทของ OIC เป็นอย่างมาก ส่วนขบวนการอื่นๆ นอกจากนี้ ก็ได้พยายามเคลื่อนไหวผ่าน OIC เช่นกัน แต่มีอัตราน้อยกว่า ความเคลื่อนไหวเหล่านี้มีมาตั้งแต่ปี 2517 แล้ว จุดมุ่งหมายสำคัญของขบวนการเหล่านี้ คือการพยายามผลักดันให้ที่ประชุมประจำปีในระดับรัฐมนตรีต่างประเทศของ OIC (ICFM) บรรจุสถานการณ์ของชาวมุสลิมในจังหวัดภาคใต้ของไทยให้อยู่ในวาระการประชุม โดยวาระสำคัญคือการให้ที่ประชุมเห็นพ้องต้องกันและประณามว่ารัฐบาลไทย ไม่ให้ความเป็นธรรม กดขี่ข่มเหงชาวมุสลิม อย่างไรก็ตาม จนถึงการประชุมครั้งล่าสุดที่เยเมน เมื่อวันที่ 28-30 มิถุนายน 2548 ยังไม่ประสบผลสำเร็จ แต่ความพยายามดังกล่าวก็มิได้หมดไป เริ่มจากการประชุม ICFM ในปี 2517 ที่ขบวนการ NIFP ใช้จดหมายเวียนไปยังสมาชิกของ OIC เรียกร้องให้ประเทศมุสลิม งดการขายน้ำมันดิบและงดการช่วยเหลือทางการเงินแก่ประเทศไทย ปี 2518 ขบวนการ NIFP ขอรับการสนับสนุนด้านอาวุธจาก OIC พร้อมกับขอจัดตั้งสำนักงานของ NIFP ในประเทศสมาชิก ใช้เอกสารโจมตีประเทศไทย และที่สำคัญคือ ขอให้ OIC จัดตั้งคณะกรรมการพิเศษขึ้นพิจารณาสภาพความเป็นจริงของชาวมุสลิมในประเทศไทย ปี 2531 ขบวนการ PULO ส่งผู้แทนเพื่อขอเข้าร่วมประชุม ICFM ที่กรุงอัมมัน แต่จอร์แดนได้ยับยั้งขบวนการ PULO ไว้เสียก่อน หลังจากนั้นจนถึงปี 2538 แม้ว่าขบวนการแยกดินแดนต่างๆ จะใช้ความพยายามที่จะเข้าร่วมประชุมแต่ก็ถูกยับยั้งเอาไว้โดยประเทศ อย่างเช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย อียิปต์ ปากีสถาน กระนั้นก็ตาม ในปี 2539 ได้ปรากฏว่ามีรายงานการพิจารณาเกี่ยวกับชาวไทยมุสลิม และปัญหาภาคใต้ของไทย ในการประชุมผู้เชี่ยวชาญของรัฐบาล ว่าด้วยสิทธิขั้นมูลฐานของชนกลุ่มน้อยมุสลิม และชุมชนมุสลิมในประเทศที่มิได้เป็นสมาชิกของ OIC (Governmentel Expert on Fundamental Right of Muslim Minority and Muslim Communities in non - OIC Member State) ที่กรุงญิดดะฮ์ (Jidda) เมื่อเดือนกันยายน ปี 2539 โดยที่ประชุมได้พิจารณาถึงข้อเรียกร้องของขบวนที่เรียกร้องดินแดนและการปกครองตนเอง ทั้งนี้ ที่ประชุมมีความเห็นว่าควรให้มีการเจรจาระหว่างรัฐบาลไทยกับขบวนการปัตตานี โดยที่ผ่านมา OIC ได้เคยช่วยไกล่เกลี่ยให้แนวหน้าเพื่อการปลดปล่อยโมโรแห่งชาติ (Moro National Liberation Front) หรือ MNLF ลงนามในข้อตกลงที่เรียกว่าข้อตกลงตรีโปลี (Tripoli Agreement) กับรัฐบาลฟิลิปปินส์ในปี 2519 และลงนามข้อตกลงสันติภาพระหว่างกันในปี 2539 มาแล้ว นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีความเห็นให้นำเอาข้อเสนอเกี่ยวกับชาวไทยมุสลิมเข้าที่ประชุม ICFM ของ OIC ที่จะจัดที่กรุงจาการ์ตาในเดือนธันวาคมปี 2539 พิจารณา แต่ไทยและมิตรประเทศก็ยับยั้งมิให้มีการนำเสนอเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุม ICFM แต่อย่างใด หน้า 25 ไทยกับ OIC (11) มุมมุสลิม จรัญ มะลูลีม มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 09 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 25 ฉบับที่ 1308 แม้ว่าความพยายามของขบวนการแยกดินแดนที่จะใช้เวที OIC มิได้เคยยุติลงเลยก็ตาม หากแต่เมื่อไทยได้รับสถานะเป็นประเทศผู้สังเกตการณ์ในการประชุมประสานงานรัฐมนตรีต่างประเทศ OIC ที่สหประชาชาติ นิวยอร์ก เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ปี 2541 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน การกล่าวถึงประเด็นชาวมุสลิมในภาคใต้ในกรอบของ OIC ของขบวนการแยกดินแดนยังไม่ประสบผลสำเร็จแต่อย่างใด ความพยายามล่าสุดของขบวนการแยกดินแดนในการใช้เวที OIC มีขึ้นในการประชุมสุดยอดสมัยสามัญ (OIC Summit) ครั้งที่ 10 ที่เมืองใหม่ปุตราจายา โดย นายอะห์มัด อะพาลาโอ และ นายมุฮัมมัด นะพาลัน (Ahmad Apalao และ Muhamead Napalan) ได้ลงไปทะเบียนเข้าร่วมประชุมในนามผู้แทนไทย แต่ได้รับการยับยั้งจากฝ่ายไทยและมาเลเซีย ปีที่ผ่านมาในการประชุม ICFM ที่อิสตันบูล ประเทศตุรกี เมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2546 ได้มีการลักลอบวางใบปลิวโจมตีประเทศไทย โดยใช้ชื่อว่า PULO Information Bureau Europe อย่างไรก็ตาม ในการประชุม ICFM ล่าสุดที่ประเทศเยเมน เมื่อวันที่ 28-30 มิถุนายน 2548 ไม่มีการเคลื่อนไหวจากขบวนการแยกดินแดนแต่อย่างใด กระนั้นก็ตาม พอประมวลได้ว่าขบวนการแยกดินแดนได้ใช้ความพยายามที่จะใช้เวทีของ OIC มาตลอด แม้ว่าจะยังไม่ได้รับความสำเร็จก็ตาม ไทยกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ OIC ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่เลขาธิการ ผู้ช่วยเลขาธิการและผู้บริหารระดับสูงของ OIC ให้ความสำคัญและมาเยือนอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญคือ นายฮาบีบ ชัตตี เลขาธิการ OIC ซึ่งเดินทางมาเยือนไทยหลายครั้งในปี 2523 ได้เข้าพบ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี และ นายอรุณ ภาณุพงษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ดร.ซิดดิก ตาโอตี (Seddik Taouti) ที่ปรึกษาพิเศษของธนาคารเพื่อการพัฒนาอิสลาม (Islamic Devolopment Bank) เดินทางมาเยือนประเทศไทยในเดือนเมษายน ปี 2527 ได้เข้าเยี่ยมผู้อพยพบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาและภาคใต้ของไทย นายอัรซัด อุษ ซามาน (Arshad-uz-Zaman) ผู้ช่วยเลขาธิการฝ่ายบริหารของ OIC มาเยือนประเทศไทยในเดือนกันยายน ปี 2527 ได้เข้าพบ ร.ต.ประพาส ลิมปะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยต่างประเทศ พร้อมแสดงจุดยืนของ OIC ว่า มีหน้าที่ติดตามรับทราบปัญหาของประชาคมมุสลิมทั่วโลก แต่ในกรณีประเด็นปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ จะไม่เข้าไปก้าวก่ายกิจการภายในของประเทศใด ดร.เบลกีซีส (Abdelouahed Balkesis) เลขาธิการ OIC ชาวโมร็อกโก นับเป็นเลขาธิการของ OIC คนล่าสุดที่ได้มาเยือนประเทศไทยในวันที่ 10-13 มกราคม ปี 2545 ในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศ และได้เข้าพบแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อัลมัสริและคณะผู้แทนของ OIC เดินทางมาตามคำเชิญของรัฐบาลไทย เพื่อศึกษาข้อเท็จจริงที่นำไปสู่ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และเยี่ยมเยือนประชาคมมุสลิมในจังหวัดต่างๆ ของไทย ระหว่างวันที่ 2-13 มิถุนายน ปี 2548 การให้ความช่วยเหลือของ OIC ในด้านการศึกษาแก่ชาวมุสลิมในประเทศไทย ด้านการศึกษา - ธนาคารอิสลามเพื่อการพัฒนา (Islamic Development Bank-IDB) ซึ่งสังกัดอยู่กับ OIC และเป็นองค์กรชำนัญพิเศษ (specialized organ) ของ OIC (มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองญิดดะฮ์ ได้ให้การสนับสนุนด้านการศึกษาแก่ชาวไทยมุสลิม โดยได้ให้เงินสนับสนุนการก่อสร้างสถานศึกษาที่เรียกกันว่าโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม - IDB ได้ให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียนไทยมุสลิมเพื่อศึกษาในระดับอุดมศึกษาในไทยในสาขาวิชาชีพต่างๆ แต่จะเน้นเป็นพิเศษในด้านแพทยศาสตร์ เภสัชศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ จนถึงปัจจุบันรวมประมาณ 400 ทุน - โครงการขนาดใหญ่ที่สุดที่ IDB ได้ให้ความช่วยเหลือในไทยที่ผ่านมา ได้แก่ การก่อสร้างวิทยาลัยอิสลามยะลา (Yala Islamic College) ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาอิสลามระดับอุดมศึกษาของเอกชนแห่งแรกในประเทศไทย โดยเมื่อปี 2528 IDB ได้ให้เงินช่วยเหลือจำนวน 1.2 ล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 32 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างอาคารเรียนและระบบสาธารณูปโภคของวิทยาลัย การก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2532 และต่อมาเมื่อปี 2533 ประธาน IDB ได้เดินทางมาร่วมในพิธีเปิด ปัจจุบันวิทยาลัยมีนักศึกษาประมาณ 1,000 คน - IDB ได้อนุมัติให้เงินช่วยเหลือแบบให้เปล่า เพื่อสมทบทุนการก่อสร้างสถานศึกษาอิสลามในประเทศไทยกว่า 10 โรงเรียน เช่น โรงเรียนอิสลามสันติชน กรุงเทพฯ โรงเรียนอัรตัรกียะฮ์ อิสลามิยะฮ์ จ.นราธิวาส และโรงเรียนดารุลฮุดาวิทยา การค้าและอุตสาหกรรม - สมาคมนักธุรกิจและอุตสาหกรรมไทย-มุสลิม (Thai Islamic Trade and Industrial Association) เป็นสมาชิกของหอการค้าและอุตสาหกรรมประเทศอิสลาม (Islamic Chamber of Commerce and Industry-ICCI) ซึ่งเป็นสถาบันในสังกัด (affiliated institution) ของ OIC มีสำนักงานเลขาธิการตั้งอยู่ที่เมืองการาจี ปากีสถาน ปัจจุบันมี นายอะกีล อะห์มัด อัลญัซซิม เป็นเลขาธิการ - เมื่อวันที่ 24-26 มกราคม 2548 ICCI ได้ร่วมกับกรมส่งเสริมการส่งออก ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย สมาคมนักธุรกิจและอุตสาหกรรมไทย-มุสลิม จัดการประชุม Meeting of the Organization of the Islamic Conference ขึ้นที่กรุงเทพฯ เพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้าและอุตสาหกรรม ระหว่างไทยกับ ICCI ในโอกาสดังกล่าว ได้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจระหว่าง ICCI กับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Office of Small and Medium Enterprises Promotion-OSMEP) ของไทย เพื่อร่วมเป็นพันธมิตรในการส่งเสริมธุรกิจและอุตสาหกรรม SMEs โดยเฉพาะด้านอาหารฮาราล อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ และสินค้าแฟชั่น เป็นต้น การเงินการธนาคาร DB ได้ตกลงให้การสนับสนุนทางเทคนิค การจัดส่งผู้เชี่ยวชาญมาช่วยอบรมบุคลากรแก่ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย เมื่อปี 2548 การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยสึนามิ DB ได้อนุมัติเงินเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยสึนามิ (Tsunami) จำนวน 180,000 เหรียญสหรัฐ โดยผ่านสภายุวมุสลิมโลก (WAMY) ในไทย และผู้นำมุสลิมในจังหวัดภาคใต้ ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ธรณีพิบัติด้วย เป้าหมายการประชุมระดับรัฐมนตรีครั้งที่ 32 ที่เยเมน มีสาระสำคัญอยู่ที่ - การส่งเสริมการปรึกษาหารือ ความร่วมมือ ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและความเชื่อมั่นระหว่างประเทศสมาชิก - การมีปฏิบัติการร่วมในรูปแบบของศาสนาอิสลามที่มีประสิทธิภาพ และมีผลสัมฤทธิ์มากขึ้น โดยเฉพาะในการแก้ไขปัญหาทางการเมืองของสมาชิกและโลกมุสลิม เช่น การมีกลไกหรือมาตรการด้านความมั่นคงร่วมกัน และกลไกความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ เช่น การจัดตั้งตลาดร่วมอิสลาม (Islamic Common Market) เป็นต้น - ส่งเสริมประชาชาติหรืออุมมะฮ์อิสลาม (Islamic Ummah) ให้มีบทบาท และมีปากเสียงในเวทีระหว่างประเทศมากขึ้น - ใช้การประชุมนี้ในการระดมแรงสนับสนุนของประเทศสมาชิกเพื่อการปฏิรูปวัฒนธรรมการทำงานตามโครงสร้างองค์กรของ OIC หน้า 34 ไทยกับ OIC (12) มุมมุสลิม จรัญ มะลูลีม มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 25 ฉบับที่ 1309ประเด็นโลกมุสลิมกับโลกร่วมสมัยที่กำลังอยู่ในความสนใจของ OIC |