หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2005 p1

บทความปี 2004 p2 บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
สู่เส้นทางที่อันตรายมาก

โลกทรรศน์  อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์  มติชนรายสัปดาห์  วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 25 ฉบับที่ 1297

วิกฤตภาคใต้เป็นเรื่องเศร้าที่อันตรายมากเพราะชี้ให้เห็นว่าสังคมไทยไม่เคยเผชิญความขัดแย้งทางวัฒนธรรม และความเชื่อทางศาสนาที่สลับซับซ้อน รุนแรงและยาวนานขนาดนี้มาก่อน แต่ที่น่าเศร้าและอันตรายที่สุด รัฐบาลและสังคมไทยส่วนใหญ่เป็นผู้มีส่วนสร้างความขัดแย้งนี้ขึ้นมาด้วย

ปลายเดือนมีนาคม 2005 วิกฤตภาคใต้ถึงจุดเปลี่ยนในทางบวก นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี 2 สมัยและผู้นำไทยที่มีบารมีสูงและได้รับการยอมรับทั้งจากภายในและนานาชาติรับเชิญนายกฯ ทักษิณเป็นประธานคณะกรรการสมานฉันท์แห่งชาติ พร้อมด้วยความเปลี่ยนแปลงในปัญหาภาคใต้ในทางสร้างสรรค์มากมาย

วิกฤตภาคใต้น่าจะคลี่คลายไปในทิศทางใหม่ที่เป็นแนวทางประนีประนอมและสันติวิธี นายอานันท์แถลงให้สาธารณะทราบถึงการเปลี่ยนแปลงที่ดีของตัวนายกรัฐมนตรีโดยกล่าวอย่างประหลาดใจว่า นายกฯ ทักษิณเปลี่ยนวิธีคิดไปมาก ถึงแม้เขาทั้งสองจะมีความเห็นแตกต่างกันในบางเรื่องหรือประเมินสถานการณ์บางเรื่องต่างกัน แต่อย่างน้อยเป้าประสงค์สุดท้ายตรงกันคือ สันติสุขของประชาชนดำเนินการโดยสันติวิธี นายอานันท์กล่าวถึงที่มาของความเปลี่ยนแปลงนั้นว่า อาจเป็นเพราะนายกฯ ทักษิณไปพักผ่อนที่ญี่ปุ่น 4-5 วัน ไม่พบใคร ไปนั่งสมาธิหรือไปเข้าวัด

คณะกรรมการสมานฉันท์ฯ เองนับเป็นจุดเริ่มต้นของการปรองดองแห่งชาติ นายอานันท์มีสิทธิ์ขาดในการเลือกกรรมการทั้งหมด 48 คน มีการทำงานอิสระไม่ขึ้นกับรัฐบาล คณะกรรมการมีการแยกองค์ประกอบที่หลากหลายอันได้แก่ ภาคประชาคมนอกพื้นที่ ภาคประชาคมในพื้นที่ ภาคราชการและภาคการเมือง เป็นที่น่าสังเกตว่ามีกรรมการหลายคนที่มีความคิดเห็นขัดแย้งและไม่เห็นด้วยกับนายกฯ และรัฐบาลแต่ทั้ง 2 ฝ่ายก็มาทำงานด้วยกัน

หลังจากนั้น ข้อเสนอของคณะกรรการสมานฉันท์ฯ หลายประการได้รับการตอบสนองจากรัฐบาลหลายอย่าง เช่น การเผยแพร่ผลการสอบสวนข้อเท็จจริงเหตุการณ์มัสยิดกรือเซะและกรณีเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่อำเภอตากใบต่อสาธารณะ มีการรับข้อเสนอสำคัญอีก 2 ข้อคือ ข้อเสนอให้ยกฟ้องผู้ต้องหากรณีชุมนุมที่หน้าสถานีตำรวจตากใบ 58 คนและข้อเสนอเรื่องการยกเลิกกฎอัยการศึก

ตอนแรกการตอบสนองของรัฐบาลเรื่องการยกเลิกกฎอัยการศึกดีมาก นายกฯ ทักษิณเห็นด้วยกับข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ ว่าชื่อกฎอัยการศึกเวลาออกไปต่างประเทศดูไม่ดีและรับพิจารณาหากฎหมายอื่นมาแทน อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดแรงต่อต้านจากทหาร รัฐบาลเริ่มกลับมายืนที่เดิมและถ่วงเวลา กองบัญชาการทหารสูงสุดออกแถลงการณ์ตอบโต้การยกเลิกกฎอัยการศึก โดยระบุว่า ทหารใช้กฎอัยการเพียงบางส่วนและการส่งทหารเข้าไปพื้นที่และปฏิบัติหน้าที่ที่ไม่ใช่สงครามต้องมีกฎหมายรองรับ

ผู้บัญชาการทหารบกคนปัจจุบันให้สัมภาษณ์ย้ำว่า สิ่งที่ทหารทำนั้นเป็นการปกป้องประชาชนที่บริสุทธ์ไม่ให้ถูกรังแกและมีหน้าที่ดูแลความมั่นคงให้กับประชาชนในทุกพื้นที่ นอกจากนี้ยังให้สัมภาษณ์ว่าไม่เห็นด้วยที่จะลดจำนวนทหารในภาคใต้

เมื่อมีการดำเนินการเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนในภาคใต้ ท่าทีของรัฐบาลก็เปลี่ยนไป ต้นมิถุนายน 2005 ศาลได้ยกฟ้อง 4 ผู้ต้องหาคดีร่วมก่อการร้ายกับขบวนการ Jemmah Islamiah-JI มีการให้ประกันปล่อยตัวผู้ต้องหา 4 คนหลังจากถูกจำคุกนาน 2 ปีและองค์กรสหประชาชาติจะเข้ามาดำเนินการเรื่องการสูญหายของ นายสมชาย นีละไพจิตร ประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิมและทนายความคดี 4 ผู้ต้องหาร่วมก่อการร้าย JI

รัฐบาลมีท่าทีแข็งกร้าว นายกฯ ทักษิณแสดงความไม่พอใจความเคลื่อนไหวขององค์การสหประชาชาติ โดยกล่าวอย่างมีอารมณ์ และพูดปลุกเร้าชาตินิยมว่า ประเทศไทยไม่ได้เป็นเมืองขึ้นใคร ประเทศไทยเป็นประเทศเอกราช องค์การสหประชาชาติต้องการข้อมูล ก็ให้ขอมาจะส่งข้อมูลให้ ส่วนรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีมหาดไทย พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ ก็บอกว่าองค์การสหประชาชาติไม่มีอำนาจ

รัฐบาลปล่อยให้แรงตอบโต้ข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ แรงขึ้นเรื่อยๆ รัฐบาลปล่อยให้รายการวิทยุบางรายการ โจมตีการทำงานของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ ทั้งๆ ที่วิทยุนั้นเป็นของหน่วยงานรัฐ รายการวิทยุบางแห่ง เร่งกระพือความโกรธแค้นชาตินิยมไทย ต่อคนมุสลิมในภาคใต้ กระแสสังคมเองพอใจการแก้ปัญหาภาคใต้ ด้วยวิธีการเร่งรัดและจบสิ้นโดยไวทั้งๆ ที่ความขัดแย้งทางวัฒนธรรม และความเชื่อทางศาสนา ต้องการเวลา และความเข้าใจของสังคมทั้งหมด

ยิ่งเมื่อการดำเนินการสืบสวนการละเมิดสิทธิมนุษยชนทั้งจากองค์การสหประชาชาติและ Organization of the Islamic Conference-OIC ซึ่งเข้ามาสืบสวนข้อเท็จจริงด้านสิทธิมนุษยชนในภาคใต้ระหว่างวันที่ 3-12 มิถุนายน ระเบิดที่ภาคใต้ก็ระเบิดมากขึ้นเป็นพิเศษ ระเบิดบางลูกวางเอาไว้ใกล้ที่พักของเจ้าหน้าที่ OIC มีการเปลี่ยนเป้าหมายระเบิดเป็นทหาร ตำรวจและสถานที่ราชการหรือใกล้สถานที่ที่เป็นที่รู้จักของจังหวัด ขนาดของระเบิดก็ใหญ่ขึ้น มีการใช้สีพ่นป้ายบอกทางและเครื่องหมายของทางราชการว่าต้องการแบ่งแยกดินแดนเต็มไปหมด

คณะกรรมการสมานฉันท์ฯ เริ่มไม่อดทนต่อความนิ่งเฉยของรัฐบาล ภายหลังการประชุมคณะกรรมการสมานฉันท์เมื่อ 6 มิถุนายน สุริชัย หวันแก้ว สมาชิกคนสำคัญของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ กล่าวหลังการประชุมว่า วาระหลักของการประชุมคือ การเรียกร้องถึงทุกฝ่าย ทั้งในและนอกรัฐบาลให้สนับสนุนแนวทางสันติวิธีอย่างเคร่งครัดต่อปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ คำแถลงครั้งนี้ยังกล่าวถึงนายกรัฐมนตรีโดยตรงว่า นายกรัฐมนตรีต้องเร่งปรับประสิทธิภาพหน่วยงานทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการจัดการความไม่สงบภาคใต้และสร้างเอกภาพขึ้นมา

เขายังกล่าวเสริมด้วยว่า นายกรัฐมนตรีต้องตัดสินใจเด็ดขาด จัดการใครก็ตามที่คัดค้าน หรือละเลยความพยายามนำภาคใต้สู่ความสงบโดยสันติวิธีไม่ว่าเขาจะเป็นนักการเมือง คณะรัฐมนตรี เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือสื่อมวลชน (Bangkok Post 6 June 2005 : 1)

เหมือนกับรู้ว่ารัฐบาลจะวางมือจากปัญหาภาคใต้ หนังสือพิมพ์ The Nation เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน รายงานว่า คณะกรรมการสมานฉันท์ฯ กำลังเร่งมือโดยจะยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาล เพื่อนำสันติภาพกลับคืนสู่ภาคใต้อย่างช้าในเดือนสิงหาคม และจะยุบตัวเอง ปล่อยให้เป็นหน้าที่การตัดสินใจของรัฐบาลว่าจะนำข้อเสนอนั้นไปปฏิบัติหรือไม่และ นายอานันท์ ปันยารชุน จะไม่อยู่ในตำแหน่งประธานคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ อีกต่อไป (The Nation 14 June 2005)

ปัญหาความรุนแรงในภาคใต้ย้อนกลับมาสู่จุดอันตรายอีกครั้ง ข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ เช่น การยกเลิกกฎอัยการศึก การปล่อยตัวผู้ต้องหาคดีการชุมนุมหน้าสถานีตำรวจตากใบ 58 คนและการสอบสวนการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะคดีการหายตัวไปของ นายสมชาย นีละไพจิตร ทนายความผู้ต้องหาก่อการร้าย JI เงียบหายไปจากการรับรู้ของสังคม รัฐบาลปล่อยให้ทหารและหน่วยงานด้านความมั่นคงโต้แย้งข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์ และไม่ได้สนใจเสียงโจมตีจากรายการวิทยุของฝ่ายอนุรักษนิยม รัฐบาลปล่อยให้ระเบิดๆ รุนแรงขึ้นอันแสดงการต่อต้านแนวทางแก้ปัญหาในแนวทางสันติวิธี

ที่แย่ที่สุด รัฐบาลก็รู้ว่า การวางระเบิดหลายครั้งเป็นฝีมือของกลุ่มบางกลุ่มของทหารแต่รัฐบาลไม่กล้าจัดการ

วิกฤตภาคใต้กำลังก้าวไปสู่การแบ่งแยกทางศาสนาและวัฒนธรรม คณะกรรมการบางคนเห็นว่า ฝ่ายคนกลุ่มใหญ่ (majority) (ชาวพุทธ) และคนกลุ่มน้อย (minority) (ชาวมุสลิม) ได้สร้างตำแหน่งของตนเองขึ้นมาแล้ว พวกเขาไม่คุยกัน เอาแต่ฆ่ากัน เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้กว้านซื้อที่ดินและทรัพย์สินที่คนไทยพุทธขาย และโยกย้ายเพื่อความปลอดภัย เพื่อสร้างเขตของชาวพุทธ เพราะกลัวตกไปเป็นของชาวไทยมุสลิม (The Nation 14 June 2005)

นั่นหมายความว่า รัฐบาลและความคลั่งชาติไทยได้สถาปนาโซนนิ่งทางเชื้อชาติไทยและความเหนือกว่าขึ้นมา

ถ้ามีคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ แล้วรัฐบาลไม่ทำอะไรเลยตามข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ ความรุนแรงที่รุนแรงขึ้นก็จะเกิดขึ้นต่อไปไม่รู้จบสิ้น ถ้าไม่มีคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ สังคมไทยก็จะไม่เหลือแนวทางสันติวิธีอีกเลย การแบ่งแยกดินแดนจริงๆ อาจจะเกิดขึ้นในยุครัฐบาลทักษิณก็ได้ถ้ารัฐบาลปล่อยให้ความบ้าคลั่งของชาตินิยมไทยครอบงำสังคมไทยอยู่อย่างนี้

ดูเหมือนว่า การแบ่งแยกดินแดนอาจจะเกิดขึ้นจริงๆ เพราะรัฐบาลกำลังจะปล่อยมือปัญหาภาคใต้ไปตามยถากรรม โดยไม่สนองตอบข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ ในเวลาเดียวกัน นายกฯทักษิณก็หนีปัญหาที่รุมเร้า ทั้งปัญหาการเมืองภายในพรรค ปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดจากความผันผวนของราคาน้ำมัน และกระแสกดดันของสังคม ที่เรียกร้องสัญญาจากเขา รวมทั้งปัญหาความรุนแรงในภาคใต้ด้วยการเดินทางไปต่างประเทศ

หลังจากก้าวสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครั้งที่ 2 ได้ไม่นานนายกรัฐมนตรีดั้นด้นไปประเทศภูฏานประเทศเล็กๆ ที่มีความสัมพันธ์กับประเทศภายนอกเพียง 5 ประเทศ เป็นประเทศเกษตรกรรมเล็กๆ ที่สนามบินเล็กมาก จนเครื่องบินขนาดใหญ่ลงไม่ได้ การเดินทางเช่นนี้เป็นวิธีการหนีปัญหาอย่างหนึ่ง

ในขณะที่ การหลบหนีเช่นนี้อาจจะเปลี่ยนความรุนแรงในภาคใต้ เป็นการแบ่งแยกดินแดนในยุคสมัยของนายกฯ ทักษิณได้

หน้า 16