หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2005 p1

บทความปี 2004 p2 บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
วันหยุดและความสุข

โดย วรากรณ์ สามโกเศศ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ Varakorn@dpu.ac.th  มติชนรายวัน วันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9959

ใครๆ ก็ชอบวันหยุดพักผ่อนที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Holiday (มาจาก Holy + Day หรือวันอันศักดิ์สิทธิ์) ด้วยกันทั้งนั้น

แต่นักเศรษฐศาสตร์บางส่วนสงสัยว่าเหตุใดคนเกือบทั้งโลกจึงหยุดกันอาทิตย์ละ 2 วัน ติดต่อกันในวันเสาร์และอาทิตย์ จนทำให้เกิดความสูญเสียอย่างไม่จำเป็น เหตุใดจึงไม่กระจายเวลาทำงานเพื่อให้หยุดไม่ตรงกัน โรงงานและเครื่องจักรราคาแพง ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างขึ้นจะได้ถูกใช้งานอย่างสม่ำเสมอ  แทนที่จะรับภาระหนัก 5 วัน แล้วปล่อยให้ว่างไร้ประโยชน์ 2 วันเต็ม

ก่อนอื่นขอกล่าวถึงวันหยุดพักผ่อน วันนี้เป็นวันสำคัญของมนุษย์ขนาดนักวิทยาศาสตร์บอกว่า แม้แต่เซลล์และอวัยวะในร่างกายก็ยังรู้สึกถึงการเป็นวันหยุดและยังถวิลหาอีกด้วย

ศาสนาต่างๆ ล้วนกล่าวถึงวันหยุดพักผ่อน ได้ยินมาว่าชาวโรมันคาทอลิกมีวันที่เรียกว่า Feasts of Obligation ซึ่งเป็นวันที่ต้องเข้าโบสถ์รับศีลและละเว้นจากการทำงานเพื่อบูชาพระเจ้าและเพื่อพักผ่อนจิตใจและร่างกาย

Holiday จึงเป็นวันศักดิ์สิทธิ์ที่นายจ้างทั้งหลายควรให้ความเคารพ เป็นทั้งสิทธิตามธรรมชาติและเป็นเรื่องของศีลธรรม

Holiday เป็นคำที่มีนัยยะทางบวกที่ผู้คนชอบที่จะได้ยินเหมือนคำว่า super, new, economical (ประหยัด), beauty, youth, green

อย่างไรก็ดี มีลักษณะหนึ่งของคำ Holiday ที่ดูจะไม่สร้างสรรค์นั่นก็คือคำว่า Roman Holiday ซึ่งมีความหมายถึงการหาความสุขจากความลำบากของผู้อื่น โดยมีที่มาจากความสนุกรื่นเริงของคนโรมันเมื่อ 2000 กว่าปีก่อนยามเมื่อ Gladiator หรือนักรบที่ต่อสู้ฆ่าฟันกันในสนามเพื่อให้คนดูเกิดเพลี่ยงพล้ำถูกฆ่าตาย มีคนเรียกความ "หรรษา" นั้นว่า Roman Holiday

ในเรื่องความเห็นว่าโรงงานและเครื่องมือเครื่องจักรถูกทิ้งให้ว่างงาน 1-2 วัน ในวันหยุดจนทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างไม่เต็มที่นั้น บุคคลในประวัติศาสตร์คนหนึ่งที่เห็นประเด็นนี้ก็คือ Josef Stalin เผด็จการผู้ฆ่าคนรัสเซียนับเป็นสิบๆ ล้านคน ในปี 1929 ภายใต้ระบบคอมมิวนิสต์ คนงานได้หยุดงานทุกๆ 5 วัน กล่าวคือทำงาน 4 วัน ได้หยุด 1 วัน (ภาษาอังกฤษเรียกว่าระบบ staggered work กล่าวคือแต่ละคนไม่เริ่มงานในวันและเวลาเดียวกัน หมุนดังนี้เรื่อยไปเพื่อให้โรงงานและเครื่องจักรทำงานเต็มที่โดยไม่ถูกกระทบโดยวันหยุด

ปรากฏว่าแรงงานไม่ชอบถึงแม้ว่าจะทำไปแค่ 4 วัน แล้วหยุดก็ตาม ซึ่งดูเผินๆ แล้วดีกว่าระบบเดิมที่ทำงาน 6 วัน หยุด 1 วัน หลังจากที่ Stalin ใช้มาได้ไม่ถึง 3 ปีก็ต้องเลิกและกลับมาใช้ระบบเดิม

เหตุผลสำคัญที่แรงงานไม่ชอบก็คือครอบครัวและเพื่อนหยุดงานไม่ตรงกัน พ่อแม่ไม่สามารถร่วมกิจกรรมพาลูกไปเที่ยวได้อย่างพร้อมหน้าพร้อมตากัน และอีกทั้งผู้บริหารทำงานไม่ตรงเวลากันอีกด้วยจนเกิดอุปสรรคในระบบการบริหาร

เมื่อเร็วๆ นี้นักเศรษฐศาสตร์สามคน คือ Alberto Alesina และ Edward Glaeser จาก Harvard และ Bruce Sacerdote จาก Dartomouth ได้เสนอความเห็นในเรื่องนี้อย่างน่าสนใจ(บทความชื่อ Work and Leisure in the US and Europe) ผู้เขียนบอกว่าความล้มเหลวของ Stalin ชี้ให้เห็นว่ามนุษย์นั้นมีความคล่องตัว มีความตั้งใจและความสามารถช่วยเหลือสนับสนุนซึ่งกันและกันทั้งในเรื่องงานและพักผ่อน

ระบบการทำงาน 4 วัน หรือ 6 วันหยุด มนุษย์ก็สามารถช่วยเหลือให้งานผ่านไปได้ และเมื่อมีวันหยุดก็ต้องการกระทำสิ่งต่างๆ ที่ร่วมกับคนอื่นๆ ที่เป็นครอบครัวและเพื่อน การเสนอขายแรงงานในตลาดของแต่ละบุคคล จึงมิได้ขึ้นอยู่กับค่าจ้าง และความต้องการทำงานของตนแต่เพียงคนเดียว หากผูกพันโยงใยกับคนอื่นๆ ด้วยอย่างละเอียดอ่อน

ถ้าตนเองต้องทำงานหนักเหมือนคนอื่นๆ ในบริษัทตนเองก็ยินดี หรือถ้าแอบกลับบ้านเร็วก่อนเวลา ก็ไม่รู้สึกผิดถ้าทุกคนทำอย่างเดียวกัน ถ้าลูกพี่ทำงานหนักดึกๆ ดื่นๆ ลูกน้องที่บากบั่นมานะก็ยินดีทำงานหนัก ในลักษณะเดียวกัน และผู้ว่างงานจะไม่รู้สึกแย่มากหากเพื่อนก็ว่างงานเหมือนกัน

นักเศรษฐศาสตร์มีชื่อของอังกฤษที่ศึกษาเรื่องความสุข คือ Lord Layard แห่ง London School of Economics and Political Science(LSE) เคยพบว่าข้อเปรียบเทียบในเรื่องรายได้ของบุคคลที่มีพื้นฐานการศึกษาเหมือนกันเป็นเรื่องสำคัญ คนหนึ่งที่ทำงานหนักขึ้นและได้รายได้มากขึ้นอาจไม่มีความสุขเพิ่มขึ้นดังคาดหวังก็ได้ หากคนอื่นๆ เกิดได้รายได้มากกว่าตนโดยเปรียบเทียบ ดังนั้น การทำงานหนักของคน คนหนึ่งจึงอาจเป็นการสร้าง "มลพิษ" ให้คนอื่นขาดความสุขก็เป็นได้

ผู้เขียนทั้งสามใช้ความเชื่อมโยงของมนุษย์ในการตัดสินใจทำงาน และพักผ่อนมาอธิบายว่าเหตุใดคนอเมริกัน จึงมีชั่วโมงทำงานในแต่ละปี มากกว่าคนยุโรป คนอเมริกันเฉลี่ยทำงานปีละ 1,820 ชั่วโมง ในขณะที่คนฝรั่งเศสทำงาน 1,480 ชั่วโมง และคนเยอรมัน 1,467 ชั่วโมง ซึ่งหมายความว่าคนอเมริกันทำงานหนักกว่าปีละ 5-6 อาทิตย์ต่อปี

นักเศรษฐศาสตร์คนอื่นๆ เชื่อว่าอัตราภาษีเงินได้ที่สูงกว่าของคนยุโรปไม่จูงใจให้ทำงานหนัก บ้างก็ว่ารสนิยมต่างกัน กล่าวคือคนยุโรปมีความสุขจากการพักผ่อน มากกว่าคนอเมริกัน ดังนั้น จึงชอบการหยุดพักผ่อนมากกว่า บ้างก็ว่าคนอเมริกันเป็นลูกหลานของคนยุโรป วัฒนธรรมยังใหม่อยู่ ดังนั้น จึงยังฟิตกับวัฒนธรรมทำงานหนักที่เรียกว่า Protestant work ethic อยู่ (แต่อธิบายไม่ได้ว่าเหตุใดเมื่อปี 1970 นี้เอง คนยุโรปยังทำงานมากกว่าคนอเมริกันในแต่ละปี)

นักเศรษฐศาสตร์สามคนนี้เชื่อว่าสาเหตุสำคัญก็คือสหภาพแรงงานที่เข้มแข็งของยุโรป การต้องปฏิบัติตามกฎของสหภาพแรงงาน ที่สอดแทรกอยู่ในทุกองค์กรทำให้คนยุโรปทำงานน้อยกว่า คนอเมริกันที่สหภาพแรงงานไม่เข้มแข็ง เท่าสหภาพแรงงานในยุโรป มีพลังสูงสุดในทศวรรษ 1970 สหภาพแรงงานเยอรมันมีคำขวัญว่า "Work Less, Work All" (ทำงานน้อยลง และมีงานให้ทุกคน) ซึ่งแพร่กระจายในภาษาต่างๆ ไปทั่วยุโรป ในปี 1981 สหภาพแรงงานฝรั่งเศส สามารถบังคับให้ทางการกำหนดการทำงาน อาทิตย์ละ 39 ชั่วโมง และต่อมาลดลงเป็น 35 ชั่วโมงในปี 2000

(ล่าสุดมีการถกเถียงกันใน European Parliament ว่าสมควรมีชั่วโมงทำงานไม่เกิน 48 ชั่วโมงต่ออาทิตย์)

ด้วยข้อเท็จจริงว่า

(ก) มนุษย์มีความคล่องตัวในการช่วยกันทำงาน ไม่ว่าชั่วโมงทำงานยาวหรือสั้นหรือแม้แต่หยุดไม่ตรงกัน

(ข) มนุษย์ปรารถนาที่จะมีวันหยุดตรงกันเพื่อจักได้กระทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัวและกับคนอื่น

(ค) มนุษย์ให้ความสนใจในเรื่องการเปรียบเทียบระหว่างบุคคลที่มีพื้นฐานเหมือนกันในเรื่องรายได้

(ง) การเสนอขายแรงงานในตลาดมิได้มาจากการตัดสินใจที่ต้องการขายแรงงานของตนแต่เพียงผู้เดียว หากโยงใยกับปัจจัยอื่นๆ ด้วย

นักเศรษฐศาสตร์ทั้งสามจึงเสนอว่า ถึงแม้การเสนอขายแรงงานอย่างเสรีจะสอดคล้องกัน การเป็นเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี แต่หากสามารถมี กฎระเบียบร่วมกันได้แล้วก็จะเป็นทางออก ในการประสานให้เกิดการกระทำในทิศทางเดียวกัน นั่นก็คือทำงานด้วยจำนวนชั่วโมงน้อยลงและทุกคนมีความสุขเพิ่มขึ้น

พูดอีกอย่างก็คือ นโยบายจากภาครัฐที่บังคับให้มีการพักผ่อนเพิ่มขึ้น อาจทำให้สวัสดิการ (ความสุข) ของคนทำงานเพิ่มขึ้นก็เป็นได้ คนอเมริกันปัจจุบันอยากทำงานน้อยชั่วโมงลง แต่ก็ไม่กล้าลดชั่วโมงทำงาน เพราะเห็นว่าเพื่อนคนอื่นๆ ก็ทำงานหนัก จึงเกิดความไม่สบายใจ แต่ถ้ารัฐมีนโยบายบังคับพร้อมกันหมดให้ทำงานน้อยลง คนอเมริกันอาจมีความสุขเพิ่มขึ้นก็เป็นได้ และก็ไม่จำเป็นเสมอไปว่าเศรษฐกิจจะมีประสิทธิภาพน้อยลง

มนุษย์ไม่ใช่เครื่องจักรและวัตถุดิบของระบบเศรษฐกิจ หากมีชีวิต มีจิตใจ มีวิญญาณ ที่มิได้อยู่โดดเดี่ยวหากปรารถนาที่จะมีส่วนร่วมในการสร้างความสุขให้คนอื่นและตนเองด้วย

หน้า 6