|
||||||||||||
|
เที่ยวนครเชียงตุง
คอลัมน์ คนเดินตรอก โดย วีรพงษ์ รามางกูร ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 13 มิถุนายน 2548 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3696 (2896) มาเมืองเชียงตุงไม่ได้มาจากแม่สาย-ท่าขี้เหล็ก แต่นั่งรถล่องมาจากเมืองลาริมฝั่งแม่น้ำม้า เมืองชายแดนพม่าติดต่อกับจีน อย่างที่เคยเล่ามาแล้ว พอเข้าเมืองด้านหนือก็แวะภัตตาคารอาหารไทย ตั้งอยู่ริมแม่น้ำลาภ เจ้าของเป็น "ไตเขิน" ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของนครเชียงตุง หรือ "เจียงตุง" แห่งนี้ ชาว "ไตเขิน" ต่างกับไทยใหญ่ หรือ "ไตโหลง" คืออยู่ระหว่างไทยน้อยกับไทยใหญ่แบบเดียวกับไทยล้านนา หรือไทลื้อที่สิบสองปันนา และไทจ้วงที่กวางสี หรือไทดำที่เดียนเบียนฟู ภาษาพูดอยู่ระหว่างไทลาวกับไทยใหญ่ เรื่องมีอยู่ว่าเมื่อปี พ.ศ.1772 พระเจ้ามังรายมหาราช "เจ้าป้อโหลงเมิง" ของเชียงใหม่ เสด็จประพาสป่าไล่กวางทองมาถึงบริเวณเมืองเชียงตุง เห็นภูมิประเทศก็พอพระทัยจึงให้ขุนคงและขุนลังมาตีเมืองจากชาวลัวะ แต่ไม่สำเร็จเลยให้มังคุมกับมังเคียนซึ่งเป็นชาวลัวะตีสำเร็จ ให้มังคุมกับมังเคียนครองเมือง ต่อมาทั้งสองสิ้นชีวิตลง ทรงตั้งเจ้าน้ำท่วมราชบุตรมาครองเป็นเมืองพี่เมืองน้องของเชียงใหม่ ในปี พ.ศ.1786 ต่อมาถึงสมัยเจ้าน้ำน่าน ราชบุตรเจ้าน้ำท่วม คบคิดกับเจ้าคำแสนหลานของพระเจ้ามังราย จะชิงอำนาจพระเจ้าแสนภู เจ้าป้อหลวงเชียงใหม่ แต่ล้มเหลว เจ้าน้ำน่านสิ้นพระชนม์ในสนามรบ เชียงใหม่จึงลดฐานะเชียงตุงจากเมืองพี่เมืองน้องมาเป็นเมืองขึ้นของเชียงใหม่ ครั้นปี 1893 พระเจ้าผายู เจ้าป้อหลวงเชียงใหม่ส่งโอรส คือ เจ้าเจ็ดพันตูมาครอง แล้วสืบเชื้อสายราชวงศ์มังรายเรื่อยมาโดยไม่ได้เปลี่ยนราชวงศ์ถึง 41 รัชกาล ถึงสมัยพระเจ้าชายหลวง หรือสมเด็จเสตรามหานาคราชา ประเทศพม่ามีการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบบสังคมนิยม และยกเลิกการเป็นสหภาพโดย พล.อ.เนวิน ระบบการปกครองแบบ "เจ้าฟ้า" จึงถูกยกเลิกไปในปี 2505 ราชวงศ์มังรายที่เชียงตุงจึงอยู่ยาวนานถึง 720 ปี ยืนยาวกว่าเชียงใหม่เกือบ 500 ปี เพราะที่เชียงใหม่ราชวงศ์มังรายถูกบุเรงนองล้มไปเมื่อปี 2110 แล้วตั้งราชบุตรปกครองเชียงใหม่มาจนถึงสมัยกรุงธนบุรี พระเจ้าตากสินมหาราชจึงทรงตั้งราชวงศ์กาวิละปกครองมาจนถึงรัชกาลที่ 5 จึงได้ยกเลิกไป ตามตำนานเมืองเชียงตุงเคยมีชื่อว่า เมืองประจันตคามมีน้ำท่วมใหญ่ขังอยู่เป็นเวลานาน ต่อมาตุงคฤษี บุตรพญาว้องซึ่งเป็นชาวจีน ออกจากเมืองจีนตามพุทธทำนายว่า ที่น้ำท่วมใหญ่นี้จะแห้งเหลือเป็นหนองน้ำใหญ่แห่งเดียว ตุงคฤษีจึงใช้ไม้เท้าเหล็กกระทุ้งไปทางใต้ก่อน น้ำก็ไม่ไหลออกไปเพียงแต่ซึมๆ ท่านจึงเอาไม้เท้ากระทุ้งไปทางเหนือ น้ำจึงไหลทะลักไปเป็นแม่น้ำทางเหนือไหลลงสู่แม่น้ำโขง ปกติแม่น้ำต้องไหลลงใต้ แต่แม่น้ำนี้ไหลขึ้นเหนือ ท่านจึงเรียกแม่น้ำนี้ว่า "น้ำขืน" คือขัดขืนกระแสน้ำที่ควรจะเป็นตามธรรมชาติ ออกเสียงตามไทยล้านนาว่า "น้ำเขิน" ต่อมาพระเจ้ามังรายโปรดให้อพยพผู้คนจากเชียงรายและเชียงแสนมาอยู่ที่นี่ เมื่อมาอยู่แล้วไม่ชอบจึงพากันอพยพกลับ พระเจ้ามังรายกริ้วให้ยกกลับมาใหม่ พระองค์จึงทรงเรียกพวกนี้ว่า ไทขืน คือชอบขัดขืนคำสั่ง ประกอบกับตั้งถิ่นฐานริมน้ำขืน ผู้คนชาวเมืองนี้เคยได้ชื่อว่าชาวไทขืน หรือออกเสียงตามสำเนียงทางเหนือว่า "ไตเขิน" ภาชนะที่สานด้วยไม้ไผ่แล้วลงรักปิดทองรดน้ำเป็นลวดลายเชียงใหม่ เอาไปจากที่นี่ ภาชนะชนิดนี้จึงเรียกกันว่า "เครื่องเขิน" มาจนทุกวันนี้ เมืองเชียงตุงและหนองน้ำใหญ่ในเมืองนี้ได้ตั้งชื่อตามตุงคฤษี หน้าหนองตุง มีพระพุทธรูปขนาดใหญ่ปางชี้นิ้ว ทรงทำนายว่าจะมีหนองน้ำขนาดใหญ่ที่นี่ เมื่อเข้าพักที่โรงแรมสามยอด ชื่อพม่าว่า "สัมสเวตห่อตัย" เรียบร้อยแล้วก็ออกชมเมืองไปรอบๆ แล้วก็แวะที่วัดราชฐานเชียงยืน ซึ่งเป็นวัดหนึ่งใน 5 วัดที่เจ้าเจ็ดพันตูราชบุตรของเจ้าผายูทรงสร้างไว้คือ วัดราชฐานเชียงยืน วัดพระแก้ว วัดหัวข่วง วัดจอมคำ (เดิมเรียกวัดจอมทอง) และวัดพระกลาง บัดนี้วัดพระกลางร้างไปแล้วเหลือเพียง 4 วัดหลวง เมื่อไปกราบนมัสการพระประธานในโบสถ์ อธิษฐานจิตแล้วก็เข้าไปกราบนมัสการท่านเจ้าอาวาส คุยกันเกือบ 2 ชั่วโมงอย่างออกรสก่อนจะนมัสการ ลากลับโรงแรมก็เอ่ยปากถามท่านว่า "หลวงพ่อชื่ออะไร" ท่านตอบว่า "อาตมาคือสมเด็จอาชญาธรรม สังฆราชแห่งนครเชียงตุง" ทินนามเต็มว่า "สมเด็จเสฐอัคคราชาอาชญาธรรมพระเจ้า เขมจารี นิรันดรญานมุนี ปริยัติโกศลคุณาสังการ" ผมรีบโขย่งเท้าขึ้นกราบนมัสการสามครั้งอีกทีหนึ่ง ท่านบอกว่าพรุ่งนี้ถ้ามีเวลาให้ไปดูวัดหลวงอีก 4 วัดซึ่งมีอายุกว่า 700 ปีแล้ว และข้างกำแพงวัดราชฐานเชียงยืนนี้เคยเป็นบ้านพักของผู้สำเร็จราชการ "สหรัฐไทยเดิม" พล.ต.หลวงชำนาญยุทธศาสตร์ (ผิน ชุณหะวัณ) ข้าหลวงทหารสหรัฐไทยเดิม ข้ามถนนหน้าวัดเป็นบ้านของ พ.อ.หลวงวีรวัฒนโยธิน (วีรวัฒน์ รัตตะจิตระการ) วีรบุรุษดอยเหมย ภายในวัดนี้เป็นที่ตั้งของกองทัพไทย มีทหารมาประจำอยู่ 200 นาย เพื่อขับไล่อังกฤษออกไปเมื่อปี 2485 และเดินนับหมอนรถไฟกลับไปเมื่อปี 2489 ส่วน ร.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ และ ร.ท.เปรม ติณสูลานนท์ แยกกันที่เมือง พยาก ทางไปท่าขี้เหล็กเพื่อไปประจำอยู่ที่เมืองยอง เมืองหลวงของเจ้าฟ้าเมืองยอง ที่เชียงตุงนี้มี ร.อ.ท่านหนึ่งในกองทัพไทยไม่ยอมกลับแต่ได้เมียชาวเชียงตุง ขณะนี้อายุ 95 แล้ว ยังขี่จักรยานมาตลาดทุกวัน เย็นนั้นหลังจากพรรคพวกหนีกลับแม่สายหมดเพราะกลัวไม่มีเครื่องปรับอากาศที่โรงแรมแล้ว ผมกับคุณชลิต กิตติญาณทรัพย์ รองประธานบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) พร้อมกับคนขับรถไปนั่งรับประทานบาร์บีคิว จิ้นโง จิ้นหมู จิ้นไก่ เครื่องในหมู ไก่ และหอย ที่ปิ้งขายริมถนนหน้าโรงแรมแสงทอง สาวสวยสองคนที่ย่างหรือปิ้งบาร์บีคิว คุยภาษาไทยกรุงชัดเจนเหมือนคนกรุงเทพฯ ถามไปถามมาคนหนึ่งมาจากเชียงราย คนหนึ่งเป็นคนเชียงตุงที่นี่ เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน พ่อของคนเชียงรายเป็นพี่ชายของแม่ของคนเชียงตุงซึ่งเป็นเจ้าของโรงแรมแสงทอง ตกลงมีความรู้สึกว่าเรายังอยู่ในประเทศไทยภาคเหนือนั่นเอง ไม่มีความรู้สึกว่ามาอยู่ต่างประเทศเลย น่าสังเกตว่าผู้คนที่นี่ ผู้ชายไม่นุ่งโสร่ง หรือ "ลงจี" เหมือนที่ย่างกุ้งหรือ มัณฑะเลย์ แต่แต่งตัวเหมือนพวกเราคือสวมกางเกง ผู้หญิงนุ่งซิ่นแบบชาวเหนือไม่นุ่งรัดสะโพกแบบพม่า มีผมนุ่งโสร่งคาบไปป์ เขาเลยนึกว่าเป็นข้าราชการพม่าจากย่างกุ้งมาตรวจราชการที่เชียงตุง กลับไปโรงแรมสามยอด พบเจ้าของโรงแรมเป็นหนุ่มอายุ 23 ปีพูดไทยกลางชัดแจ๋ว จบปริญญาจากมหาวิทยาลัยตองยีและย่างกุ้งทางเศรษฐศาสตร์ ชื่อ "โหลงแปง" หรือ "หลวงแพง" แปลว่า "ใหญ่รัก" หรือ "ใหญ่แบบน่ารักน่าทะนุถนอม" เป็นคนคุยสนุก ปู่เป็นชาว "ไตลื้อ" ซึ่งมีภรรยา 7 คน อพยพมาจากสิบสองปันนา หนีคอมมิวนิสต์มาอยู่เชียงตุง ตัวโหลงแปงเองเกิดที่เชียงตุงนี้ บิดาเพิ่งเสียชีวิตไปปีกลาย เลยต้องมาทำโรงแรมต่อจากพ่อ หลวงแพงคุยสนุกคุยได้ทุกเรื่อง ทั้งประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม เศรษฐกิจ ภูมิศาสตร์ มารดายังมีชีวิตอยู่ ชอบดูละครทีวีไทย รับจากดาวเทียมได้ทุกช่อง เข้าใจภาษาไทยกลางดี เพราะเวลานางเอกถูกรังแกเห็นแม่แอบร้องไห้ เวลาดูตลกก็หัวเราะท้องคัดท้องแข็ง คุยกันดึกพอสมควร ก่อนไฟฟ้าของโรงแรมจะดับประมาณ 4 ทุ่มพม่า ก็แยกย้ายกันเข้านอน รุ่งเช้าผมตื่นแต่เช้าคือประมาณตี 5 ครึ่งเวลาไทย หรือตี 5 ของพม่า วิ่งเหยาะออกกำลังกาย สายแล้วประมาณ 8 โมง ได้ยินเสียงสามเณรเดินตี กังสดาลเก๊งๆ เดินผ่านหน้าโรงแรมอีกประมาณ 5 นาที เห็นพระสงฆ์ห่มผ้าคลุมสีน้ำตาลแก่ สะพายบาตร มือขวาถือพัดกำมะหยี่สีเดียวกับจีวร เดินบิณฑบาตเป็นแถวยาว ผมรีบเข้าห้องหยิบเงิน "จัต" พม่าไปใส่บาตรท่านที่เดินนำหน้า ท่านยกพัดขึ้นบังหน้าแล้วให้พรเป็นวรรคสุดท้ายของ "พรพระ" คือ "วุฒา ปัจจายิโน จัตตาโร ธัมมา.... เรื่อยไปจบที่ อายุ วัณโณ สุขัง พลัง" แต่ออก สำเนียงคล้ายๆ พระมอญ แล้วก็เดินรับบิณฑบาตต่อไป เห็นคนเฒ่าคนแก่คุกเข่าลงใส่บาตร พระสงฆ์ที่นี่ฉันมื้อเดียวแต่เป็นมื้อเพล พระจึงบิณฑบาตได้จนสาย ซึ่งคนไทยมักจะสงสัยว่า 10 โมงแล้วพระยังบิณฑบาตอยู่ได้อย่างไรเพราะไม่เข้าใจ แล้วก็พากันไปชมตลาด ตลาดที่นี่เหมือนตลาดจตุจักร มีทั้งแผงอาหารสด ไม่มีเนื้อสัตว์ป่าขายเหมือนเมืองลา อาหารแห้ง เสื้อผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า หมากพลู ยาเส้น ยาฉุน ผลไม้ แยกกันเป็นสัดเป็นส่วน เห็นเขาปิ้งจาปาตี กับทอดโรตี เลยไปสั่งมารับประทานกับกาแฟโบราณ จาปาตีใช้จิ้มกับถั่วบดข้น ส่วนโรตีก็ราดนมข้นหวานเหมือนเมืองไทย เสร็จแล้วก็ออกเดินชมตลาดผ้า ใบชา และสมุนไพรเครื่องยาจีน ได้ยินชาวเชียงตุงทักทายกันว่า "อยู่ดี กินหวานก่อ" แปลว่า "สบายดีหรือ" เวลาจะขอบคุณขอบใจจะพูดว่า "ยิ่นหลียินจง" ได้เพื่อนคุยเป็นแม่ค้าขายใบชา เป็นชาวเขาชาวอาข่าพูดไทยกลางชัด ความจริงคนทั้งตลาดพูดภาษาไทยกลางชัดหมด เพราะดูทีวีไทย ส่วนใหญ่เคยไปเชียงรายและเชียงใหม่มาแล้วทั้งนั้น ชาวเชียงตุงมักตั้งชื่อเล่นของลูกเรียงตามลำดับ คนโตจะชื่อ "อ้าย" คนที่สองชื่อ "ยี่" "สาม" "ไส่" "แสง" "หอง" "ยอด" รวม 7 คน ถ้ามีอีกก็ชื่อ "น้อย" คนสุดท้องชื่อหล้า ดังนั้นถ้าได้ยินชื่อก็เดาได้ว่าเป็นลูกคนที่เท่าไหร่ ออกจากตลาดก็ไปชมวัดจอมคำ ซึ่งมีมหาเจดีย์ตั้งอยู่กลางเมือง ไปวัดหัวข่วงพบพระกำลังสอนภาษาไทยให้กับเณรประมาณ 15 รูป บนกระดานดำเขียนภาษาไทย เรื่อง "หมู่บ้านของเรา" ให้เณรอ่านทีละองค์ เริ่มจาก "ที่อำเภอมีงานประจำปี ....... จบลงด้วย พ่อแม่และเด็กๆ ตื่นเต้นเมื่อรู้ข่าว" ไปชมวัดพระแก้วซึ่งเป็นวัดใน "หอคำ" หรือพระราชวัง ซึ่งบัดนี้ทุบทิ้งแล้วสร้างเป็นโรงแรมเชียงตุงเสียแล้ว ทำนองเดียวกับวัดพระแก้วในพระบรมมหาราชวังในกรุงเทพฯ แล้วเลยเข้าไปไหว้พระมหามุนีจำลองในโบสถ์วัดมหาเมียตมุนี และวัดจอมมูน มูน แปลว่า มรดก ออกจากวัดไปดูบ้าน พล.ต.ผิน ซึ่งถูกรื้อไปแล้ว เหลือแต่ร้านเครื่องเขียน เป็นร้านค้ามุง "ดินขอ" ชั้นเดียว บ้านหลวงวีรวัฒนโยธิน และบ้านข้าราชการอังกฤษ ออกจากเชียงตุงขึ้นเขา "ดอยเหมย" หรือภูน้ำค้างเห็นไร่ชาบริเวณกว้าง ข้างบนมีบ้านแบบอังกฤษราวๆ 20 หลัง เป็นที่พักของข้าราชการอังกฤษในฤดูร้อน เพราะข้างบนนั้นเย็นสบาย ทำนองเดียวกับเมือง "เมย์เมียว" ใกล้เมืองมัณฑะเลย์ มีสวนดอกไม้เมืองหนาวแต่สวนสวยงาม เดี๋ยวนี้เป็นที่พักของนายทหารชั้นผู้ใหญ่ของพม่า ลงมาจาก "ดอยเหมย" ก็กลับมาทางเมืองพยาก ซึ่งเป็นกึ่งกลางระหว่างท่าขี้เหล็ก เชียงตุง และเมืองยอง ใกล้ถึงท่าขี้เหล็กเข้าไปร่วมงานปอยส่างลอง หรืองานบวชลูกแก้ว เปิดเพลงลูกทุ่งทำนองไทยเราแต่ภาษาเป็นไทยใหญ่ สนุกสนาน ผมสนุกมากจนไม่อยากกลับบ้าน หน้า 2
|