|
||||||||||||
|
การเลือกผู้นำในเวทีระหว่างประเทศ
พอล เลอมัง กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2548 การเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจในองค์กรระหว่างประเทศอย่างน้อยสองแห่งคือ การแต่งตั้งและการคัดเลือกผู้บริหารองค์การคนใหม่ หนึ่งคือ อังค์ถัด ซึ่ง ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ (ผู้อำนวยการองค์การการค้าโลกคนปัจจุบันที่กำลังจะหมดวาระในเดือน ส.ค.) ได้รับการแต่งตั้งจากเลขาธิการองค์การสหประชาชาติให้เป็นเลขาธิการอังค์ถัดคนใหม่ และองค์การการค้าโลกได้เลือกให้นายปาสกัล ลามี เป็นผู้อำนวยการคนใหม่ ซึ่งจะเข้ารับตำแหน่งในเดือน ก.ย.นี้ การแต่งตั้ง ดร.ศุภชัย ผ่านไปด้วยความเรียบร้อยในที่สุด แม้ในตอนต้นทำท่าว่าจะมีปัญหาในเรื่องขั้นตอน ที่สมาชิกบางประเทศอ้างว่า เลขาธิการยูเอ็นมิได้หารือผู้ที่เกี่ยวข้องก่อนที่จะประกาศชื่อ ส่วนในกรณีขององค์การการค้าโลก การแข่งขันระหว่างผู้สมัคร 4 คน จาก 4 กลุ่มประเทศในสามรอบคัดเลือกผ่านไป โดยไม่มีใครคัดค้านในเรื่องกระบวนการ หรือความโปร่งใส ทำให้สถานการณ์เวทีระหว่างประเทศในช่วงนี้ดำเนินไปอย่างราบรื่นอีกครั้งหนึ่ง แต่ความสนใจของคนไทยจะไปอยู่ที่การแข่งขันชิงตำแหน่งเลขาธิการสหประชาชาติ ซึ่งมีคนไทยร่วมแข่งด้วยในปีหน้านั้น ซึ่งมีความน่าสนใจ ดังนี้ การที่เลขาธิการยูเอ็นเลือก ดร.ศุภชัย เหตุผลสำคัญที่โดดเด่น และเห็นได้ชัดก็คือ เชื่อความสามารถในการเป็นผู้บริหารองค์การ และในการเป็นคนกลางผลักดันการเจรจาในองค์การการค้าโลกให้เป็นไปราบรื่น และเน้นประโยชน์แก่ประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งเป็นสมาชิกส่วนมากขององค์การและของโลก การเจรจาการค้าโลกเคยมีอุปสรรคในการเจรจาของสมาชิก 148 ประเทศจนทำให้หลายรอบล้มเหลวมาแล้ว ดร.ศุภชัยโชคดีที่ได้สร้างผลงานเอาไว้มากในช่วงที่เป็นผู้อำนวยการใหญ่เป็นที่ประจักษ์ทั้งจากประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา นอกจากความสามารถด้านวิชาการ และบริหารแล้วองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยเสริมให้ประสบความสำเร็จน่าจะได้แก่ การเป็นคนเอเชียหรือคนไทยที่มีจิตวิญญาณของวัฒนธรรม ศาสนาที่หล่อหลอมเอาไว้ทำให้มีความเป็นมนุษย์มีทัศนคติที่ดีในการดำรงชีวิตมากกว่าผู้บริหารที่มาจากประเทศตะวันตก ที่จะขาดความนุ่มนวลและลุ่มลึก กรณีของนายลามี ด้วยความเชี่ยวชาญในเรื่องการค้า และการเจรจาการค้าในฐานะประธานกรรมาธิการยุโรปด้านการค้าทำให้นายลามีโดดเด่นกว่าผู้สมัครรายอื่น และแม้ในตอนต้นประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศจะไม่ได้ชื่นชมนายลามีในบางเรื่อง และได้มีการพยายามแบ่งการแข่งขันชิงตำแหน่งระหว่างผู้สมัครจากกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วกับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา เพื่อที่จะกันมิให้ผู้สมัครจากกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วได้ชัยชนะ นับตั้งแต่องค์การการค้าโลก ได้จัดให้มีการเจรจารอบการค้าเพื่อการพัฒนาที่โดฮาในปี พ.ศ.2544 กลุ่มประเทศที่มีความสำคัญในเวทีระหว่างประเทศในยุคนี้จึงได้แก่ ประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายนั่นเอง มีความสำคัญทั้งในแง่ของจำนวนเสียงในองค์การระหว่างประเทศต่างๆ และการค้าของโลก หากรวมตัวกันก็สามารถชี้นำกิจการระหว่างประเทศได้เหมือนกัน กิจการระหว่างประเทศจึงต้องพึ่งประเทศยากจนเหล่านี้ที่จะทำให้โลกมีความราบรื่น เพราะในความเป็นจริงประเทศยากจนคือ ลูกค้าสำคัญของเศรษฐกิจและการค้าโลก ถ้าไม่ให้ความสำคัญกับลูกค้าแล้วอะไรจะเกิดขึ้น การที่ผู้แทนประเทศใดจะแข่งขันเพื่อไปบริหารองค์การระหว่างประเทศต้องมุ่งความสนใจไปยังประเทศกำลังพัฒนาเป็นสำคัญ เพราะเป็นคะแนนเสียงส่วนใหญ่ของเวทีโลก ต้องมีความจริงใจที่จะส่งเสริมให้ประเทศเหล่านี้มีโอกาสมากขึ้นในเวทีโลก มีโอกาสได้รับการพัฒนาประเทศในทุกด้าน ที่สำคัญต้องมีหัวใจให้กับประเทศเหล่านี้ซึ่งถือเป็นเพื่อนมนุษย์ร่วมโลก กรณีที่ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย จะไปแข่งขันชิงตำแหน่งเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ซึ่งได้รับการวิพากษ์วิจารณ์กันมาก จนถึงกับมีการโยงทั้งเรื่องกับการแต่งตั้ง ดร.ศุภชัย กล่าวได้ว่าข่าวดังกล่าวสร้างความรู้สึกลบมากกว่าบวก ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น การที่คนไทยจะไปชิงตำแหน่งสำคัญในเวทีโลกนี้ถือเป็นเรื่องดี เพราะเรื่องดีของประเทศใดประเทศหนึ่งที่จะเกิดขึ้นในเวทีระหว่างประเทศนั้น ไม่ใช่จะมีกันได้ง่ายๆ หรือบ่อยๆ ถามว่า เราจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องแสวงหาชื่อเสียงให้กับประเทศ ก็ขอตอบว่าจำเป็นอย่างมาก เพราะในสังคมโลก ก็เหมือนสังคมของคน คนไหนเก่ง มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับก็จะอยู่ในสังคมได้สง่างามมากกว่าคนที่ไม่มีอะไรเลย ในทางตรงกันข้ามรัฐใดประเทศใดภาพพจน์ไม่ดี ก็จะถูกรังเกียจจากประเทศอื่น บางครั้งก็ทำให้ถูกกีดกันจนถึงถูกบอยคอตในการติดต่อสัมพันธ์กับสังคมโลก ซึ่งก็จะส่งผลกระทบในด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคมได้มากทีเดียว เรื่องของการชิงตำแหน่งเลขาฯ ยูเอ็น จึงเป็นโอกาสของคนไทย และประเทศไทยที่จะมีบทบาทในเวทีระหว่างประเทศมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าหากประสบความสำเร็จตามที่ควรจะเป็นผลประโยชน์ในด้านชื่อเสียง และเกียรติภูมิของประเทศ ซึ่งควรเป็นเรื่องที่คนไทยทั้งประเทศจะได้ดีใจกัน
|