|
||||||||||||
|
เรื่องเดียวที่โปร่งใสที่สุดคือคอร์รัปชัน
คอลัมน์ ดุลยภาพดุลยพินิจ โดย ผาสุก พงษ์ไพจิตร มติชนรายวัน วันที่ 08 มิถุนายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9951 ท่านผู้อ่านอาจจะเข้าใจไปว่าจ่าหัวข้างต้นนี้หมายถึงเมืองไทยปี 2548 แต่ไม่ใช่ ยังไม่ถึงจุดนั้น เขาหมายถึงประเทศอินโดนีเซียสมัยซูฮาร์โตต่างหาก ซูฮาร์โตเป็นประธานาธิบดีของอินโดนีเซียเป็นเวลา 35 ปี จาก พ.ศ. 2510 ถึง พ.ศ. 2542 มีนาคม พ.ศ. 2547 องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) จัดอันดับผู้นำประเทศระดับโลก ผู้ซึ่งโกงกินมากที่สุดในโลก 10 อันดับแรก ซูฮาร์โตเจ๋งมากติดอันดับหนึ่ง โดยสะสมความมั่งคั่งได้ถึง 15-35 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือ หกแสนล้านถึงหนึ่งล้านสี่แสนล้านบาท คือพอๆ กับงบประมาณ ประจำปีของไทยปัจจุบัน ผู้นำที่ติดอันดับที่สอง คือ มาคอส ประธานาธิบดีของฟิลิปปินส์ เป็นเวลา 14 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2514 ถึง พ.ศ.2529 เขาโกงกินประชาชนของเขาไป 5-10 พันล้านเหรียญสหรัฐหรือสองแสนถึงสี่แสนล้านบาท ท่านผู้อ่านคงจะจำศรีภรรยาของมาคอสได้ เธอมีชื่อเสียงมากเพราะมีรองเท้าหลายพันคู่ ระหว่างสองผู้นำนี้แน่นอนว่าซูฮาร์โตนั้นท่านมือเหนือชั้นจริงๆ เรามาดูกันซิว่าท่านทำได้อย่างไร และเราจะเรียนรู้อะไรได้บ้าง จากประสบการณ์ของอินโดนีเซีย วิธีการโกงกินของซูฮาร์โตนั้นรายละเอียดน่าประทับใจจริงๆ แต่จะขอเล่าเพียงคร่าวๆ เริ่มต้นซูฮาร์โตสมัยเป็นนายทหารหนุ่ม เขาหารายได้พิเศษด้วยการลักลอบค้าน้ำตาล และค้าขายอื่นๆ แบบผิดกฎหมาย จนเมื่อถูกจับได้ จึงถูกโยกย้ายไปอยู่ในย่านที่ไม่อาจจะทำกิจกรรมผิดกฎหมายได้เมื่อปี พ.ศ. 2502 เมื่อเขายึดอำนาจได้จากประธานาธิบดีซูการ์โน ซูฮาร์โตก็เข้ายึดกุมธุรกิจยักษ์ใหญ่ 2 แห่ง ที่ซูการ์โนเคยควบคุมอยู่ ซึ่งมีสินทรัพย์ทั้งหมดสูงถึง 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ ศรีภรรยาของซูฮาร์โตก็ไม่ใช่ย่อย เธอเปิดบ้านรับค่าคอมมิชชั่นอย่างเปิดเผย จากโครงการแทบทุกอย่าง จนมีสมญาว่ามาดาม 10% (ชื่อของเธอคือ Madam Tien) แต่แหล่งเงินที่แน่นหนาที่สุดของซูฮาร์โตคือ มูลนิธิ 40 แห่ง ซึ่งเขาก่อตั้งขึ้นเพื่อรับเงินบริจาค แต่ผู้อ่านทราบไหมว่า เงินบริจาคมากที่สุดได้มาจากไหน แหล่งที่สำคัญคือ 2.5 เปอร์เซ็นต์ ของกำไรที่เกิดจากการดำเนินงาน ของธนาคารภาครัฐทั่วประเทศ และ 2 เปอร์เซ็นต์ ของเงินภาษีรายได้จากบุคคล และบริษัทที่มีรายได้มากกว่าสี่หมื่นดอลลาร์ต่อปี เงินบริจาคเหล่านี้ถูกกำหนดโดยกฎหมายที่รัฐบาลของซูฮาร์โตเป็นผู้ออกนั่นเอง นอกจากนี้ยังมีเงินบริจาคจากแหล่งอื่นๆ ซูฮาร์โตในฐานะประธานของมูลนิธิทุกแห่งจะต้องเป็นผู้เซ็นเช็คที่มีมูลค่าสูงกว่าห้าหมื่นเหรียญสหรัฐ มูลนิธิมีหน้าที่ทำโครงการแก้ปัญหาความยากจนต่างๆ แต่ก็ลงทุนในบริษัทเอกชนจำนวนมาก ซึ่งมีลูกๆ และพรรคพวกของซูฮาร์โตเป็นผู้ถือหุ้น หรือดำเนินการ และบริษัทเหล่านี้ก็ได้โครงการจากภาครัฐเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะที่เกี่ยวโยงกับธุรกิจน้ำมันของอินโดนีเซีย กองทัพ และหน่วยงานภาคราชการทุกประเภท และยังไปลงทุนในอุตสาหกรรมและบริการต่างๆ ทั้งในและนอกประเทศ และกิจการส่วนมากก็คือกิจการผูกขาดที่ทางรัฐบาลอินโดนีเซียมอบให้ หลังจากซูฮาร์โตต้องยอมสละอำนาจเมื่อเกิดเศรษฐกิจวิกฤตที่อินโดนีเซียสมัยเดียวกับยุคต้มยำกุ้งของไทย เมื่อปี 2540 ซูฮาร์โตเตรียมย้ายเงินจำนวนมากเพื่อหลีกเลี่ยงการที่อาจจะต้องถูกสืบสวนและถูกยึดเงิน กรกฎาคม พ.ศ. 2542 เขาย้ายเงินจากธนาคารที่สวิสไปที่ออสเตรีย ซึ่งกลายเป็นแหล่งฝากเงินที่ปลอดภัยกว่าที่สวิส ทางรัฐบาลสหรัฐรู้เบาะแสจึงเข้าติดตามเส้นทางของเงินนี้ หลังจากที่มีการสืบเสาะกันใน 11 ประเทศ ก็พบว่าเขาย้ายเงินนี้ถึง 9 ล้านเหรียญสหรัฐ จริงๆแล้วเงินเดือนของประธานาธิบดีอินโดนีเซียมีเพียงเดือนละ 1,746 ดอลลาร์เท่านั้นเอง และยังพบว่าเขามีที่ดินทั่วอินโดนีเซียจำนวนถึง 22.5 ล้านไร่ ซึ่งพูดถึงบริเวณรวมกันแล้วใหญ่กว่าประเทศเบลเยียม ในจำนวนนี้เป็นพื้นที่ออฟฟิศที่ใจกลางเมืองจาการ์ตาถึงหนึ่งแสนตารางเมตร พ.ศ. 2547 ประมาณการมูลค่าสินทรัพย์ของลูกๆ 6 คนของซูฮาร์โตมีดังต่อไปนี้ ตูตุ๊ด(Tutut) อายุ 50 ปี 700 ล้านดอลลาร์ ซึ่งรวมทั้งบ้าน 12 ห้อง ราคาหนึ่งล้านดอลลาร์ที่บอสตัน และบ้านใกล้จัตุรัสไฮพาร์คที่ลอนดอน ปัมบัง(Bambang) อายุ 45 ปี 3 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งรวมทั้งแฟลตราคา 8.2 ล้านดอลลาร์ที่สิงคโปร์ อีกแห่งราคา 12 ล้านดอลลาร์ที่แอลเอ สหรัฐ ทอมมี(Tommy) อายุ 36 ปี 800 ล้านดอลลาร์ ซีกิจ(Sigit) อายุ 48 ปี 75 ล้านดอลลาร์ มาเมียก (Mamiek) อายุ 34 ปี 30 ล้านดอลลาร์ (เข้าทำธุรกิจช้าไปหน่อย) ครอบครัวซูฮาร์โตเป็นเจ้าของเครื่องบินเจ็ตหลายลำ ซึ่งพวกเขาใช้เพื่อเดินทางไปไหนๆ ซูฮาร์โตมีธุรกิจกับเพื่อนซี้ที่เป็นชาวอินโดนีเซียเชื้อสายจีนคนสำคัญ 2 คน คือ เลียม เซียว ล่ง และบ๊อบ ฮาซาน นักธุรกิจทั้งสองนี้ทำรายได้ให้ซูฮาร์โต และครอบครัวจำนวนมหาศาล และเพื่อเป็นการตอบแทนก็ได้รับสัมปทานทำธุรกิจ จัดหาสิ่งของต่างๆ ที่ทางกองทัพอินโดนีเซียต้องใช้ นับจากข้าวไปจนถึงเครื่องแบบ และยาและวัสดุภัณฑ์ต่างๆ รวมทั้งธุรกิจประเภทอื่นๆ อีกมากมาย ฮาบิบีซึ่งซูฮาร์โตเลือกให้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีต่อจากเขาหลังวิกฤตเศรษฐกิจ เมื่อปี พ.ศ.2542 และลูกๆ ก็มีสินทรัพย์เป็นมูลค่าที่น่าทึ่ง คอร์รัปชันลดลงไหม หลังจากซูฮาร์โตตกกระป๋องไปแล้ว? ไม่เลย และอันทีจริงอาจแย่ลง เนื่องจากอินโดนีเซียขณะนี้ตกอยู่ในภาวะระส่ำระสาย ทหารและตำรวจไม่รู้ว่าใครมีอำนาจ ไม่มีใครคุมอำนาจที่แท้จริง จึงเกิดกลุ่มแก๊ง ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินเลวลง คอร์รัปชันก็ยังสูงอยู่ แต่ผู้ให้สินบนกลับไม่แน่ใจว่าจะได้รับผลดังที่คาด ไม่เหมือนสมัยซูฮาร์โต ซึ่งกุมอำนาจเต็มที่สังคมมีเสถียรภาพ และผู้ให้สินบนรู้ว่าจะให้เท่าไรให้กับใคร และเมื่อให้แล้วก็จะได้ผลตามที่คาดหวังหรือตกลงกันไว้ด้วย นักธุรกิจก็ทำงานได้ แต่เมื่อไม่มีซูฮาร์โตทุกอย่างก็ระส่ำระสายไปหมด ดังนั้น แม้ประชาชนจำนวนมากของอินโดนีเซียจะดีใจที่ขณะนี้ อินโดนีเซียมีโอกาสพัฒนาประชาธิปไตยได้ดีกว่าแต่ก่อน แต่หลายๆ คนกำลังถวิลหาสมัยรุ่งเรืองของซูฮาร์โต พวกเขาคิดถึงที่ซูฮาร์โตสร้างเสถียรภาพให้กับสังคม และสามารถทำให้เศรษฐกิจเจริญเติบโตในอัตราสูงเมื่อทศวรรษ 1960 และ 1970 ปรากฏว่า ขณะนี้มีการอภิปรายถกเถียงกันที่อินโดนีเซียว่า อันที่จริง การโกงกินของซูฮาร์โตแม้จะมีมากและสูงถึงร้อยละ 5 ของ GNP ของอินโดนีเซีย แต่นี่ก็อาจจะเป็นต้นทุนที่คุ้มค่าที่จะแลกกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสังคม แต่หลายๆ คนก็ไม่เห็นด้วย เพราะเห็นว่าอินโดนีเซียไม่มีซูฮาร์โตจะดีกว่า มันไม่น่าจะคุ้มค่า และการคิดว่าคุ้มไม่คุ้มไม่น่าจะตรงประเด็น เพราะว่าอินโดนีเซียน่าจะสามารถมีเสถียรภาพได้ โดยไม่ต้องถูกโกงกินถึงขณะนี้ คือไม่ต้องเสียต้นทุนถึงขนาดนี้ เนื่องเพราะหลายๆ ประเทศอื่นๆ เขาก็สามารถทำได้ถมไป ที่สำคัญคือ ประสบการณ์ของอินโดนีเซียให้บทเรียนอะไรกับเราบ้าง ด้านปัญหาการคอร์รัปชัน? ผู้เขียนคิดว่ามีหลายบทเรียนทีเดียว หนึ่ง เมื่อคอร์รัปชันเกิดขึ้นแล้วและไม่ได้รับการแก้ไขเลย มันก็จะขยายไปเรื่อยๆ และจะมีการพยายามทำให้มันเป็นส่วนหนึ่งของระบบ โดยไม่มีใครซักถามหรือซักถามไม่ได้ สอง ซูฮาร์โตไม่ได้ทำคนเดียว เมื่อเริ่มแล้ว ญาติโกโหติกาก็ต้องเข้ามา พรรคพวกต่างๆ ก็ต้องเข้ามา มาถึงจุดหนึ่งซูฮาร์โตเองก็คุมไม่ได้(ในกรณีของเขาไม่ต้องการคุมเสียด้วย) สาม รัฐบาลคอร์รัปชันจะคงอยู่ได้เป็นเวลานาน และขนาดของการโกงกินจะขยายไปเรื่อยๆ เป็นมูลค่ามหาศาล ผู้รู้กล่าวว่า ที่ประมาณๆกันออกมานั้น ยังไม่ใช่ทั้งหมด การสืบสวนสอบสวนจริงที่ลงลึกยังไม่เกิดขึ้น ยังจะต้องรอรัฐบาลที่มีความจำเป็นในทางการเมือง(คือถูกผลักดัน) ให้เข้าสืบเสาะลงลึกอย่างเอาจริงเอาจัง สี่ คอร์รัปชันและระบบพรรคพวกนิยม (cronyism) ในท้ายที่สุด ไม่เป็นผลดีกับเศรษฐกิจ กรณีของอินโดนีเซียเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เศรษฐกิจวิกฤต พ.ศ.2540 แม้มีปัจจัยจากภายนอกด้วย แต่เมื่อประกอบกับปัญหาคอร์รัปชันและความเน่าเฟะภายในระบบการเมืองภายใต้ซูฮาร์โต วิกฤตเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย และวิกฤตการเมืองที่เกิดขึ้นจึงลึกมาก จนแม้ขณะนี้ก็ยังตกอยู่ในภาวะลำบากมาก และชาวอินโดนีเซียตัวเล็กตัวน้อยต่างหากที่ขณะนี้กำลังได้อานิสงส์จากปัญหาที่ซูฮาร์โต และครอบครัวได้สร้างและทิ้งมรดกไว้ให้ หน้า 6
|