|
||||||||||||
|
คอร์รัปชั่น
กรรมของอำนาจเบ็ดเสร็จ
โดย ประเวศ วะสี มติชนรายวัน วันที่ 07 มิถุนายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9950 "Absolute power corrupts absolutely" (อำนาจเบ็ดเสร็จ ก็คอร์รัปชั่นเบ็ดเสร็จ) ลอร์ด แอชตัน อำนาจทำให้ทำผิด คนเราก็มีทำผิดบ้างทำถูกบ้างเป็นธรรมดา แต่ถ้ามีคนบอกหรือทักท้วงได้ก็จะทำถูกมากขึ้นทำผิดน้อยลง แต่ถ้ามีอำนาจมากเกินคนทักท้วงไม่ได้ ก็ไม่มีเครื่องช่วยปรับไปสู่ความถูกต้องจึงทำผิดมากขึ้นๆ โดยไม่รู้ตัว เพราะขันทีซีย์นโดรม กล่าวคือ คนดีหลีกหนีไป หรือถูกขจัดไปพวกป้อยอปอปั้นเข้ามาล้อมรอบ ป้องกันไม่ให้รู้ความจริง เมื่อไม่รู้ความจริงก็ถลำไปสู่ความผิดมากขึ้น อำนาจจึงเป็นเรื่องอันตราย นอกจากอันตรายต่อประเทศชาติแล้ว ยังอันตรายต่อผู้มีอำนาจเองด้วย คอร์รัปชั่นป้องกันได้ด้วยการมีกลไกตรวจสอบที่ดี แต่อำนาจเบ็ดเสร็จจะทำลายการตรวจสอบ อำนาจเบ็ดเสร็จจึงหนีคอร์รัปชั่นไปไม่พ้น นอกจากคอร์รัปชั่นแล้ว อำนาจเบ็ดเสร็จยังนำไปสู่ความเสียหายอื่นได้อีก เช่น ความโหดร้าย ดังกรณีของสตาลินและฮิตเลอร์ นำไปสู่สงคราม นำไปสู่การปลุกระดมชาตินิยม และเกิดความขัดแย้งรุนแรงขึ้นในบ้านเมือง นำไปสู่แนวทางการพัฒนาที่ผิดๆ ที่ลึกที่สุดคือปลูกฝังทิฐิและวิธีคิดที่ผิดๆ ไว้ในแผ่นดิน เพราะผู้นำแสดงออกทุกวัน ทั้งทางวจี ท่าที และการกระทำ เพราะผลเสียของอำนาจเบ็ดเสร็จ ประเทศต่างๆ ในโลกจึงมีวิวัฒนาการออกจากระบบการปกครองที่ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ ไม่ว่าจะเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หรือเผด็จการทหาร หรือเผด็จการคอมมิวนิสต์ การสร้างกลไกตรวจสอบเป็นเรื่องใหญ่มากในการป้องกันการใช้อำนาจโดยไม่เป็นธรรม รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันพยายามให้มีการตรวจสอบคานอำนาจ โดยกลไกอย่างน้อย 3 ประเภท คือ (1) องค์กรอิสระต่างๆ เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง วุฒิสภา ศาลรัฐธรรมนูญ ปปช. คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (2) ความเป็นอิสระของสื่อมวลชน สื่อมวลชนที่อิสระและสามารถวิจัยสืบสวนได้ เป็นเครื่องมือในการหยุดยั้งคอร์รัปชั่นที่ชงัดที่สุด (3) บทบาทของประชาชนในการตรวจสอบ โดยรัฐธรรมนูญ ม.76 บัญญัติว่า "รัฐต้องส่งเสริม และสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการกำหนดนโยบาย.....รวมทั้งตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐทุกระดับ" ถ้ามีความตั้งใจปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญโดยสุจริต รัฐบาลจะมีภูมิคุ้มกันคอร์รัปชั่นอย่างวิเศษ แต่เมื่อไม่ปฏิบัติตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ เพราะต้องการรวบอำนาจเบ็ดเสร็จ คอร์รัปชั่นก็เป็นกรรมที่หลีกเลี่ยงไม่พ้น ที่จริงรัฐธรรมนูญปัจจุบันมีของดีๆ มาก ควรจะอ่านกันอย่างกว้างขวางลึกซึ้ง จะได้เกิดพลังผลักดันไปสู่สิ่งดีๆ เป็นที่รู้กันว่าถ้าไตรภาคีรวมกันได้เมื่อไร คอร์รัปชั่น จะรุนแรงยิ่งนัก นั่นคือ (1) การเมือง (2) ธุรกิจ (3) ข้าราชการ ทั้ง 3 นี้ถ้าอิสระก็จะคานอำนาจและตรวจสอบกันได้ แต่บัดนี้ธุรกิจกับการเมือง รวมกันแล้วและควบคุมข้าราชการได้เบ็ดเสร็จ คอร์รัปชั่นจึงมีได้ทุกชนิดตั้งแต่ชักเปอร์เซ็นต์ไปจนกระทั่งถึงคอร์รัปชั่นทางนโยบาย จะเป็นวิกฤตคอร์รัปชั่น ข้าราชการหลายกระทรวงพูดตรงกันว่า สมัยนี้คอร์รัปชั่นรุนแรงที่สุด ล่าสุดก็มี "เสียงจากข้าราชการที่ไม่ทุจริต" ลงในผู้จัดการรายวันฉบับวันที่ 1 มิถุนายน 2548 "..ไม่มีครั้งใดที่ความเป็นข้าราชการ ถูกย่ำยีมากเท่ากับที่เป็นอยู่ขณะนี้..." มีข้าราชการเล่าว่ามีญาติของผู้มีอำนาจไปเรียกเงินตามกระทรวงต่างๆ และพูดว่า "แต่ก่อนมีคำว่าโคตรโกง ตอนนี้มันโกงทั้งโคตร" การพูดกันปากต่อปากทำนองนี้จะเป็นไฟลามทุ่ง เมื่อมีการปิดปากสื่อมวลชนโครงสร้างที่เอื้ออำนวยต่อคอร์รัปชั่นจะผลิตคอร์รัปชั่นขึ้นมาเป็นดอกเห็ด ไม่มีทางจะไปปกป้องหรือปิดบังได้หวาดไหว เมื่อสังคมไม่เชื่อเสียแล้ว ใครพยายามออกมาปกป้อง ความเสื่อมศรัทธาก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ ทรงมีพระปฐมบรมราชโองการว่า "เราจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยาม" นั่นเป็นหลักของการพัฒนาประเทศว่า แผ่นดินต้องมีธรรม หรือความถูกต้องครองอยู่ ประโยชน์สุขของคนทั้งปวงจึงจะเกิด ได้ทรงมีพระบรมราโชวาทเป็นอันมากให้คนไทยโดยเฉพาะผู้มีอำนาจตั้งอยู่ในความสุจริต และในที่สุด ทรงสาปแช่งคนโกงอย่างรุนแรง ทำไมพระเจ้าอยู่หัวห้ามแล้วจึงไม่เชื่อ คงไม่ใช่ว่าเขาไม่รักในหลวง แต่คงเป็นเพราะมีอะไรที่มีอำนาจมากกำหนดให้เขาต้องคอร์รัปชั่น สิ่งนั้นคืออะไร สิ่งนั้นคือ "โครงสร้าง" ตามกฎที่ว่า "โครงสร้างกำหนดคุณสมบัติ" ลองดูคุณสมบัติของสิ่งต่างๆ ล้วนกำหนดโดยโครงสร้างทั้งสิ้น ออกซิเจน น้ำ เหล็ก มีคุณสมบัติต่างกัน เพราะมีโครงสร้างต่างกัน ทำไมต้นมะพร้าว ขนุน มะม่วง ให้ผลที่มีคุณสมบัติต่างกัน ทั้งๆ ที่ดูดเอาแร่ธาตุสารอาหารที่เหมือนๆ กัน โครงสร้างของเมล็ดพันธุ์ กำหนดคุณสมบัติของต้นและผล โครงสร้างทางกรรมพันธุ์กำหนดให้ม้าเป็นม้าสุกรเป็นสุกร ไม่เป็นอย่างอื่นไม่ว่าจะเลี้ยงดูอย่างไรๆ โครงสร้างคอร์รัปชั่นกำหนดให้คอร์รัปชั่น ทั้งๆ ที่พระเจ้าอยู่หัวอบรมสั่งสอนเรื่องดีๆ ตรงนี้มีประเด็นที่น่าสนใจ คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวผู้ซึ่งทรงเป็นศูนย์รวมทางจิตวิญญาณของชาติ ได้ทรงแสดงทุกวิถีทางตลอดระยะเวลาอันยาวนาน ว่าทรงโปรดความสุจริตและทรงรังเกียจการทุจริต ทรงเป็นเหมือน "พระปางห้ามโกง" ผู้มีอำนาจก็ล้วนเคยปฏิญาณต่อหน้าพระพักตร์ว่าจะไม่ทุจริต ถ้าสัญญากับพระเจ้าอยู่หัวแล้วยังเชื่อไม่ได้ การสัญญากับประชาชนจะเชื่อได้เพียงใด? คอร์รัปชั่นเหมือนมะเร็งและเชื้อโรคเอดส์รวมกัน มันทั้งบ่อนเซาะ และทำลายภูมิคุ้มกันของสังคม ถ้ารัฐบาลถูกสงสัยว่าคอร์รัปชั่น และสังคมไม่เชื่อถือ แล้วจะขาดประสิทธิภาพและความยั่งยืน ขอเสนอทางออกจากวิกฤตคอร์รัปชั่น 4 ประการ คือ (1) ตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมาตรวจสอบ ในต่างประเทศ เมื่อรัฐบาลถูกกล่าวหา จะตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมาตรวจสอบการปกป้องก็ดี การตั้งคนในรัฐบาลขึ้นมาตรวจสอบก็ดี แก้ปัญหาไม่ได้ ในครั้งรัฐบาลชวน มีกรณีทุจริตในกระทรวงสาธารณสุข เดิมจะตั้งผู้ตรวจราชการกระทรวงเป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบ ซึ่งจะไม่มีน้ำยาอะไร คุณชวนได้ตั้งนายแพทย์บรรลุ ศิริพานิช เป็นประธานตรวจสอบ จึงได้เรื่องได้ราวถึงขั้นรัฐมนตรีถูกศาลตัดสินจำคุก เนื่องจากโครงสร้างรวบอำนาจเบ็ดเสร็จ จะมีกรณีกล่าวหาว่าคอร์รัปชั่นผุดขึ้นมาอีกเรื่อยๆ นายกรัฐมนตรีจะไปเป็นผู้ปกป้องเองคงจะไม่ไหว เสียเวลาทำงาน และคนไม่เชื่อ ควรจะมีการตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมาตรวจสอบ (2) ส่งเสริมสื่อมวลชนให้มีอิสระในการตรวจสอบ ควรมีการตั้งกองทุนวิจัยเพื่อสื่อมวลชน เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายของนักข่าวในการสืบค้นข้อมูล ในขณะที่อำนาจพยายามปิดกั้นและครอบงำสื่อมวลชน สังคมควรเคลื่อนไหวสนับสนุนสื่อมวลชนทุกๆ ทาง ทั้งทางกำลังใจ กำลังทางสังคม กำลังทางปัญญา และกำลังทรัพย์ การร่วมบริจาคอย่างกว้างขวาง คนละไม่ต้องมาก แต่ให้มีคนบริจาคมากๆ เข้ากองทุนวิจัยเพื่อสื่อมวลชน จะเป็นพลังของสังคมในการตรวจสอบคอร์รัปชั่น อย่าลืมว่าเครื่องมือหยุดยั้งคอร์รัปชั่นที่ชงัดที่สุด คือสื่อมวลชนที่อิสระ กล้า และสามารถตรวจสอบได้ (3) ออกจากโครงสร้างอำนาจเบ็ดเสร็จ เมื่อ รสช. ยึดอำนาจในเดือนกุมภาพันธ์ 2534 หนึ่งเดือนหลังจากนั้นคือปลายเดือนมีนาคม อาจารย์เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ได้จัดการอภิปรายที่ห้องประชุมคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อเป็นการหยั่งเชิงว่า รสช. จะเอาจริงแค่ไหน ผมได้อภิปรายว่า ไม่รู้จะช่วย รสช.ได้อย่างไร เพราะเป็นไปไม่ได้เลยที่ การมีอำนาจเบ็ดเสร็จแล้วจะไม่ทำผิด คำแนะนำก็คือรีบถอนตัวจากอำนาจโดยเร็ว เดือนเมษายน 2535 ผมได้เขียนลงมติชนเตือน พล.อ.สุจินดา คราประยูร ว่า "อย่าโจนลงสู่หลุมดำ" มันจะทำลายชื่อเสียงเกียรติคุณของเขาหมด แต่ก็ช้าไปเสียแล้ว เดือนพฤษภาคม 2535 ก็เกิดเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม ที่จริงคุณสุจินดาเท่าที่ผมทราบท่านก็เป็นคนดี แต่โครงสร้างอำนาจจะกำหนดสิ่งที่ตามมา ที่จริงผู้นำรัฐบาลปัจจุบันผมก็เคยเตือนว่าอย่าหลุดเข้าไปสู่ "โครงสร้างมรณะ" ในสังคมที่ซับซ้อนและยาก การใช้อำนาจแก้ปัญหา นอกจากแก้ไม่ได้แล้ว จะทำให้เกิดปัญหาตามมาเป็นลูกโซ่ และนำตัวเองเข้าไปสู่ "โครงสร้างมรณะ" เพราะอำนาจอื่นๆ รุมอัดกลับ การจะแก้ปัญหาสังคมที่ยากและซับซ้อนได้จะต้อง "เปิดพื้นที่ทางสังคมและพื้นที่ทางปัญญาอย่างกว้างขวาง" การเปิดพื้นที่ทางสังคมและพื้นที่ทางปัญญาอย่างกว้างขวางคือการออกจากโครงสร้างอำนาจเบ็ดเสร็จ หรือ "โครงสร้างมรณะ" โดยอัตโนมัติ เอาการเปิดพื้นที่ทางสังคมและพื้นที่ทางปัญญาอย่างกว้างขวางเป็นตัวตั้ง แล้วจัดความสัมพันธ์ระหว่างองค์ต่างๆ ให้เป็นไปตามนี้ โดยอาศัยรัฐธรรมนูญเป็นหลัก ก็จะสามารถออกจากโครงสร้างอำนาจเบ็ดเสร็จ หรือโครงสร้างคอร์รัปชั่นได้ มิฉะนั้นตายลูกเดียว (4) ปฏิวัติจิตสำนึก-ปฏิวัติทางศีลธรรม วิกฤตคอร์รัปชั่นเป็นส่วนหนึ่งของวิกฤตการณ์ใหญ่ คือ วิกฤตศีลธรรม เริ่มจากมิจฉาทิฐิ ที่เอาโลภจริตเป็นเครื่องขับเคลื่อนการพัฒนา หรือดังในพระราชนิพนธ์เรื่องพระมหาชนกที่ทรงเรียกว่า "โมหภูมิ" หรือภูมิแห่งความหลง ทำให้เกิด "เมืองอวิชชา" ขึ้น เมืองอวิชชาก็คือสังคมที่วิกฤตทางศีลธรรม ผู้คนถือผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นใหญ่ มือใครยาวสาวได้สาวเอา โกงได้โกงเอา แย่งชิง ทำร้ายกัน เอาเปรียบเด็ก เอาเปรียบสตรี เอาเปรียบผู้ด้อยโอกาส ส่งเสริมการพนันและอบายมุขอื่นๆ ทำลายสิ่งแวดล้อม ทำลายวัฒนธรรมและศีลธรรมอันดี ทั้งหมดเพื่อเงิน เพราะเป็นการพัฒนาด้วย "เงินนิยม" ในขณะที่ศาสนาสอนว่าการประหยัดเป็นคุณธรรม สันตุฏฐีธรรมเป็นของดี การพัฒนาปัจจุบันส่งเสริมให้กินมากๆ ใช้มากๆ ใช้โทรศัพท์มือถือมากๆ ส่งเอสเอ็มเอสให้มากๆ เข้าไว้ เพื่อจะเอาเงินออกจากกระเป๋าของคนทั้งปวง การอยากมีอำนาจเบ็ดเสร็จก็มาจากโลภะ จะเห็นได้ว่าที่ท่านเรียกว่าอกุศลมูล หรือต้นเค้าแห่งความชั่วคือ โลภะ โทสะ โมหะ นั้นครบวงจรเลยทีเดียว โลภะคือ เงิน โทสะคือ อำนาจ โมหะคือ มิจฉาทิฐิ เมื่อสังคมถูกขับเคลื่อนด้วยอกุศลมูล วิกฤตศีลธรรมจึงหนีไม่พ้น วิกฤตคอร์รัปชั่นเป็นส่วนหนึ่งของวิกฤตศีลธรรม การที่เราจะหลุดออกจากวิกฤตคอร์รัปชั่นและวิกฤตใหญ่ได้ลึกๆ แล้วเราต้องการปฏิวัติทางจิตสำนึก ซึ่งจะนำไปสู่การปฏิวัติทางศีลธรรมถ้าขาดศีลธรรมเสียแล้ว แล้วไปแก้ปัญหาอะไรต่างๆ นอกจากแก้ไม่ได้แล้วยังทำให้ปัญหาบานปลายกลายเป็นอื่น ขณะนี้การปฏิวัติจิตสำนึก หรือการสร้างจิตสำนึกใหม่ เป็นกระแสโลกที่ใหญ่พอสมควรและกำลังใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ การสร้างจิตสำนึกใหม่ไม่เจ็บปวดอะไรเลย ตรงข้ามทำให้เกิดความสุข และมิตรภาพอันไพศาล อันจะยังให้เกิดการอยู่ร่วมกันด้วยสันติสุข จิตสำนึกใหม่ และจิตสำนึกทางศีลธรรม จะพาเราออกจากโครงสร้างที่ทำให้เกิดวิกฤตคอร์รัปชั่น และวิกฤตศีลธรรม ไปสู่สังคมที่เป็นธรรมและสันติ หน้า 6
|