|
||||||||||||||
|
ไขปริศนาธุรกรรม
"ปิคนิค"
กลการเงินหรือกลการเมือง?
มติชนรายวัน วันที่ 06 มิถุนายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9949 ในช่วงปีที่ผ่านมาหุ้นบริษัท ปิคนิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งตระกูล "ลาภวิสุทธิสิน" ของนายสุริยา ลาภวิสุทธิสิน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ได้รับการจับตามองอย่างมาก เพราะนอกจากราคาหุ้นจะขึ้น-ลงอย่างหวือหวา ด้วยเทคนิคการแตกพาร์หุ้นถึง 2 ครั้งในช่วงที่ห่างกันไม่กี่เดือน จากราคาพาร์ 10 บาท เหลือ 5 บาท และจาก 5 บาท เหลือ 1 บาทแล้ว ยังมีการเพิ่มทุนและขยายการลงทุนอย่างขนานใหญ่ โดยในเดือนสิงหาคม 2548 ได้ซื้อบริษัท เวิลด์แก๊ส(ประเทศไทย) จำกัด และบริษัทในเครือในราคาสูงถึง 1,481 ล้านบาท ทั้งๆ ที่บริษัท เวิลด์แก๊สขาดทุนต่อเนื่องและขาดทุนสะสมติดต่อกันมานานหลายปีหลายร้อยล้านบาทและมีหนี้สินสูงกว่า 1,400 ล้านบาท เมื่อถึงเดือนมีนาคม 2548 นายธีรัชชานนท์ ลาภวิสุทธิสิน กรรมการผู้จัดการบริษัทปิคนิคฯ น้องชายของนายสุริยา ได้แจ้งผลการดำเนินงานในปี 2547 ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า บริษัท ปิคนิคฯและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิเท่ากับ 735.38 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 469.99 ล้านบาทจากปีก่อน หรือคิดเป็นการเพิ่มขึ้นร้อยละ 177 สำหรับรายได้หลักของบริษัท นายธีรัชชานนท์อ้างว่า มาจากรายได้จากธุรกิจค้าก๊าซปิโตรเลียมเหลว 5,160.40 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 3,065.86 ล้านบาท, รายได้จากธุรกิจวิศวกรรมจากงานติดตั้งและบริการ 1,465.53 ล้านบาท, รายได้จากธุรกิจค้าน้ำมันปิโตรเลียม 397.33 ล้านบาท และรายได้อื่นเพิ่มขึ้น 241.37 ล้านบาท ในจำนวนนี้เกิดจากการรายได้ค่าเช่าถังบรรจุก๊าซ 178.44 ล้านบาท แต่แล้วเหมือนสายฟ้าฟาดเปรี้ยงลงมา เมื่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้มีคำสั่งถึง 2 ครั้ง (29 มีนาคม และ 11 พฤษภาคม 2548) ให้บริษัท ปิคนิคฯแก้ไขงบการเงินดังกล่าว มีสาระสำคัญดังนี้ 1.บริษัทปิคนิคฯทำธุรกรรม(ขายและให้เช่าถังก๊าซ) กับบริษัทที่ประกอบธุรกิจโรงบรรจุก๊าซ 10 ราย ในลักษณะที่พิจารณาได้ว่า บริษัท ปิคนิคฯมีอำนาจควบคุมบริษัทเหล่านั้น ซึ่งเข้าข่ายจะต้องนำมาทำงบการเงินรวม แม้ว่าบริษัท ปิคนิคฯไม่ได้ถือหุ้นในบริษัทดังกล่าว ในปี 2547 บริษัทได้เปลี่ยนวิธีการให้โรงบรรจุก๊าซ 10 รายใช้ถังก๊าซ กล่าวคือ จากเดิมที่โรงบรรจุก๊าซเคยจ่ายเพียงค่ามัดจำถัง และสามารถใช้ประโยชน์จากถังก๊าซได้โดยไม่มีกำหนดเวลา รวมทั้งสามารถเรียกเงินมัดจำคืนได้เมื่อไม่ต้องการใช้ถังก๊าซ เปลี่ยนเป็นให้โรงบรรจุก๊าซดังกล่าว ทำสัญญาเช่าถัง 3 ปี โดยจ่ายค่าเช่ารายปี (เงินค่าเช่ารวมเป็นจำนวนที่ใกล้เคียง กับเงินค่ามัดจำเดิม) จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว บริษัท ปิคนิคฯได้บันทึกค่าเช่าถังก๊าซเป็นรายได้ 178 ล้านบาท ในปี 2547 ก.ล.ต.ได้พิจารณาข้อมูลเกี่ยวกับโรงบรรจุก๊าซดังกล่าว เช่น ประวัติการจัดตั้ง ฐานะการเงิน ผลการดำเนินงาน รวมทั้งความเกี่ยวข้องกันเองระหว่างผู้ถือหุ้น กรรมการ หรือผู้มีอำนาจลงนามร่วมกันพบว่า โรงบรรจุก๊าซหลายแห่ง มีความสัมพันธ์กับบริษัท ปิคนิคฯ ใกล้ชิดเป็นพิเศษ โดยบางแห่งผู้ที่ถือหุ้นทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดเป็นพนักงานในบริษัท ยูเนียนแก๊ส แอนด์ เคมิคัลส์ จำกัด ซึ่งเป็นของครอบครัวผู้บริหารปิคนิค (ตระกูลลาภวิสุทธิสิน) และบางแห่งผู้ที่เป็นกรรมการ และผู้มีอำนาจลงนามทั้งหมด หรือเกือบทั้งหมด ก็เป็นพนักงานในบริษัทดังกล่าวด้วย ทำให้โรงบรรจุก๊าซดังกล่าว เข้าข่ายทางพฤตินัย ถูกควบคุมกิจการโดยบริษัท ปิคนิคฯ นอกจากนั้น ยังพบว่าผู้บริหารของบริษัท ปิคนิคฯรายหนึ่งมีการจ่ายเงินเข้าบัญชีของโรงบรรจุก๊าซในระหว่างปี 2547 เป็นจำนวนมาก โดยบางรายการเป็นการจ่ายให้แก่โรงบรรจุก๊าซเพื่อนำไปจ่ายค่าเช่าถังแก่บริษัท ปิคนิคฯ ขณะเดียวกัน บริษัท ปิคนิคฯขายก๊าซให้แก่โรงบรรจุก๊าซที่มีความใกล้ชิดเป็นพิเศษนี้ ในราคาขายต่อหน่วยที่สูงกว่า ราคาที่ขายให้แก่โรงบรรจุก๊าซอื่น โดยโรงบรรจุก๊าซเหล่านี้ซื้อก๊าซเป็นจำนวนเงินประมาณ 1,700 ล้านบาท คิดเป็นประมาณร้อยละ 48 ของยอดขายก๊าซของบริษัท ปิคนิคฯ ท้ายสุด ก.ล.ต.ได้สั่งให้บริษัท ปิคนิคฯคิดค่ามัดจำถังแบบเดิมและตัดรายได้ 178 ล้านบาท ออกจากงบการเงินปี 2547 ด้วย 2.บริษัทซื้อบริษัทย่อย 2 แห่ง(บริษัท เวิลด์แก๊ส และบริษัทในเครือ) ในปี 2547 แต่เนื่องจากทรัพย์สินส่วนใหญ่ที่ซื้อนั้น เป็นค่าความนิยม (goodwill) ซึ่งสูงถึง 1,049 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 70 ของมูลค่าที่จ่ายซื้อ(1,481 ล้านบาท) และราคาที่ซื้อเมื่อเปรียบเทียบกับผลกำไรปีล่าสุดของบริษัทย่อยทั้งสองของปี 2547 ซึ่งรวมกันมีเพียง 8 ล้านบาท ทำให้เห็นว่าค่าความนิยมดังกล่าวอาจด้อยค่าและไม่สามารถให้ประโยชน์แก่บริษัท ปิคนิคฯได้ถึง 20 ปี ตามนโยบายบัญชีที่บันทึกอยู่ ก.ล.ต.จึงสั่งการให้บริษัท ปิคนิคฯชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับผลการดำเนินงาน และแผนงานอนาคตทางธุรกิจของบริษัทย่อยทั้ง 2 แห่ง เพื่อเปรียบเทียบกับค่าความนิยมที่ปรากฏอยู่ในบัญชี หากปรากฏว่าผลการดำเนินงานของบริษัทย่อยทั้ง 2 แห่งไม่คุ้มกับค่าความนิยม บริษัท ปิคนิคฯจะต้องตัดค่าความนิยมดังกล่าว เป็นค่าใช้จ่ายให้สอดคล้องกับผลการดำเนินงาน และปรับปรุงในงบการเงินปี 2547 ด้วย จากคำสั่งของ ก.ล.ต.ทั้ง 2 ข้อ มีทำให้เกิดคำถามและมีข้อสังเกตหลายข้อที่อาจนำไปสู่คำตอบที่น่าสนใจหลายประการ หนึ่ง -- การเปลี่ยนแปลงให้โรงบรรจุก๊าซใช้ถังก๊าซและเปลี่ยนวิธีจ่ายเงินจากการจ่ายค่ามัดจำตามจริง มาให้เป็นค่าเช่าที่มีสัญญานาน 3 ปี และให้จ่ายค่าเช่าเป็นรายปี ปีละ 178 ล้านบาทโดยบริษัท ปิคนิคฯลงบันทึกรายได้ของบริษัททันที เป็นการตกแต่งบัญชีของบริษัทให้ดูมีรายได้สูงกว่าความเป็นจริง? สอง -- การที่ผู้บริหารบริษัท ปิคนิคฯรายหนึ่งนำเงินไปจ่ายให้เงินให้แก่โรงบรรจุก๊าซเป็นจำนวนมาก เพื่อนำมาจ่ายค่าเช่าถังก๊าซให้แก่บริษัท ปิคนิคฯ เป็นกระบวนการสร้าง "รายได้เทียม" ให้แก่บริษัท ปิคนิคฯในลักษณะอัฐยายซื้อขนมยาย ทำให้กิจการของบริษัทดูดีกว่าความเป็นจริง สาม -- การที่บริษัท ปิคนิคฯขายก๊าซให้แก่โรงบรรจุก๊าซเหล่านี้ในราคาที่สูงกว่าราคาที่ขายให้แก่โรงบรรจุก๊าซอื่น โดยโรงบรรจุก๊าซเหล่านี้ซื้อก๊าซคิดเป็นประมาณร้อยละ 48 ของยอดขายก๊าซของบริษัท ปิคนิคฯ ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าเป็นการสร้างรายได้เทียมทุกวิถีทางให้แก่บริษัท เพื่อตกแต่งบัญชีให้ดูดีกว่าความเป็นจริง? สี่ -- การที่ผู้บริหารบริษัท ปิคนิคฯ มีอำนาจควบคุมโรงบรรจุก๊าซทั้ง 10 แห่ง แต่ไม่ยอมนำงบการเงินของโรงบรรจุก๊าซเหล่านี้ มารวมในบริษัท ปิคนิคฯ เป็นเพราะงบการเงินของโรงบรรจุแก๊สทั้ง 10 แห่งมีปัญหา ไม่โปร่งใส จะทำให้งบการเงินของบริษัท ปิคนิคฯมีปัญหาไปด้วย? (กำไรหดหรือขาดทุน?) คำถามคือ ความพยายามในการทำให้บริษัท ปิคนิคฯมีรายได้ (กำไร?) สูงกว่าความเป็นจริง ทั้งจากค่าเช่าถังก๊าซและค่าก๊าซที่ขายสูงกว่าเป็นจริง ผู้บริหารบริษัท ปิคนิคฯคาดหวังอะไร คาดหวังว่า จะใช้เป็นตัวผลักดันให้ราคาหุ้นของบริษัทให้พุ่งสูงขึ้นอีกครั้งหนึ่ง? ถ้าราคาหุ้นพุ่งสูงใครเป็นผู้ได้ประโยชน์? จริงหรือไม่ ที่มีข่าวว่า หุ้นของปิคนิคถูกแจกจ่ายไปอยู่ในมือนักการเมืองจำนวนมาก? ห้า -- การที่บริษัท ปิคนิคฯซื้อบริษัท เวิลด์แก๊ส เมื่อเดือนสิงหาคม 2547 ในราคาสูงถึง 1,481 ล้านบาท ในจำนวนนี้อ้างว่า เป็นค่าความนิยม(goodwill) สูงถึง 1,049 ล้านบาทหรือ 70% ของราคาซื้อหรือเท่ากับมูลค่าทรัพย์สินจริงของบริษัท เวิลด์แก๊ส เท่ากับ 432 ล้านบาท ถ้าใครได้อ่านรายงานการวิเคราะห์ของบริษัทที่ปรึกษาเกี่ยวกับบริษัท เวิลด์แก๊ส จะพบว่าบริษัทที่ปรึกษาบรรยายอย่างสวยหรูว่า มูลค่ากิจการของบริษัท เวิลด์แก๊สสูงกว่า 2,000-3,000 ล้านบาท และสามารถทำรายได้ได้อย่างมหาศาล แต่เอาเข้าจริงกลับทำกำไรได้เพียง 8 ล้านบาท คำถามคือ ค่า goodwill ที่อ้างว่าสูงกว่า 1,000 ล้านบาท ที่บริษัท ปิคนิคฯจ่ายไปในการซื้อบริษัท เวิลด์แก๊ส ไปอยู่ที่ไหน หรือในที่สุดไปตกอยู่ในมือใคร แน่นอนเงินที่นำไปซื้อบริษัท เวิลด์แก๊สย่อมต้องเป็นเงินของประชาชน(ผู้ถือหุ้น) การนำเงินของประชาชนไปซื้อ "ของ" ที่แพงเกินจริง เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.กำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และ พ.ร.บ.บริษัทมหาชนหรือไม่? เป็นที่น่าสังเกตว่า ช่วงที่มีการซื้อขายบริษัทดังกล่าวเป็นห้วงเวลาก่อนเลือกตั้งทั่วไปเพียง 4 เดือน เป็นช่วงเดียวกับที่มีข่าวสะพัดในแวดวงการเมืองว่า มีนักธุรกิจหนุ่มซึ่งร่ำรวยจากตลาดหุ้น ได้ทุ่มเงินหลายร้อยล้านบาทให้แก่พรรคการเมืองใหญ่เพื่อแลกกับเก้าอี้รัฐมนตรี คำตอบสุดท้ายเรื่องนี้เป็นอย่างไร โฉมหน้าของคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันเป็นคำตอบที่ดีที่สุด รายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัท ปิคนิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) 1.น.ส.สุภาพร ลาภวิสุทธิสิน 274,000,000 หุ้น 18.70 % 2.นายธีรัชชานนท์ ลาภวิสุทธิสิน 198,109,800 หุ้น 13.52 % 3.น.ส.กนกรัตน์ จิตติกุลดิลก 155,959,560 หุ้น 10.64 % 4.นางวิมล ลาภวิสุทธิสิน 64,000,780 หุ้น 4.37 % 5.นายธนะชัย โรมพันธ์ 47,428,890 หุ้น 3.24 % 6.นายสุภดิช อากาศฤกษ์ 46,062,972 หุ้น 3.14 % 7.นางสุภาพร อังกูรปรัชญา 34,114,400 หุ้น 2.33 % 8.นายทวีศักดิ์ วัชรรัคคาวงศ์ 31,960,400หุ้น 2.18 % 9.นายชัยรัตน์ ลาภทรงสุข 29,621,851 หุ้น 2.02 % 10.นายราชศักดิ์ สุเสวี 24,708,100 หุ้น 1.69 % 11.นางรัตนา เสถียรวารี 18,906,300 หุ้น 1.29 % 12.นายเสมอกัน เที่ยงธรรม 18,670,000 หุ้น 1.27 % 13.น.ส.คู่ขวัญ ศีลแดนจันทร์ 16,931,200หุ้น 1.16 % 14.นายพิริยะ ถาวร 15,053,700 หุ้น 1.03 % 15.พล.ต.ต.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง 13,530,965 หุ้น 0.92 % 16.น.ส.พจนาลัย บุญขันธ์ 11,000,000 หุ้น 0.75 % 17.นายไพบูลย์ ชอไชยทิศ 10,302,500 หุ้น 0.70 % 18.ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด(มหาชน) 9,235,300 หุ้น 0.63 % 19.นายคมกริช ลือจรรยา 9,118,000 หุ้น 0.62 % 20.นางเอมอร รักศรีอักษร 9,000,345 หุ้น 0.61 % 21.บล. บีฟิท จำกัด(มหาชน) 8,600,000 หุ้น 0.59 % 22.น.ส.สิรีพนิต ภัทรสุวรรณกุล 8,303,345 หุ้น 0.57 % 23.นายสมศักดิ์ ศิริลาภอนันต์ 7,531,453 หุ้น 0.51 % 24.นายไพบูลย์ ชอไชยทิศ 7,472,600 หุ้น 0.51 % หน้า 20 เปิดสายสัมพันธ์ 16 โรงก๊าซ มติชนรายวัน วันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9953 พบกลุ่มเดียวกันไขว้หุ้นอุตลุด แกนนำเอี่ยวปิคนิค-เพาเวอร์-พี เปิดเครือข่าย 16 โรงบรรจุก๊าซที่มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบริษัทปิคนิคที่ถูกสำนักงาน ก.ล.ต.จับตาเป็นพิเศษ ตรวจสอบพบ 3 แกนนำสำคัญ ในการก่อตั้ง-ถือหุ้นใหญ่มี "เฉลิมชัย ชุบผา-พิริยะ ถาวร-อนุกูล ตั้งเรืองเกียรติ" พบหนึ่งในสามถือหุ้นใหญ่ในปิคนิคและเพาเวอร์-พีด้วย เผยบุคคลกลุ่มเดียวก่อตั้งเและเป็นกรรมการไขว้กันนัวเนีย กรณีที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.)สั่งให้บริษัท ปิคนิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PICNI แก้ไขงบการเงินประจำปี 2547 โดยสั่งให้ทำงบการเงินรวมกับโรงบรรจุก๊าซ 10 แห่ง เนื่องจากมีพฤติกรรมในลักษณะที่ PICNI มีอำนาจควบคุมโรงบรรจุก๊าซดังกล่าว ซึ่งโรงบรรจุก๊าซหลายแห่งมีความสัมพันธ์กับ PICNI ใกล้ชิดเป็นพิเศษ โดยบางแห่งผู้ที่ถือหุ้นทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดเป็นพนักงานในบริษัท ยูเนียนแก๊ส แอนด์ เคมิคัลส์ จำกัด ซึ่งเป็นของครอบครัวผู้บริหาร PICNI(ตระกูล ลาภวิสุทธิสิน ของนายสุริยา ลาภวิสุทธิสิน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์) และบางแห่งผู้ที่เป็นกรรมการ และผู้มีอำนาจลงนามทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมด เป็นพนักงานในบริษัทดังกล่าวและยังพบว่า ผู้บริหารของ PICNI รายหนึ่งมีการจ่ายเงินเข้าบัญชีของโรงบรรจุก๊าซในระหว่างปี 2547 เป็นจำนวนมาก โดยบางรายการเป็นการจ่ายให้แก่โรงบรรจุก๊าซเพื่อนำไปจ่ายค่าเช่าถังแก่ PICNI ด้วยนั้น
ผู้สื่อข่าวรายงาน เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน ว่าจากการตรวจสอบโรงบรรจุก๊าซกลุ่มดังกล่าวจากกรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์พบว่า โรงบรรจุก๊าซกลุ่มนี้มีอยู่ด้วยกันประมาณ 16 บริษัท(ดูรายละเอียดในตาราง) พบว่า กลุ่มผู้ก่อตั้งและกลุ่มผู้ถือหุ้นหลักเป็นกลุ่มเดียวกันเกือบทั้งหมดหรือมีความสัมพันธ์กัน ที่สำคัญได้แก่ นายเฉลิมชัย ชุบผา ระบุว่า มีอาชีพนักธุรกิจหรือ/และทนายความ อายุประมาณ 43-44 ปี อยู่บ้านเลขที่ 90/1 ถนนพระยาสุเรนทร์ แขวงบางชัน เขตคลองสามวา กทม. นายอนุกูล ตั้งเรืองเกียรติ อาชีพนักธุรกิจ บ้านเลขที่ 570/9 ถนนเจริญกรุง แขวงสัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ กทม. นายพิริยะ ถาวร อาชีพนักธุรกิจ บ้านเลขที่ 1026/98 หมู่ 12 แขวงบางนา เขตบางนา กทม. นอกจากนั้น ยังมีกลุ่มบุคคลที่มีชื่อเป็นกรรมการหรือผู้ก่อตั้งบริษัทเหล่านี้ไขว้กันไปมาในกลุ่ม เช่น นายกฤษณ์ โปรยเจริญ นายศรายุทธ การวิวัฒน์ นายทวีทรัพย์ เกริกเกียรติศักดิ์ นางพรรณนภา อังกินันทน์ นายธนัญชัย ชอบมาก น.ส.นุชนาฎ ปริกสุวรรณ นายปรเมษ ลอองสุวรรณ ฯลฯ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนั้นยังพบว่า นายพิริยะ ถาวร ถือหุ้นใหญ่ใน PICNIกว่า 24.8 ล้านหุ้น(ณ 11 เมษายน 2548 หรือ 1.70% และถือหุ้นบริษัท เพาเวอร์-พี จำกัด (มหาชน) อยู่กว่า 1.35 ล้านหุ้น หรือ 0.64% ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้โทรศัพท์ไปยังบริษัท ยูเนียนแก๊ส แอนด์ เคมิคัลส์ เพื่อขอพูดกับนายพิริยะ แต่ได้รับแจ้งจากพนักงานรับโทรศัพท์ว่า นายพิริยะได้ลาออกจากบริษัทแล้ว เมื่อขอพูดกับนายเฉลิมชัย ชุบผา ได้รับแจ้งจากพนักงานว่า นานๆ จึงจะเข้ามาที่บริษัทยูเนียนแก๊สฯสักครั้งหนึ่ง ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ทางสำนักงาน ก.ล.ต.ระบุว่า PICNI ขายก๊าซให้แก่โรงบรรจุก๊าซกลุ่มนี้ในราคาขายต่อหน่วย ที่สูงกว่าราคาที่ขายให้แก่โรงบรรจุก๊าซอื่น โดยโรงบรรจุก๊าซเหล่านี้ซื้อก๊าซเป็นจำนวนเงินประมาณ 1,700 ล้านบาท คิดเป็นประมาณร้อยละ 48 ของยอดขายก๊าซของ PICNI หน้า 17 เปิดสัมพันธ์ลึก "สุริยา ลาภวิสุทธิสิน" กับเครือข่าย 17 โรงบรรจุแก๊ส โดย เศรษฐ์ สันติ psanti@matichon.co.th มติชนรายวัน วันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9956 หลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) มีคำสั่งให้บริษัทปิคนิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PICNI แก้ไขงบการเงินประจำปีสิ้นสุด วันที่ 31 ธันวาคม 2547 ด้วยเหตุผลหลายประการแล้ว ดูเหมือนว่า หลายบริษัทในกลุ่มที่มีความเกี่ยวพันกับกลุ่มผู้ถือหุ้นโดยเฉพาะตระกูล "ลาภวิสุทธิสิน" (ของนายสุริยา ลาภวิสุทธิสิน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์) ต่างถูก ก.ล.ต.และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) จับตามากเป็นพิเศษ อาทิ -ตลท.สั่งให้บริษัท อีสเทิร์นไวร์ จำกัด (มหาชน) หรือ EWC แจ้งข้อมูลเพิ่มเติมกรณีที่ EWC ให้กู้ยืมระยะสั้นแก่บริษัท เจ เจ แลนด์ เดเวลลอปเม้นท์ จำกัด ซึ่งมีตระกูลลาภวิสุทธิสินเป็นผู้ก่อตั้ง จำนวน 328.7 ล้านบาท และการจ่ายชำระค่าวัตถุดิบล่วงหน้าให้แก่ บริษัท ยูเนียนแก๊ส แอนด์ เคมิคัลล์ ของตระกูลลาภวิสุทธิสิน แต่ในที่สุดบริษัทยูเนียนแก๊สฯไม่สามารถจัดหาหวัตถุดิบให้แก่ EWC ได้ -ก.ล.ต.ยังสั่งให้บริษัท เพาเวอร์-พี จำกัด (มหาชน) หรือ PP จัดให้มีผู้สอบบัญชีตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษ(special audit) ในเรื่องความถูกต้องของการบันทึกรายได้ตามมาตรฐานการบัญชี การบันทึกรายการเงินทดรองจ่ายและการรับชำระคืน และการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ในงบการเงินสำหรับงวดปี 2547 และงวดไตรมาสที่ 1 ปี 2548 เนื่องจาก ก.ล.ต.พบว่า ข้อมูลเหล่านี้ยังมีความคลุมเครือในเรื่องการบันทึกรายได้จากหลายรายการ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของบริษัทปิคนิคฯนั้น ประเด็นที่น่าติดตามเป็นอย่างยิ่งคือกรณีที่สำนักงาน ก.ล.ต.ตรวจพบว่า โรงบรรจุแก๊ส 10 บริษัทซึ่งบริษัทปิคนิคฯขายแก๊สให้นั้นมีความสัมพันธ์กับบริษัทปิคนิคฯใกล้ชิดเป็นพิเศษ โดยบางแห่งผู้ที่ถือหุ้นทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดเป็นพนักงานในบริษัท ยูเนียนแก๊สฯ ซึ่งเป็นของครอบครัว "ลาภวิสุทธิสิน" บางแห่งผู้ที่เป็นกรรมการ
และผู้มีอำนาจลงนามทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดของโรงบรรจุแก๊ส
ก็เป็นพนักงานในบริษัทยูเนียนแก๊สฯด้วย ในการทำธุรกิจกับโรงบรรจุแก๊สดังกล่าว ทางสำนักงาน ก.ล.ต.ตั้งข้อสงสัยใน 3 ประเด็นคือ 1.มีการเปลี่ยนวิธีการให้โรงบรรจุแก๊สใช้ถังแก๊ส จากเดิมที่โรงบรรจุแก๊สเคยจ่ายเพียง "ค่ามัดจำถัง" แก่บริษัทปิคนิคฯทำให้ไม่สามารถบันทึกเป็นรายได้ของบริษัทปิคนิคฯได้ เป็นให้โรงบรรจุแก๊สทำสัญญาเช่าถัง 3 ปี โดยมีค่าเช่ารวม 900 ล้านบาทซึ่งบริษัทปิคนิคฯสามารถบันทึกค่าเช่าเป็นรายได้ของบริษัท โดยบันทึกเป็นรายได้ในปี 2547 จำนวน 178 ล้านบาท 2.ผู้บริหารของบริษัทปิคนิคฯรายหนึ่งมีการจ่ายเงินเข้าบัญชีของโรงบรรจุแก๊สในระหว่างปี 2547 เป็นจำนวนมาก โดยบางรายการเป็นการจ่ายให้แก่โรงบรรจุแก๊สเพื่อนำไปจ่ายค่าเช่าถังแก่บริษัทปิคนิคฯ 3.บริษัทปิคนิคฯขายแก๊สให้แก่โรงบรรจุแก๊สที่มีความใกล้ชิดเป็นพิเศษนี้ในราคาขายต่อหน่วย ที่สูงกว่าราคาที่ขายให้แก่โรงบรรจุแก๊สอื่น (ขายให้โรงบรรจุแก๊สอื่นราคา กก.ละ 14 บาท ขณะที่ขายให้โรงบรรจุแก๊สกลุ่มนี้ กก.ละ 17 บาท) โดยโรงบรรจุแก๊สเหล่านี้ซื้อแก๊สเป็นจำนวนเงินประมาณ 1,700 ล้านบาท คิดเป็นประมาณร้อยละ 48 ของยอดขายแก๊สของบริษัทปิคนิคฯ ในประเด็นการขายแก๊สให้โรงบรรจุแก๊สกลุ่มนี้ในราคาแพงกว่า โรงบรรจุแก๊สอื่นนั้นผู้บริหารระดับสูงบริษัทปิคนิคฯชี้แจงว่า ราคาขายแก๊สขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ระยะเวลาการให้เครดิต ซึ่งมีตั้งแต่ 3, 15-60 และ 90 วัน ในราคาขาย 14-17 บาท/ก.ก. ซึ่งในส่วนโรงบรรจุแก๊ส 10 แห่ง ดังกล่าวมีเครดิตถึง 90 วัน จึงต้องซื้อในราคา 17 บาท จากข้อสงสัยของสำนักงานของ ก.ล.ต.ทั้ง 3 ประเด็น มีข้อน่าสังเกตและคำถามที่สำคัญดังนี้ หนึ่ง การเปลี่ยนวิธีทำธุรกิจกับโรงบรรจุแก๊สในกลุ่มนี้ซึ่งอาจมีถึง 17 บริษัท(ดูรายละเอียดในตาราง-กลุ่มกรรมการและผู้ก่อตั้งเป็นกลุ่มที่มีความสัมพันธ์กัน) จากการ "มัดจำถัง" เป็น "ค่าเช่าถัง" จะทำให้บริษัทปิคนิคฯมีรายได้ล่วงหน้าแน่นอนในปี 2548-2549 เฉลี่ยปีละ 361 ล้านบาทแบบไม่ต้องออกแรง สอง ประเด็นการขายแก๊สให้โรงบรรจุแก๊สกลุ่มนี้ในราคาแพงกว่าโรงบรรจุแก๊สอื่นนั้น ผู้บริหารระดับสูงบริษัทปิคนิคฯชี้แจงว่า ราคาขายแก๊สขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ระยะเวลาการให้เครดิต ซึ่งมีตั้งแต่ 3, 15-60 และ 90 วัน ในราคาขาย 14-17 บาท/กก.ซึ่งในส่วนโรงบรรจุแก๊ส 10 แห่ง ดังกล่าวมีเครดิตถึง 90 วัน จึงต้องซื้อในราคา 17 บาท คำชี้แจงดังกล่าว หมายความว่า โรงบรรจุแก๊สเหล่านั้นต้องจ่ายดอกเบี้ยเครติดหรือสินเชื่อ 90 วัน ในอัตรา 3 บาทต่อ 14 บาท หรือ 21.4% ต่อ 3 เดือน หรือสูงถึง 85.7% ต่อปี สูงกว่าสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ 8-10 เท่าตัว การที่คิดอัตราดอกเบี้ยเครดิตในอัตราสูงเช่นนั้น สมเหตุสมผลหรือไม่ ในธุรกิจที่เป็นคู่ค้าแบบพันธมิตรอย่างแนบแน่นและมีผลกระทบต่อฐานะการเงินของโรงบรรจุแก๊สเหล่านั้นหรือไม่ อย่างไร สาม นายธีรัชชานนท์ ลาภวิสุทธิสิน กรรมการผู้จัดการบริษัทปินนิคฯยืนยันว่า ไม่มีการจ่ายเงินของบริษัทปิคนิคฯให้แก่โรงบรรจุแก๊สเพื่อวนมาเป็นค่าเช่าถังจากบริษัท ปิคนิคฯ แต่ไม่ตอบคำถามว่า มีผู้บริหารปิคนิคฯรายหนึ่งจ่ายเงินเข้าบัญชีโรงบรรจุแก๊สและนำมาวนจ่ายให้บริษัทปิคนิคฯหรือไม่ ผู้บริหารรายหนึ่งของปิคนิคฯคือใคร นำเงินมาจากไหน และโรงบรรจุแก๊สดังกล่าวคือบริษัทใด สี่ นายธีรัชชานนนท์พยายามหลีกเลี่ยงที่จะตอบว่า มีพนักงานของบริษัท ยูเนียนแก๊สฯไปเป็นกรรมการและผู้มีอำนาจในโรงบรรจุแก๊สกลุ่มนี้จริงหรือไม่ โดยอ้างเหตุผลเรื่องรอชี้แจงต่อสำนักงาน ก.ล.ต.ก่อนรวมถึงอ้างว่ามิได้เป็นผู้บริหารบริษัทยูเนียนแก๊สฯด้วย แต่ข้อเท็จจริงคือ นายธีรัชชานันท์เป็นผู้ถือหุ้นระดับ 20% อยู่ในบริษัท ยูเนียนแก๊สฯ(ข้อมูลจากบิสสิเนส ออนไลน์) และเคยเป็นผู้บริหารของยูเนียนแก๊สฯ (ผู้จัดการทั่วไป,ประธานกลุ่มถังแก๊ส และอุปกรณ์และกรรมการ- ข้อมูลจากรายงานประจำปีของบริษัทปิคนิคฯ)ปี 243-2546 จึงขยับไปเป็นกรรมการจัดการบริษัทปิคนิคฯ ช่วงระยะเวลาที่นายธีรัชชานนท์เป็นผู้บริหารบริษัทยูเนียนแก๊สฯนั้นไม่รับรู้ว่า มีอะไรขึ้นเชียวหรือ? ห้า โรงแก๊สทั้ง 17 แห่งนั้น ถ้าวัดขนาดด้วยทุนจดทะเบียนแล้วพบว่า เป็นบริษัท ขนาดใหญ่อยู่ประมาณ 6 แห่ง ที่มีทุนจดทะเบียน 30-70 ล้านบาท(ดูรายละเอียดในตาราง) ได้แก่ โรงบรรจุแก๊สแจ้งวัฒนะ 23,โรงบรรจุแก๊ส เทพารักษ์,โรงบรรจุแก๊สนครปฐม,โรงบรรจุแก๊ส ยูนิเวอร์แซล,โรงบรรจุแก๊ส สุขสวัสดิ์ 26 และโรงบรรจุแก๊สเอ็น.พีปิโตรเลี่ยมแก๊ส เป็นที่น่าสังเกตว่า โรงบรรจุแก๊ส 6 แห่ง เหล่านี้มีอัตราการเติบโตสูงมากกล่าวคือ ในปี 2545 โรงบรรจุแก๊สเหล่านี้ ส่วนใหญ่มีรายได้ต่ำมาก เช่น โรงบรรจุแก๊สแจ้งวัฒนะ 23 มีรายได้เพียง 800,000 บาทเศษ แต่ปี 2546 มีรายได้กระโดดเป็น 75.8 ล้านบาท หรือกว่า 9.2 ล้านเปอร์เซ็นต์ โรงบรรจุแก๊สเทพารักษ์ มีรายได้ 51.3 ล้านบาท กระโดดเป็น 279.6 ล้านบาท ในปี 2546,โรงบรรจุแก๊สสุขสวัสดิ์ มีรายได้ 33.2 ล้านบาท กระโดดเป็น 95.28 ล้านบาท ในปี 2546 โรงบรรจุแก๊สนครปฐม ไม่มีรายได้ในปี 2545 แต่ปี 2546 มีรายได้สูงถึง 213.5 ล้านบาท หจก.เอ็น.พี.ฯมีรายได้ในปี 2546 227.6 ล้านบาท เพิ่มจากปี 2545 ที่มีรายได้ 200.9 ล้านบาท รวมรายได้จากโรงบรรจุแก๊สขนาดใหญ่ 5 บริษัท เท่ากับ 891.78 ล้านบาท ประเด็นที่น่าสนใจคือ ในปี 247 โรงบรรจุแก๊สในกลุ่มนี้ซื้อแก๊สจากบริษัทปิคนิคฯสูงถึง 1,700 ล้านบาท (ประมาณ 100 ล้าน กก.)มูลค่าเพิ่มขึ้นกว่าหนึ่งเท่าตัว มีการพูดกันว่า สำนักงาน ก.ล.ต.กำลังตรวจสอบว่า อัตราการเติบโตในการซื้อ-ขายแก๊สดังกล่าวเป็นไปได้มากน้อยขนาดไหน เพราะมีผลต่อ "ตัวเลข" รายได้ของบริษัทปิคนิคฯซึ่งส่งต่อฐานะทางบัญชีของบริษัท ซึ่งแน่นอนว่าย่อมส่งผลต่อราคาหุ้นด้วย ตัวเลขทางบัญชียิ่งสวยงามมากเท่าไหร่ โอกาสที่จะทำให้หุ้นของบริษัทมีราคาสูงมากยิ่งขึ้นเท่านั้น หก ในบรรดาโรงบรรจุแก๊สเหล่านี้ซึ่ง ก.ล.ต.ระบุเป็นพนักงานในบริษัท ยูเนียนแก๊สฯนั้น ดูจากรายชื่อผู้จดทะเบียนก่อตั้งและกรรมการแล้ว เป็นบุคคลกลุ่มเดียวกัน และมีความเกี่ยวโยงกันในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าสนใจคือ การก่อตั้งโรงบรรจุแก๊สแจ้งวัฒนะ 23 นั้น ผู้ที่ร่วมก่อตั้งมี "นายสุริยา ลาภวิสุทธิสิน" ส่วนผู้ร่วมก่อตั้งคนอื่นประกอบด้วย พล.อ.วรยุทธ มีสมมนต์,นายกิตติพัฒน์ อิทรเกษตร,นายกฤติพงศ์ ปานผา,นายอำนวย เกษบำรุง และนายสมชาย เจริญสมบัติ โดยแรกเริ่มนั้น ใช้ชื่อว่า บริษัท "มวยไทยวาไรตี้" เพิ่งมาเปลี่ยนเป็น "โรงบรรจุแก๊สแจ้งวัฒนะ 23" เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2545 ส่วนผู้ถือหุ้นบริษัทในช่วงตั้งแต่ก่อตั้งใน 2544 จนถึง ปี 2547 จากการตรวจสอบจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ไม่พบสำเนาบัญชีผู้ถือหุ้น แต่ในช่วงปี 2548 พบว่า ผู้ถือหุ้นหลักประกอบด้วย นายเฉลิมชัย ชุบผา 149,996 หุ้น,นายบอนุกูล ตั้งเรืองเกียรติ 90,000 หุ้น และนายพิริยะ ถาวร 60,000 หุ้น ทั้งนี้จากการตรวจสอบพบว่า บุคคลทั้งสามไปเป็นผู้ก่อตั้ง ,เป็นผู้ถือหุ้นและเป็นกรรมการในโรงบรรจุแก๊สทั้ง 17 บริษัทด้วย คำถามคือ บุคคลทั้งสามมีสายสัมพันธ์กับครอเบครัว "ลาภวิสุทธิสิน" รวมทั้งนายสุริยาแนบแน่นมากน้อยขนาดไหน นายสุริยา ลาภวิสุทธิสิน เท่านั้นที่รู้ หน้า 20 บุกไปดูโรงแก๊ส เครือข่ายหรือคู่ค้า "ปิคนิค" มติชนรายวัน วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9958 จากกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) พบว่า บริษัท ปิคนิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) ขายแก๊สให้โรงบรรจุแก๊สจำนวน 17 แห่ง(ตามตาราง) โดยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดเป็นพิเศษ ซึ่งบางแห่งมีผู้ถือหุ้นเป็นพนักงานในบริษัท ยูเนียนแก๊ส แอนด์ เคมิคัลล์ จำกัด ของตระกูล "ลาภวิสุทธิสิน" นั้น ผู้สื่อข่าว "มติชน" ได้สำรวจโรงบรรจุแก๊สบางแห่งจากกลุ่มข้างต้น และพยายามติดต่อกรรมการและผู้บริหารของแต่ละแห่ง แต่ไม่สามารถติดต่อได้ โดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับโรงบรรจุแก๊ส ดังนี้ **บริษัท โรงบรรจุแก๊สแจ้งวัฒนะ 23 จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 1/14 หมู่ที่ 4 ซอยศรีโม ต.คลองเกลือ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ปรากฏชื่อ นางนบพาวัน เปรมฤกษ์ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ จากการสอบถามเจ้าหน้าที่บริษัท พบว่าบริษัทซื้อแก๊สจากปิคนิคฯเฉลี่ยสูงสุดเดือนละ 1,000 ตัน หรือคิดเป็น 12,000 ตันต่อปี และซื้อแก๊สจากบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน)ประมาณ 300 ตันต่อเดือน หรือคิดเป็น 3,600 ตันต่อปี โดยสามารถจำหน่ายแก๊สให้แก่ลูกค้าได้เฉลี่ย 30-40 ตันต่อวัน เมื่อสอบถามถึงนางนบพาวัน เปรมฤกษ์ ที่ปรากฏชื่อเป็นกรรมการผู้มีอำนาจบริษัท ได้รับคำตอบว่า "ไม่ได้เข้ามาที่บริษัทนานแล้ว ส่วนการสั่งงานก็จะใช้วิธีการสั่งการผ่านโทรศัพท์ และไม่สามารถให้เบอร์ติดต่อได้" ส่วนการดำเนินธุรกิจของบริษัท โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงชื่อบริษัท จาก "มวยไทยวาไรตี้" ที่ปรากฏชื่อ "นายสุริยา ลาภวิสุทธิสิน" รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง มาเป็น "โรงบรรจุแก๊สแจ้งวัฒนะ 23" นั้น เจ้าหน้าที่รายเดิม ปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลใดๆ เพิ่มเติม โดยอ้างว่า "เพิ่งเข้ามาทำงานที่บริษัทนี้ได้เพียง 5 เดือนเท่านั้น แต่ยอมรับว่าผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทที่มีชื่อนายเฉลิมชัย ชุบผา นายอนุกูล ตั้งเรืองชัย และนายพิริยะ ถาวร นั้น ไม่สามารถติดต่อให้ได้ **บริษัท โรงบรรจุแก๊สเทพารักษ์ จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 10/2 หมู่ที่ 1 ถนนศรีนครินทร์ ต.บางแก้ว อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ 10540 ปรากฏชื่อนางสาวนุชนาฏ ปริกสุวรรณ กรรมการผู้มีอำนาจ และนายนิพนธ์ ละครวงษ์ นายกิตติชัย สรรพเพชุดาญาณ กรรมการนั้น ไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบได้ เนื่องจากได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยว่า "มีคำสั่งห้ามไม่ให้บุคคลภายนอกเข้าไปในบริษัทโดยเด็ดขาด" ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการสอบถามพนักงานโรงบรรจุแก๊สเทพารักษ์รายหนึ่งทางโทรศัพท์ ได้รับคำตอบว่า "ไม่เคยได้ยินชื่อของนางสาวนุชนาฏ นายนิพนธ์ และนายกิตติชัย แต่อย่างใด ส่วนผู้จัดการคนปัจจุบันชื่อ "ราชันย์ ศึกษา" แต่ขณะนี้ไม่อยู่ และขอให้ติดต่อมาอีกครั้ง **บริษัท โรงบรรจุแก๊สสุขสวัสดิ์ 26 จำกัด ตั้งอยู่ที่ 625/5 หมู่ 8 ซอยสุขสวัสดิ์ 26 ถนนสุขสวัสดิ์ 26 แขวงบางปะกอก เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพฯ นั้น ก็ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในลักษณะเดียวกันว่า มีคำสั่งห้ามไม่ให้บุคคลภายนอกเข้าไปในบริษัท และห้ามให้ข้อมูลใดๆ ทั้งสิ้น **บริษัท โรงบรรจุแก๊สโพรงมะเดื่อ จำกัด จากการสังเกตการณ์ที่โรงบรรจุแก๊สโพรงมะเดื่อ ตั้งอยู่เลขที่ 68 ม.13 ต.โพรงมะเดื่อ อ.เมือง จ.นครปฐม ซึ่งเป็นออฟฟิศชั้นเดียว และโรงเก็บถังแก๊ส บนเนื้อที่กว่า 5 ไร่ พบเพียงเจ้าหน้าที่ธุรการและบัญชีเพียงไม่กี่คนในออฟฟิศ ส่วนบริเวณในโรงเก็บถังแก๊สมีถังแก๊สขนาดต่างๆ กองเรียงไว้จำนวนมาก มีถังบรรจุแก๊สขนาดใหญ่ 4 ใบ และพบว่ามีรถยนต์บรรทุกถังแก๊สเข้าออกจำนวนมาก ผู้สื่อข่าวสอบถามหานายอนุกูล ตั้งเรืองเกียรติ ซึ่งปรากฏชื่อเป็นผู้ถือหุ้นหลักของบริษัท แต่พนักงานแจ้งว่าไม่ได้อยู่ที่นี่ ให้ไปหาที่โรงบรรจุแก๊สธรรมศาลาแทน สำหรับโรงบรรจุแก๊สปิคนิคธรรมศาลา ตั้งอยู่เลขที่ 249 ม.1 ริมถนนเพชรเกษม ต.ธรรมศาลา อ.เมือง จ.นครปฐม ซึ่งเคยเป็นสถานีบรรจุแก๊ส ปตท.มาก่อน บนเนื้อที่ 2 ไร่ พบนายเฉลิมวงษ์ นาทะทัต ผู้จัดการทั่วไป และเป็นผู้ดูแลกิจการโรงบรรจุแก๊สโพรงมะเดื่อด้วย โดยมีนายเฉลิมชัย ชุบผา หรือป๋าเหลิม เป็นผู้สั่งการและมาดูกิจการเป็นประจำ ซึ่งนายเฉลิมชัยเป็นผู้ถือหุ้นหลักด้วย ส่วนนายอนุกูล ตั้งเรืองเกียรติ นั้นเคยเห็นหน้าเพียงไม่กี่ครั้ง และไม่เคยรู้เรื่องการเงินว่ามากน้อยแค่ไหน จากการเปิดเผยของนายเฉลิมวงษ์ นาทะทัต ทราบว่า โรงงานบรรจุแก๊สทั้งสองโรงงาน มีกำลังผลิตวันละ 15 ตันต่อโรงงาน ตนเป็นผู้จัดการที่โรงงานแห่งนี้ตั้งแต่ต้นปี 2547 ก็พบว่าธุรกิจมีกำลังผลิตมาก ซึ่งการตลาดที่นครปฐมนับว่ายอดการผลิตและจำหน่ายสูงพอสมควร หน้า 20 จับตา"ปิคนิค"แจง ก.ล.ต. ปมเครือข่ายโรงแก๊ส- อัฐยายซื้อขนมยาย? มติชนรายวัน วันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9970 27 มิถุนายน 2548 เป็นวันที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สั่งให้บริษัท ปิคนิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) หรือ PICNI ต้องนำส่งรายงานการตรวจสอบกรณีพิเศษและแก้ไขงบการเงินปี 2547ใหม่เพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับข้อมูลที่ครบถ้วน ประเด็นที่บริษัท ปิคนิคฯต้องดำเนินการประกอบด้วย 1. ให้ผู้สอบบัญชีตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษ(special audit) รายการทั้งหมดที่บริษัท ปิคนิคฯทำกับโรงบรรจุแก๊ส 10 แห่งรวมทั้งแห่งอื่นๆ (ต่อมามีการตรวจสอบพบว่า โรงบรรจุแก๊สในกลุ่มนี้มีมากกว่า 17 แห่ง-ดูรายละเอียดในตาราง) ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่า การแสดงข้อมูลในงบการเงินบริษัท ปิคนิคฯ เป็นไปโดยถูกต้อง ไม่เกิดความคลุมเครือไม่ชัดเจน เพราะโรงบรรจุแก๊สกลุ่มนี้มีความสัมพันธ์กับบริษัท ปิคนิคฯใกล้ชิดเป็นพิเศษ โดยบางแห่งผู้ที่ถือหุ้นทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดเป็นพนักงานในบริษัท ยูเนียนแก๊ส แอนด์ เคมิคัลส์ จำกัด ซึ่งเป็นของครอบครัวผู้บริหาร ปิคนิค(ตระกูลลาภวิสุทธิสิน)และบางแห่งผู้ที่เป็นกรรมการ และผู้มีอำนาจลงนามทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมด ก็เป็นพนักงานในบริษัท ยูเนียนแก๊สฯด้วย ที่สำคัญ ก.ล.ต.ตรวจพบด้วยว่า ผู้บริหารของบริษัทรายหนึ่งมีการจ่ายเงินเข้าบัญชีของโรงบรรจุแก๊สในระหว่างปี 2547 เป็นจำนวนมาก โดยบางรายการเป็นการจ่ายให้แก่โรงบรรจุแก๊สเพื่อนำไปจ่ายค่าเช่าถังแก่บริษัท ปิคนิคฯ(ที่เปลี่ยนจากระบบมัดจำถังเป็นระบบเช่าถัง ) นอกจากนั้น ยังพบว่า บริษัท ปิคนิคฯขายแก๊สให้แก่โรงบรรจุแก๊สกลุ่มนี้ในราคาขายต่อหน่วยที่สูงกว่าราคาที่ขายให้แก่โรงบรรจุแก๊สอื่น(ขายให้โรงบรรจุแก๊สกลุ่มนี้ ราคา กก.ละ 17 บาท ขณะโรงบรรจุแก๊สทั่วไป กก.ละ 14 บาท) โดยโรงบรรจุแก๊สเหล่านี้ซื้อแก๊สเป็นจำนวนเงินประมาณ 1,700 ล้านบาท คิดเป็นประมาณร้อยละ 48 ของยอดขายแก๊สของบริษัท ปิคนิคฯ(มีกระแสข่าวเพิ่มเติมว่า โรงบรรจุแก๊สเหล่านี้ซื้อแก๊สจากปิคนิคฯมีมูลค่ารวมกัน 2,500 ล้านบาทในปี 2547 หรือกว่า 70% ของยอดขายแก๊สของบริษัท ปิคนิคฯ)
จากการตรวจสอบว่า กลุ่มซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งและกรรมการโรงบรรจุแก๊สประกอบด้วยตัวละครหลัก 4-5 คน อาทิ -นายอนุกูล ตั้งเรืองเกียรติ ซึ่งนายสุริยา ลาภวิสุทธิสิน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์(ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท ปิคนิคฯ)ยอมรับว่า เป็นเพื่อนที่มีความสนิทสนมถึงขนาดเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2547 ได้รับมอบหมายเป็นผู้แทนจากนายสุริยา บริษัท เจ เจ แลนด์ เดเวลลอปเม้นท์(?)ไปมอบเงินบริจาค 1 ล้านบาท ให้แก่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อเป็นทุนการศึกษาและพัฒนาคณะเกษตร ณ คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นายอนุกูลยังเป็นผู้ถือห้นใหญ่ในบริษัท เจ เจ แลนด์ฯ 2.8 ล้านหุ้น มูลค่า 280 ล้านบาทด้วย -นายเฉลิมชัยหรือศิริชัย ชุบผา มีอาชีพทนายความ ซึ่งนายสุริยาเคยให้สัมภาษณ์ว่า เป็นผู้ดำเนินการในการจัดตั้งโรงแก๊สในกลุ่มนี้ทั้งหมด ผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัท เจ เจแลนด์ฯ 1.4 ล้านหุ้น มูลค่า 140 ล้านบาท -นายพิริยะ ถาวร ผู้ถือหุ้นอันดับต้นๆ มูลค่าหลายร้อยล้านบาทของบริษัท ปิคนิคฯและบริษัทเพาเวอร์-พีที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันในกลุ่มผู้ถือหุ้นและผู้บริหาร -นายกฤษณ์ โปรยเจริญ เคยเป็นเลขานุการคณะกรรมการบริษัท ปิคนิค แก๊ส แอนด์ เคมิคัลส์(ชื่อเดิมบริษัทปิคนิคฯ) ที่ยื่นขอเปลี่ยนแปลงกรรมการบริษัทต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2546 นายสุริยาเคยให้สัมภาษณ์ "มติชน" ว่า ในการชี้แจงของบริษัท ปิคนิคฯจะเปิดเผยความสัมพันธ์ของกลุ่มกรรมการและผู้ถือหุ้นของโรงบรรจุแก๊สทั้งหมดที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้บริหารปิคนิคฯ สำหรับกรณีที่ ก.ล.ต.ตรวจพบด้วยว่า ผู้บริหารของบริษัทรายหนึ่งมีการจ่ายเงินเข้าบัญชีของโรงบรรจุแก๊สในระหว่างปี 2547 เป็นจำนวนมาก ในลักษณะ "อัฐยายซื้อขนมยาย" ซึ่งนายธีรัชชานนท์ ลาภวิสุทธิสิน ไม่กล้าชี้แจงและบอกปัดว่า มิใช้เงินของบริษัท ปิคนิคฯนั้น นายสุริยาอธิบายว่า เนื่องจากมีการเปลี่ยนระบบการมัดจำถังเป็นการให้เช่าถัง ซึ่งโรงบรรจุแก๊สเหล่านี้มีความจำเป็นต้องผ่อนส่งค่าส่งให้เป็นงวดๆ และเป็นโครงการนำร่อง กรรมการบริษัท ปิคนิคฯคนหนึ่งได้รับความไว้วางใจให้เก็บค่าเช่าถังส่วนหนึ่งไว้ก่อนในบัญชี เมื่อโรงบรรจุแก๊สจ่ายค่าเช่าครบตามจำนวนแล้ว จึงนำมาชำระค่าเช่าถังแก๊สให้แก่บริษัท ปิคนิคฯ ทำให้ดูเหมือนว่า กรรมการบริษัทคนดังกล่าวนำเงินไปให้โรงบรรจุแก๊สแล้วจึงนำมาจ่ายค่าถังแก๊ส แต่นายสุริยาปฏิเสธที่จะเปิดเผยชื่อกรรมการบริษัทคนดังกล่าว ขณะที่เรื่องโรงบรรจุแก๊สในกลุ่มนี้ซื้อแก๊สจากปิคนิคฯในราคาแพงกว่าโรงบรรจุแก๊สอื่น นายสุริยายืนยันว่า เป็นระบบค้าแก๊สปกติที่มีการให้เครดิตจึงต้องขายในราคาสูง ไม่ใช่การสร้างตัวเลขกำไร(เกินจริง?)ให้แก่บริษัท ปิคนิคฯ 2. ก.ล.ต.สั่งให้บริษัท ปิคนิคฯแก้ไขงบการเงินปี 2547โดยให้ลงบันทึกจากค่าเช่าถังแก๊สของโรงบรรจุแก๊สกลุ่มนี้เป็นรายได้ในปี 2547 จำนวน 178 ล้านบาท(ถ้าเช่า 3 ปีระหว่าง 2547-2549 จะมีรายได้ค่าเช่าถังรวม 900 ล้านบาท) เป็นเงินมัดจำค่าถังเหมือนในอดีตซึ่งจะทำให้กำไรปี 2547 ของบริษัท ปิคนิคฯนั้น จะลดลงทันทีประมาณ 178 ล้านบาทจากกำไรประมาณ 600 ล้านบาทเศษ ซึ่งในส่วนนี้นายสุริยายอมรับว่า ทางบริษัทจะยอมแก้ไขตามคำสั่งของ ก.ล.ต. 3. ค่าความนิยมที่เกิดจากบริษัท ปิคนิคฯซื้อบริษัทย่อย 2 แห่ง(เวิลด์แก๊ส) ในปี 2547 มูลค่า 1,049 ล้านบาท(ซื้อเวิลด์แก๊สมาในราคากว่า 1,400 ล้านบาท) นั้น ก.ล.ต.เนื่องจากปรากฏข้อเท็จจริงภายหลังวันที่ซื้อบางประการที่แสดงว่า เหตุการณ์ไม่เป็นไปตามสมมติฐานที่ทำไว้ก่อนตัดสินใจซื้อ เช่น ความสามารถในการทำกำไรจากธุรกิจปกติ และการควบคุมต้นทุน จึงให้บริษัท ปิคนิคฯจัดให้มีที่ปรึกษาทางการเงินรายใหม่จัดทำประมาณการมูลค่าของบริษัทย่อยทั้ง 2 แห่งอีกครั้งหนึ่ง หากปรากฏว่า มูลค่าที่ประมาณการใหม่น้อยกว่ามูลค่าที่บันทึกบัญชีอยู่อย่างมีนัยสำคัญ บริษัท ปิคนิคฯจะต้องบันทึกบัญชีด้อยค่าสำหรับค่าความนิยมดังกล่าวในงบการเงินงวดไตรมาสที่ 1 ปี 2548 ประเด็นนี้นายสุริยาให้ข้อมูลในเบื้องต้นว่า จากประเมินของบริษัทที่ปรึกษาตามที่ ก.ล.ต.กำหนดน่าจะมีค่าความนิยมในระดับสูงกว่า 2,000 ล้านบาทเช่นเดิม นอกจากการชี้แจงทั้งสามประเด็นแล้ว ที่ผ่านมาตระกูล "ลาภวิสุทธิสิน" ได้พยายามเคลียร์ปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยการ "ตัดตอน" มิให้ชื่อของตระกูลเข้าไปเกี่ยวพันกับบริษัทเครือข่าย คือผ่องถ่ายหุ้นที่ผู้คนในตระกูลถืออยู่ไปให้บุคคลใกล้ชิด ตั้งแต่บริษัท ยูเนียนแก๊สฯ บริษัท เจ เจ แลนด์ฯ บริษัท ปิคนิค ออยล์ ดังนั้น สิ่งที่ต้องจับตาดูต่อไปคือ หลังจากที่บริษัท ปิคนิคฯชี้แจงข้อมูลตามที่ ก.ล.ต.สั่งทั้งสามประการแล้ว ทุกอย่างจะจบอย่างที่ตระกูล "ลาภวิสุทธิสิน" หวังไว้หรือไม่ หน้า 20 ชำแหละธุรกรรม"ปิคนิค" ผู้สอบบัญชีตั้ง7ข้อสงสัย มติชนรายวัน วันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9972 *หมายเหตุ"มติชน"* - ต่อไปนี้เป็นบางส่วนรายงานของศิราภรณ์ เอื้ออนันต์กุล ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต บริษัท สำนักงาน เอินส์ท แอนด์ ยัง จำกัด ที่เข้าตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษ (special audit) ในรายการที่บริษัท ปิคนิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) หรือ picni ซึ่งทำกับกลุ่มบริษัทโรงบรรจุแก๊สที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิด 18 แห่ง โดยมีพฤติกรรมการขายก๊าซให้โรงบรรจุแก๊สเหล่านี้ในราคาสูง รวมทั้งเปิดเผยรายการธุรกิจกับกลุ่มบริษัทโรงบรรจุแก๊สดังกล่าวตามมาตรฐานการบัญชี ทั้งนี้เป็นไปตามคำสั่งของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ที่มีคำสั่งเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2548 อนึ่ง บริษัทปิคนิคฯส่งรายงานฉบับนี้พร้อมงบการเงินประจำปี 2547 ที่แก้ไขใหม่ให้แก่สำนักงาน ก.ล.ต.เมื่อเวลา 22.00 น. วันที่ 27 มิถุนายน 2548 1. ปิคนิคได้แก้ไขงบการเงินปี 2547 ดังนี้ (1) ปรับปรุงรายการรายได้ค่าเช่าถังบรรจุก๊าซจำนวน 178 ล้านบาท ซึ่งได้รับจากกลุ่มบริษัทโรงบรรจุแก๊ส 10 แห่ง ให้เป็นเงินมัดจำรับ(ทำให้กำไรสำหรับปี 2547 ลดลงจำนวนเดียวกันหรือกำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐานลดลง 0.27 บาทต่อหุ้น) เนื่องจากหลักฐานที่ ก.ล.ต.ได้จากการตรวจสอบเชิงลึกแสดงว่า บริษัทโรงบรรจุแก๊สดังกล่าวมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับปิคนิค และมีเงินที่บริษัทโรงบรรจุแก๊สได้รับจากผู้บริหารของปิคนิคเป็นจำนวนมากจึงไม่ควรถือเป็นรายได้ที่ได้จากตนเอง (2) เปิดเผยรายการกับกิจการที่มีความเกี่ยวข้องกันเพิ่มเติม โดยครอบคลุมถึงรายการที่มีต่อกลุ่มกิจการ ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดอื่นๆ ด้วย ในส่วนที่เกี่ยวกับค่าความนิยม ปิคนิคได้จัดให้มีที่ปรึกษาทางการเงินจัดทำประมาณการมูลค่าของบริษัทย่อยสองแห่ง (บริษัทเวิลด์แก๊ส) ซึ่งปิคนิคได้ซื้อมาในปี 2547 ใหม่ ตามรายงานของที่ปรึกษาทางการเงินลงวันที่ 13 มิถุนายน 2548 มูลค่าของบริษัทย่อยดังกล่าวมีจำนวนสูงกว่ามูลค่าตามบัญชี ดังนั้น ปิคนิคจึงพิจารณาว่า ไม่มีการด้อยค่าของค่าความนิยม 2. การเข้าตรวจสอบบริษัทโรงบรรจุแก๊สที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้บริหารปิคนิคปรากฏว่า มีทั้งหมด 18 แห่ง(ปิคนิคมีพฤติกรรมขายก๊าซในราคาสูงกว่าท้องตลาดให้แก่โรงบรรจุแก๊สเหล่านี้) ได้รายงานการตรวจสอบโรงบรรุแก๊ส 10 แห่ง(อีก 8 แห่งอยู่ระหว่างดำเนินการ) เป็นกรณีพิเศษลงวันที่ 22 มิถุนายน 2548 แยกต่างหากจากรายงานนี้ ในระหว่างปี 2547 ปิคนิคได้ขายก๊าซให้กลุ่มบริษัทโรงบรรจุแก๊สซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิด 18 แห่ง รวมประมาณ 2,400 ล้านบาท ซึ่งราคาขายต่อหน่วยสูงกว่าราคาที่ขายให้กับลูกค้าทั่วไป 16-19% (ประมาณ 2-3 บาทต่อกิโลกรัม) โดยฝ่ายบริหารของปิคนิคให้เหตุผลว่า เกิดจากการให้เงื่อนไขการชำระเงินที่ผ่อนปรนกับบริษัทโรงบรรจุแก๊สเหล่านั้น (เงื่อนไขการชำระเงิน 90 วันแทน ขณะที่ผู้ซื้อรายอื่น 10 วัน) และเนื่องจากถังบรรจุก๊าซที่โรงบรรจุแก๊สได้รับจากปิคนิคมีสภาพใหม่ อย่างไรก็ตาม จากเอกสารหลักฐานเห็นว่าการขายก๊าซให้กับกลุ่มบริษัทโรงบรรจุดังกล่าวเป็นการขายในราคาที่สูงกว่าปกติ เนื่องจากพบว่าการขายก๊าซของบริษัทโรงบรรจุให้กับร้านค้าย่อยจำนวนไม่น้อยมีราคาขายต่ำกว่าราคาที่ซื้อมาจากปิคนิค นอกจากนี้ยังพบว่า บริษัทโรงบรรจุบางแห่งสามารถซื้อก๊าซชนิดเดียวกัน จากผู้ขายก๊าซรายอื่น ได้ในราคาที่ต่ำกว่าราคาที่ซื้อจากปิคนิคมาก ซึ่งหากปิคนิคขายก๊าซให้กับบริษัทโรงบรรจุดังกล่าว ในระดับราคาเดียวกับที่ขายให้ลูกค้าทั่วไปแล้ว อาจทำให้ปิคนิคมีรายได้ลดลงเป็นประมาณ 372 ล้านบาทในปี 2547 อนึ่ง ตามที่ ก.ล.ต.สั่งให้มีการตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษเพื่อให้มั่นใจว่า ไม่มีการสั่งการบริษัทโรงบรรจุให้ทำธุรกรรมอันมีผลเป็นการสร้างกำไรให้แก่ปิคนิค ในขณะที่บริษัทโรงบรรจุขาดทุน อันเป็นการบิดเบือนที่กระทบต่อความถูกต้องของงบการเงินของปิคนิคนั้น ผู้ตรวจสอบบัญชีไม่สามารถตรวจสอบเพื่อยืนยันอย่างแน่ชัดถึงความถูกต้องของงบการเงินของบริษัทโรงบรรจุดังกล่าวได้ เนื่องจากสภาพแวดล้อมด้านการควบคุมภายใน และระบบบัญชีของบริษัทโรงบรรจุไม่อยู่ในสภาพที่เอื้ออำนวย ต่อการตรวจสอบเพื่อสรุปความเห็นเช่นนั้นได้ นอกจากนี้ยังพบว่า เอกสารประกอบการบันทึกบัญชีเป็นจำนวนมาก มีความผิดปกติ (ดูรายละเอียดในรายงานการตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษลงวันที่ 22 มิถุนายน 2548) อีกทั้งผู้ตรวจสอบบัญชียังไม่ได้รับอนุญาต ให้ส่งหนังสือขอคำยืนยันไปยังลูกค้าของบริษัทโรงบรรจุ เพื่อตรวจสอบมูลค่าของธุรกรรมการซื้อก๊าซที่ลูกค้าเหล่านั้นทำกับบริษัทโรงบรรจุตลอดจนการเช่าถังจากบริษัทโรงบรรจุด้วย ด้วยเหตุนี้ จึงไม่สามารถชี้ชัดได้ว่ามีการสั่งการบริษัทโรงบรรจุให้ทำธุรกรรมอันมีผลเป็นการสร้างกำไรให้แก่ปิคนิค เพื่อบิดเบือนความถูกต้องของงบการเงินของปิคนิคหรือไม่ แต่ตามที่กล่าวในวรรคก่อน เห็นว่าการขายก๊าซให้กับกลุ่มบริษัทโรงบรรจุดังกล่าวเป็นการขายในราคาที่สูงกว่าปกติ เพื่อให้งบกำไรขาดทุน สะท้อนผลการดำเนินงานประหนึ่งปิคนิคได้ทำการขายก๊าซให้กับกลุ่มบริษัทโรงบรรจุ ในราคาและภายใต้เงื่อนไขการชำระเงินเดียวกับที่ขายให้กับลูกค้าทั่วไป ปิคนิคจึงได้ปรับปรุงงบการเงินปี 2547 โดยโอนส่วนต่างของราคาขายข้างต้นจำนวนประมาณ 372 ล้านบาท พร้อมทั้งค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ที่เกี่ยวข้องจำนวน 50 ล้านบาท ออกจากงบกำไรขาดทุนไปบันทึกเป็นส่วนเกินทุนในส่วนของผู้ถือหุ้นในงบดุล โดยถือว่าส่วนต่างดังกล่าว เป็นเงินสนับสนุนที่ปิคนิคได้รับจากผู้ถือหุ้นผ่านกลุ่มบริษัทโรงบรรจุ ซึ่งการปรับปรุงนี้มีผลทำให้กำไรสุทธิสำหรับปี 2547 ของปิคนิคลดลงอีกจำนวน 322 ล้านบาท (0.50 บาทต่อหุ้น) โดยสรุป ผลจากการแก้ไขปรับปรุงมีผลทำให้กำไรสำหรับปี 2547 เมื่อรวมกับค่าเช่าถังที่ตัดออก 178 ล้านบาท ลดลงรวม 500 ล้านบาท(ยอดรายได้ที่ลดลง 550 ล้านบาทสุทธิ เป็นภาระภาษีที่เกี่ยวข้อง 50 ล้านบาท หรือคิดเป็นกำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐานลดลงด้วยจำนวน 0.77 บาท ต่อหุ้น) 3. ธุรกรรมซื้อถังบรรจุก๊าซขนาดเล็กปรากฏว่า ระหว่างปี 2547 ปิคนิคได้ซื้อถังบรรจุก๊าซขนาดเล็กจากบริษัทผู้ผลิตแห่งหนึ่ง เป็นเงินประมาณ 1,321 ล้านบาท(เป็นจำนวนเงิน 1,777 ล้านบาท ถึงสิ้นไตรมาสแรกปี 2548) เพื่อส่งให้บริษัทโรงบรรจุแก๊ส ทำการบรรจุก๊าซขายให้กับร้านค้าย่อย รายการซื้อถังดังกล่าวได้บันทึกเป็นส่วนหนึ่งของสินทรัพย์ถาวรในงบดุลของปิคนิค แต่ปรากฏว่าผู้ผลิตถังได้ส่งมอบถังทั้งหมดไปให้กับบริษัทโรงบรรจุแก๊สโดยตรงโดยไม่ผ่านปิคนิค โดยมีตัวแทนของบริษัทโรงบรรจุแก๊สเป็นผู้ลงนามรับมอบถังเพื่อเป็นหลักฐานให้แก่ปิคนิค จากการตรวจสอบพบว่า (1) บริษัทผู้ผลิตถังดังกล่าวเป็นบริษัทที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบริษัทโรงบรรจุแก๊ส เพราะมีผู้ถือหุ้นรายใหญ่และ/หรือผู้บริหารร่วมกัน (2) ไม่ปรากฏหลักฐานว่าบริษัทโรงบรรจุแก๊สมีการจัดทำเอกสารหลักฐานและทะเบียนคุมปริมาณถังที่ตนส่งให้กับร้านค้าย่อย เนื่องจากข้อบกพร่องในการควบคุมถังบรรจุก๊าซ จึงไม่สามารถที่จะตรวจสอบได้ และดังนั้น จึงไม่อยู่ในวิสัยที่จะทราบได้อย่างแน่ชัดว่าถังบรรจุก๊าซของปิคนิคอยู่ที่ร้านค้าย่อยใดบ้าง และมีจำนวนเท่าใด ข้อเท็จจริงที่ได้รับเพิ่มเติมจากการตรวจสอบนี้ทำให้ตรวจสอบปริมาณของถังที่อยู่ในการควบคุมของบริษัทโรงบรรจุแก๊สไม่ได้ 4. ธุรกรรมซื้อถังบรรจุก๊าซขนาดใหญ่ ในปี 2547 ปิคนิคได้เข้าทำสัญญาซื้อถังบรรจุก๊าซขนาดใหญ่(เพื่อใช้เป็นคลังเก็บก๊าซ) จากห้างหุ้นส่วนจำกัดที่เป็นคู่ค้ารายใหญ่รายหนึ่ง ปิคนิคได้จ่ายเงินไปประมาณ 852 ล้านบาท ซึ่งบันทึกเป็นสินทรัพย์ในงบดุลของปิคนิค แต่จากการตรวจสอบพบว่า (1) คู่ค้ารายนี้เป็นบริษัทที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิด กับบริษัทโรงบรรจุแก๊สแห่งหนึ่ง เพราะมีผู้ลงนามในสัญญากับปิคนิค เป็นกรรมการของบริษัทโรงบรรจุแก๊ส (2) จนถึงวันที่รายงาน คู่สัญญาได้ส่งมอบถังให้แก่ปิคนิครวมมูลค่าเพียง 160 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีกจำนวน 692 ล้านบาท ยังถือเป็นเงินมัดจำ เนื่องจากปิคนิคยังไม่ได้รับถัง เนื่องจากปิคนิคไม่มีมาตรการป้องกันความเสี่ยง เพื่อรองรับเหตุการณ์ในกรณีที่คู่สัญญาไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้ จึงมีโอกาสที่ปิคนิคจะได้รับความเสียหายจากสัญญานี้ได้ 5. ธุรกรรมจ่ายเงินมัดจำค่าซื้อที่ดิน ในปี 2547 ปิคนิคได้เข้าทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างกับบริษัทแห่งหนึ่ง โดยบริษัทนั้นตกลงขายที่ดินจำนวน 17 ไร่ 1 งาน 81 ตารางวา ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมสิ่งปลูกสร้าง(ประกอบด้วยคลังน้ำมัน ท่าเทียบเรือ พร้อมใบอนุญาตจากกรมเจ้าท่า) ให้แก่ปิคนิคในราคารวม 550 ล้านบาท โดยปิคนิคได้จ่ายเงินมัดจำไปแล้วเป็นจำนวน 350 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีกจำนวน 200 ล้านบาท จะถึงกำหนดชำระเมื่อผู้จะขายได้ทำการซ่อมท่าเทียบเรือแล้วเสร็จ และเมื่อปิคนิคได้รับใบอนุญาตให้สร้างคลังบรรจุก๊าซและเข้าดำเนินการเกี่ยวกับคลังบรรจุก๊าซและท่าเทียบเรือแล้ว โดยผู้จะขายตกลงจะโอนกรรรมสิทธิในที่ดินเมื่อได้รับแจ้งจากปิคนิค อย่างไรก็ตาม พบว่าไม่มีรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับโครงการซ่อมท่าเทียบเรือ และการขอใบอนุญาตสร้างคลังบรรจุก๊าซ ตามเงื่อนไขที่กำหนดในสัญญา และยังไม่มีการดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้กับปิคนิค ปิคนิคมีหลักประกัน เพื่อประกันการปฏิบัติตามสัญญาจากบริษัทนั้น โดยการยึดโฉนดที่ดินที่ไม่ได้ติดจำนองไว้(แต่ไม่ได้จดจำนอง) จากข้อเท็จจริงดังกล่าวทำให้เกิดข้อสงสัยว่าคู่สัญญาจะสามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดในสัญญาดังกล่าวได้หรือไม่ และในกรณีไม่สามารถปฏิบัติได้แล้วปิคนิคจะได้รับคืนเงินมัดจำจำนวน 350 ล้านบาท นี้หรือไม่ ต่อมาในวันที่ 22 มิถุนายน 2548 ปิคนิคได้ส่งบันทึกข้อตกลงยกเลิกสัญญาลงวันที่ 8 มีนาคม 2548 มาให้โดยปิคนิคบอกเลิกสัญญาดังกล่าว และกำลังอยู่ระหว่างการเรียกเงินมัดจำคืน ซึ่งขณะนี้ปิคนิคได้รับเช็คลงวันที่ล่วงหน้ามาจำนวน 4 ฉบับ เป็นจำนวนเงินรวม 350 ล้านบาท แต่ยังไม่ถึงกำหนดชำระ 6. การดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง จากการที่ ก.ล.ต.มีคำสั่งให้ปิคนิคแก้ไขงบการเงินและให้มีการตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษ และอีกทั้งหุ้นของปิคนิคถูกตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พักการซื้อขาย มีผลต่อแผนการจัดหาแหล่งเงินทุนด้วยการเพิ่มทุน และออกใบสำคัญแสดงสิทธิในตลาดทุน จำเป็นต้องชะลอไป ตามงบดุลรวมของปิคนิคและบริษัทย่อย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2547 มีหนี้สินหมุนเวียนจำนวน 6,456 ล้านบาท และสินทรัพย์หมุนเวียนจำนวน 4,623 ล้านบาท และตามงบดุลรวมของปิคนิคและบริษัทย่อย ณ วันที่ 31 มีนาคม 2548 ปิคนิคมีหนี้สินหมุนเวียนจำนวน 6,965 ล้านบาท และสินทรัพย์หมุนเวียนจำนวน 4,584 ล้านบาท 7. รายได้จากธุรกิจการรับเหมาติดตั้งระบบ ในปี 2547 ปิคนิคมีรายได้จากค่ารับเหมาติดตั้ง ซึ่งคำนวณจากความคืบหน้าของงานจากสัญญาที่ทำกับบริษัทสองแห่ง ซึ่งจากข้อมูลของ ก.ล.ต.ทราบว่า เป็นบริษัทที่เกี่ยวข้องกัน และบริษัทที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกลุ่มบริษัทโรงบรรจุแก๊ส คิดเป็นจำนวนเงิน 580 ล้านบาท และ 266 ล้านบาท ตามลำดับ หน้า 20 ก.ล.ต. แจ้งความแต่งบัญชี "2บิ๊ก" ปิคนิค ปั้นกำไรสูงเกินจริง 178 ล. มติชนรายวัน วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9974 พี่น้องตระกูล"ลาภวิสุทธิสิน" 8ลูกน้องโรงแก๊ซติดร่างแห โทษหนักคุก10ปีปรับ1ล้าน ดีเอสไอเตรียมเสนอบอร์ด "กคพ."รับคดีหุ้นปิคนิคเป็นคดีพิเศษ พร้อมตั้งผู้เชี่ยวชาญจาก ธปท. และ ก.ล.ต.เป็นพนักงานสอบสวนร่วม หลัง ก.ล.ต.เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษผู้บริหารปิคนิคและผู้เกี่ยวข้องอีก 8 ราย ในข้อหาทุจริต ฝ่าฝืน พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ มีการสร้างตัวเลขกำไรเกินจริง และเบียดบังทรัพย์เข้ากระเป๋าตัวเอง "สุริยา ลาภวิสุทธิสิน" รมช.พาณิชย์ รุดพบ"ทักษิณ" รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.)เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา ก.ล.ต.ได้กล่าวโทษนาย ธีรัชชานนท์ ลาภวิสุทธิสิน อดีตกรรมการผู้จัดการ และนางสาวสุภาพร ลาภวิสุทธิสิน รองกรรมการผู้จัดการ ซึ่งรับผิดชอบการดำเนินงานของบริษัทปิคนิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือปิคนิค ต่อพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) กรณีจัดทำเอกสารและบัญชีไม่ถูกต้อง รวมทั้งการกระทำหน้าที่โดยทุจริต พร้อมกันนี้ ได้กล่าวโทษผู้ที่เกี่ยวข้องอีกจำนวน 8 ราย กรณีให้ความช่วยเหลือผู้บริหารดังกล่าว รายงานข่าวแจ้งว่า จากการตรวจสอบงบการเงินของปิคนิคและเอกสารหลักฐานต่างๆ ก.ล.ต.พบว่า ผู้บริหารของปิคนิคได้กระทำความผิด ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 คือกรณีการทำสัญญาและการรับรู้รายได้จากการให้เช่าถังแก๊ส เป็นเหตุอ้างให้ปิคนิครับรู้รายได้และกำไรในงบการเงินประจำปี 2547 เพิ่มขึ้น 178.4 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 2.43 ของรายได้รวม และร้อยละ 24.26 ของกำไรสุทธิ ทำให้รายได้และกำไรสูงกว่าความเป็นจริง ซึ่งเข้าข่ายเป็นการปฏิบัติฝ่าฝืนมาตรา 312 แห่ง พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ การกระทำของผู้บริหารปิคนิคข้างต้น ได้รับการสนับสนุนจากนายอนุกูล ตั้งเรืองเกียรติ นายพิริยะ ถาวร นายเฉลิมชัย ชุบผา นางสาวนุชนาฎ ปริกสุวรรณ นายปรเมษ ลอองสุวรรณ นายทวีทรัพย์ เกริกเกียรติศักดิ์ และนายกฤษณ์ โปรยเจริญ ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของโรงบรรจุแก๊ส 10 แห่ง บุคคลทั้ง 7 ราย จึงเข้าข่ายเป็นผู้ช่วยเหลือและ/หรือให้ความสะดวกในการกระทำข้างต้น อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 315 แห่ง พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ส่วนกรณีการทำหน้าที่โดยทุจริต และจัดทำเอกสารและบัญชีไม่ถูกต้อง เกี่ยวกับการทำสัญญาให้กู้ยืมเงินแก่นิติบุคคลอื่น โดยนายธีรัชชานนท์และนางสาวสุภาพร ได้ร่วมกันลงนามในสัญญาให้กู้ยืมเงินจำนวน 85 ล้านบาท แก่นิติบุคคลอื่น 2 ราย แต่กลับปรากฏว่า เงินที่ให้กู้ยืมนั้นถูกนำไปเข้าบัญชีส่วนตัวของนายธีรัชชานนท์ นายธีรัชชานนท์จึงเข้าข่ายกระทำผิดหน้าที่ โดยได้เบียดบังทรัพย์สินของปิคนิค เพื่อแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎ หมายแก่ตนเองหรือผู้อื่น อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 307 308 และ 311 แห่ง พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ โดยมีนายพินิจ พุทธศาสตร์ กรรมการของนิติบุคคลอื่นเป็นผู้ช่วยเหลือ และ/หรือให้ความสะดวก จึงเข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 315 แห่ง พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ เนื่องจากคดีข้างต้นมีความซับซ้อน ทั้งในด้านธุรกรรมและมาตรฐานการบัญชีที่เกี่ยวข้อง ในการกล่าวโทษคดีดังกล่าวต่อพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ก.ล.ต.จึงได้ขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษพิจารณาดำเนินการตามมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 เพื่อให้มีการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ของ ก.ล.ต. รวมทั้งหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อเข้าร่วมสอบสวนคดีนี้ให้เป็นไปโดยรอบคอบ ครบถ้วนยิ่งขึ้นด้วย และการดำเนินคดีข้างต้นเป็นผลจากการตรวจสอบส่วนหนึ่งที่เสร็จแล้ว โดยยังมีประเด็นที่ ก.ล.ต.อยู่ระหว่างตรวจสอบเพิ่มเติม(อ่านรายละเอียด น.20) ผู้สื่อข่าวได้พยายามติดต่อนายสุริยา ลาภวิสุทธิสิน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อสอบถามกรณี ก.ล.ต.กล่าวโทษนายธีรัชชานนท์ และ น.ส.สุภาพร ซึ่งเป็นน้องชายและน้องสาวของนายสุริยา แต่ได้รับแจ้งจากหน้าห้องว่านายสุริยาได้รับมอบหมายจากนายทนง พิทยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้เตรียมข้อมูลเพื่อชี้แจงการอภิปรายงบประมาณรายจ่ายปี 2549 ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างการตรวจสอบของ ก.ล.ต. เกี่ยวกับเงินกู้จำนวน 85 ล้านบาท ที่นายธีรัชชานนท์นำเข้าบัญชีส่วนตัว ทาง ก.ล.ต.ได้เรียกนายธีรัชชานนท์มาชี้แจง ซึ่งได้รับแจ้งว่าได้นำเงินจำนวนดังกล่าวมาคืนให้กับปิคนิคแล้ว แต่ ก.ล.ต.เห็นว่าแม้จะคืนเงินแล้วก็ตามแต่ก็ถือเป็นความผิดสำเร็จแล้ว ผู้ใกล้ชิดนายสุริยากล่าวว่า นายสุริยาเคยปรารภถึงกระแสข่าวที่เกิดขึ้น โดยแสดงความกังวลว่าจะมีผลกระทบไปถึงนายกรัฐมนตรี ทั้งปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของธุรกิจในครอบครัว ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า มีกระแสข่าวว่า ในช่วงเช้าวันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมานายสุริยาได้เดินทางเข้าหารือกับนายกรัฐมนตรี ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปประเทศจีน ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) เจ้าหน้าที่ ก.ล.ต.ได้เข้าพบ พล.ต.อ.สมบัติ อมรวิวัฒน์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษ กลุ่มผู้บริหารบริษัทปิคนิค คอร์ปอเรชั่น พร้อมผู้เกี่ยวข้องรวม 10 ราย ซึ่ง พล.ต.อ.สมบัติเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ ก.ล.ต.ได้ยื่นเอกสารสรุปพฤติการณ์ความผิดรวม 16 หน้ากระดาษ บรรยายถึงการกระทำหน้าที่โดยทุจริตของผู้บริหาร และจัดทำเอกสารบัญชีไม่ถูกต้อง ซึ่งเป็นการกระทำต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2546 จนถึงปี 2548 ดังนั้นจึงถือเป็นคดีที่เกิดขึ้นก่อนประกาศใช้กฎหมายสอบสวนคดีพิเศษ จำเป็นต้องเสนอให้คณะกรรมการคดีพิเศษ(กคพ.) ลงมติรับเป็นคดีพิเศษในการประชุมวันที่ 8 กรกฎาคม จากนั้นดีเอสไอจะตั้งคณะทำงานสอบสวนร่วมระหว่างพนักงานสอบสวน อัยการ ก.ล.ต. กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อระดมผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเกี่ยวกับการเงินและตลาดหลักทรัพย์มารับผิดชอบคดีดังกล่าวโดยตรง พล.ต.อ.สมบัติกล่าวอีกว่า สำหรับรายละเอียดในข้อกล่าวหา ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ทั้งหมด เนื่องจากยังเป็นเพียงการกล่าวหาว่ามีการกระทำความผิดของกลุ่มผู้บริหารในการฉ้อฉลจากการกู้ยืมเงินของบริษัทปิคนิค แต่ผู้บริหารนำเงินบางส่วนเข้ากระเป๋าตัวเอง คล้ายๆ กับการโกงเงินจากบริษัทไปเพื่อประโยชน์ส่วนตัว โดย ก.ล.ต.ได้เชื่อมโยงข้อมูลให้เห็นถึงการโยงใยของการนำเงินกู้ซึ่งเป็นของบริษัท โอนไขว้ไปไขว้มาระหว่างกลุ่มบุคคล สุดท้ายได้นำเงินเข้าบัญชีตัวเอง ทำให้มีการจ่ายเงินกู้ให้บริษัทไม่ครบจำนวน ซึ่งกระบวนการทั้งหมดยังเป็นแค่การกล่าวหา โดย ก.ล.ต.ที่รวบรวมหลักฐานเบื้องต้นไว้ ยังไม่เข้าสู่การสอบสวนตามกฎหมาย สำหรับคำกล่าวโทษร้องทุกข์ของ ก.ล.ต.ได้กล่าวโทษกลุ่มผู้บริหารบริษัทปิคนิค คอร์ปอเรชั่น มีนายธีรัชชานนท์ ลาภวิสุทธิสิน อดีตกรรมการผู้จัดการ น.ส.สุภาพร ลาภวิสุทธิสิน รองกรรมการผู้จัดการ ฐานกระทำหน้าที่โดยทุจริต และเบียดบังเอาทรัพย์สินของบริษัทปิคนิคไปเพื่อประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่น พร้อมทั้งกล่าวโทษนายอนุกูล ตั้งเรืองเกียรติ นายพิริยะ ถาวร นายเฉลิมชัย บุปผา น.ส.นุชนาฎ ปริกสุวรรณ นายปรเมษ ลอองสุวรรณ นายทวีทรัพย์ เกริกเกียรติศักดิ์ นายกฤษณ์ โปรยเจริญ และนายพินิจ พุทธศาสตร์ ฐานผู้ช่วยเหลือ สนับสนุนให้เกิดการกระทำความผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หน้า 1 รายละเอียดความผิดในแต่ละมาตรา ตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มติชนรายวัน วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9974 = มาตรา 307 กรรมการ ผู้จัดการ หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลใดตามพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของนิติบุคคลดังกล่าวหรือทรัพย์สินที่นิติบุคคลดังกล่าวเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย กระทำผิดหน้าที่ของตนด้วยประการใดๆ โดยทุจริตจนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของนิติบุคคลนั้น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท = มาตรา 308 กรรมการ ผู้จัดการ หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลใดตามพระราชบัญญัตินี้ ครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของนิติบุคคลดังกล่าวหรือซึ่งนิติบุคคลดังกล่าวเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท = มาตรา 311 กรรมการ ผู้จัดการ หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลใดตามพระราชบัญญัตินี้ กระทำการหรือไม่กระทำการเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อตนเองหรือผู้อื่นอันป็นการเสียหายแก่นิติบุคคลนั้น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท = มาตรา 312 กรรมการ ผู้จัดการ หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลใดตามพระราชบัญญัตินี้ กระทำหรือยินยอมให้กระทำการดังต่อไปนี้ (1) ทำให้เสียหาย ทำลาย เปลี่ยนแปลง ตัดทอน หรือปลอมบัญชีเอกสารหรือหลักประกันของนิติบุคคลดังกล่าว หรือที่เกี่ยวกับนิติบุคคลดังกล่าว (2) ลงข้อความเท็จหรือไม่ลงข้อความสำคัญในบัญชีหรือเอกสารของนิติบุคคลหรือที่เกี่ยวกับนิติบุคคลนั้น หรือ (3) ทำบัญชีไม่ครบถ้วน ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นปัจจุบัน หรือไม่ตรงต่อความเป็นจริง ถ้ากระทำหรือยินยอมให้กระทำเพื่อลวงให้นิติบุคคลดังกล่าวหรือผู้ถือหุ้นขาดประโยชน์อันควรได้ หรือลวงบุคคลใดๆ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท = มาตรา 315 ผู้ใดกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่กรรมการ ผู้จัดการหรือบุคคลซึ่งรับผิด ชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลใดตามพระราชบัญญัตินี้ หรือผู้สอบบัญชี กระทำความผิดตามที่บัญญัติในมาตรา 287 มาตรา 306 มาตรา 307 มาตรา 308 มาตรา 309 มาตรา 310 มาตรา 311 หรือมาตรา 312 ไม่ว่าก่อนหรือขณะกระทำความผิด ต้องระวางโทษดังที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้นๆ เว้นแต่ผู้นั้นมิได้รู้ถึงการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกนั้น หน้า 20 จับตา ก.ล.ต. ลงดาบสอง"บิ๊ก"ปิคนิค ระวังเงินกู้4,000ล้านลาม!! มติชนรายวัน วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9974
ในเอกสารเผยแพร่ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ซึ่งกล่าวโทษนายธีรัชชานนท์ ลาภวิสุทธิสิน อดีตกรรมการผู้จัดการ และ น.ส.สุภาพร ลาภวิสุทธิสิน รองกรรมการผู้จัดการบริษัท ปิคนิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) กับพวกรวม 10 คน ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษว่ากระทำผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ 2535 ในหลายข้อหานั้น ได้ขมวดปมไว้ตอนท้ายว่า เนื่องจากคดีข้างต้นมีความซับซ้อน ทั้งในด้านธุรกรรมและมาตรฐานการบัญชีที่เกี่ยวข้อง จึงขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ของ ก.ล.ต.รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเข้าร่วมสอบสวนคดีให้เป็นไปโดยรอบคอบ นอกจากนั้น ยังระบุด้วยว่าการดำเนินคดีครั้งนี้ เป็นผลมาจากการตรวจสอบส่วนหนึ่งเสร็จแล้ว แต่ยังมีประเด็นที่ ก.ล.ต.อยู่ระหว่างการตรวจสอบเพิ่มเติม คำถามคือ ประเด็นใดบ้างที่ ก.ล.ต.กำลังตรวจสอบเพิ่มเติมเพื่อที่จะได้นำไปเป็นหลักฐานกล่าวโทษผู้บริหาร อดีตผู้บริหารปิคนิค รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด จากการตรวจสอบเอกสารของผู้ตรวจสอบบัญชีสำนักงานเอินส์ท แอนด์ยัง และรวบรวมข้อมูลจากเอกสารหลักฐานของ ก.ล.ต.และที่เกี่ยวข้องและนำมาวิเคราะห์อย่างละเอียด ทำให้พอบ่งบอกได้ว่า ประเด็นต่างๆ ที่ ก.ล.ต.กำลังตรวจสอบอยู่มีดังต่อไปนี้ 1 มาตรา 243 แห่ง พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯการซื้อขายหุ้นโดยอำพราง เพื่อให้บุคคลทั่วไปหลงผิดในราคาหุ้นหรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ปั่นหุ้นการตรวจสอบประเด็นดังกล่าวมาจากพื้นฐานราคาหุ้นของปิคนิคในช่วงที่ปีผ่านมา ก่อนจะถูกแขวนป้ายซื้อขาย(เอสพี) มีราคาค่อนข้างหวือหวา มีปริมาณค่อนข้างสูงซึ่งอาจดูว่าเป็นปกติของหุ้นที่มีการเก็งกำไรโดยเฉพาะหุ้นที่มีนักการเมืองหรือพรรคพวกป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ อย่างไรก็ตาม ถ้าพิจารณาธุรกรรมและการลงทุนของปิคนิคแล้วจะพบว่า มีการขยายตัวค่อนข้างสูง(ผิดปกติ?) เพื่อทำให้บัญชีและกำไรของบริษัทดูน่าลงทุน(เข้ามาซื้อหุ้น) คือ บริษัทมีสินทรัพย์เป็นจำนวนมาก มีรายได้สูงและมีกำไรมาก(ทำให้ง่ายต่อการผลักดันราคาหุ้นให้สูงขึ้น?) แต่ในที่สุด ก.ล.ต.และผู้ตรวจสอบบัญชีก็พบว่าธุรกรรมและการลงทุนเหล่านั้นมีปัญหา อาทิ -การเปลี่ยนค่ามัดจำถังแก๊สเป็นค่าเช่าถังเพื่อบันทึกเป็นรายได้ปิคนิค 178 ล้านบาทในปี 2547 เพื่อทำให้ผลดำเนินงานของบริษัทดูดีกว่าความเป็นจริง(จนถูกกล่าวโทษในข้อหาลงบัญชีเท็จตามาตรา 312) -การขายแก๊สให้แก่โรงบรรจุแก๊สในเครือข่าย 18 โรงสูงกว่าความเป็นจริง กิโลกรัมละ 3 บาท มูลค่ารวมประมาณ 2,400 ล้านบาท ซึ่งทำให้ปิคนิคดูมีรายได้สูงกว่าความเป็นจริงถึง 372 ล้านบาท(รวมกับค่าเช่าถังทำให้มีกำไรสูงกว่าความเป็นจริงกว่า 500 ล้านบาท) ซึ่งในที่สุดผู้ตรวจสอบบัญชีให้ตัดกำไรส่วนนี้ออกจากบัญชี -การซื้อที่ดิน 17 ไร่ใน จ.สมุทรปราการ 550 ล้านบาท แต่มีการยกเลิกในภายหลัง -การซื้อถังแก๊สจากบริษัทบริษัทแสงทองไทยผลิตถังมูลค่ากว่า 1,777 ล้านบาท และลงบัญชีในสินทรัพย์ถาวรของปิคนิค แต่ผู้ตรวจสอบบัญชีไม่สามารถตรวจสอบได้ถังแก๊สเหล่านั้นอยู่ที่ไหน เนื่องจากไม่มีบัญชีควบคุมและไม่มีการส่งมอบให้แก่ปิคนิคโดยตรง ประเด็นคือ ถังแก๊สเหล่านี้มีตัวตนและมีการผลิตได้จริงหรือไม่?(ดูรายงานผู้ตรวจสอบบัญชีข้อ 6.2 ประกอบ) 2 การซื้อถังแก๊สจากบริษัทแสงทองไทยผลิตถัง (ผู้ถือหุ้นใหญ่คือนายเฉลิมชัย ชุบผา ผู้ก่อตั้งประกอบด้วยนายกฤษณ์ โปรยเจริญ, นายทวีทรัพย์ เกริกเกียรติศักดิ์ ซึ่งถูกกล่าวโทษด้วย-ดูแผนภูมิ) มูลค่า 1,777 ล้านบาท ซึ่งปิคนิคนำมาลงงบดุลเป็นสินทรัพย์ถาวร แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ ผู้ตรวจสอบบัญชีไม่สามารถตรวจสอบได้ว่า ถังแก๊สเหล่านั้นอยู่ที่ไหนบ้างเนื่องจากตามหลักฐานบริษัทแสงทองไทยผลิตถังแทนที่จะส่งมอบถังให้แก่ปิคนิค แต่กลับให้บริษัทโรงบรรจุแก๊ส(กลุ่มนายเฉลิมชัย ชุบผา นายกฤษณ์ โปรยเจริญ อนุกูล ตั้งเรืองเกียรติ เป็นผู้ก่อตั้งและผู้ถือหุ้น) ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทแสงทองไทยผลิตถังด้วยเป็นผู้ลงนามรับมอบถังแทนปิคนิคอย่าไงรก็ตาม ผู้ตรวจสอบบัญชีไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าถังแก๊สเหล่านี้อยู่ที่ใดบ้างเพราะบริษัทโรงบรรจุแก๊สเหล่านี้ มิได้จัดจัดทำเอกสารหลักฐานและทะเบียนคุมปริมาณถังที่ส่งให้แก่ร้านค้าย่อย จึงไม่อยู่ในวิสัยที่จะตรวจสอบได้อย่างแน่ชัดว่า ถังแก๊สอยู่ที่ร้านค้าย่อยใดบ้าง ขณะเดียวกันแผนกบัญชีของบริษัทโรงบรรจุแก๊สได้แจ้งว่า เอกสารในการควบคุมจำนวนถังแก๊ศที่ให้ลูกค้ายืมอยู่กระจัดกระจายยังไม่สามารถรวบรวมได้ ประเด็นดังกล่าว ทำให้ตั้งข้อสงสัยว่าถังแก๊สที่ปิคนิคซื้อมีตัวตนจริงหรือไม่ ถ้าไม่มีการนำมาลงเป็นสินทรัพย์ถาวรงบดุลเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ มาตรา 312 ลงบัญชีเท็จหรือลงบัญชีไม่ตรงต่อความเป็นจริง หรือไม่? เพราะการลงงบดุลว่าถังแก๊สมูลค่า 1,777 ล้านบาท เป็นสินทรัพย์ถาวร ย่อมทำให้งบการเงินของบริษัทดูดีขึ้นว่ามีสินทรัพย์มีจำนวนมาก ประเด็นต่อมา ในกรณีที่มีข้อสงสัยว่าถังแก๊สไม่มีตัวตนจริงหรือมีจำนวนไม่ตรงตามเงินที่จ่ายไป 1,777 ล้านบาท เงินส่วนเกินที่จ่ายไปมีจำนวนเท่าไหร่ ถูกผ่องถ่ายหรือส่งต่อไปที่ไหนหรือไม่ หรือนำไปใช้อะไร ในประเด็นนี้อาจเข้าข่ายความผิด มาตรา 307, 308 และ 311 เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ การเบียดบังทรัพย์สินและการแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยมิชอบด้วยกำหมายหรือไม่? 3 การซื้อถังบรรจุแก๊สขนาดใหญ่เพื่อใช้เก็บในคลังแก๊สจาก หจก.ที่เป็นคู่ค้ารายใหญ่ซึ่งกลุ่มนายเฉลิมชัย ชุบผา เป็นผู้ก่อตั้งและถือหุ้นใหญ่ โดยปิคนิคจ่ายเงินไปแล้ว 852 ล้านบาท และมีการบันทึกเป็นสินทรัพย์ในงบดุลของปิคนิคเช่นเดียวกัน แต่ปรากฏว่ามีการมอบถังให้เพียง 160 ล้านบาท ยังมีส่วนที่เหลืออีก 692 ล้านบาทกรณีดังกล่าวมีลักษณะคล้ายการซื้อถังแก๊สมูลค่า 1,777 ล้านบาท ประเด็นคือ มีความผิดตามมาตรา 312 และมาตรา 307, 308 และ 311 หรือไม่ 4 นอกจากประเด็นที่ ก.ล.ต.กำลังตรวจสอบว่า กลุ่มผู้บริหารปิคนิค มีความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯหรือไม่เพิ่มเติม สิ่งที่ ก.ล.ต.ควรดำเนินการควบคู่กันไปคือ การเตือนภัยให้นักลงทุนระมัดระวังในการซื้อหน่วยลงทุนของบริษัทจัดการกองทุนรวม(บลจ.) 5 แห่ง ที่ซื้อตัวแลกเงิน(บี/อี) ของปิคนิค มูลค่าถึง 2,650 ล้านบาทด้วย วิธีการคือ ต้องประกาศให้สาธารณชนทราบว่ามี บลจ.ใดบ้างที่ซื้อตั๋วบี/อีของปิคนิค มูลค่าเท่าใด เพื่อให้ประชาชนระมัดระวังในการลงทุน เช่นเดียวกันธนาคารแห่งประเทศไทยต้องตรวจสอบว่าธนาคารพาณิชย์แห่งใดให้ปิคนิคกู้เงินเป็นเงินกว่า 1,398 ล้านบาท มีหลักทรัพย์ในการค้ำประกันคุ้มมูลหนี้หรือไม่!! หน้า 20 คำร้องทุกข์กล่าวโทษ2ผู้บริหาร "ปิคนิค มติชนรายวัน วันที่ 02 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9975 รายละเอียดคำร้องทุกข์กล่าวโทษผู้บริหารบริษัทปิคนิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) ตามหนังสือลับที่ กลต.ต.1307/2548 ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2548 ระบุว่า ขอความอนุเคราะห์ให้สอบสวนดำเนินคดีกับผู้ปฏิบัติเข้าข่ายฝ่าฝืน พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 โดยกล่าวโทษให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษดำเนินคดีกับนายธีรัชชานนท์ ลาภวิสุทธิสิน น.ส.สุภาพร ลาภวิสุทธิสิน กรรมการผู้จัดการบริษัทปิคนิค กับพวกรวม 10 คน ซึ่งร่วมกันกระทำความผิดดังนี้ ระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2547 ถึง 31 ธันวาคม 2547 ระหว่างที่นายธีรัชชานนท์ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการบริษัทปิคนิค มีพฤติการณ์กระทำความผิดโดยตกลงเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับค่าถังบรรจุแก๊ส อันทำให้ปิคนิคสามารถแสดงฐานะทางการเงินและผลการดำเนินการดีกว่าความเป็นจริงอย่างมีนัยสำคัญ ตามปกติทางการค้าของปิคนิคตั้งแต่อดีตจนถึง 31 มีนาคม 2547 การทำบันทึกบัญชีค่าถังบรรจุแก๊สที่ปิคนิคทำกับลูกค้าโรงบรรจุแก๊สทุกราย จะมีความผูกพันเป็นอย่างเดียวกันทุกแห่ง คือกำหนดให้โรงบรรจุแก๊สทุกโรงที่ได้รับถังบรรจุแก๊สจากปิคนิค ต้องวางเงินค่ามัดจำค่าถังบรรจุแก๊สเต็มตามจำนวนที่กำหนดให้แก่ปิคนิค ซึ่งตามหลักการบัญชีปิคนิคจะไม่สามารถรับรู้เงินมัดจำถังเป็นรายได้ของกิจการในปีที่รับเงินมัดจำ แต่ต้องบันทึกเป็นรายการหนี้สินจนกว่าจะมั่นใจว่าลูกค้าจะไม่มาขอรับเงินมัดจำคืน ซึ่งโดยทั่วไปคือเมื่อพ้น 10 ปีนับแต่มีการวางเงินมัดจำ อย่างไรก็ตาม ระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2547 ถึง 31 ธันวาคม 2547 นายธีรัชชานนท์ และ น.ส.สุภาพรในฐานะผู้แทนของปิคนิค ได้ร่วมกันลงนามในสัญญาให้เช่าถังบรรจุแก๊สกับโรงบรรจุแก๊สทั้ง 10 ราย รวมทั้งสิ้น 42 ฉบับ มีมูลค่าตามสัญญาทั้งสิ้น 922,637,500 บาท โดยตกลงให้โรงบรรจุแก๊สเช่าถังบรรจุแก๊สจากปิคนิค และแบ่งชำระค่าเช่าเป็นงวดรายเดือน มีกำหนดอายุตามสัญญา 3 ปี อีกทั้งระบุว่าโรงบรรจุแก๊สได้รับทรัพย์สินที่เช่าไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งจนถึงเดือนธันวาคม 2547 โรงบรรจุแก๊สทั้ง 10 ราย จ่ายเงินให้ปิคนิค 178.4 ล้านบาท แต่จากการตรวจสอบข้อมูลทางบัญชีพบว่า เงินค่าเช่าถังแก๊สจำนวน 178.4 ล้านบาท เป็นเงินที่มาจากบัญชีของนายธีรัชชานนท์ โดยโรงบรรจุแก๊สนำเงินที่รับจากนายธีรัชชานนท์ไปจ่ายให้กับปิคนิคตามสัญญาเช่าถังแก๊สอีกทอดหนึ่ง จากการตรวจสอบยังพบว่า โรงบรรจุแก๊สทั้ง 10 ราย ที่ทำสัญญาเช่ากับปิคนิคมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับบริษัทยูเนี่ยนแก๊ส แอนด์ เคมิคัลล์ จำกัด ซึ่งเป็นกิจการเดิมของตระกูลลาภวิสุทธิสิน ก่อนขายกิจการให้กับปิคนิค ซึ่งพฤติการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างปิคนิคกับโรงบรรจุแก๊สทั้ง 10 ราย ชี้ให้เห็นว่า กิจกรรมที่เกิดขึ้นไม่ได้ในลักษณะทางการค้าปกติ และชี้ให้เห็นว่าโรงบรรจุแก๊สทั้ง 10 ราย เป็นกิจการที่มีความสัมพันธ์และอยู่ภายใต้การควบคุมทางการเงินของนายธีรัชชานนท์และ น.ส.สุภาพร โดยมีเจตนาเพื่อจัดให้มีการทำสัญญาเช่าแทนการวางเงินมัดจำ ทำให้สามารถใช้เป็นหลักฐานอ้างประกอบการรับรู้รายได้ค่าถังบรรจุแก๊สเร็วขึ้น โดยปี 2547 ปิคนิคมีรายได้สูงขึ้น 178.5 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 2.43 ของรายได้รวม และจะรับรู้รายได้ในปี 2548-2549 อีกปีละประมาณ 300 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นร้อยละ 24.26 ของรายได้รวม ทั้งที่ไม่มีผลการดำเนินการในเชิงเศรษฐกิจเกิดขึ้น อันทำให้ผู้ถือหุ้นและผู้ลงทุนทั่วไปเข้าใจว่าปิคนิคมีผลการดำเนินงานดี และผู้บริหารมีความสามารถในการบริหารจัดการธุรกิจ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ไม่ตรงต่อความเป็นจริงอย่างมีนัยสำคัญ โดยการกระทำมีกลุ่มผู้ลงนามผูกพันโรงบรรจุแก๊สร่วมเป็นผู้ช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการกระทำผิด นอกจากนั้น ในปี 2547 ปิคนิคได้ให้กู้ยืมเงินแก่บริษัท 6 ราย โดย ก.ล.ต.กล่าวโทษ 2 ราย คือเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2547 นายธีรัชชานนท์และ น.ส.สุภาพรได้ทำสัญญาให้กู้ยืมเงินกับ หจก.อรอุมา โดย น.ส.อรอุมา แย้มเงิน เป็นผู้แทนนิติบุคคลตามสัญญากู้ยืมเงินเลขที่ LAW 2/2004 วงเงิน 77 ล้านบาท คิดดอกเบี้ยร้อยละ 1.5 ต่อเดือน โดยงวดแรกเป็นเงิน 60 ล้านบาท และงวดที่ 2 เป็นเงิน 17 ล้านบาท ปรากฏว่าเช็คที่จ่ายลงนามให้แก่ หจก.อรอุมาถูกนำเข้าบัญชีส่วนตัวของนายธีรัชชานนท์ และรายที่ 2 เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2547 นายธีรัชชานนท์และ น.ส.สุภาพรได้ทำสัญญาให้กู้ยืมเงินกับพี.ไพรส์ ซัพพลาย แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด โดยนายพินิจ พุทธศาสตร์ เป็นผู้แทนนิติบุคคล ตามสัญญากู้ยืมเงินเลขที่ LAW 13/2004 วงเงิน 389,286,000 บาท คิดดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี โดยจ่ายเป็น 7 งวด ภายหลังปรากฏว่าเช็คสั่งจ่ายงวดที่ 7 ลงวันที่ 2 กันยายน 2547 จำนวน 25 ล้านบาท ถูกนำเข้าบัญชีส่วนตัวของนายธีรัชชานนท์ หน้า 16 ข่าวเจาะ ประชาชาติฯ ทลายเครือข่าย "ปิคนิค" ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 04 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3702 (2902) กรณีคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวโทษต่อกรมสืบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เอาผิดนายธีรัชชานนท์ และ นางสาวสุภาพร ลาภวิสุทธิสิน 2 ผู้บริหาร บริษัท ปิคนิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบุคคลเกี่ยวข้องอีก 8 คน เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2548 ใน 2 กรณี 1.ทำสัญญาและรับรู้รายได้จากการให้เช่าถังก๊าซแก่โรงบรรจุแก๊ส 10 แห่งที่มีความสัมพันธ์กับผู้บริหารบริษัทปิคนิคฯ ทำให้รายได้และกำไรสูงกว่าความเป็นจริง 2.กรณีจัดทำเอกสารและบัญชีไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการทำสัญญาให้กู้ยืมเงินแก่นิติบุคคลอื่น 2 ราย จำนวน 85 ล้านบาท กรณีแรก มีผู้ถูกกล่าวหาในข้อหาให้การ สนับสนุนและเป็นผู้ช่วยเหลือนายธีรัชชานนท์ และ นางสาวสุภาพร จำนวน 7 คน ได้แก่ นายอนุกูล ตั้งเรืองเกียรติ นายพิริยะ ถาวร นายเฉลิมชัย ชุบผา นางสาวนุชนาฎ ปริกสุวรรณ นายปรเมษ ลอองสุวรรณ นายทวีทรัพย์ เกริกเกียรติศักดิ์ และ นายกฤษณ์ โปรยเจริญ ทั้ง 7 คนเป็นกรรมการ โรงบรรจุแก๊สที่ลงนามในสัญญาเช่าถัง ก๊าซกับบริษัทปิคนิคฯ กรณีที่สอง มีผู้ถูกกล่าวหาให้การสนับสนุนช่วยเหลือ 1 คน คือ นายพินิจ พุทธศาสตร์ พลิกปูมแกะรอย "วิคแฟร์" ความจริงการทำธุรกิจแบบมีเงื่อนงำของ "กลุ่มปิคนิค" ถูก "ประชาชาติธุรกิจ" ตั้งข้อสังเกตมาตั้งแต่กรณีบริษัทปิคนิคฯซื้อบริษัท เอส.เอส.ซี.เปโตร ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ตั้งแต่ฉบับวันที่ 24-27 มีนาคม 2548 แล้ว ในครั้งนั้น "ประชาชาติฯ" ตรวจพบว่า การซื้อขายกระทำผ่านบริษัท วิคแฟร์ จำกัด ซึ่งจดทะเบียนจัดตั้งอยู่บนเกาะบริติชเวอร์จิ้น และโยงใยกับกลุ่มเอ็มพีของ นายวัฒนา อัศวเหม ครั้น ก.ล.ต.ตรวจพบความผิดปกติกรณีงบการเงินของบริษัทปิคนิคฯ "ประชาชาติฯ" ตรวจสอบพบว่าบุคคลทั้ง 7 เป็นเจ้าของโรงบรรจุแก๊สอย่างมีเงื่อนงำนับสิบโรงมูลค่าพันล้านบาท และมีความสัมพันธ์กับบริษัทปิคนิคฯทั้งโดยตรงและโดยอ้อม เช่น เป็นลูกจ้าง เป็นทนายความของบริษัทปิคนิคฯ ขณะเดียวกัน เมื่อลงพื้นที่ตรวจสอบ "ที่อยู่" ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด พบความผิดปกติ บางคนไม่น่าจะเป็นเจ้าของหุ้นโรงบรรจุแก๊สได้ เช่น บ้านของนายกฤษณ์ โปรยเจริญ เป็นเพียงทาวน์เฮาส์ขนาดเล็ก หรือบ้านของ นายพิริยะ ถาวร ใน จ.สมุทรปราการ เป็นต้น เปิดโฉมหน้า 7 คนใกล้ชิด ข้อมูลที่ "ประชาชาติฯ" ตรวจสอบพบการถือหุ้น/เป็นกรรมการโรงบรรจุแก๊สของบุคคลทั้ง 7 มีดังนี้ คนแรก นายเฉลิมชัย ชุบผา ชื่อเดิม "ศิริชัย" มีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 191 หมู่ 10 ต.บ้านกลาง อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ ย้ายเข้ามาอยู่บ้านเลขที่ 90/105 หมู่ 5 ต.บางชัน เขตคลองสามวา กรุงเทพฯ เมื่อปี 2542 ถือหุ้นโรงบรรจุแก๊สและร้านขายก๊าซ 18 แห่ง ได้แก่ 1.โรงบรรจุแก๊ส นครปฐม 199,996 หุ้น 2.โรงบรรจุแก๊ส ชลบุรี (หนองรี) 9,994 หุ้น (99%) 3.โรงบรรจุแก๊ส โพรงมะเดื่อ 4,996 หุ้น 4.โรงบรรจุแก๊ส ขลุง 9,994 หุ้น (99%) 5.โรงบรรจุแก๊ส แจ้งวัฒนะ 23 จำนวน 14,996 หุ้น 6.บริษัทปิคนิคออยล์ 1,400 หุ้น 7.บริษัท อุตสาหกรรม เอส ซี เอส จำกัด 199,996 หุ้น 8.บริษัท ลาดกระบังปิโตรเลี่ยม จำกัด 199,996 หุ้น 9.โรงบรรจุแก๊ส สุขสวัสดิ์ 26 จำนวน 9,994 หุ้น 10.บริษัท ปทุมเกตน์เทรดดิ้ง จำกัด 14,996 หุ้น (49%) 11.โรงบรรจุแก๊ส ยูนิเวอร์แซล 199,996 หุ้น (49%) 12.บริษัทแสงทองไทยผลิตถัง 99,940 หุ้น 13.โรงบรรจุแก๊ส สุรินทร์ 9,994 หุ้น (99%) 14. โรงบรรจุแก๊ส ธรรมศาลา 4,996 หุ้น 15.บริษัทสังข์อ่องก๊าซ 199,996 หุ้น 16.หจก.พันธ์รัฐค้าแก๊ส 17.หจก.วงษ์อู่ทองแก๊ส 18.หจก.พรปิยะแก๊ส ถือหุ้นในธุรกิจอื่นอย่างน้อย 5 แห่ง ได้แก่ 1.บริษัท ลาดกระบังสปินนิ่ง จำกัด 1,000 หุ้น (โรงงานทอผ้า) 2.บริษัท ซัน เมแท็ลลิค เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด 9,994 หุ้น (99%) 3.บริษัท เอ ดี เอส อินเตอร์เทรดแอนด์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด 9,994 หุ้น (99%) 4.บริษัทยูเนียน เดคคอร์ 9,994 หุ้น (99%) 5.บริษัท เจ.เจ.แลนด์ ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด เจ้าของตึกหลักสี่พลาซ่า 1,400,000 หุ้น จากทั้งหมด 7 ล้านหุ้น หุ้นละ 100 บาท เป็นเจ้าของร้านก๊าซที่เลิกกิจการไปแล้ว 8 แห่ง เป็นกรรมการ บริษัท เอแอนด์เอ แอพพาเรล จำกัด (ตัดเย็บเสื้อผ้า) บริษัท ซันเมแท็ลลิค เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (ค้าเครื่องจักร) เบ็ดเสร็จมูลค่าหุ้นที่นายเฉลิมชัยถือหุ้นประมาณ 261,226,200 บาท (ไม่รวมมูลค่าหุ้นใน ห้างหุ้นส่วนจำกัด 3 แห่ง) คนที่สอง นายพิริยะ ถาวร ปัจจุบันอายุ 40 ปี เกิดวันที่ 17 พฤศจิกายน 2508 พ่อชื่อโสภณ แม่ชื่อสมพร อยู่บ้านเลขที่ 1026/98 หมู่ที่ 12 เขตบางนา กรุงเทพฯ เป็นกรรมการโรงบรรจุก๊าซ 5 แห่ง ได้แก่ บริษัทปทุมเกตน์ เทรดดิ้ง โรงบรรจุแก๊สพรปิยะ โรงบรรจุแก๊สยูนิเวอร์แซล โรงบรรจุแก๊สสุขสวัสดิ์ 26 บริษัท ลาดกระบัง ปิโตรเลี่ยม จำกัด เป็นกรรมการโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าชื่อ บริษัท ยูเบส จำกัด และธุรกิจเช่าซื้อ 2 แห่ง ชื่อ บริษัท อยุธยาโฮลดิ้ง จำกัด และบริษัท เอสเซ็ท บิลเลี่ยน จำกัด นายพิริยะมีชื่อถือหุ้นในบริษัท ธีรพัฒน์ อินดัสตรีส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (ซึ่ง นายสุริยา ลาภ วิสุทธิสิน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เคยถือหุ้นอยู่ด้วย) คนที่สาม นายอนุกูล ตั้งเรืองเกียรติ ปัจจุบันอายุ 40 ปี เกิดวันที่ 6 กันยายน 2508 อยู่บ้านเลขที่ 570/9 ถ.เจริญกรุง เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ มีชื่อเป็นกรรมการ 10 แห่ง อาทิ บริษัท เจ. เจ. แลนด์ ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด บริษัท ลาดกระบัง สปินนิ่ง จำกัด บริษัท ลินโฮม มอร์ทเก็จ จำกัด และมีชื่อถือหุ้นมากกว่า 7 บริษัท มูลค่ากว่า 251 ล้านบาท คนที่สี่ นายกฤษณ์ โปรยเจริญ ปัจจุบันอายุ 28 ปี เกิดวันที่ 11 กันยายน 2519 พ่อชื่อศุภพล แม่ชื่อ อัมพร อยู่บ้านเลขที่ 310/184 ถนนรามคำแหง (สุขาภิบาล 3) แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กทม. นายกฤษณ์มีอาชีพทนายความอยู่ในบริษัทปิคนิคฯ เป็นกรรมการโรงบรรจุก๊าซ 3 แห่ง ได้แก่ เอ็น. พี. ปิโตรเลี่ยมแก๊ส โรงบรรจุแก๊ส นครปฐม โรงบรรจุแก๊สบุญเจริญ และเป็นกรรมการ บริษัท เอมมี่การ์เม้นท์ จำกัด ผลิต จำหน่ายเสื้อผ้าสำเร็จรูป ที่ตั้งเลขที่ 191 หมู่ที่ 10 ต.บ้านกลาง อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ และธุรกิจค้ารีสอร์ตใน จ.เชียงราย ทั้งนี้เฉพาะมูลค่าหุ้น 4 บริษัทกว่า 45 ล้านบาท นอกจากนี้ นายกฤษณ์ยังถือหุ้นในกลุ่มปิคนิคอีก 8 บริษัท อาทิ บริษัท เอส.เอส.วีเปรโตรปิโตรเลียม บริษัท ปิคนิคมารีน จำกัด เป็นต้น คนที่ห้า นายทวีทรัพย์ เกริกเกียรติศักดิ์ มีชื่อ เป็นกรรมการโรงบรรจุก๊าซ 2 แห่ง ได้แก่ บริษัท สังข์อ่องก๊าซ จำกัด (ราชาเทวะ จ.สมุทรปราการ) และโรงบรรจุแก๊ส สุรินทร์ จำกัด คนที่หก นายปรเมษ ลอองสุวรรณ มีชื่อเป็นกรรมการ โรงบรรจุก๊าซ 1 แห่ง คือ โรงบรรจุแก๊ส ธรรมศาลา คนที่เจ็ด นางสาวนุชนาฎ ปริกสุวรรณ มีชื่อเป็นกรรมการโรงบรรจุก๊าซ 2 แห่ง ได้แก่ โรงบรรจุแก๊ส ขลุง จำกัด และโรงบรรจุแก๊ส โพรงมะเดื่อ จำกัด "ประชาชาติฯ" ตรวจสอบพบบุคคลในเครือข่ายปิคนิคอีกหลายคน อาทิ นายนิพนธ์ ละครวงษ์ เป็นกรรมการ โรงบรรจุแก๊ส เทพารักษ์ ถือหุ้นร้านขายก๊าซ หจก.พงศ์สวัสดิ์แก๊ส และวงษ์อู่ทองแก๊ส ปั๊มน้ำมัน 2 แห่ง ชื่อบริษัท เอส.แอล.นอร์ท เพทโทรล ซัพพลาย จำกัด บริษัท เอส.แอล.นอร์ท อีสต์ เพทโทรล ซัพพลาย จำกัด ซึ่งเพิ่งก่อตั้งวันที่ 28 กันยายน 2547 และโรงงานผลิตถุงมือ ชื่ออะบิลลิทิ ซัพพลาย น.ส.ศศิเกตุ สุทธิพงษ์ เป็นเจ้าของหุ้น บริษัท ธีรพัฒน์อินดัสตรีส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด 399,994 หุ้น บริษัท อุตสาหกรรม เอส ซี เอส จำกัด 28,000 หุ้น บริษัทแสงทองไทยค้าถัง 10 หุ้น รวมมูลค่า 42.8 ล้านบาท และมีชื่อเป็นกรรมการบริษัท 2 แห่ง บริษัท อุตสาหกรรม เอส ซี เอส จำกัด และบริษัท ธนสินประกันภัย จำกัด (มหาชน) ซึ่งแปรสภาพมาจากบริษัท พัชรประกันภัย จำกัด นายศรายุทธ การวิวัฒน์ ถือหุ้นในบริษัทธีรพัฒน์อินดัสตรีส์ จำกัด 70,000 หุ้น และโรงบรรจุแก๊ส ขลุง 2,995 หุ้น รวม 7.2 ล้านบาท เป็นต้น เจาะธุรกรรม 30 ล้าน ถัดมา "ประชาชาติฯ" เจาะข้อมูลการทำ ธุรกรรมของนายธีรัชชานนท์ และนางสาวสุภาพร ลาภวิสุทธิสิน พบกรณีถอนเงิน 30 ล้านบาทจากบัญชีนายธีรัชชานนท์เข้าบัญชีเครือข่ายคนใกล้ชิดกว่า 15 คน ซึ่งโยงใยไปถึงธุรกิจค้าน้ำมัน 19 บริษัทของบุคคลในเครือข่ายปิคนิคอีกด้วย ทั้งหมดคือการแกะรอยธุรกรรมอันพิสดารของเครือข่าย "ปิคนิค" ก่อนที่จะถูกเชือดในห้วงถัดมา หน้า 8 ชำแหละ"ปิคนิค" โต3เท่า ของจริงหรือภาพ "ลวงตา"? โดย เศรษฐ์ สันติ psanti@matichon.co.th มติชนรายวัน วันที่ 04 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9977 1 ในหนังสือรายงานประจำปี 2547 ของบริษัท ปิคนิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) ได้รายงานฐานะการเงินของบริษัทไว้อย่างน่าสนใจ เนื่องจากมีอัตราการเติบโตสูงมากเมื่อดูจากสินทรัพย์รวม กล่าวคือ ปิคนิคมีสินทรัพย์รวมประมาณ 12,808.47 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับสิ้นปี 2546 ซึ่งมีมูลค่า 4,492.93 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้น 8,315.54 ล้านบาท ถ้าพูดภาษาชาวบ้านต้องบอกว่าเติบโตเกือบ 3 เท่าตัว(ประมาณ 2.8 เท่า) รายงานของปิคนิคระบุว่า การเพิ่มของสินทรัพย์ดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งถังบรรจุแก๊ส ลูกหนี้การค้าทั้งของปิคนิคเองและบริษัทย่อยซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 1.ลูกหนี้การค้า เนื่องจากยอดการค้าสุทธิเพิ่มขึ้น ส่งผลให้มีลูกหนี้การค้าเพิ่มขึ้นจาก 1,014.67 ล้านบาท ในปี 2546 เป็น 2,376.35 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้นกว่า 1,361 ล้านบาท 2.การเพิ่มขึ้นของที่ดิน อาคารและอปุกรณ์จาก 1,334.39 ล้านบาทในปี 2546 เป็น 5,247.98 ล้านบาทในปี 2547 หรือเพิ่มขึ้นกว่า 3,913.5 ล้านบาท 3.ค่าความนิยมของบริษัทเวิลด์แก๊สและบริษัทย่อย 1,020.43 ล้านบาท 4.เงินค่ามัดจำซื้อถังบรรจุแก๊สที่เพิ่มขึ้นจากปี 2546 962.67 ล้านบาท เนื่องจากปิคนิคไปว่าจ้างก่อสร้างถังบรรจุแก๊สเป็นจำนวนมากโดยอ้างว่า เพื่อรองรับปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น 2 ด้านรายได้ของปิคนิคก็เติบโตไม่แพ้สินทรัพย์ที่กระโดดพรวดพราดกล่าวคือ ปิคนิคมีรายได้เท่ากับ 7,023 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าตัวเมื่อเทียบกับปี 2546 ที่มีรายได้เพียง 2,363.74 ล้านบาท รายได้จากการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นนั้น ปิคนิคอ้างว่ามาจาก 1.การขยายตัวจากการค้าแก๊สเพิ่มจาก 2,095 ล้านบาท เป็น 3,541 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นถึง 1,446 ล้านบาท 2.รายได้ทางด้านวิศวกรรมก่อสร้างเพิ่มขึ้นจาก 239 ล้านบาท เป็น 1,466 ล้านบาท 3.บริษัทรับรู้รายได้จากการลงทุนในบริษัทย่อย SSC ซึ่งดำเนินธุรกิจแก๊สในเวียดนาม 810 ล้านบาท และรับรู้รายได้จากเวิลด์แก๊ส 809 ล้านบาท 4.รับรู้รายได้จากธุรกิจน้ำมัน 397 ล้านบาท 5.รายได้อื่น รวมจากค่าเช่าถังแก๊สที่เปลี่ยนจากระบบมัดจำมาเป็นค่าเช่าจากบริษัทโรงบรรจุแก๊สในเครือข่าย 10 แห่ง 178.44 ล้านบาท ฯลฯ 3 ถ้าดูเฉพาะรายงานฐานะการเงินของปิคนิคจากรายงานประจำปี ก่อนที่จะมีคำสั่งของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.)เข้าตรวจสอบและสั่งให้แก้ไขงบการเงินแล้ว นักลงทุนอาจเห็นว่า หุ้นปิคนิคน่าลงทุน เพราะมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างมากมายและมีกำไรเพิ่มอย่างมากจาก 265.39 ล้านบาทในปี 2546 เป็น 735.39 ล้านบาทในปี 2547 หรือเกือบ 3 เท่าตัว แต่หลังจากที่สำนักงาน ก.ล.ต.ให้ผู้ตรวจสอบบัญชีเข้าไปตรวจสอบพิเศษแล้วกลับพบว่า มีจุดพิรุธน่าสงสัยว่า ข้อมูลข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่ในงบการเงินของปิคนิคเป็นความจริงมากน้อยขนาดไหน 1.ที่ไม่ต้องพิสูจน์และมีความชัดเจนแล้วคือ รายได้ในปี 2547 ที่ผู้ตรวจสอบบัญชีให้ตัดออก 500 ล้านบาท จากค่าเช่าถังแก๊สจากบริษัทโรงบรรจุแก๊ส 10 แห่งในเครือข่าย(ก่อตั้งโดยกลุ่มพนักงานบริษัท ยูเนียนแก๊ส แอนด์เคมิคอลส์ ประมาณ 9 คนซึ่งถูกร้องทุกข์กล่าวโทษว่าสนับสนุนการกระทำความผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์)จำนวน 178.44 ล้านบาท และค่าแก๊สที่ขายให้แก่โรงบรรจุแก๊สเหล่านี้ 10 แห่ง 300 ล้านบาท ทำให้รายกำไรลดลงจาก 735 ล้านบาทเหลือ 235 ล้านบาท ทำให้กำไรน้อยกว่าปี 2546 จำนวน 30 ล้านบาท ประเด็นนี้สำนักงาน ก.ล.ต.ร้องทุกข์กล่าวโทษนายธีรัชชานนท์ และ น.ส.สุภาพร ลาภวิสุทธิสิน กรรมการผู้จัดการและรองกรรมการผู้จัดการปิคนิคในข้อหาตกแต่งและลงข้อความเท็จในบัญชี ฝ่าฝืน พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯมาตรา 312 2.ยอดขายแก๊สที่อ้างว่า สูงถึง 3,541 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นถึง 1,446 ล้านบาทนั้น ปรากฏว่า เป็นการขายแก๊สในราคาสูงกว่าปกติ(ท้องตลาด กก.ละ 3 บาท)ให้แก่โรงบรรจุแก๊ส 10 แห่งในเครือข่ายของปิคนิคเป็นมูลค่าเกือบ 2,400 ล้านบาทหรือคิดเป็นเกือบ 70% ของยอดขายแก๊สทั้งหมด(ยังไม่ได้ตรวจโรงบรรจุแก๊สอีก 8 แห่ง) ประเด็นนี้ยังมีข้อสงสัยว่า ธุรกรรมการขายแก๊สประมาณ 2,400 ล้านบาทนั้นเกิดขึ้นจริงหรือไม่ เป็นเพียงการปั้นตัวเลขให้ดูสูงเพื่อให้ปิคนิคมีรายได้สูงเกินจริงเหมือนกับกรณีค่าเช่าถังแก๊สหรือไม่ ประเด็นนี้สำนักงาน ก.ล.ต.กำลังตรวจสอบข้อมูลอย่างขะมักเขม้น ถ้าพบหลักฐาน อาจเข้าข่ายความผิดเช่นเดียวกับค่าเช่าถังแก๊ส(มาตรา 312 แห่ง พ.ร.บ.หลักทรัพย์) 3.ปิคนิคซื้อถังบรรจุแก๊สขนาดเล็กจากบริษัท แสงทองไทยผลิตถัง(กลุ่มเดียวกับผู้ก่อตั้งโรงบรรจุแก๊ส 18 แห่ง) เป็นเงินถึง 1,321 ล้านบาท ปรากฏว่า มีการนำไปลงในงบดุลเป็นสินทรัพย์ถาวรของปิคนิค ทั้งๆ ที่ผู้ตรวจสอบบัญชีซึ่งตรวจเป็นกรณีพิเศษไม่สามารถตรวจสอบได้ว่ามีถังบรรจุแก๊สจำนวนดังกล่าวจริงหรือไม่ เพราะบริษัทผู้ผลิตมิได้ส่งมอบถังให้แก่ปิคนิคโดยตรง แต่ให้โรงบรรจุแก๊สรับถังแทน แต่อ้างว่า ไม่มีหลักฐานหรือทะเบียนคุมจำนวนถังแก๊สดังกล่าว ถ้ามีการตัดรายงานสินทรัพย์รายนี้อีกกว่า 1,000 ล้านบาท จะทำให้สินทรัพย์ของปิคนิคลดลงกว่า 1,200 ล้านบาท 4.จ้างบริษัทสร้างถังบรรจุแก๊สขนาดใหญ่จาก หจก.แห่งหนึ่งโดยปิคนิคจ่ายเงินไปแล้ว 852 ล้านบาท แต่คู่ค้าส่งมอบถังให้เพียง 160 ล้านบาท ยังเหลือมากถึง 692 ล้านบาท ต่อมามีการยกเลิกสัญญาผลิตถังเหล่านี้ทั้งหมด ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ รายงานนี้มีการลงรายการทรัพย์สินในสินทรัพย์ถาวรเช่นกัน ทั้งๆ ที่ยังมิได้รับถัง หากตัดรายการสินทรัพย์ส่วนนี้ออกจะทำให้สินทรัพย์ลดลงอีกหรือไม่ 5.ค่าความนิยมในการซื้อบริษัทเวิลด์แก๊สและบริษัทย่อย 1,020.43 ล้านบาท(บริษัทเวิลด์แก๊สมีสินทรัพย์เพียง 400 ล้านบาท แต่ปิคนิคซื้อมาในราคากว่า 1,400 ล้านบาท อ้างว่าอีกประมาณ 1,000 ล้านบาท เป็นค่าความนิยม) ซึ่งสำนักงาน ก.ล.ต.กำลังสั่งให้ตรวจสอบ ถ้าพบว่า ค่าความนิยมมิได้สูงอย่างที่อ้าง ต้องถูกตัดออกจากสินทรัพย์ของบริษัท ประเด็นอยู่ที่ว่า การทำให้สินทรัพย์ของปิคนิคสูงกว่าปกติเช่นนี้(จริง?)ทั้งกรณีการซื้อถังและค่าความนิยมเข้าข่ายความผิดมาตรา 312 หรือไม่ 6.การสร้างภาพ(?)ว่าปิคนิคมีรายได้สูงและสินทรัพย์เป็นจำนวนมาก เพื่อหวังผลอะไร ต้องการล่อแมลงเม่าให้เข้ามาลงทุนมากๆ ใช่หรือไม่ เพราะในช่วงที่ผ่านมา หุ้นปิคนิคมีราคาขึ้นลงอย่างหวือหวาและมีการซื้อขายอย่างหนาแน่น เป็นไปได้หรือไม่ว่า การสร้างภาพว่าบริษัทมีผลประกอบการดีเกินจริงเพื่อให้ง่ายต่อการผลักดันให้ราคาหุ้นสูงเกินจริง ซึ่งอาจเข้าข่ายอำพรางการซื้อขายหุ้นตามมาตรา 243 4 ด้านหนี้สิน ปิคนิคที่มีหนี้สินที่เพิ่มขึ้นในอัตราเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าตัวเช่นกัน โดยสิ้นปี 2547 มีหนี้สิน 8,759.55 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากปี 2546 ที่มีหนี้สินอยู่ 2,657 ล้านบาทถึง 6,102 ล้านบาท ทั้งนี้ เงินกู้ยืมระยะยาว 1,530.59 ล้านบาท เงินกู้ระยะสั้นมีถึง 3,369.48 ล้านบาท ในจำนวนเงินกู้ทั้งหมดนี้ เมื่อสิ้นไตรมาสที่ 1 ปี 2548 ปรากฏว่า เหลือเงินกู้ระยะสั้นที่ปิคนิคออกเป็นตั๋วแลกเงินขายลดให้แก่บริษัทจัดการกองทุน(บลจ.)รวมสี่แห่ง เป็นเงิน 2,525 ล้านบาท(ลดจาก 2,650 ล้านบาทเมื่อสิ้นปี 2547) ซึ่งมีอายุไถ่ถอนระหว่างไตรมาสที่สอง-ไตรมาสสี่ในปี 2548 ดังนั้น ประชาชนที่จะซื้อหน่วยลงทุนจาก บลจ.ใดให้ตรวจสอบให้ดีว่า บลจ.ดังกล่าวซื้อตั๋วแลกเงินของปิคนิคไว้หรือไม่ นอกจากนั้น ยังพบว่า ในสิ้นไตรมาสที่ 1 ปิคนิคได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่ธนาคาร 6 แห่ง เป็นเงินรวม 1,249 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2547 ที่มี 718 ล้านบาท) มีกำหนดชำระคืนภายใน 2548 การกู้ยืมดังกล่าวมีการจดจำนองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างและจำนำหุ้นสามัญของบริษัทย่อยและเงินฝากประจำของบริษัท ประเด็นนี้ การตรวจสอบน่าจะเป็นของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ว่า หลักทรัพย์ในการค้ำประกันคุ้มมูลหนี้หรือไม่ มิเช่นนั้นอาจเกิดปัญหาเช่นเดียวกับธนาคารกรุงไทย หนี้ระยะสั้นอีกรายคือ การออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่คู่ค้าสองราย วงเงิน 759 ล้านบาทอาวัลโดยธนาคารสี่แห่ง เพื่อใช้ซื้อถังเปล่าบรรจุแก๊ส ถึงกำหนดชำระคืนภายในไตรมาสที่สามของปี 2548 จากรายงานของผู้ตรวจสอบบัญชีล่าสุดพบว่า ถังแก๊สที่อ้างว่า ซื้อมานั้นอยู่ที่ไหนไม่สามารถตรวจสอบได้ จึงไม่รู้ว่ามีตัวตนจริงหรือ ขณะที่อีกรายหนึ่งส่งมอบถังให้เพียงส่วนเดียว แต่ดันจ่ายเงินไปหมดแล้ว จึงไม่รู้ว่าความเสี่ยงตกอยู่ที่ผู้อาวัลคือ ธนาคารหรือไม่ ด้านเงินกู้ระยะยาวจากนั้นจนถึงสิ้นไตรมาสที่ 1 ปี 2548 ปรากฏว่า มีเงินกู้จากธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งเป็นเงินประมาณ 1,700 ล้านบาท ซึ่งเมื่อเกิดปัญหาขึ้นจากที่สำนักงาน ก.ล.ต.ตรวจพบ ธปท.ควรเข้าไปตรวจสอบการกู้เงินดังกล่าว เพื่อมิให้มีปัญหาเกิดขึ้นในภายหลัง 5 จากข้อมูลทั้งหมดข้างต้นชี้ให้เห็นว่า ฐานะการเงินของปิคนิคที่แท้จริงเป็นอย่างไร ตัวเลขในงบการเงินที่แสดงต่อสาธารณะในรายงานประจำปี 2547 เป็นของจริงแท้หรือเป็นข้อมูลที่ถูกปั้นขึ้นเพื่อสร้างภาพลวงตาให้แมลงเม่าทั้งหลายบินเข้าไปติดกับ เพื่อที่จะได้เป็นแหล่งแสวงหาผลประโยชน์ของนักการเมืองและผู้มีอำนาจ? หน้า 20 ปริศนาเงิน 463 ล้านบาท ปิคนิคปล่อยกู้ เครือข่ายบริษัท"ห้องแถว" รายงาน มติชนรายวัน วันที่ 06 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9979 แม้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) ร้องทุกข์กล่าวโทษนายธีรัชชานนท์ ลาภวิสุทธิสิน อดีตกรรมการผู้จัดการบริษัท ปิคนิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) และ น.ส.สุภาพร ลาภวิสุทธิสิน รองกรรมการผู้จัดการ โดยกล่าวหาว่าทุจริตต่อหน้าที่เบียดบังทรัพย์สินของบริษัทมหาชน เนื่องจากบุคคลทั้งสองเป็นผู้ลงนามในสัญญาเงินกู้ให้แก่นิติบุคคล 2 ราย เป็นเงินรวมประมาณ 463.2 ล้านบาท และมีการนำเช็คสั่งจ่ายให้แก่นิติบุคคลทั้งสองเป็นเงิน 85 ล้านบาท เข้าบัญชีส่วนตัวนายธีรัชชานนท์(นายธีรัชชานนท์อ้างว่านำเงินคืนให้แก่ปิคนิคแล้ว) แต่ยังมีปริศนาว่า เงินกู้ส่วนที่เหลืออีก 378.2 ล้านบาทถูกนำไปใช้อะไร ที่ไหน อย่างไร หรือตกอยู่ในมือใคร มีความเสี่ยงขนาดไหน ใครจะเป็นผู้ตรวจสอบ จากหลักฐานที่ ก.ล.ต.ใช้ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อสำนักงาน ก.ล.ต.นั้น ระบุว่า เงินกู้ 463.2 ล้านบาท แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกปิคนิคปล่อยกู้ให้แก่ หจก.อรอุมาการก่อสร้าง 77 ล้านบาท(ลงนามในสัญญาเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2547) แบ่งออกเป็น 2 งวด งวดแรก 60 ล้านบาท งวดที่สอง 17 ล้านบาท ปรากฏ เงินงวดแรก 60 ล้านบาท เช็คถูกนำเข้าบัญชีส่วนตัวนายธีรัชชานท์ ส่วนที่สอง ปิคนิคปล่อยกู้ให้แก่บริษัท พี.ไพรส์ ซัพพลายส์ แอนด์ คอนสตรัคชั่นส์ 378.2 ล้านบาท(ลงนามในสัญญาเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2547) ปรากฏว่า เงินงวดที่ 7 เป็นเช็คลงวันที่ 2 กันยายน 2547 จำนวน 25 ล้านบาท ถูกนำเข้าบัญชีส่วนตัวนายธีรัชชานนท์ แต่ ก.ล.ต.ยังมิได้ตรวจสอบว่า เงินส่วนที่เหลืออีก 386.2 ล้านบาทไปอยู่ที่ไหน อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบทั้งจากเว็บไซต์บิสสิเนส ออนไลน์และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่า หจก.อรอุมาการก่อสร้าง จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2544 มี น.ส.อรอุมา แย้มเงิน เป็นผู้จดทะเบียนจัดตั้งและผู้มีอำนาจตาม สบช.3 หจก. หุ้นส่วนประกอบด้วย นายละออง ฉายแม้น และนายกิตติ พิระคำ มีที่ตั้งอยู่ที่ 399/80 หมู่ 4 แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กทม. 10210 ช่วงที่ปิคนิคลงนามในสัญญาให้กู้ยืมเงินถึง 77 ล้านบาท หจก.อรอุมาการก่อสร้างมีทุนจดทะเบียนเพียง 5 แสนบาท เพิ่งมาเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 10.2 ล้านบาท เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2547(หลังจากได้กู้ยืมเงินเกือบ 5 เดือน) สำหรับผลประกอบการ พบว่าในปี 2544 หจก.มีรายได้เพียง 174,626 บาท ขาดทุน 138,601 บาท ปี 2545 มีรายได้ 13.2 ล้านบาท กำไร 200,000 บาทเศษ ในช่วงที่สำนักงาน ก.ล.ต.เข้าตรวจสอบเรื่องนี้ น.ส.อรอุมาได้ให้ปากคำแก่เจ้าหน้าที่ว่า ได้ขายหุ้นของ หจก.ดังกล่าวให้แก่บุคคลกลุ่มหนึ่งที่มีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้บริหารปิคนิค ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่านายละออง ฉายแม้น เคยเป็นหรือเป็นพนักงานของบริษัท ยูเนียนแก๊ส แอนด์ เคมีคอลส์?(ของครอบครัวลาภวิสุทธิสิน) ในการตรวจสอบเรื่องนี้ ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังที่ตั้งของ หจก.อรอุมาการก่อสร้าง ซึ่งแจ้งต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่าบ้านเลขที่ 399/80 (ซอยแจ้งวัฒนะ 6) หมู่ที่ 4 แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กทม. พบว่าเป็นเพียงเรือนแถวชั้นเดียว สภาพค่อนข้างเก่า ภายในบ้านตากเสื้อผ้าระเกะระกะ และไม่มีคนอยู่ในบ้านในช่วงเวลานั้น ซึ่งเรือนแถวในบริเวณใกล้เคียงก็มีสภาพไม่แตกต่างกัน เมื่อสอบถามจากชาวบ้านบริเวณใกล้เคียง ไม่มีใครทราบว่าเป็นที่ตั้งของ หจก.อรอุมาการก่อสร้าง ทราบว่าเป็นเพียงบ้านให้เช่าเท่านั้น ส่วนบริษัท พี.ไพรส์ ซัพพลายส์ฯ จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2546 ตั้งอยู่ที่ 25/11 ถนนริมคลองแสนแสบ แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กทม. 10310 ทำธุรกิจติดตั้งท่อส่งแก๊ส-น้ำมัน มีนายพินิจ พุทธศาสตร์(ถูก ก.ล.ต.กล่าวโทษว่าเป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิดของนายธีรัชชานนท์และ น.ส.สุภาพร) เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ ในช่วงที่บริษัทปิคนิคให้กู้เงิน 386.2 ล้านบาท มีทุนจดทะเบียนเพียง 1 ล้านบาท เพิ่งมาเพิ่มทุนเป็น 20 ล้านบาท เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2548(ช่วงที่ ก.ล.ต.เริ่มเข้าตรวจสอบ) โดยในปี 2546 บริษัทมีสินทรัพย์รวมเพียง 989,502 บาทเท่านั้น นอกจากนั้นผลประกอบการในปี 2546 ยังมีรายได้เพียง 1.498 ล้านบาท ขาดทุน 75,000 บาท ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปตรวจสอบสถานที่ตั้งของบริษัท พี.ไพรส์ ซัพพลายส์ฯ ซึ่งแจ้งไว้แก่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเช่นกัน พบว่าเป็นเพียงอาคารพาณิชย์ 4 ชั้น ด้านหน้ามีบานประตูปิดลงมาครึ่งหนึ่ง ไม่มีป้ายบ่งบอกชื่อบริษัท ภายในอาคารมีช่างกำลังปรับปรุงภายใน สอบถามช่างที่กำลังตกแต่งได้ความว่า เป็นที่ตั้งบริษัท พี.ไพรส์ ซัพพลายส์ฯ แต่ขณะนี้บริษัทย้ายไปอยู่ที่อื่น แต่ไม่ทราบว่าอยู่ที่ไหน เมื่อปรับปรุงเสร็จจึงจะย้ายกลับมา ในการตรวจสอบสำเนาบัญชีผู้ถือหุ้นล่าสุดของบริษัท พี.ไพรส์ ซัพพลายส์ฯเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2548 พบว่านอกจากมีนายพินิจ พุทธศาสตร์ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ จำนวน 1,999,994 หุ้น จากทั้งหมด 2 ล้านหุ้นแล้ว ที่เหลืออีก 6 คน ถือรายละ 1 หุ้น ประกอบด้วย นางนุจนารถ พุทธศาสตร์, นายนิพนธ์ ละครวงษ์, นายนิวัติ วงษ์อู่ทอง, นายสำลี อินโสภา, นายสง่า ทองจันทร์ และนางทิตยาภรณ์ ทาบทอง ทั้งนี้ ในจำนวนผู้ถือหุ้น 6 คนดังกล่าว นายนิพนธ์ ละครวงษ์ เป็นผู้ที่น่าสนใจที่สุด เพราะนายนิพนธ์ยังเป็นกรรมการในบริษัทโรงบรรจุแก๊สเทพารักษ์ และ หจก.วงษ์อู่ทอง แก๊ส ซึ่งมีนายเฉลิมชัย ชุบผา(ถูกสำนักงาน ก.ล.ต.ร้องทุกข์กล่าวโทษว่าสนับสนุนและอำนวยการความสะดวกในการกระทำผิดแตกแต่งและลงข้อความเท็จในบัญชี ฝ่าฝืน พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ มาตรา 312) เป็นกรรมการและหุ้นส่วนร่วมอยู่ด้วย นอกจากนั้น บริษัท โรงบรรจุแก๊สเทพารักษ์ยังเป็นหนึ่งในโรงบรรจุแก๊ส 18 บริษัทที่ ก.ล.ต.ระบุว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้บริหารปิคนิคเนื่องจากกรรมการและผู้ก่อตั้งรวม 9 คน เป็นหรือเคยเป็นพนักงานในบริษัท ยูเนียนแก๊สฯด้วย นอกจากนั้น นายนิพนธ์ยังเป็นกรรมการร่วมกับนายเฉลิมชัยในบริษัทอื่นๆ อีก 3 บริษัท เช่น อะบิลลิทิ ซัพพลาย บริษัท เอส แอล นอร์ธ เพทโทรล ซัพพลาย ขณะที่นายนิวัติ วงษ์อู่ทอง ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นบริษัท พี.ไพรส์ ซัพพลายส์ฯอีกคนหนึ่ง เป็นผู้มีอำนาจตาม สบช.3 ในการจัดตั้ง หจก.วงษ์อู่ทอง ร่วมกับนายนิพนธ์ ละครวงษ์ และนายเฉลิมชัย ชุบผา ด้วย ประเด็นที่ชี้ให้เห็นนายนิพนธ์ยังเป็น "ตัวเชื่อม" ที่สำคัญให้เห็นถึงการโยงใยในเครือข่ายถึงนักการเมืองบางคนคือ สำเนาบัญชีผู้ถือหุ้นบริษัท พี.ไพรส์ ซัพพลายส์ฯ ที่ระบุว่า นายนิพนธ์ ละครวงษ์ อยู่บ้านเลขที่ 1092 ถนนทรงวาด แขวงจักรวรรดิ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร 10100 ซึ่งจากการตรวจสอบจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่าที่อยู่ดังกล่าวเป็นที่อยู่เดียวกับ น.ส.อรสา กาญจนชูศักดิ์ ผู้มีอำนาจตาม สบช.3 ของห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล เอี๊ยบตงจั่น เป็นที่รู้กันว่า ห้างหุ้นส่วนฯแห่งนี้เป็นของตระกูลกาญจนชูศักดิ์ โดยมีผู้เป็นหุ้นส่วน 4 คน ประกอบด้วย นางฉลวย กาญจนชูศักดิ์, นายส่ง กาญจนชูศักดิ์, น.ส.อรวรรณ กาญจนชูศักดิ์ ประธานบริษัท เจ.เจ.แลนด์ เดเวลอปเมนท์(มีนายอนุกูล ตั้งเรืองเกียรติ เป็นกรรมการผู้จัดการและถูกสำนักงาน ก.ล.ต.ร้องทุกข์กล่าวโทษฐานผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวกด้วยในการแตกแต่งบัญชีฯ), นางอรทัย ฐานะจาโร(กาญจนชูศักดิ์) เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และ น.ส.อรสา กาญจนชูศักดิ์ ตามข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุว่า ห้างหุ้นส่วนฯเอี๊ยบตงจั่นตั้งอยู่เลขที่ 1008-1016 ถนนทรงวาด แขวงจักรวรรดิ ซึ่งเป็นที่ตั้งเดียวกับบริษัทอีกหลายบริษัทของตระกูลกาญจนชูศักดิ์ เช่น บริษัท อี.ที.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนลเทรดดิ้ง, บริษัท อี.ที.ซี.เอี๊ยบตงจั่น ฯลฯ สำหรับบริษัท เจ.เจ.แลนด์ฯนั้น ตระกูลลาภวิสุทธิสิน เป็นผู้ก่อตั้งและนางอรวรรณ กาญจนชูศักดิ์ เคยเป็นผู้ถือหุ้น ก่อนที่หุ้นทั้งหมดจะถูกถ่ายโอนไปให้แก่นายอนุกูล ตั้งเรืองเกียรติ ซึ่งเคยเป็นตัวแทนของนายสุริยา ลาภวิสุทธิสิน(ขณะนั้นยังมิได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์) ไปมอบเงินบริจาค 1 ล้านบาท ให้แก่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในนามบริษัท เจ.เจ.แลนด์ฯ เมื่อปลายปี 2547 แม้ข้อมูลทั้งหมดนี้ยังไม่สามารถบ่งบอกได้ว่า เงิน 378.2 ล้านบาท มีเส้นทางเดินไปสิ้นสุด ณ ที่ใด แต่ถ้าต้องการติดตามอย่างจริงจังก็คงไม่ยากเกินความสามารถของกรมสอบสวนคดีพิเศษและ ก.ล.ต.อย่างแน่นอน หน้า 20 ยังคาใจกรณีปิคนิค คอลัมน์ จอดป้ายประชาชื่น โดย เศรษฐ สันติ psanti@matichon.co.th มติชนรายวัน วันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9984 การที่บริษัทปิคนิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) จะเพิ่มทุนกว่า 2,000 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้ในการชำระหนี้ระยะสั้นกว่า 3,000 ล้านบาท เป็นทางออกหนึ่งที่มีอยู่ไม่มากนักในการแก้ไขปัญหาที่รุมเร้าอยู่ในขณะนี้ แต่ถ้าพิจารณาให้ดีแล้วทางออกดังกล่าวเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุและฉาบฉวย? การเชิญนายสุริยา ลาภวิสุทธิสิน อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ (ที่อ้างว่าไม่เคยมีหุ้นในปิคนิค และไม่เกี่ยวข้องในการบริหาร)มาเป็นประธานที่ปรึกษาหวังผลอะไร? หรือคิดว่า นายสุริยามีเครดิต (?) หรือความสามารถ (?) มากพอในการกอบกู้สถานการณ์ขาลง ไม่ว่าปิคนิคจะมีแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไรก็ตาม ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือ ต้องทำให้สาธารณชน(นักลงทุน?)เชื่อมั่นในความโปร่งใสในการบริหารจัดการบริษัทว่าไม่มีการทุจริต ยักย้ายถ่ายเทเงินของบริษัท หรือการทำธุรกรรมต่างๆ ต้องเป็นไปอย่างสมเหตุสมผล ผู้บริหารปิคนิคน่าจะทบทวนดูว่า ได้ทำสิ่งเหล่านี้ครบถ้วนหรือยัง ถ้าบริสุทธิ์ใจจริงการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสตรงไปตรงมา บางครั้งไม่จำเป็นต้องรอคำสั่งจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แต่สามารถชี้แจงต่อสาธารณชนได้เองโดยตรง จากการติดตามข้อมูลทั้งของ ก.ล.ต.-ตลาดหลักทรัพย์ และจากแหล่งต่างๆ แล้ว มีประเด็นที่ปิคนิค(รวมถึงตลาดหลักทรัพย์และ ก.ล.ต.ยังไม่สามารถให้ความกระจ่างได้) ดังนี้ 1.เงินกู้ที่ปิคนิคปล่อยกู้ให้แก่นิติบุคคล 2 แห่ง 463.2 ล้านบาท ในจำนวนนี้ 85 ล้านบาท ถูกนำเข้าบัญชีส่วนตัวนายธีรัชชานนท์ ลาภวิสุทธิสิน กรรมการผู้จัดการปิคนิค(ในขณะนั้น) ขณะที่เหลืออีก 378.2 ล้านบาท ยังไม่ทราบว่า ในที่สุดไปตกอยู่ในมือใคร หรือใครได้ประโยชน์จากเงินก้อนนี้ เพราะจากสภาพที่ตั้งของบริษัททั้งสองแห่งเป็นเพียงบ้านเช่า(หจก.อรอุมาการก่อสร้าง-ปิคนิคให้กู้ 77 ล้านบาท) อีกแห่งเป็นอาคารพาณิชย์ห้องเดียวที่กำลังปรับปรุง (บริษัท พี ไพรส์ซัพพลาย แอนด์คอนสตรัคชั่น-ปิคนิคปล่อยกู้ 386.2 ล้านบาท) นอกจากนั้นจากการตรวจสอบยังพบว่าหุ้นส่วน และผู้ถือหุ้นในบริษัทที่ปิคนิค ให้กู้ยังมีสายสัมพันธ์กับกลุ่มผู้ใกล้ชิดผู้บริหารปิคนิคอีกด้วย นายสุริยาอ้างว่า การที่ปิคนิคให้กู้เงิน ไม่ได้พิจารณาหรอกว่า บ้านเป็นอย่างไร เขาดูเครดิตของผลงานที่ทำ ไม่ใช่ใครจะมาเป็นซับคอนแทรกเตอร์ (ผู้รับเหมาช่วง) แล้วต้องมีบ้านใหญ่โต มันไม่ใช่สาระ เขาดูกันที่เพอร์ฟอร์มแมนซ์ (ความสามารถ) ถ้าเป็นอย่างที่นายสุริยาอ้างจริงก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะชี้แจงว่า นิติบุคคลทั้งสองแห่งมีเครดิตในเรื่องผลงาน มีความสามารถหรือศักยภาพอย่างไร เอาไปทำอะไร ปิคนิคถึงปล่อยกู้กว่า 460 ล้านบาท แล้วทำไมต้องชักค่าต๋งเข้ากระเป๋าผู้บริหารก่อน 85 ล้านบาท? 2.การซื้อ(ว่าจ้าง)ถังบรรจุแก๊สขนาดเล็กและขนาดใหญ่จากบริษัทและห้างหุ้นส่วนจำกัดขนาดใหญ่เป็นมูลค่ากว่า 2,600 ล้านบาท แบ่งเป็นถังแก๊สขนาดเล็ก 1,777 ล้านบาท ซึ่งผู้ตรวจสอบบัญชีปวดขมับเพราะไม่สามารถตรวจสอบได้ว่า ถังแก๊สเหล่านั้นอยู่ที่ไหน เนื่องจากบริษัทผู้ผลิตซึ่งมีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับโรงบรรจุแก๊สมิได้ส่งมอบถังแก๊สให้ปิคนิคโดยตรง แต่ส่งให้โรงบรรจุแก๊สแทน และไม่มีหลักฐานให้ตรวจสอบได้ว่า ถังแก๊สอยู่ที่ไหน ขณะที่การซื้อถังแก๊สขนาดใหญ่มูลค่า 891 ล้านบาท จ่ายเงินไปหมดแล้ว แต่ส่งมอบถังให้เพียง 270 ล้านบาท จนกระทั่งต้องมีการยกเลิกสัญญาในภายหลัง ประเด็นที่ผิดปกติทางการค้าคือ ยังมิได้รับสินค้า แต่ดันจ่ายเงินไปจนหมด! คำถามคือบริษัทผลิตถังแก๊สมีความสามารถพอในการผลิตถังแก๊ส (เล็ก) มูลค่าเกือบ 1,800 ล้านบาท ได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ เงินที่จ่ายไปแล้วไปหมุนอยู่ที่ไหน ใครได้รับประโยชน์? 3.ตัวเลขยอดขายแก๊สให้แก่โรงบรรจุแก๊สที่สัมพันธ์ใกล้ชิด 10 แห่ง ในราคาแพงกว่าท้องตลาดเป็นมูลค่าสูงถึง 2,400 ล้านบาท หรือเกือบ 70% ของยอดขายแก๊สของปิคนิค น่าพิจารณาว่า ตัวเลขเหล่านี้มีความสมเหตุสมผลหรือไม่ เป็นเพียงตัวเลขหรือมีการซื้อขายแก๊สกันจริง 4.ขณะที่ปิคนิคมีการเพิ่มทุนมากกว่า 1 เท่าตัว แต่ยังไม่สามารถบอกได้ว่า จะมีลู่ทางอย่างไรในการดำเนินกิจการ เพื่อให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้นจนคุ้มการลงทุน ซึ่งการจะตอบโจทย์ข้อสุดท้ายได้ ต้องตอบโจทย์ข้อ 1-3 ให้ชัดเจนเสียก่อน มิเช่นนั้นยังคงมีปัญหาคาใจที่จักต้องถาม ก.ล.ต.-ตลาดหลักทรัพย์ รวมถึงผู้บริหารปิคนิคอยู่ตลอดเวลา หน้า 20 แกะรอย"ปิคนิค" ซื้อถังแก๊ส1,777ล้านบาท ธุรกรรมปริศนา? โดย เศรษฐ์ สันติ psanti@matichon.co.th มติชนรายวัน วันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9991 1. เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา(วันที่ 15 กรกฎาคม) คณะกรรมการคดีพิเศษมีมติให้รับคดีที่ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษนายธีรัชชานนท์ ลาภวิสุทธิสิน อดีตกรรมการผู้จัดการ และ น.ส.สุภาพร ลาภวิสุทธิสิน รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทปิคนิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) picni และพวกรวม 10 รายว่ากระทำผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 เป็นคดีพิเศษซึ่งจะมีการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ของ ก.ล.ต.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเข้าร่วมสอบสวนในคดีนี้ต่อไป คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2548 สำนักงาน ก.ล.ต.ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ว่าอดีตผู้บริหารปิคนิคกับพวกในฐานะผู้ให้ความช่วยเหลือและอำนวยความสะดวก กระทำผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ใน 2 ข้อหาคือ หนึ่ง ตกแต่ง-ลงบัญชีเท็จด้วยการทำสัญญาและการรับรู้รายได้จากการให้เช่าถังแก๊สกับบริษัทโรงบรรจุแก๊ส 10 แห่งที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิด เป็นเหตุอ้างให้ปิคนิครับรู้รายได้และกำไรในงบการเงินประจำปี 2547 เพิ่มขึ้น 178.4 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 2.43 ของรายได้รวม และร้อยละ 24.26 ของกำไรสุทธิ ทำให้รายได้และกำไรสูงกว่าความเป็นจริง ที่สำคัญเงิน 178.4 ล้านบาทยังจ่ายออกจากบัญชีนายธีรัชชานท์ด้วยซึ่งลักษณะ "อัฐยายซื้อขนมยาย" อีกด้วย พฤติกรรมดังกล่าวจึงเข้าข่ายเป็นการปฏิบัติฝ่าฝืน พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ มาตรา 312 สอง ทุจริตต่อหน้าที่ แสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายโดยให้กู้ยืมเงินแก่นิติบุคคลอื่น 2 ราย เป็นเงิน 463.2 ล้านบาท ได้แก่ หจก.อรอุมาการก่อสร้าง 77 ล้านบาท และบริษัทพี ไพรส์ ซัพพลาย แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด 389.2 ล้านบาท แต่ปรากฏว่าเงินที่ให้กู้ยืมนั้นถูกนำไปเข้าบัญชีส่วนตัวของนายธีรัชชานนท์ ซึ่งเข้าข่ายกระทำผิดหน้าที่ เบียดบังทรัพย์สินของปิคนิค เป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ มาตรา 307 308 และ 311 อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อมูลว่าเงินที่เหลืออีก 378.2 ล้านบาท(463.2-85 ล้านบาท)ถูกนำไปใช้อะไรหรือตกอยู่กับใคร 2. การร้องทุกข์กล่าวโทษอดีตผู้บริหารปิคนิคของสำนักงาน ก.ล.ต.ใน 2 ข้อหาแรก เป็นการดำเนินการในเบื้องต้น เพราะขณะนี้ฝ่ายตรวจสอบและคดีกำลังแกะรอยสืบสวนสอบสวนหาข้อมูลที่น่าสงสัยหรือยังเป็นปริศนาอยู่หลายเรื่อง โดยอาศัยข้อมูลจากแหล่งต่างๆ รวมทั้งการตรวจสอบพิเศษของบริษัท สำนักงาน เอินส์ท แอนด์ ยัง ที่มีหลายกรณีน่าสนใจโดยเฉพาะการจัดซื้อถังบรรจุแก๊สขนาดเล็กของปิคนิคจากบริษัทผู้ผลิตแห่งหนึ่งในปี 2547 เป็นเงิน 1,321 ล้านบาท และไตรมาสแรกปี 2548 เป็นเงิน 456 ล้านบาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้นประมาณ 1,777 ล้านบาท ซึ่งมีการนำรายการซื้อถังแก๊สดังกล่าวบันทึกเป็นส่วนหนึ่งของสินทรัพย์ถาวรของปินนิคในงบดุลด้วย จากการตรวจสอบหมายเหตุงบการเงินของปิคนิคพบว่า ปิคนิคซื้อถังแก๊สจากบริษัทแสงทองไทยผลิตถัง จำกัด ซึ่งจดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2546 มีทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท ตั้งอยู่เลขที่ 3 หมู่ 14 ถนนเสรีไทย ซอยนิคมอุตสาหกรรมบางชัน แขวงมีนบุรี กทม. 10510 มีนายธนะชัย โรมพันธ์(ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 7 ของปิคนิค มีหุ้นอยู่ 40.433 ล้านหุ้นหรือ 2.76%) เป็นกรรมการผู้มีอำนาจและถือหุ้นใหญ่ 9,994 หุ้นจาก 10,000 หุ้น อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่าบริษัทดังกล่าวเดิมชื่อ บริษัทแมททริก แก๊ส ก่อตั้งโดยกลุ่มนายหรือศิริชัยหรือเฉลิมชัย ชุบผา ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ก่อตั้งโรงบรรจุแก๊ส 10 บริษัทที่มีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้บริหารปิคนิคและถูก ก.ล.ต.ร้องทุกข์กล่าวโทษหลายคน โดยเดิมนายเฉลิมชัย(ถูก ก.ล.ต.ร้องทุกข์กล่าวโทษด้วย) ถือหุ้นอยู่ 99,940 หุ้นจาก 100,000 หุ้น,นายกฤษณ์ โปรยเจริญ(ถูก ก.ล.ต.ร้องทุกข์กล่าวโทษด้วย),นายทวีทรัพย์ เกริกเกียรติศักดิ์(ถูก ก.ล.ต.ร้องทุกข์กล่าวโทษด้วย) นายธนัญชัย ชอบมาก,นางพรรณภา อังกินันท์น,น.ส.ศศิเกตุ สุทธิพงษ์ และนายศุภเกียรติ ขาวขำ ถือรายละ 10 หุ้น จนกระทั่งวันที่ 20 เมษายน 2548 จึงโอนหุ้นทั้งหมดให้แก่นายธนะชัย โรมพันธ์ แต่ลดจำนวนหุ้นจาก 100,000 หุ้นเหลือ 10,000 หุ้น 3. นอกจากข้อมูลเบื้องต้นดังกล่าวแล้ว ในรายงานตรวจสอบพิเศษของผู้สอบบัญชียังมีประเด็นที่น่าสใจคือ 1.ในการซื้อถังแก๊สของปิคนิค แทนที่บริษัทแสงทองไทยฯงจะส่งมอบถังให้แก่ปิคนิค กลับส่งมอบถังทั้งหมด ไปให้แก่บริษัทโรงบรรจุแก๊สโดยตรงไม่ผ่านปิคนิค โดยมีตัวแทนของโรงบรรจุแก๊ส เป็นผู้ลงนามรับมอบถัง เพื่อเป็นหลักฐานให้แก่ปิคนิค 2.จากการตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษและข้อมูลของ ก.ล.ต.พบว่าบริษัทแสงทองไทยฯ เป็นบริษัทที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบริษัทโรงบรรจุแก๊ส(กลุ่มนายเฉลิมชัย ชุบผา เป็นผู้ถือหุ้น-ก่อตั้ง และเป็นกรรมการเช่นเดียวกัน) 3.ผู้ตรวจสอบบัญชีพบว่าไม่ปรากฏหลักฐานว่าบริษัทโรงบรรจุแก๊ส ได้จัดทำเอกสารหลักฐาน และทะเบียนคุมปริมาณถังที่ส่งให้กับร้านค้าย่อย จึงไม่สามารถที่จะตรวจสอบได้ และไม่อยู่ในวิสัยที่จะทราบได้อย่างแน่ชัดว่า ถังบรรจุแก๊สของปิคนิคอยู่ที่ร้าน |