|
||||||||||||
|
เหรียญ 2 บาท
กับเงินเฟ้อ
คอลัมน์ นอกรอบ โดย ดร.นิตินัย ศิริสมรรถการ ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2 วันที่ 06 มิถุนายน 2548 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3694 (2894) เมื่อกลับไปดูเรื่องที่ผมเขียนในคอลัมน์นี้เมื่อปีที่แล้วเกี่ยวกับเหรียญ 2 บาท ก็รู้สึกว่าเวลาช่างผ่านไปรวดเร็วเสียเหลือเกินครับ นี่ก็ 1 ปีผ่านไปหลังจากที่ผมเขียนเรื่อง "เหรียญ 2 บาทหายไปไหน ?" ถึงตอนนี้กรมธนารักษ์ก็กำลังจะออกมาใช้เหรียญ 2 บาทจริงๆ แล้วในช่วงเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ ก็คงเป็นธรรมดาครับที่คนไทยที่ขี้สงสัยและมีความรักและเป็นห่วงชาติไปพร้อมๆ กันจะมีคำถามตามกันมามากมาย ทั้งเหรียญ 2 บาทที่จะออกใหม่รูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร ? จะเอาไปหยอดตู้โทรศัพท์ได้ไหม ? เหรียญของประเทศเพื่อนบ้านจะมีขนาดใกล้เคียงกันจนเพื่อนบ้านเราจะนำเหรียญของเขามาใช้กับตู้หยอดเหรียญของไทยหรือเปล่า ? รวมไปถึงคำถามสุดฮิตคือ ถ้าเอาเหรียญ 2 บาทออกมาใช้แล้วจะทำให้เกิดเงินเฟ้อหรือไม่ ? สำหรับคำถามแรกๆ คงต้องให้กรมธนารักษ์เป็นคนตอบนะครับ เพราะชาวบ้านคงไม่อาจทราบได้ แต่คำถามสุดท้ายนี่คงไม่ยากมากนักที่จะมานั่งวิเคราะห์กันเองนะครับ ในทางทฤษฎีปริมาณเงิน (The quantity theory of money) นั้น ภาวะเงินเฟ้อจะมีความสัมพันธ์โดยตรงกับปริมาณเงิน (money base) ในระบบเศรษฐกิจ กล่าวคือ ถ้ามีการพิมพ์แบงก์หรือผลิตเหรียญเพิ่มขึ้นในระบบเศรษฐกิจ จะทำให้มูลค่าของเงินลดลง เนื่องจากมีอุปทานของเงินเพิ่มขึ้น อำนาจการซื้อที่เพิ่มขึ้นจากการมีเงินเพิ่มขึ้น ผลักดันให้มีการแย่งชิงสินค้าและบริการซึ่งหากเศรษฐกิจเติบโตไม่ทันกับการขยายตัวของปริมาณเงิน ก็จะทำให้ราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้น หรือเกิดภาวะเงินเฟ้อตามมา ดูสมการทฤษฎีปริมาณเงิน (The quantity theory of money) กันแล้วอย่าเพิ่งงงกันนะครับ จริงๆ แล้วทฤษฎีนี้เข้าใจง่ายมาก M แทนปริมาณเงิน V แทนอัตราการหมุนเวียนของเงิน P แทนราคา และ Q แทนปริมาณสินค้า เงินตราไม่ใช่กระดาษทิสชูที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง แบงก์ 100 บาทที่ผมใช้ไปซื้อของ 1 ชิ้นก็จะเป็นรายได้ของพ่อค้าซึ่งพ่อค้าก็จะเอาแบงก์ 100 บาทของผมไปซื้อของต่อ ตามตัวอย่างนี้ปริมาณเงินทั้งระบบมีเพียงแบงก์ 100 บาทใบเดียว (M = 100) แต่ใช้วน 2 รอบ (V = 2) จะเท่ากับซื้อของได้ 2 ชิ้น (Q = 2) ชิ้นละ 100 บาท (P = 100) หากรัฐบาลผลิตเงินตราเข้าสู่ระบบมากเกินกว่าความต้องการเงินเพื่อการจับจ่ายใช้สอย (M โตเร็วกว่า Q) ก็จะเป็นแรงกดดันให้เกิดเงินเฟ้อ ในทางกลับกันหากรัฐบาลนำเงินตราเข้าระบบน้อยเกินไป เมื่อเทียบกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ก็อาจส่งผลให้เกิดเงินฝืดหรือไม่ก็เกิดการชะงักงันทางเศรษฐกิจได้ โดยปกติธนาคารแห่งประเทศไทย จะเป็นผู้ดูแลควบคุมระดับปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจผ่านการซื้อขายพันธบัตรในตลาดรอง เพื่อรักษาระดับเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม มีเสถียรภาพ นอกจากการควบคุมปริมาณเงิน เพื่อกำหนดเป้าหมายทางเงินเฟ้อแล้ว เงินเฟ้ออาจเกิดจากปัจจัยด้านต้นทุน โดยต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นอาจดันราคาสินค้าและบริการให้เพิ่มสูงขึ้นได้ (cost-push inflation) ตัวอย่างที่เห็นได้จากเงินเฟ้อแบบนี้ เช่น การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน ที่ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตในอุตสาหกรรมต่างๆ รวมถึงต้นทุนการคมนาคมขนส่งเพิ่มขึ้น เป็นต้น ทีนี้ลองกลับมาดูภาวการณ์ปัจจุบันกับการออกเหรียญ 2 บาทกันครับ ในภาวะปัจจุบันหลังจากวิกฤตเศรษฐกิจ เศรษฐกิจไทยมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ความต้องการเหรียญเพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนในธุรกรรมขนาดย่อย ที่มีการขยายตัวอย่างสูงก็ได้เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ในทางกลับกันกระทรวงการคลังก็มีข้อจำกัดในการนำเหรียญเข้าสู่ระบบอยู่หลายประการ ความไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์ และอุปทาน กอปรกับโครงสร้างอนุกรมเหรียญไทยที่ไม่ได้มาตรฐานสากล มีการทิ้งช่วงระหว่างเหรียญ 1 บาทกับ 5 บาทมากเกินไปนี้เองทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนเหรียญโดยเฉพาะเหรียญ 1 บาทอยู่ค่อนข้างมาก จนบางทีบางร้านค้าไม่รู้กฎหมายมากนัก ขาดแคลนเหรียญบาทมาก เผลอเอาลูกอมทอนให้กับลูกค้าแทนเหรียญ 1 บาท ก็ถูกฟ้องร้องเป็นคดีความว่า "ลูกอมไม่สามารถใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย" ก็ยังมีให้เห็นกันมาแล้วครับ ตรงนี้ถ้าดูทฤษฎีปริมาณเงินประกอบกันไปจะเห็นว่า มูลค่าการซื้อขายสินค้า (PQ) ขยายตัวสูงขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ แต่รัฐบาลไม่สามารถผลิตเหรียญ 1 บาทสนองความต้องการของประชาชนได้ทันท่วงที (M ขยายไม่ทัน) เลยทำให้เหรียญ 1 บาทต้องวิ่งทำงานกันขาขวิด (V สูง) แต่ก็ยังทำงานกันไม่ทันและเกิดการขาดแคลนให้เห็นกันในที่สุด ในเชิงทฤษฎีแล้วถ้ารัฐบาลเพิ่มเหรียญ 1 บาทเข้าไปในระบบเพิ่มขึ้น หรือผลิตเหรียญ 2 บาทเพื่อเป็นทางเลือกให้คนใช้เหรียญ 1 บาทน้อยลง ก็จะทำให้เหรียญ 1 บาทที่มีอยู่เดิมในระบบทำงานกันน้อยลง อัตราการหมุนเวียนก็จะลดลงมาอยู่ในระดับปกติได้โดยไม่น่าจะกระทบกระเทือนต่อราคาสินค้าหรือเงินเฟ้อแต่อย่างใด แต่ในเชิงปฏิบัติอาจจะไม่ง่ายอย่างนั้นนะซิครับ พ่อค้าแม่ค้าจะถือโอกาสปัดเศษราคาสินค้าเมื่อมีเหรียญ 2 บาทออกมาใช้รึเปล่า ? ถ้ารัฐบาลยกเลิกการใช้เหรียญ 1 บาทไปเลยโดยออกเหรียญ 2 บาทมาใช้แทน ปัญหาเงินเฟ้อจากการปัดเศษนี้คงต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะหากไม่มีเหรียญ 1 บาทใช้คงไม่ค่อยจะมีพ่อค้าแม่ค้าคนไหนยอมเสียสละปัดราคาลง มากกว่าปัดราคาขึ้นมั้งครับ และในทางกลับกัน ถ้าเหรียญ 2 บาทได้ผลิตออกใช้ในภาวะเหรียญในระบบมีเหลือเฟือ อัตราการหมุนเวียนของเหรียญอยู่ในระดับปกติ การออกเหรียญ 2 บาทก็เท่ากับเป็นการเพิ่มฐานเงินโดยทฤษฎีปริมาณเงินแล้วก็จะส่งผลกดดันต่อปัญหาเงินเฟ้อด้วยเช่นกัน (แต่คงน้อยมากๆ ครับเพราะมูลค่าเหรียญหมุนเวียนในระบบมีสัดส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับฐานเงินทั้งระบบที่รวมธนบัตรด้วย) โดยสรุปแล้วการออกเหรียญ 2 บาทจะออกในภาวะสุดขั้วที่ไม่มีเหรียญบาทใช้เลย หรือสุดขั้วที่มีเหรียญใช้อย่างเหลือเฟือก็มีความเสี่ยงต่อภาวะเงินเฟ้อได้ทั้งสิ้น โชคดีครับที่ภาวะปัจจุบันไม่ได้อยู่ในภาวะสุดขั้วดังกล่าว โดยเหรียญ 2 บาทจะออกมาในภาวะที่เหรียญ 1 บาทไม่มีเหลือเฟือ (การออกใช้เหรียญ 2 บาทในขั้นแรกจึงจะไปลดอัตราการหมุนเวียนเหรียญ 1 บาทให้กลับสู่ภาวะปกติ มากกว่าจะเป็นปัจจัยผลักดันให้เกิดเงินเฟ้อ) และการออกเหรียญ 2 บาทก็ยังออกมาในภาวะที่เหรียญชนิดราคา 1 บาท และชนิดราคาอื่นๆ ยังคงใช้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเหมือนเดิม มิได้มีการยกเลิกการใช้แต่อย่างใด ดังนั้นในเชิงทฤษฎีจึงไม่มีเหตุผลที่จะผลักดันให้ราคาสินค้าสูงขึ้นทั้งจากมุมมองด้านทฤษฎีปริมาณเงิน หรือจากการปัดเศษแต่อย่างใด แต่คงจะสรุปกันรวดเร็วอย่างนั้นไม่ได้หรอกครับ นั่นมันข้อสรุปเชิงทฤษฎีในทางปฏิบัติ การที่จะไม่ให้เกิดเงินเฟ้อ คงต้องใช้ศิลปะการบริหารเงินตรากันเล็กน้อย เนื่องจากปัจจุบันยังคงมีการขาดแคลนเหรียญ 1 บาทอยู่บ้างแต่ไม่มากนัก สิ่งที่รัฐบาลพึงระวังคือ ในช่วงที่เหรียญ 2 บาทจะออกสู่ท้องตลาด อย่าให้ภาวะการขาดแคลนเหรียญ 1 บาทกลับไปมากเหมือนเมื่อปีก่อนอีก เพราะถ้าเหรียญ 2 บาทออกมาในภาวะเหรียญบาทขาดแคลนอย่างหนัก แม้เราจะไม่ได้ยกเลิกใช้เหรียญ 1 บาทจริง แต่ถ้าเหรียญ 1 บาทขาดแคลนมากจนกระทั่งพ่อค้าแม่ค้าในตลาดไม่มีเหรียญ 1 บาทในการใช้ทอน ปัญหาการปัดเศษเพื่อจะได้ใช้เหรียญ 2 บาทใหม่ทอนลูกค้าแทนก็อาจเป็นไปได้นะครับ ดังนั้นเพื่อป้องกันปัญหาเงินเฟ้ออย่างแท้จริง การออกใช้เหรียญ 2 บาท จึงต้องออกในภาวะที่ไม่มีการขาดแคลนเหรียญ มากจนเกิดปัญหาการปัดเศษ และไม่ออกในภาวะที่มีเหรียญอยู่ล้นตลาด จนเกิดปัญหาเงินเฟ้อตามทฤษฎีปริมาณเงิน ซึ่งเข้าใจว่าช่วงครึ่งหลังของปีนี้น่าจะเหมาะสมครับ ก่อนจากกันวันนี้ ลองมาดูตัวอย่างการออกพันธบัตรฉบับละ 50 บาทของธนาคารแห่งประเทศไทยในปี 2528 กันนะครับ การออกธนบัตรฉบับละ 50 บาทในช่วงนั้นสาเหตุหลักประการหนึ่งคล้ายๆ กับการออกเหรียญ 2 บาทคือ ออกมาเพื่อลดการทำงานของธนบัตรชนิดราคา 20 บาท (ธนบัตร 20 บาทมีอัตราการหมุนเวียนสูง แต่ไม่ถึงกับขาดแคลน จนอาจเกิดปัญหาการปัดเศษ) การออกธนบัตร 50 บาทในช่วงเวลาที่เหมาะสมมิได้ส่งผลต่อภาวะเงินเฟ้อแต่อย่างใด โดยระดับเงินเฟ้อเฉลี่ย 2 ปีหลังจากการนำธนบัตรฉบับละ 50 บาทออกมาใช้อยู่ที่ระดับร้อยละ 2.2 ต่ำกว่าระดับเงินเฟ้อเฉลี่ย 3 ปีก่อนนำธนบัตรฉบับละ 50 บาทออกมาใช้ที่ระดับร้อยละ 3.3
|