|
||||||||||||
|
หนี้ครัวเรือน
....น่าห่วงเพียงใด
ดร. ธนวรรธน์ พลวิชัย ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2548 สัปดาห์นี้ขอพูดเรื่องที่หลายคนห่วงใยกันพอสมควรนะครับ นั่นก็คือเรื่อง "หนี้ครัวเรือน" เพราะปัจจุบันสถานการณ์หนี้ครัวเรือนของไทยได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วอย่างมีนัยสำคัญ ภาระหนี้ของครัวเรือนของไทยเพิ่มขึ้นจาก 31,387 บาทต่อครัวเรือนหรือคิดเป็น 3.80 เท่าของรายได้เฉลี่ยของครัวเรือนต่อเดือน ในปี 2537 มาเป็นยอดหนี้เฉลี่ยต่อครัวเรือน 82,485 บาท คิดเป็น 6.01 เท่าของรายได้เฉลี่ยของครัวเรือนต่อเดือนในปี 2545 และล่าสุดในปี 2547 ครัวเรือนไทยมีหนี้เฉลี่ย 103,940 บาทต่อครัวเรือน หรือคิดเป็น 7.11 เท่าของรายได้เฉลี่ย ของครัวเรือนต่อเดือน ตัวเลขนี้ทำให้หลายฝ่ายเริ่มกล่าวถึงด้วยความเป็นห่วงว่าสถานการณ์หนี้ครัวเรือน อาจเป็นสาเหตุที่สำคัญ ของการขาดความมั่นคงทางเศรษฐกิจในอนาคต ยิ่งถ้าหากปริมาณหนี้ของแต่ละครัวเรือนมีมูลค่าสูงเกินรายได้ปัจจุบัน และรายได้ในอนาคต อาจหมายความว่า "ครัวเรือนขาดความมั่นคงทางการเงิน" ซึ่งหากเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นกับครัวเรือนจำนวนมากในประเทศ จะส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจมหภาคของประเทศได้ แต่การเพิ่มขึ้นของ "หนี้ครัวเรือน" ก็ไม่จำเป็นที่จะเป็นปัญหาเสมอไป เพราะอาจสะท้อนว่าในบางภาวะครัวเรือน ปรารถนาจะใช้สินเชื่อเพื่อรักษาระดับการใช้จ่ายของครัวเรือนไม่ให้ "ผันผวนเกินไป" อย่างไรก็ตามครัวเรือนควรตระหนักว่า การเพิ่มขึ้นของระดับหนี้ต่อรายได้จะทำให้ครัวเรือน "อ่อนไหว" และ "เปราะบาง" ต่อปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น การลดลงของรายได้ในอนาคต การไม่มีงานทำ หรือการเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ผลที่ตามมาก็คือการเพิ่มขึ้นของหนี้ภาคครัวเรือนจะเป็นผลกระทบที่เป็นผลร้ายอย่างมีนัยสำคัญต่อฐานะการเงินของครัวเรือน เสถียรภาพของระบบสถาบันการเงิน เศรษฐกิจและสังคมของประเทศ จากสถานการณ์หนี้ครัวเรือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนั้น แสดงให้เห็นว่ายังคงมีคำถามสำคัญหลายข้อที่ยังไม่มีคำตอบ หนึ่งในคำถามนั้นคือ "สถานการณ์หนี้ครัวเรือนของประเทศน่าเป็นห่วงเพียงใด" ก่อนจะตอบคำถามดังกล่าว เรามาพิจารณาถึงสถานการณ์รายได้ และค่าใช้จ่าย ของครัวเรือนไทยในช่วง 11 ปี นับจากปี 2537 ถึงปี 2547 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าครัวเรือนไทยมีรายได้ และค่าใช้จ่ายของครัวเรือนเพิ่มขึ้นค่อนข้างรวดเร็ว คือ รายได้เพิ่มจาก 8,262 บาทต่อเดือนของครัวเรือนในปี 2537 เป็นเกือบ 14,617 บาทต่อเดือนของครัวเรือนในปี 2547 (เพิ่มขึ้นร้อยละ 76.92) ขณะเดียวกันค่าใช้จ่ายของครัวเรือนเพิ่มขึ้นจาก 7,567 บาทต่อเดือนของครัวเรือนในปี 2537 เป็นเกือบ 12,115 บาทต่อเดือนของครัวเรือนในปี 2547 (เพิ่มขึ้นร้อยละ 60.10) (ภาพที่ 1) ขณะเดียวกันจากรายงานการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ในปี 2537 ครัวเรือนทั่วประเทศ มีหนี้สินโดยเฉลี่ย 31,387 บาทต่อครัวเรือนหรือประมาณ 8.69 เท่าของรายได้เฉลี่ยต่อเดือน ขณะที่ในปี 2547 ครัวเรือนทั่วประเทศ มีหนี้สินโดยเฉลี่ย 103,940 บาทต่อครัวเรือนหรือประมาณ 7.11 เท่าของรายได้เฉลี่ยต่อเดือน ในจำนวนที่เป็นหนี้สินเพื่อการใช้จ่ายในครัวเรือน 67,189 บาท หรือร้อยละ 64.7 ซึ่งเป็นหนี้ที่เกิดจากการซื้อ/เช่าซื้อบ้าน และที่ดิน ร้อยละ 37.1 และใช้จ่ายอุปโภคบริโภคร้อยละ 27.6 นอกจากนี้ยังเป็นหนี้สินที่กู้มาเพื่อใช้ทำธุรกิจที่ไม่ใช่เกษตรจำนวน 17,262 บาท (ร้อยละ 16.6) และกู้มาเพื่อใช้ทำการเกษตร 16,656 บาท (ร้อยละ 16) ที่เหลือเป็นหนี้สินอื่นๆ เช่น หนี้จากการค้ำประกันบุคคลอื่น หนี้ค่าปรับหรือชดเชยค่าเสียหาย เป็นต้น (ตารางที่ 1) จากตัวเลขดังกล่าวสรุปได้ว่า สถานการณ์หนี้ครัวเรือนของไทยในปัจจุบันยังไม่ถึงขั้นน่าเป็นห่วงมากนัก เนื่องจากหนี้สินของครัวเรือนไทยที่เพิ่มสูงขึ้นสอดคล้องกับรายได้ของครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับรัฐบาล มีนโยบายเพิ่มโอกาสให้ประชาชน"เข้าถึง" แหล่งทุนมากขึ้น นอกจากนั้นพฤติกรรมการก่อหนี้ของครัวเรือนส่วนใหญ่ ซึ่งทำให้สัดส่วนของหนี้ต่อรายได้สูงขึ้น เป็นการก่อหนี้เพื่อซื้อทรัพย์สินคงทนเพื่ออยู่อาศัย และการลงทุนธุรกิจและการเกษตร ณ ขณะนี้ ประเมินได้ว่าการก่อหนี้ของครัวเรือนไทย ส่วนใหญ่เป็นการก่อหนี้ที่จะทำให้เกิด "รายได้ในอนาคต" เพื่อนำมาชำระหนี้คืนได้ หรือเป็นการก่อหนี้ที่มี "หลักทรัพย์ค้ำประกัน" (คือบ้านหรือที่ดินที่ซื้อ) แต่อย่างไรก็ตาม เราควรให้ความสำคัญกับสถานการณ์หนี้ครัวเรือนของประเทศ รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นจากสถานการณ์หนี้ครัวเรือน ผมเชื่อว่าถ้ามีการติดตามสถานการณ์หนี้ครัวเรือนของประเทศอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้การกำหนดนโยบาย และดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจของประเทศมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เรื่องหนี้ครัวเรือนยังไม่หมดนะครับขอพูดอีกในสัปดาห์หน้านะครับ อ้อ! สำหรับแฟนประจำของคอลัมน์นี้ ผมขอพูดเรื่องหยวนที่ค้างไว้ในสัปดาห์ก่อนในอีก 2 อาทิตย์ข้างหน้านะครับ
|