หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
เศรษฐกิจไทยจะไปทางไหนกัน

คอลัมน์ เดินคนละฟาก  โดย กมล กมลตระกูล  ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2   วันที่ 02 มิถุนายน 2548  ปีที่ 29 ฉบับที่ 3693 (2893)

ในรอบเดือนที่ผ่านมา จีนถูกอเมริกากดดันอย่างหนักให้ปรับค่าให้แข็งขึ้นเพื่อกอบกู้การขาดดุลการค้าของอเมริกาต่อจีน เพราะเหตุว่าการขาดดุลงบประมาณอันเนื่องมาจากค่าใช้จ่ายในสงครามอิรักเพิ่มขึ้นทุกวัน โดยเฉลี่ยเดือนละ 5 พันล้าน เหรียญ หรือ ปีละ 6 หมื่นล้านเหรีญ งบประมาณทางทหารของอเมริกาคิดเป็นร้อยละ 4 ของผลผลิตมวล ประชาชาติ หรือ 4 แสน ล้านเหรียญต่อปี จากงบฯทั้งหมด 2.3 ล้านๆ เหรียญ

การทำสงครามในอิรักทำให้งบประมาณในปี 2003 ขาดดุล 3.75 แสนเหรียญ เมื่อบุชเข้ามารับตำแหน่งครั้งแรก ต่อจากคลินตันในปี 2000 ด้วยงบประมาณสมดุล คือ รัฐบาลคลินตันได้ล้างหนี้ของรัฐให้หมด ภายในเวลาเพียง 4 ปีให้หลัง บุชสร้างหนี้ขึ้นมาด้วยงบประมาณติดลบ ในปี 2004 4.77 แสนล้านเหรียญ และอาจจะถึง 6 แสนล้านเหรียญในปี 2005

พอล ครุกแมน นักเศรษฐศาสตร์ ผู้มีชื่อเสียง และเป็นคอลัมนิสต์ ของ น.ส.พ.นิวยอร์กไทมส์ ซึ่งเพิ่งเดินทางมาปาฐกถาที่เมืองไทย ได้ชี้ถึงอันตรายของเศรษฐกิจโลก อันเนื่องมาจากการขาดดุลชำระเงิน และการขาดดุลการค้า รวมทั้งการขาดดุลงบประมาณของอเมริกา ซึ่งจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกทั้งโลก

อัตราดอกเบี้ยในอเมริกา ซึ่งเคยถูกกำหนดโดยธนาคารกลางหรือ เฟดบัดนี้ ต้องขึ้นต่อ จีน และญี่ปุ่น ว่าจะใช้รายได้ส่วนเกินจากการได้ดุลการค้ามาซื้อพันธบัตรอเมริกาจำนวนเท่าใร หรือ เมื่อคิดจะขายคืน ซึ่งก็จะส่งผลต่ออัตราดอกเบี้ย และภาวะฟองสบู่ของภาคอสังหาริมทรัพย์ของอเมริกาให้พังครืนลงได้

อเมริกาขาดดุลชำระเงินในปี 1997 3 แสน 6 หมื่นล้านเหรียญ (5% ของ จีดีพี) มาเป็น 2.65 ล้านๆ เหรียญ (24%) ในปี 2003 และ 3.7 ล้านๆ เหรียญในปี 2004 หรือ คิดเป็นร้อยละ 28 ของจีดีพี ในขณะที่อัตราการส่งออกได้ลดลงจากร้อยละ 11 ในปี 2001 มาเหลือร้อยละ 9.5 ในปี 2003 หรือรายได้ติดลบ 3 เท่า

โลกทั้งโลกตกจึงกลายเป็น "ตัวประกัน" ของอเมริกา คือเมื่อขายสินค้าให้อเมริกาแล้วก็ต้องนำเงินกลับเข้าไปให้อเมริกากู้ โดยการซื้อพันธบัตร ซื้อดอลลาร์มาเป็นเงินสำรอง หรือฝากธนาคารอเมริกัน เพื่อนำมาซื้อสินค้าใหม่อีก

ประเทศไทยตกเป็น "ตัวประกัน" เช่นเดียวกัน ระบบการค้าที่ทำให้คนไทยส่วนใหญ่ในประเทศต้องทำงานหนักเพื่อ "ส่งส่วย" คือระบบการค้าแบบ "พึ่งพา" ที่มีลักษณะการพึ่งพาสินค้าทุน การพึ่งพาตลาดต่างประเทศหลักเพียง 3 แห่ง คือ สหรัฐ อียู และญี่ปุ่น การพึ่งพาเทคโนโลยีต่างประเทศ การพึ่งพาน้ำมัน การพึ่งพาระบบจัดจำหน่ายในต่างประเทศ และการพึ่งพาระบบขนส่งสินค้าไปขายต่างประเทศโดยบริษัทต่างชาติ

นอกจากนี้ บริษัทและรัฐบาลในประเทศที่พัฒนาแล้ว ต่างก็สร้างระบบมาตรฐานต่างๆ มาให้เราต้องยอมรับ แล้วจ่ายส่วยในรูปของค่าที่ปรึกษา หรือ ค่ารับรอง มิฉะนั้นก็จะไม่เปิดตลาดให้ ค่าลิขสิทธิ์ และสิทธิบัตร ค่าเครื่องหมายการค้า ของสินค้าแบรนด์เนมที่ซื้อมาผลิตในประเทศไทย รวมทั้งหัวหนังสือชื่อแมกาซีน และค่าแฟรนไชส์ เป็นต้น

เมื่อระบบเป็นเช่นนี้ คนที่รับภาระหนักที่สุดคือ ผู้บริโภค และคนงาน ซึ่งค่าแรง และสวัสดิการถูกกดให้ต่ำที่สุด เพื่อไปจ่ายส่วยข้างต้น จึงต้องกดค่าแรง และลดสวัสดิการเพื่อลดต้นทุน โดยเฉพาะระบบการจ้างงานชั่วคราว หรือ สัญญาการรับช่วงงาน ซึ่งคนงานไม่ได้รับการคุ้มครอง

การจ้างงานเช่นนี้ขัดกับหลักการสิทธิมนุษยชน และควรต้องยกเลิกเด็ดขาด

ในขณะเดียวกัน ระบบการค้าและการผลิตภายในก็มีลักษณะ "จ่ายส่วย" ให้กับบริษัทขนาดใหญ่ และบริษัทข้ามชาติที่สามารถผูกขาดกลไกและระบบต่างๆ เพื่อ "กินหัวคิว" หรือ "ทำนาบนหลังคนไทย"

ทุกวันนี้ บริษัทน้ำมันและโรงกลั่นเพียงไม่กี่บริษัทสามารถกำหนดราคาขึ้นลงแล้วแต่เวลา และแล้วแต่จะหาข้ออ้าง พอราคาน้ำมันในตลาดโลกขึ้น พลันราคาน้ำมันในประเทศก็ขึ้นตามทันทีในวันเดียวกัน หรือวันรุ่งขึ้น แต่พอราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลง ราคาน้ำมันในประเทศกลับต้องรอเป็นอาทิตย์กว่าจะลงตาม บางทียังไม่ทันลง ราคาน้ำมันในตลาดโลกก็ขึ้นไปอีกแล้ว

ส่วนต่างตรงนี้มหาศาล แต่รัฐและหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคก็ละเลย

ทางออกจึงควรจะให้มีการนำเข้าน้ำมันอย่างเสรี เพื่อป้องกันการเอาเปรียบผู้บริโภค รวมทั้งป้องกันการทำลายอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ และตลาดหุ้นไปด้วย ในขณะเดียวกันปัญหาน้ำมันเถื่อน ซึ่งมีราคาถูกกว่าก็จะหมดสิ้นไปด้วยถ้าหากว่าราคาน้ำมันในประเทศมีราคาใกล้เคียงกัน

การขาดดุลการค้าซึ่งตัวเลขหลักคือ การขาดดุลการนำเข้าน้ำมันจะได้ลดลงได้บ้าง เมื่อน้ำมันมีราคาถูกลง

ในด้านธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภค เช่น บริษัททางด่วนและรถไฟฟ้าเพียงไม่กี่บริษัท บริษัทค่ายเพลงก็เป็นผู้ผูกขาดกำหนดราคาอย่างไร้ความเป็นธรรม โกยปราศจากการควบคุม เช่น ทางด่วนบางเส้น มีความยาวเพียง 5 ก.ม. แต่เก็บค่าผ่านถึง 25 บาท (ศรีรัช จากพระราม 9 ไป ถนนศรีนครินทร์)

ห้างค้าปลีกยักษ์ ไม่กี่แห่งที่ "กินหัวคิว" ค่านำสินค้าเข้าไปขาย อย่างมหาโหด บัตรเครดิตของธนาคารไม่กี่แห่ง ทั้งหมดนี้สามารถกำหนดราคา และเงื่อนไขตามใจชอบ โดยกลไกรัฐไม่สามารถ หรือไม่ต้องการตรวจสอบเพื่อคุ้มครองประชาชนส่วนใหญ่

บริษัทก่อสร้างเพียงไม่กี่บริษัทประมูลได้งานเกือบทุกแห่งของรัฐโดยไม่ต้องไปก่อสร้างเอง แต่ "จ้างต่อ" เป็นทอดๆ ลงไปหลายทอด ดังนั้นรายสุดท้ายที่ได้งานจึงมักจะมีกำไรน้อย หรือไม่มีกำไรเลย จึงต้องลดคุณภาพงานและกดค่าแรงให้ถึงที่สุด ดังนั้นโครงการของรัฐเกือบทุกแห่ง จึงมีคุณภาพที่ต่ำกว่ามาตรฐานสากลทุกแห่ง

ขอให้รอดูผลโครงการสนามบินสุวรรณภูมิเมื่อสร้างเสร็จแล้ว นำไปเปรียบเทียบกับสนามบินเพื่อนบ้าน เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย และฮ่องกง รับประกันล่วงหน้าได้เลยว่า "ดูไม่จืด"

เมื่อระบบเป็นเช่นนี้ "ภาระ" ต่างๆ ก็จะถูกผลักลงมาที่ผู้บริโภค โดยเฉพาะกรรมกรทั้งในโรงงาน และในสำนักงานให้แบกรับทั้งทางตรงและทางอ้อมจนหลังแอ่นด้วยค่าครองชีพสูง และหนี้ท่วมหัวในทุกวันนี้

รายได้จากการส่งออก รวมทั้งอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ จึง "เหลือเม็ดเงิน" อยู่ในประเทศ และอยู่ในมือคนส่วนใหญ่น้อยเต็มทน เพราะนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจแบบ "พึ่งพา" ดังกล่าวข้างต้น

ยอดคนจนได้พุ่งเฉียด 9 ล้านคนตามตัวเลขล่าสุดของคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แต่ความจริงตัวเลขต้องมากกว่านี้อีกอย่างน้อย 4 เท่า (36 ล้านคน) เพราะ สศช.ใช้ตัวชี้วัดว่า ผู้มีรายได้ต่ำกว่า 1,163 บาทต่อคนต่อเดือนเป็นคนยากจน แต่ความจริงผู้ที่มีรายได้ 3,000 บาทต่อเดือนก็ดำรงชีพไม่ได้แล้วในภาวะค่าครองชีพปัจจุบัน (จ่ายค่าเช่าบ้านก็หมดแล้ว)

หนี้ภาคครัวเรือนจึงขยายตัวอีกร้อยละ 35 ในปี 2546 จากปี 2545 กลายเป็น 1 แสน 1 หมื่นบาทต่อครัวเรือน ข้าราชการนั้นหนักสุด มีหนี้ถึง 5 แสนบาทต่อครัวเรือน (คอร์รัปชั่นจึงมีทุกระดับ)

และอัตราหนี้สินต่อรายได้ ได้พุ่งกระฉูด เป็น 8.25 เท่า

หน้าตาของคนไทยในทุกวันนี้ (นอกจากนักการเมืองกระมัง) จึงเคร่งเครียดและเศร้าหมองเสียเหลือเกิน เพราะไม่รู้ว่าเศรษฐกิจไทยจะไปทางไหนกัน รวมทั้งตัวผมเองด้วยครับ