หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2005 p1

บทความปี 2004 p2 บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
ขจัดทัวร์ศูนย์เหรียญ

คอลัมน์ จอดป้ายประชาชื่น  วุฒิ สรา wutsara2000@yahoo.com  มติชนรายวัน วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9944

ปัญหาการขาดดุลการค้าเมื่อเดือนเมษายนกว่า 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นการขาดดุลติดต่อกัน 4 เดือน และมากสุดในรอบ 8 ปี ทำให้รัฐบาลจะต้องแข็งขัน ผลักดัน ไม่ให้ขาดดุลการค้ามากไปกว่านี้ เพราะอาจจะส่งผลต่อดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดความเชื่อมั่นของนักลงทุนและต่างประเทศ

การแก้ไขขาดดุลการค้าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะปัจจัยหลักคือน้ำมันที่ต้องนำเข้ามามีราคาสูงอย่างต่อเนื่อง ส่วนสินค้านำเข้าอื่นๆ ก็ต้องหาทางดูแลว่ามีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหน ขณะเดียวกันก็ต้องเร่งการส่งออกให้ขยายตัวมากขึ้น เพื่อชดเชยกับเงินตราที่ต้องเสียไปกับค่าน้ำมัน

ส่วนดุลบริการ โดยเฉพาะรายได้จากการท่องเที่ยว ที่จะเป็นตัวช่วยรักษาดุลบัญชีเดินสะพัดไม่ให้ติดลบ ก็จะต้องเพิ่มสรรพกำลังอย่างเต็มที่

ทว่าในปีนี้โชคไม่ค่อยดี โดยเฉพาะครึ่งปีแรกที่สถานการณ์ท่องเที่ยวซบเซาลงจากเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิ แต่ยังพอมีเวลาที่จะออกแรงดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาไทยมากขึ้น

โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่น่าสนใจ ที่จะจูงใจและชักชวนเข้ามาเที่ยวไทยได้มากขึ้น ภายในห้วงเวลาอันจำกัด เพราะระยะเดินทางสั้น

แม้ว่าในไตรมาสแรกนักท่องเที่ยวจีนลดลงถึงร้อยละ 33.11 จากผลกระทบคลื่นยักษ์สึนามิ ที่มีคนจีนเสียชีวิต 3 คน และมีข่าวลือว่าจะเกิดภัยพิบัติอื่นๆ อีก รวมทั้งเรื่องโรคระบาด แต่หากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) จะเร่งมือชี้แจงทำความเข้าใจ รวมถึงแผนโปรโมตต่างๆ ก็น่าจะดึงชาวจีนเข้ามาเที่ยวไทยได้มากขึ้น

ที่สำคัญ ททท.จะต้องมีแผนที่เข้มข้นกว่าเดิม เพราะขณะนี้รัฐบาลจีนเปิดโอกาสให้คนจีนเดินทางไปต่างประเทศมากขึ้น โดยเพิ่มประเทศที่อนุญาตให้คนจีนเดินทางไปเป็นหมู่คณะ(Approved Destination Status : ADS) รวม 63 ประเทศ ทำให้ไทยมีคู่แข่งมากขึ้น

แต่เหนืออื่นใดก็คือ จะต้องจัดการแก้ปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญให้เด็ดขาด หลังจากปล่อยให้ยืดเยื้อเรื้อรังมานาน จนสถานการณ์ดูย่ำแย่ไปทุกที ถึงขนาดเป็นทัวร์ติดลบไปแล้ว เพราะมีบริษัททัวร์ไทยซึ่งมีโรงแรมในเครือข่ายต้องควักเงินไปซื้อโควต้านักท่องเที่ยวจีนให้พามาเที่ยวเมืองไทย แล้วขูดรีดต่างๆ นานา เพื่อหาทุนและกำไรคืน

เมื่อเร็วๆ นี้ "สมคิด จาตุศรีพิทักษ์" รองนายกฯ และ รมว.คลัง ก็พาคณะชุดใหญ่ไปเยือนจีน โดยมี "สมศักดิ์ เทพสุทิน" รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมคณะไปด้วย ซึ่งมีการหารือและลงนามในความร่วมมือเรื่องท่องเที่ยวในหลายเวที

มาตรการที่ "สมคิด" และ "สมศักดิ์" หวังจะจัดการกับทัวร์ศูนย์เหรียญ(ติดลบ) คือ ให้บริษัททัวร์รวมกลุ่มตั้งสมาคมส่งเสริมการคุ้มครองนักท่องเที่ยวจีน และให้วางเงินค้ำประกันรายละ 2 ล้านบาท ขณะเดียวกันก็ให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.) ไปจัดการหากมีการร้องเรียนว่าหลอกขายสินค้าและบริการนักท่องเที่ยว รวมถึงให้กรมสรรพากรตรวจสอบภาษี และให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) เข้าไปยึดอายัดทรัพย์

มาตรการดังกล่าวนับว่ารุนแรงพอควร แต่จะสัมฤทธิ์ผลหรือไม่ก็อยู่ที่ฝ่ายปฏิบัติที่จะต้องขันน็อตและปลุกจิตสำนึกเจ้าหน้าที่ว่า การดูแลคุ้มครองนักท่องเที่ยวนั้นคือการช่วยชาติให้พ้นภัยจากหายนะทางเศรษฐกิจ

หากสามารถขจัดปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญได้ ปริมาณนักท่องเที่ยวจีนที่คาดว่าจะถึง 1 ล้านคนในปี 2549 ก็อาจจะเร็วขึ้นกว่าเดิม แม้ว่าค่าใช้จ่ายต่อหัวของทัวร์จีนจะไม่มากมายนัก แต่ก็พอจะช่วยเพิ่มดุลบริการได้บ้าง และในอนาคตอาจมีทัวร์จีนที่คุณภาพมากขึ้น เพราะชาวจีนเริ่มมีฐานะดีขึ้น

ก็หวังว่าในโอกาสที่จะมีการฉลองครบรอบการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน 30 ปี ซึ่งทาง ททท.จะมอบหอระฆังมิตรภาพไทย-จีน ณ สวนสาธารณะเฉา หยาง ในกรุงปักกิ่ง ในวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปร่วมงานด้วยนั้น ปัญหาเรื่องทัวร์ศูนย์เหรียญจะไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดกันอีก

หน้า 20


แก้ทัวร์ศูนย์เหรียญ:ละครบทเก่า

คอลัมน์ จอดป้ายประชาชื่น  โดย เศรษฐ์ สันติ psanti@matichon.co.th  มติชนรายวัน วันที่ 06 มิถุนายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9949

เห็นนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจประกาศที่จะจัดการเด็ดขาดกับทัวร์ศูนย์เหรียญ ที่นำนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาเที่ยวในประเทศไทยแล้วนึกถึงภาพนักการเมืองคนแล้วคนเล่าที่เคยประกาศในทำนองเดียวกัน แต่ปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญเพียงแต่ถูกซุกเข้าใต้พรมเท่านั้น

นายสมคิดบอกว่า ทางการจีนได้ขอให้ไทยแก้ปัญหาเรื่องการทิ้งนักท่องเที่ยวจีนจากระบบทัวร์ศูนย์เหรียญโดยเร็ว ซึ่งตนได้ส่งสัญญาณให้ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว ร้านค้าจิวเวลรี่ มัคคุเทศก์ และผู้ประกอบการอื่นๆ ที่เป็นต้นตอของปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญรับทราบว่ารัฐบาลจะปราบปรามอย่างจริงจัง หากพบว่าผู้ประกอบการรายใดทิ้งทัวร์จีนหรือเอาเปรียบ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) ต้องส่งรายชื่อบริษัทและร้านค้าให้ตำรวจท่องเที่ยว หรือกองปราบเข้าจับกุมทันที(?)โดยไม่จำเป็นต้องมีผู้ร้องเรียน

หลังจากนั้นจะส่งรายชื่อบริษัททัวร์ดังกล่าวไปยังสถานเอกอัครราชทูตไทยในจีน ไม่ให้ออกวีซ่านักท่องเที่ยวจีนที่ขอวีซ่าผ่านบริษัททัวร์ดังกล่าว ทั้งบริษัททัวร์ในจีนและบริษัทคู่ค้าในไทยด้วย

นอกจากนั้นจะให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เข้าไปตรวจสอบในข้อหาฉ้อโกงประชาชน ขณะที่กรมสรรพากรจะดำเนินการตรวจสอบภาษีย้อนหลังกับบริษัทดังกล่าว หากพบความไม่ชอบมาพากล จะส่งต่อให้สำนักงานป้องกันและปราบปราม (ปปง.) ดำเนินการยึดทรัพย์ทันที

ฟังดูก็ขึงขังดีนะครับ แต่อยากเรียนตรงๆ ว่าเป็นการเล่นละครบทเดิมที่นักการเมืองคนอื่นๆ เคยทำ เป็นการไล่จับขโมยที่ไม่มีวันหมด ถ้าไม่แก้ไขที่ระบบจากต้นทางคือสาธารณรัฐประชาชนจีนด้วย

ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า ไม่ใช่อยู่ดีๆ นักท่องเที่ยวจีนจะเดินทางไปประเทศไหนก็ได้ แต่ต้องได้รับอนุมัติจากทางการจีนก่อน โดยทางการจีนจะให้โควต้าว่า จะเดินทางไปประเทศไหนได้จำนวนเท่าไหร่ เช่น ประเทศไทยประมาณปีละ 800,000 คน จากที่อนุมัติให้เดินทางออกนอกประเทศได้ปีละประมาณ 20 ล้านบาท

ขณะเดียวกันบริษัททัวร์ซึ่งเป็นของทางการจีนมีอยู่ประมาณ 4-5 บริษัทจะเป็นผู้ดำเนินการในเรื่องนี้ แต่บริษัททัวร์เหล่านี้ก็จะขายรายชื่อนักท่องเที่ยวให้แก่บริษัททัวร์ของเอกชนจีน ไปดำเนินการต่ออีกทอดหนึ่งซึ่งมีอยู่มากมายหลายบริษัท

ชาวจีนที่ต้องการเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย หรือหน่วยงานที่ต้องการส่งคนจีนมาเที่ยวในไทย ก็จะติอต่อผ่านบริษัททัวร์เอกชนเหล่านี้

ราคาตลาดที่บริษัททัวร์เหล่านี้คิดจากนักท่องเที่ยวจีนต่อหัว ในการเดืนทางมาประเทศไทยประมาณ 5 วัน 4 คืนคือ 1,800 หยวน หรือประมาณ 9,000 บาท แค่ค่าเครื่องบินก็ยังไม่พอ ยังไม่ต้องพูดถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆ

มิหนำซ้ำเงิน 1,800 หยวนมิได้ถูกส่งให้แก่บริษัททัวร์ในประเทศไทย เพื่อเป็นการค่าใช้จ่าย ตรงกันข้ามบริษัททัวร์ไปในประเทศไทย (ดำเนินการโดยชาวไต้หวันหรือชาวจีน) ที่ต้องการนักท่องเที่ยวจีนต้องจ่ายเงินมัดจำล่วงหน้า ให้แก่บริษัททัวร์ในจีนประมาณ 30,000 บาทต่อกรุ๊ปอีกด้วย

เมื่อเป็นเช่นนี้ บริษัททัวร์ในประเทศไทย ก็ต้องทำทุกวิถีทางที่จะให้ได้ทุนที่ลงไปแล้วตั้งแต่ เงินมัดจำล่วงหน้า ค่าโรงแรม ค่าอาหาร ฯลฯ คืนโดยรีดจากนักท่องเที่ยวโดยทางบริษัทได้โยนภาระดังกล่าวต่อให้ไก๊ด์(ผี?) อีกต่อหนึ่งให้บังคับขายทัวร์พิเศษ นอกโปรแกรมให้ ทั้งโชว์ลามก อาบอบนวดหรือแม้แต่เที่ยวโสเภณี

วิธีการที่บริษัทัวร์ใช้กับไก๊ด์คือ บังคับให้ไก๊ด์ที่ต้องการงานจ่ายค่าหัวมัดจำต่อนักท่องเที่ยวต่อหัว ตั้งแต่ 800-5,000 บาท

ตรงนี้เองที่ไก๊ด์ต้องดิ้นรนเพื่อรีดเงินจากนักท่องเที่ยว จนเกิดการบีบบังคับให้ซื้อโปรแกรมพิเศษ ถ้าลูกทัวร์ไม่ยอมก็อาจถูกทิ้งให้อดข้าว หรือปิดแอร์รถบัส

ถามว่า ทางการจีนหรือรู้ไม่ การคิดค่าทัวร์แก่คนจีนในราคาถูกแค่ 1,800 หยวน และการที่บริษัททัวร์ไทยส่งค่ามัดจำให้แก่บริษัททัวร์จีนล่วงหน้า คือต้นตอของปัญหาทั้งหมด แต่ทำไมทางการจีนยังคงนิ่งดูดายไม่แก้ไข(ทั้งๆ ที่มีอำนาจเต็มที่) ตรงนี้เป็นประเด็นสำคัญที่นายสมคิดต้องคิดให้ออก

คงจำได้ว่า เมื่อประมาณ 2 ปี ทางการจีน และทางการไทย เคยบันทึกข้อตกลงที่ระบุให้บริษัททัวร์จีนส่งค่าใช้จ่าย ให้บริษัททัวร์ไทย หัวละ 18 ดอลลาร์หรือประมาณ 720 บาทต่อวันต่อคน แต่บันทึกข้อตกลงดังกล่าว เป็นเพียงเศษกระดาษที่ไม่เคยมีการปฏิบัติ

ตราบใด ถ้ายังไม่สามารถทำให้บริษัททัวร์คิดค่าใช้จ่ายกับนักท่องเที่ยว ในอัตราที่เป็นจริงและเหมาะสม แต่ปล่อยนักท่องเที่ยวไปตายเอาดาบหน้าเช่นนี้

คงจะต้องเห็นนายสมคิดเล่นละครบทนี้อยู่ร่ำไป

หน้า 20