|
||||||||||||||
|
ยังไงก็ขอขอบคุณ กลต.สหรัฐ
คอลัมน์ ดุลยภาพดุลยพินิจ โดย ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์ สถาบันวิจัยสังคมและเศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต มติชนรายวัน วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9944 บทสนทนาระหว่างนักเศรษฐศาสตร์ขาจรและขาประจำ ขาจร : เรื่องซื้อเครื่องตรวจวัสดุระเบิดซีทีเอ็กซ์ 9000 ที่ผ่านมากว่า 1 เดือน สังคมไทยได้บทเรียนหรือเรียนรู้อะไรใหม่บ้างไหม? ขาประจำ : เรื่องยังไม่จบจึงยังสรุปไม่ได้ แต่ผมคิดว่าเราเริ่มเห็นอะไรหลายๆ อย่างที่น่าสนใจ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องสินบนซีทีเอ็กซ์อย่างเดียว ในระดับโลกมันตอกย้ำว่าโลกานุวัตรของธุรกิจมันเดินคู่ไปกับโลกานุวัตรของคอร์รัปชั่น คอร์รัปชั่นเป็นปัญหาระดับโลก โดยมีบรรษัทข้ามชาติเป็นตัวละครที่สำคัญ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น นายทานากะและข้าราชการก็เคยถูกพิพากษาติดคุกเพราะรับสินบนจากบริษัท Lockheed มูลค่า 25 ล้านเหรียญ ในการซื้อขายเครื่องบิน บริษัท IBM และ Boeing ก็เคยโดนกล่าวหาภายใต้กฎหมาย FCPA จึงไม่แปลกที่พบว่าบริษัทอินวิชั่นฯ(ปัจจุบัน คือ GE INVISION หลังจากเทกโอเวอร์) ซึ่งเป็นผู้ผลิตและขายซีทีเอ็กซ์ 9000 ต้องให้สินบนทั้งในจีน,ฟิลิปปินส์และไทย เขาลงบัญชีเงินติดสินบนเป็นต้นทุนการขายและค่าคอมมิสชั่นจากการขาย กรณีของจีนและฟิลิปปินส์ แต่ผมค่อนข้างประทับใจกฎหมาย Foreign Corrupt Practice Act (FCPA) ของสหรัฐ ซึ่งเริ่มใช้เมื่อปี ค.ศ.1977 และแก้ไขปี ค.ศ.1988 รวมทั้งการเอาจริงเอาจังกับการบังคับใช้ ที่น่าสนใจก็คือ กฎหมายของเขาสามารถเอาผิดกับบริษัทสหรัฐที่ไปให้สินบนทั้งทางตรงและทางอ้อมในต่างประเทศ โดยที่ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์กันด้วยใบเสร็จกฎหมายของเขา ไม่ได้ห้ามการมีนายหน้าหรือตัวแทนเพื่อซื้อขายและมีกำไร แต่การซื้อขายนี้ต้องไม่มีส่วนของการติดสินบน กรณีของจีนและฟิลิปปินส์ บริษัทอินวิชั่นฯมีการจ่ายเงินจริงเป็นสินบนออกจากบริษัทแต่กรณีของไทย อินวิชั่นฯเพียงรับรู้จากตัวแทนจำหน่ายว่าตัวแทนจะต้องติดสินบนจ่ายเงินให้กับคนในเมืองไทย เพียงการรับรู้ว่าธุรกรรมนั้นๆ จะมีเรื่องสินบนก็เป็นความผิดแล้ว ดูเหมือนว่ากฎหมายให้ความสำคัญกับลักษณะหรือโครงสร้างการทำธุรกิจว่า ถ้ามีลักษณะจะมีการให้สินบนไม่ว่าโดยใคร บริษัทสหรัฐก็มีความผิดแล้วตาม FCPA การที่คอร์รัปชั่นเป็นปัญหาระดับโลกถ้าทุกประเทศร่วมมือกันให้มีกฎหมายในลักษณะนี้ ประสิทธิภาพในการป้องกันย่อมตามมา ในความเป็นจริงมีประเทศที่ยอมให้ธุรกิจข้ามชาติของตนให้สินบนในต่างประเทศได้ แล้วยังสามารถนำมาเป็นค่าใช้จ่ายหักภาษีได้อีก(เช่น หลายประเทศในยุโรปโดยเฉพาะเยอรมนีจนกระทั่งไม่นานมานี้) ย่อมได้เปรียบสหรัฐ เคยมีผู้ศึกษาว่าผลของ FCPA ทำให้ธุรกิจข้ามชาติของสหรัฐสูญเสียธุรกิจให้ประเทศอื่นไปปีหนึ่งๆ มูลค่าหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ เพราะสหรัฐทำตัวเป็นลูกเสือที่ดีมีศีลธรรมอยู่คนเดียว แต่ก็มีผู้เห็นตรงกันข้ามบางคนเชื่อว่ากฎหมาย FCPA ทำให้บริษัทข้ามชาติสหรัฐ แข็งขึ้นเพราะปลอดจากต้นทุนค่าใช้จ่ายซึ่งไม่โปร่งใสและสลับซับซ้อน Jack Welch ซึ่งเคยเป็น CEO ของ General Electric (GE) เชื่อว่าบริษัทสหรัฐ "สามารถชนะคู่แข่งได้โดยไม่ต้องให้สินบน" ถ้าคุณมีสินค้าที่ดีทั้งคุณภาพ, ราคาและเทคโนโลยี อย่างไรก็ตามเป็นที่น่ายินดีที่เราได้เห็นกลุ่มประเทศ OECD โดยเฉพาะในยุโรปได้เริ่มมีการใช้กฎหมายในลักษณะคล้าย FCPA เครดิตที่สำคัญต้องแก่ให้รัฐบาล Clinton ที่ผลักดันให้เป็นกติการะดับสากล กลับมาที่เรื่องของเมืองไทย ก่อนที่กรรมการชุดที่มีอธิบดีกรมบัญชีกลางจะรายงานของเท็จจริง ขณะนี้เราพอรู้อะไรบ้าง ขาจร: สังคมเริ่มรู้และเข้าใจว่าทางสหรัฐรู้อะไรและที่ถูกที่ควรรัฐบาลไทยควรจะทำอะไร เรารู้จากเว็บไซต์ของทางการสหรัฐ(กลต. กรมอัยการ และศาลที่แคลิฟอร์เนีย) ว่าผู้แทนจำหน่ายหรือตัวแทนของอินวิชั่นฯในประเทศไทย(ซึ่งน่าจะเป็นบริษัทอินวิชั่นไทยแลนด์หรือบริษัทแพทริออทฯ) บอกฝ่ายบริหารของอินวิชั่นฯว่า เขามีค่าใช้จ่ายเป็นค่าสินบนแก่นักการเมืองหรือข้าราชการของรัฐ จากความแตกต่างในราคาต้นทุนของเครื่องซีทีเอ็กซ์ 9000 กับราคาขาย จากเอกสารของทางการสหรัฐทั้งหมดนี้คือ สิ่งที่เขารู้ เขาไม่รู้ และไม่สามารถบอกว่าผู้จัดจำหน่ายหรือบริษัทแพทริออทฯจริงๆ ได้จ่ายใคร เท่าไหร่ และเมื่อใด(จริงๆ อาจจะมีผู้รู้ก็ได้) ที่เป็นเรื่องน่าเศร้าและดูตลกสิ้นดีก็คือ รัฐบาลภายใต้การนำของนายกฯทักษิณกลับพยายามบิดเบือนประเด็น จัดฉากแกล้งโง่ ดันทุรังเพื่อให้เขายืนยันว่าไม่มีผู้รับสินบนจากฝ่ายไทย ท่านอาจารย์อัมมารสรุปได้แหลมคม(มติชน 24 พ.ค.2548) ว่า การจัดฉากของรัฐบาลในการขอข้อมูลยืนยันความบริสุทธิ์จากสหรัฐ "...เพื่อเลี่ยงไม่ให้บุคคลเหล่านี้ต้องโทษ จึงได้จูงข่าวไปที่จีอีเป็นหลัก เพื่อจะได้ไม่ต้องมาสนใจกับการติดตามกระแสเงินในประเทศไทยเอง หรือพยายามค้นหลักฐานในประเทศ ซึ่งเป็นวิธีเดียวเท่านั้นที่จะรู้ผิดรู้ถูกได้" ผมคิดว่าที่ผ่านมา การตรวจกระแสเงินโดยการใช้อำนาจรัฐกับคนอื่นที่ต้องสงสัย(แม้กระทั้งคอลัมนิสต์) นั้นดูเหมือนทำได้อย่างง่ายเหมือนไม่มีหิริโอตตัปปะหรือคุณธรรม แต่ครั้งนี้กับไม่เห็นความกล้าหาญทางจริยธรรมจากนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นประธานการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ ที่จะกล้าให้ตรวจกระแสเงินของทุกคนที่เกี่ยวข้องกับโครงการนี้ทั้งทางตรงและทางอ้อม ตั้งแต่ท่านนายกฯ, รมต.คมนาคม จนถึงตัวแทนผู้ขายเครื่องซีทีเอ็กซ์ 9000 ซึ่งเป็นผู้ไปบอก INVISION ว่าจะต้องให้สินบน ขาประจำ : ถ้าการเป็นรัฐบาลที่คุมเสียงท่วมท้นเด็ดขาดทำให้สามารถปกป้องพวกพ้อง รัฐบาลไม่ทำในสิ่งที่ถูกที่ควรตามที่สังคมเรียกร้อง เช่น การตั้งกรรมการอิสระจากบุคคลที่น่าเชื่อถือในสังคม คุณคิดว่าการเข้าถึงความรู้ ข้อมูลและความจริงจากพลังของภาคประชาชนจะสามารถได้มาซึ่งความจริงในที่สุดหรือไม่ โดยส่วนตัวผมคิดว่า การมีผู้นำที่ไม่ยอมประนีประนอมหรือลดราวาศอกกับคอร์รัปชั่นนั้นสำคัญมาก ผมนึกถึงคนอย่างคุณอานันท์ ปันยารชุน, คุณนุกูล ประจวบเหมาะ หรือคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา อย่าลืมว่าเรื่องคอร์รัปชั่นธุรกิจยา ซึ่งในที่สุดสามารถเอานักการเมืองอย่างคุณรักเกียรติเข้าคุกได้ คุณชวน หลีกภัย ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีในตอนนั้นก็ตั้งกรรมการอิสระที่น่าเชื่อถือขึ้นมา จนในที่สุดได้ผู้กระทำผิด ขาจร : เนื่องจากแหล่งที่มาของการคอร์รัปชั่นจากสหรัฐนั้นน่าเชื่อถือ ผมรู้สึกว่า สื่อมวลชน สมาคมนักข่าว วุฒิสภา แม้กระทั่งสภาทนายความ องค์กรประชาชน เช่น ครป. ออกมาเล่นบทที่น่าสรรเสริญสังคม ดูมีพลังสู้กับอำนาจฝ่ายการเมือง ผมว่าในที่สุดถึงแม้เราหาผู้กระทำผิดไม่ได้ แต่วิธีการและกระบวนการที่สังคมจะได้มาซึ่งความจริง มีความสำคัญไม่น้อยกว่ากัน ผมคิดว่าต้องขอบคุณกฎหมาย FCPA และ กลต.สหรัฐซึ่งทำหน้าที่เหมือนเป็นสินค้าสาธารณะ ส่งผลข้างเคียงที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมไทย ต้องยอมรับว่าเรื่องแบบนี้มีปัญหาเรื่องเทคนิคมาก อาจารย์นพนันท์จากจุฬาฯ ซึ่งตามเรื่องนี้ใกล้ชิดเชื่อว่า มีการล็อคเสปคกันไว้หมดแล้ว จะหาคนผิดยาก ยอดเงินประมาณ 4,335 ล้านบาท เป็นสัญญาที่บริษัทการท่าอากาศยานแหล่งใหม่ (บทม.) ทำกับ ITO ให้ได้มาซึ่งระบบสายพาน(ประมาณ 1,727 ล้านบาท) และระบบเครื่องตรวจวัตถุระเบิดซีทีเอ็กซ์ 9000 ซึ่งรวมทั้งตัวเครื่อง อุปกรณ์ ค่าใช้จ่ายอื่นๆ เพื่อให้ระบบทำงานได้อีกประมาณ 2,608 ล้านบาท รายการหลังนี้เป็นการทำสัญญาระหว่างเอกชนกับเอกชนคือ ITO กับแพทริออทฯ(หรืออาจรวม INVISION THAILAND) มีมูลค่าประมาณ 2,003 ล้านบาท ซึ่งรวมการซื้อเครื่อง ซีทีเอ็กซ์ 9000 จำนวน 26 เครื่อง มูลค่า 35.8 ล้านเหรียญสหรัฐ ของ บทม. ขณะนี้ 69 เปอร์เซ็นต์ ของเงินโครงการหรือประมาณ 2,900 ล้านบาทนั้นที่ ITO ได้รับไปแล้วเราไม่รู้ว่าเป็นไปตามสัญญาแค่ไหน เป็นสัญญาการจ่ายเงินที่สมเหตุสมผลหรือไม่ เมื่อเทียบกับความก้าวหน้าของงาน โดยคำนึงถึงประโยชน์ของชาติ ในส่วน 2,900 ล้านบาทนี้แพทริออทฯบอกได้รับไปแล้วประมาณ 600 ล้านบาท ข้อมูลที่สับสนตอนนี้ก็คือ ตัวแทนบริษัทแพทริออทฯเคยชี้แจงต่อสาธารณะชนว่า ได้ใช้เงินจำนวนนี้ไปเกือบหมดแล้ว เหมือนเป็นการใช้จ่ายส่วนตัวเช่น ซื้อต้นลีลาวดี 50 ล้านบาท, ค่าประกันการทำงานวางไว้กับธนาคาร 200 ล้านบาท, ซื้อที่ดิน 80 ล้านบาท, ซื้อรถบรรทุก 3 คัน ประมาณ 10 ล้านบาท เหลือประมาณ 100 กว่าล้านบาท ฝากไว้ที่ธนาคาร ข้อมูลเหล่านี้ต่างกันคนละโลกกับข้อมูลล่าสุดที่บริษัทแพทริออทฯยื่นต่อคณะกรรมการ ซึ่งมีอธิบดีกรมบัญชีกลางเป็นประธานและรายงานในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ(อาทิตย์ที่ 29 พ.ค.2548) ซึ่งระบุว่า ITO ได้จ่ายเงินให้กับบริษัทแพทริออทฯแล้ว 203.8 ล้านบาท เป็นเงินมัดจำเก็บไว้ที่ธนาคารกับเงินงวดงาน 414.7 ล้านบาท เป็นเงินเข้าบัญชีบริษัทแพทริออทฯ ฝากไว้ที่ธนาคารเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายจริงสั่งซื้อของสหรัฐ โดยเฉพาะตามสัญญาซื้อซีทีเอ็กซ์ 26 เครื่อง มูลค่า 38 ล้านเหรียญสหรัฐ ความสับสนเหล่านี้น่าจะเป็นเหตุผลที่เพียงพอที่จะสนับสนุน โดยอำนาจรัฐเข้าไปตรวจกระแสเงินของผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด นอกเหนือไปจากโครงสร้างสัญญาและงบฯโครงการทั้งหมดว่าโปร่งใส คุ้มค่าและมีอะไรที่ไม่ชอบมาพากลหรือไม่ ขาประจำ : ผมขอมองโลกในแง่ดีถ้าไม่พบผู้ทุจริตก็ไม่เป็นไร ในที่สุดเราคงได้เรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้ โครงการซีทีเอ็กซ์สะท้อนการต่อสู้ระหว่างรัฐที่กุมอำนาจทางการเมืองเด็ดขาดกับสังคมที่เป็นพหุลักษณ์ แต่มีจุดยืนร่วมในการได้มาซึ่งความจริงของการฉ้อฉล ซึ่งเผอิญแหล่งต้นตอนั้นน่าเชื่อถือ ที่ผ่านมาเป็นการต่อสู้ในวิถีแห่งการได้มาซึ่งความจริง โดยที่สังคมปฏิเสธวิธีการหรือวิถีของรัฐ ฝ่ายสังคมจะได้มาซึ่งวิถีของตนเองหรือไม่ คงต้องดูกันต่อไป หน้า 6
|